เลี้ยงลูก พ.ศ.นี้ เหนื่อยหัวใจเกินไปหรือเปล่า?

แชร์เรื่องนี้

“เหนื่อยกายไม่เท่าไร แต่เหนื่อยใจสุดจะทน”

ตั้งแต่ที่จำความได้แอดมินมักจะโดนคุณแม่ของตัวเองดุด้วยประโยคข้างต้นนี้อยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับไว้เลยว่าตลอดเวลาที่แม่พูดคำนี้ให้แอดแทบจะไม่สำนึกหรือมีความรู้สึกร่วมใดๆ กับท่านเลย เพราะคิดเสมอว่ามันล้วนเป็นคำพูดที่เกินจริงและการเลี้ยงดูลูกไม่ว่าจะเป็นคุณแม่บ้านไหน มันก็คงไม่เหนื่อยใจอะไรขนาดนั้น แต่พอเวลาผ่านไป แม้จะนานสักหน่อย แอดก็เริ่มมีความคิด ‘เออ เชื่อแม่สักหน่อยก็ดีแฮะ’ พ่อแม่เดี๋ยวนี้การส่งลูกเรียนก็เหมือนกับผู้ปกครองได้ลงไปเรียนเองอีกครั้งเลย

 เลี้ยงลูก พ..นี้ เลี้ยงอย่างไร

จากจดหมายข่าวประชากรและการพัฒนาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้สรุปข้อมูลการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. การเลี้ยงลูกในปัจจุบันเป็นเรื่องยากเพราะสังคมวางกรอบเอาไว้ว่า ความเก่ง ความฉลาดและความเป็นเลิศของเด็กในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านวิชาการ คือ ค่านิยมที่ต้องยึดถือ
  2. ความมุ่งหวังของพ่อแม่คือให้ลูกมีผลการเรียนดีเยี่ยมเพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยชื่อดัง รวมถึงเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตอันสดใสต่อไป
  3. พ่อแม่หลายคนส่งลูกเรียนพิเศษตั้งแต่ยังไม่เข้าชั้นอนุบาล
  4. แม้จะมีพ่อแม่ที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งลูกเรียนพิเศษ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเปลี่ยนใจ เนื่องจากลูกสู้เพื่อนที่เรียนพิเศษไม่ได้ ส่งผลให้ลูกไม่ชอบการเรียน หมดความเชื่อมั่นและหมดสนุกกับการเรียนไปโดยปริยาย
  5. พ่อแม่ที่ค่อนข้างมีฐานะจะยิ่งตั้งความคาดหวังกับลูกไว้สูง โดยเกณฑ์วัดที่พวกเขาไว้วางใจก็คือตัวพวกเขาเอง พวกเขาต้องการให้ลูกเก่งกว่าหรืออย่างน้อยต้องมีความสามารถเท่ากับตัวพวกเขาเองถึงจะรู้สึกดี

จากข้อมูลข้างต้นพอจะสรุปได้ว่าผู้ปกครองคาดหวังกับลูกเรื่องการเรียนเอาไว้สูงมาก วางแผนทุกอย่างไว้ในหัวหมดแล้วจนแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้ลูกได้คิดว่าเขาอยากใส่อะไรลงไปด้วยตัวเองเลย มันเลยเกิดคำถามขึ้นว่าลูกมีความสุขหรือว่ากดดันจากสิ่งที่พ่อแม่วางไว้ให้กันแน่?

ถ้าเครียดไม่มีความสุขเมื่อถูกกดัน ลูกจะแสดงออกอย่างไร

การเดินไปให้ถึงจุดหมายมันไม่เคยง่าย ถ้าไม่จริงจังหรือปล่อยปละละเลยก็อาจทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย พ่อแม่จึงต้องกระตุ้นให้ลูกเรียนหนัก เข้มงวดทั้งเรื่องการอ่านหนังสือ การเรียนพิเศษจนลูกอาจไม่มีความสุขเท่าที่ควร

การแสดงออกทางพฤติกรรมเนื่องจากความเครียดในวัยรุ่นแบ่งออกได้ ทางใหญ่ๆ คือ

  1. วัยรุ่นมีความเก็บกดและมักพาตัวเองหนีออกจากสถานการณ์ที่กดดัน เพราะวัยรุ่นจะไม่โวยวายหรือแสดงท่าทีเพราะรู้ตัวว่าแสดงออกไปก็คงถูกต่อว่าจึงเลือกวิธีพาตัวเองเลี่ยงจากสถานที่ที่รู้สึกกดดันดีกว่า โดยมักจะไปเล่นเกมหรือไปปรึกษาเพื่อนเป็นส่วนใหญ่
  2. ใช้วิธีทำร้ายจิตใจพ่อแม่ วัยรุ่นที่เลือกใช้วิธีนี้เนื่องจากเคยพยายามสื่อสารสิ่งที่ต้องการบอกให้พ่อแม่รู้แล้ว แต่พ่อแม่กลับไม่ยอมรับ เด็กเหล่านี้เลยต้อง “ประชด” ให้พ่อแม่ไม่พอใจ เพื่อที่จะได้เข้าใจเขาบ้างว่าเขารู้สึกอย่างไร
  3. หากเขารู้สึกไม่มีคุณค่า ทางเลือกที่แย่ที่สุดก็คือการจบชีวิต เพราะเขาไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรกลับไปตั้งหลักว่าเด็กไม่มีความสุขเพราะอะไรและช่วยกันหาทางออก โดยไม่กล่าวหาว่าใครเป็นคนผิด ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าเขามีคุณค่าเสมอแล้วเขาจะไม่รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นศูนย์และเลือกใช้วิธีที่น่าสงสารเพื่อพาตัวเองออกจากความกดดัน

คำพูดลักษณะไหนที่กดดันลูกบ้าง

มาดูกันว่าคำพูดแบบไหนบ้างที่สร้างความรู้สึกกดดันให้กับลูกของคุณและไม่ควรนำมาใช้อย่างยิ่ง

  1. คำพูดที่เป็นการติมากกว่าชม การพุ่งประเด็นไปที่ความผิดพลาดของลูกมีค่าเท่ากับผู้ปกครองมองข้ามสิ่งดีๆ ที่ลูกทำทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อหนึ่งของพ่อแม่ที่ยังเป็นการเข้าใจผิดเสมอมา นั่นก็คือ การคิดว่าเด็กไม่จำเป็นต้องได้รับคำชมเมื่อพวกเขาทำได้ดี เพราะการชมอาจทำให้พวกเขาเหลิงหรือบางคนก็คิดว่าต้องไม่ชมเพื่อสร้างความกดดันให้ลูกทำได้ดี เช่น ลูกทำผลการเรียนได้ดีขึ้นจากภาคการเรียนก่อนหน้านี้ แต่ผู้ปกครองไม่ชมพร้อมยังบอกลูกว่ายังทำได้ดีไม่พออีก เป็นต้น
  2. คำพูดสร้างสถานการณ์ให้ต้องกดดันเกินจริง เช่น พูดว่า “หากลูกไม่ทำแต้มให้ได้มากที่สุดในเกม ลูกจะไม่มีโอกาสได้เล่นเกมอีกครั้ง” หรือ “ถ้าลูกสอบไม่ถึง 9.5 คะแนน ลูกจะไม่ได้อยู่กลุ่มเด็กหัวกะทินะ” คำพูดเหล่านี้ล้วนแต่มีความหมายว่าลูกของพวกเขามีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวในการทำและต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็คือจบซึ่งคำพูดแบบนี้จะสร้างความกดดันให้กับลูกของคุณ
  3. คำพูดเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น เช่น “พี่ชายของหนูสอบได้เกรด 4 ทุกวิชาอีกแล้ว เพราะเขาอ่านหนังสือทุกวัน” หรือ “เห็นเจ้าโอ๊ตไหมลูก? เขาได้ท็อปวิชาภาษาอังกฤษนะ แม่เชื่ว่าลูกก็ทำได้ ขอแค่ตั้งใจกว่านี้” การเปรียบเทียบลูกของคุณกับเด็กคนอื่นตลอดเวลาจะทำให้ลูกคิดว่าตัวเองต้องอยู่ในการแข่งขันตลอดเวลาและมักจะไม่มีความสุขในการทำสิ่งๆ นั้นจนสุดท้ายอยากเลิกทำไปเอง ฉะนั้น ถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ควรจะให้ลูกแข่งขันกับตัวเองโดยการพัฒนาจากเดิมให้ดีขึ้นและให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และฝึกฝนของลูกให้มากขึ้น

พูดอย่างไร..ไม่ให้กดดันลูกเรื่องการเรียน

หลังจากที่ทราบคำพูดที่สร้างความกดดันให้กับลูกไปแล้ว ตอนนี้เราลองมาดูคำพูดที่ผู้ปกครองควรใช้เพื่อลดความกดดันของลูกลงและเสริมให้ลูกมีแรงจูงใจในการเรียนต่อไป โดยตัวอย่างและวิธีพูดเหล่านี้ เรานำมาจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียนที่ได้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กอย่างแพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์มาเผยกลเม็ดเด็ดดวงที่จะทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องดุและกดดันลูกจนเกินไปกันครับ

ตัวอย่างประโยคที่คุณหมอแนะนำ

  1. “ดูลูกคร่ำเคร่งกับเรื่องเรียนมาก ลูกตั้งใจมาก พ่อดีใจและภูมิใจที่เห็นลูกตั้งใจนะ”

ประโยคนี้เป็นการใช้ “I message” ที่พ่อพูดในสิ่งที่พ่ออยากพูด ต้องการให้ลูกรับรู้ว่าพ่อคิดอย่างไร โดยที่ลูกไม่ต้องเดาเอาเอง นอกจากนี้ “I message” ก็ยังรวมถึงคำชม คำพูดที่ไม่ใช่การบ่นหรือการยัดเยียดเหตุผลใส่คำชม เพราะเทคนิคการชมที่ดี คือ ชมลูกชมให้สุด ไม่ต้องไปต่อท้ายคำชมด้วยคำพูดที่ว่า “มันก็เพื่ออนาคตของหนูนะ” เพราะถ้าใส่เหตุผล มันเหมือนไม่ได้ชมออกมาจากใจจริงๆ คนฟังอาจไม่รับรู้ถึงความรู้สึกได้

  1. “พ่อไม่แน่ใจนะลูกว่าที่หนูตั้งใจแบบนี้เพราะพ่อทุ่มเทสอนหนูมากจนหนูรู้สึกว่าต้องทำให้มันดีหรือเปล่า? กลัวจะทำให้พ่อเสียใจหรือเปล่าถ้าเกิดหนูทำได้ไม่ดี”

ตัวอย่างประโยคนี้เป็น “การสะท้อนความรู้สึก” ของลูกที่พ่อรับรู้ได้เอง ถ้าพ่อรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไรให้พูดออกไปแล้วลองถามลูกดูว่า “มันเป็นจริงอย่างที่พ่อคิดไหม?” เพราะถ้าสิ่งที่ผู้ปกครองพูดออกไปเป็นเรื่องที่ลูกรู้สึกจริง ลูกจะรับรู้ได้เองว่าพ่อก็ให้ความสนใจตัวเขาเหมือนกันซึ่งถือเป็นกาวที่สมานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับลูกได้ดีเลยล่ะ

  1. “ถ้าวันนี้ยังไม่พร้อมเล่าเรื่องให้พ่อฟังก็ไม่เป็นไรนะลูก แต่รู้ไว้นะว่าพ่อพร้อมฟังลูกเสมอ”

ตัวอย่างประโยคนี้เป็นตัวช่วยชั้นดีสำหรับผู้ปกครองที่ไม่รู้จะเปิดประเด็นคุยกับลูกเรื่องความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ภายในใจอย่างไรและถือเป็นประโยคที่เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดสิ่งที่เขาต้องการพูดมานานแต่ไม่กล้าเอ่ยปากให้ผู้ปกครองได้รับรู้สักที ผู้ปกครองที่ยังไม่เคยเปิดใจคุยกับลูก ทั้งๆ ที่ยังรู้สึกค้างคาอยู่ก็สามารถนำคำพูดนี้ไปใช้ได้เลยครับ

ตัวอย่างประโยคทั้งหมดที่คุณหมอวิแนะนำมาไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่ไหมครับ? หากยังนึกไม่ออกแต่อยากคุยกับลูกก็นึกถึงคำพูดเหล่านี้แล้วนำไปใช้ดูได้เลยนะครับ

พ่อแม่ท่านไหนที่อยากรู็ว่าตัวเองกดดันลูกเรื่องการเรียนหรือไม่ ทดสอบตนเองได้ที่

พ่อแม่ท่านใดอยากศึกษาเรื่องการสื่อสารกับลูกรวมถึงเทคนิคการพูดคุยกับลูกแบบนี้ได้ที่

 

เครดิต

ipsr.mahidol , chula.ac.th , honestdocs.co

afterschoolonline.tv
Scroll to top