สัมภาษณ์น้องวีกีส ตอนลูกกดดันเรื่องการเรียน

แชร์เรื่องนี้

ความรักกับความกลัวเป็นสองความรู้สึกที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกันกับสิ่งเดียวกันเหมือนอย่างที่น้องวีกีส-เบญจาภา เมฆเบญจาภิวัฒน์เคยรู้สึกทั้งรักทั้งกลัวพ่อของเธอจนต้องติดต่อทางรายการเพื่อให้ช่วยยุติความรู้สึก “กลัว” ที่มีต่อพ่อเสียที

น้องวีกีสบอกกับพวกเราว่าเธอกับพ่อสนิทกันมาก พูดคุย เล่นกันได้แทบทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงเรื่องเรียนทีไรพ่อคนเดิมที่น่ารักของเธอก็จะมีท่าทีเปลี่ยนไปทันที คุณจะกลายเป็นคนที่คอยกดดันเธอจนเธอรู้สึกไม่ค่อยดีและกลัวคุณพ่อในบทบาทนี้เสมอ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณพ่อได้รับคำแนะนำเรื่องการสื่อสารจากหมอวิผ่านรายการรอลูกเลิกเรียน เธอก็รู้สึกได้ว่าพ่อเปลี่ยนไปอีกแล้ว แต่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น

พ่อของน้องวีกีสดีขึ้นอย่างไร ติดตามเรื่องราวปัญหาเรื่องความกดดันเรื่องการเรียนจากบทสัมภาษณ์น้องวีกีสผู้เคยถูกพ่อกดดันเรื่องเรียนได้ที่นี่ครับ

ขอย้อนถามถึงพฤติกรรมของพ่อที่คอยกดดันหนูหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

ขออธิบายก่อนว่าโดยปกติป๊าเป็นคนสอนเนื้อหาการเรียนเราได้ทุกวิชาแล้วก็สอนตลอดอยู่แล้ว บางครั้งพ่อก็เป็นตัวตั้งตัวตีที่จะสอนเราเอง สมมติว่าวันนี้ในห้องเรียน เราเรียนวิชาเลขถึงบท 2 ถ้าวันนั้นเราว่างด้วยกันทั้งคู่ พ่อก็จะสอนนำไปบทที่ 3 ไปเลยค่ะ ส่วนอีกกรณีหนึ่งหนูจะเป็นคนบอกให้พ่อสอนเองก็ต่อเมื่อมีการบ้านที่หนูทำไม่ได้ มันเลยเป็นแล้วแต่กรณีๆ ไปว่าใครจะเริ่มก่อน ไม่ได้มีอะไรตายตัว

แต่ถ้าถามถึงพฤติกรรมอะไรที่พ่อกดดันหนู มันก็คือระหว่างที่พ่อสอนหนูนั่นแหละค่ะ พ่อจะคอยจี้เราบ่อยๆ และชอบย้ำคำพูดเดิมๆ ซ้ำๆ ใส่เรา เหมือนคอยพูดว่า “จะสอบวันนี้แล้วนะๆๆ” นอกจากนี้ก็จะเป็นการเร่งสอนแบบไปไวมากจนบางทีหนูไม่เข้าใจว่าจะเร่งทำไม ทั้งที่พวกเราก็ยังมีเวลาอยู่นะ

หนูเริ่มรู้สึกว่าพ่อมีการกดดันหนูตั้งแต่ตอนไหน?

จำได้ว่าตั้งแต่ประถมพ่อก็ได้สอนหนูด้วยตัวเขาเองแบบนี้แล้ว ท่านไม่เคยส่งพี่ๆ แล้วก็หนูเรียนพิเศษกันเลยจนตอนนี้พี่ๆ เขาเข้ามหาวิทยาลัยกันได้หมดแล้วเหลือหนูคนเดียวที่เขาสอนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ แล้วสิ่งที่รู้สึกว่ากดดันก็จะเป็นลักษณะการสอนของพ่อที่เหมือนกับว่าถ้าวันนี้หนูกลับจากโรงเรียนแล้วก็ต้องมาเรียนกับพ่อ 2-3 ชั่วโมง สมมติว่าหนูเรียนไม่เข้าใจขึ้นมา ท่านก็จะไม่ยอมให้เลิก แต่ก็คือมียืดหยุ่นบ้างนิดหน่อย แบบพ่อจะบอกเราว่าต้องทำถึงบทนี้นะถึงจะปล่อยประมาณนี้

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่หนูไม่เข้าใจบทเรียนที่พ่อสอนแล้วท่านไม่ยอมให้เราเลิกให้ฟังหน่อย?

มันจะเป็นตอนที่หนูต้องได้เรียนฟิสิกส์กับพ่อ พอถึงวิชานี้ทีไรหนูจะรู้สึกเบื่อๆ เพราะเราก็ไม่ได้ชอบวิชานี้ พ่อก็จะดึงความสนใจด้วยการดุ แล้วสิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุดพ่อก็จะให้ทำข้ามข้อได้ ประมาณว่าทำไปแต่ละข้อไม่ต้องเป๊ะมากก็ได้ แต่ต้องได้จำนวนเยอะๆ เหมือนอย่างที่บอกไปว่าพ่อจะเร่งหนูแล้วพูดว่าไม่มีเวลาแล้วนะ

ความรู้สึกในใจของหนูตอนที่พ่อเป็นแบบนี้ ก็คือ กดดันแล้วก็ไม่ชอบเท่าไร มันส่งผลให้หนูทำโจทย์ตามพ่อสั่งออกมาไม่ค่อยดี พอหนูทำได้ไม่ดี พ่อก็จะว่าหนูว่าสอนไปหลายรอบแล้วทำไมไม่จำ หนูก็ไม่ชอบเลยที่พ่อพูดแบบนี้ แต่มันดันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ

เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น หนูได้แสดงออกอย่างไรให้พ่อรู้ไหมว่าไม่ชอบ?

หนูไม่ได้แสดงออกอะไรเลย เพราะไม่อยากให้เรื่องมันยาว รวมถึงพอเป็นเรื่องเรียนหนูก็จะกลัวพ่อหน่อยๆ ด้วยค่ะ เพราะปกติแล้วหนูก็สนิทกับพ่อเวลานอกการเรียนการสอน พ่อจะแตกต่างไปเป็นคนละคน พ่อจะมีอารมณ์หงุดหงิดให้เห็น ชักสีหน้า น้ำเสียงผิดไปจากปกติที่จะมีแววขี้เล่นๆ เวลาที่เราทำตามที่พ่อบอกไม่ได้ พอถึงชั่วโมงที่พ่อสอนมันเลยจะมีความรู้สึกนี้เด้งขึ้นมาในใจเสมอ คือ “โอ้ย ไม่อยากเรียนเลย” หรือ “โอ้ย พ่อมาอีกแล้ว” ความรู้สึกหนูเหมือนไม่อยากเจอคุณพ่อร่างนี้เลย

หนูได้พยายามปรึกษาใครเพื่อหาทางออกเรื่องนี้บ้างไหม?

ไม่ได้ปรึกษาใครเลย สิ่งที่ใกล้เคียงคำว่าปรึกษาที่สุดก็คือการบ่นหรือพูดลอยๆ ให้พี่ทั้งสองคนฟัง พี่ก็จะปลอบหนูว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่คือตัวพี่ไม่เคยมาบ่นเลย พ่อสอนอะไรก็คือทำได้หมด

พอได้มาออกรายการรอลูกเลิกเรียนแล้ว ในช่วงที่พ่อพูดเปิดใจกับหนู หนูรู้สึกอย่างไร?

มันอธิบายความรู้สึกว่าเป็นความดีใจหรือเสียใจไม่ได้ แต่คือเรารู้สึกว่า หึ้ย! เราได้คุยกับพ่อเรื่องนี้แล้วสักที รู้สึกเหมือนเรากับพ่อกำลังปรับความเข้าใจกันซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยได้คุยเรื่องนี้เท่าไร แต่ตอนที่หนูกำลังตัดสินใจจะบอกว่าพ่อกดดันเราอย่างไรบ้าง ช่วงที่หนูพูดในรายการว่าพ่อชอบพูดคำว่า “จะสอบแล้วนะๆ” หนูก็มีการลังเลอยู่เหมือนกันนะคะว่าจะพูดออกไปให้พ่อรับรู้ดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายเราก็พูดออกไปมันก็รู้สึกว่าโล่งดีค่ะ

หลังจากออกรายการ ผลลัพธ์เรื่องการกดดันของพ่อที่มีต่อหนูเป็นอย่างไรบ้าง?

มันดีขึ้นค่ะ รู้สึกได้ว่าท่านเข้าใจหนูมากขึ้น เวลาที่สอนก็อ่อนโยนลง ใจดีขึ้น อย่างเช่นเวลาที่เราไม่เข้าใจข้อนั้น ป๊าก็จะมาสอนแล้วก็เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ พยายามสอนแบบใหม่ๆ จนกว่าหนูจะเข้าใจซึ่งเมื่อก่อนนี้มันไม่ใช่แบบนี้ จะมีแต่ดุพ่วงมากับน้ำเสียงกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป ถอนหายใจแบบ “เฮ้อ!!” แรงๆ ใส่หนูซึ่งแน่นอนว่าหนูรู้สึกเฟลมาก แต่ท่านก็ยังสอนแบบเดิมๆ ย้ำแบบเดิมๆ และหนูก็ทำไม่ได้เหมือนเดิม

พอมีตัวอย่างเหตุการณ์ที่หนูรู้สึกว่าพ่อไม่กดดันเหมือนเดิมแล้วบ้างไหม ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย?

ตอนที่พ่อสอนวิชาเลขค่ะ พ่อเหมือนไล่ๆ หาวิธีการสอนแบบใหม่ พยายามหารูปแบบการสอนที่คิดว่าถ้าสอนเราแบบนี้จะทำให้เราเข้าใจ พร้อมอธิบายให้เราฟังหลากหลายแบบมากขึ้น ใช้น้ำเสียงระหว่างการสอนที่โอเค ไม่มีอารมณ์โมโหร่วมไปด้วย

พอพ่อซอฟต์ลง หนูผ่อนคลายลงค่ะ มันทำให้หนูตั้งใจทำมากขึ้นด้วย รู้จักแบ่งเวลามากขึ้น แบบวันนี้เอาเท่านี้พอ ไม่กดดันตัวเองให้ต้องอัดเนื้อหาเยอะๆ เหมือนเมื่อก่อนค่ะ

สุดท้าย หนูค้นพบอะไรหลังจากได้ออกรายการนี้?

หนูว่ารายการนี้มันทำให้หนูกับพ่อเข้าใจกันและกันมากขึ้นเพราะว่าเราได้คุยกัน ได้ปรับความเข้าใจกันค่ะ

ไม่ว่าจะมีเรื่องไม่เข้าใจกันแค่ไหน สุดท้ายการพูดคุยระหว่างผู้ปกครองกับลูกก็ยังเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยปรับให้คนต่างอายุ ต่างความคิดปรับตัวเข้าหากันได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองกดดันลูกเรื่องการเรียนหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

afterschoolonline.tv
Scroll to top