สัมภาษณ์น้องต้นข้าว ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

แชร์เรื่องนี้

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ต้องทำงานบ้าน เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มอบหมายให้ลูกทำงานบ้านก็ตั้งใจจะฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเห็นเสียงบ่นปนหงุดหงิดว่าลูกไม่ช่วยทำงานบ้านอยู่เสมอ

วันนี้แอดก็เลยถือโอกาสคุยกับน้องต้นข้าว เด็กสาวที่แม่บอกว่าไม่ค่อยช่วยทำงานบ้าน เรียกให้ลงมาช่วยงานก็ไม่ยอมขานกลับจนต้องขึ้นเสียงใส่ เราลองมาดูกันสิว่าทำไมเด็กวัยรุ่นคนนี้ถึงโดนแม่ตัวเองมองว่าไม่ช่วยงานล่ะ

ทำไมก่อนหน้านี้หนูถึงไม่ค่อยได้ช่วยแม่ทำงานบ้าน?

จริงๆ ไม่ใช่ว่าหนูไม่ช่วยงานแม่ แต่ตอนที่ขึ้น ม.2 งานมันเยอะขึ้นมาก มีทั้งโครงงาน ทั้งการบ้าน เรียกได้ว่าอยู่โรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว กลับมาบ้านก็ยังต้องช่วยแม่อีก กว่าจะเก็บร้านก็ 4 ทุ่มแล้ว หนูแทบไม่มีเวลาทำการบ้านเลย ถ้าทำก็ทำเสร็จตอนเที่ยงคืน วันถัดไปก็ตื่นสายไปโรงเรียนไม่ทัน โดนพ่อด่าอีก หนูไม่โอเคก็เลยขอแม่ช่วยงานหลัง 6 โมงเย็นแทนซึ่งแม่ก็ยอมรับข้อเสนอหนู

ดูเหมือนตกลงกันได้แล้ว แล้วปัญหาอยู่ที่ตรงไหนครับ

เอาจริงๆ แล้วเหมือนว่ามันจะดีขึ้นนะคะ แต่หนูก็ยังทะเลาะกับแม่เรื่องนี้เหมือนเดิมทั้งเรื่องที่แม่เรียกหนูแล้วหนูไม่ตอบ ความจริงแล้ว เวลาที่อยู่บนบ้านแล้วแม่ตะโกนเรียกหนูจากข้างล่าง บางครั้งหนูก็ขานแล้วแต่แม่ไม่ได้ยินหรือบางทีน้องของหนูก็หลับอยู่หนูเลยไม่อยากตะโกนกลับไป กลัวน้องตื่นซึ่งพอหนูไม่ขานปุ๊บมันก็กลายเป็นประเด็นว่าแม่เรียกหลายรอบแล้ว ทำไมยังไม่ตอบซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราทะเลาะกันค่ะ

ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยๆ คือ การที่แม่ชอบใช้หนูถี่ๆ อย่างเช่นแม่ชอบใช้ไปซื้อของไม่พร้อมกันทั้งๆ ที่มันสามารถสั่งทีเดียวแล้วหนูก็ออกไปทีเดียวแล้วกลับมาบ้านได้ แต่อันนี้คือหนูต้องเดินไป-กลับร้านค้า 2-3 รอบบ่อยครั้งเลยค่ะ

เวลาที่แม่ใช้ให้ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน หนูรู้สึกอย่างไร

รู้สึกหงุดหงิดค่ะ เหมือนบางทีแม่ใช้ให้ไปล้างแก้วหน่อย เรากำลังหยิบตะกร้าแก้ว แม่ก็พูดว่าเดี๋ยวไปล้างจานด้วยนะ ยังไม่พอก็ใช้เราไปเด็ดกะเพราด้วยนะ หนูก็เลยขึ้นก็เลยตะคอกกลับไปว่า “ตกลงจะให้ทำอะไรก่อน!!” แม่ก็จะตะคอกกลับเลยว่า “เออ ไม่ใช้แล้ว เดี๋ยวกูทำเอง” มันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยๆ จนบางครั้งหนูรู้สึกน้อยใจมากๆ เพราะคำพูดของแม่จนบางครั้งหนูก็เลือกที่จะเดินมานั่งเงียบๆ ไม่ทำตามที่แม่บอก แต่บางครั้งก็ทำตามเพราะไม่อยากให้แม่โกรธ แต่ก็จะเป็นการทำตามคำสั่งแบบทำไปก็น้อยใจไป

แต่ในเมื่อต้องทำงานด้วยกันอยู่ทุกวัน หนูกับแม่คืนดีกันอย่างไร

มันมีหลายอย่างค่ะ บางทีก็เป็นหนูที่เป็นฝ่ายขอโทษแม่ก่อนหรือบางทีแม่ดุๆ อยู่ก็หลุดขำออกมาเองเพราะเราเล่นตลกใส่ บางครั้งต่างฝ่ายต่างขอเวลาไปนั่งสงบสติอารมณ์สักพักหนึ่งก็คืนดีกันแล้ว เราไม่ได้โกรธกันนานค่ะ

แต่มันก็ไม่ได้ว่าจะเป็นเรื่องดีนะคะเพราะว่าหนูก็ยังรู้สึกค้างคาบ้าง เพราะเราต้องยอมแม่เกือบตลอดเลย สิ่งที่แม่ทำชอบทำให้หนูคิดว่า “ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้วะ เราไม่ได้ผิดไม่ใช่หรอ” แต่เราก็ต้องยอมแม่เพราะแม่เถียงเก่ง ยกตัวอย่างเช่น แม่เป็นคนเอาสายชาร์จพ่อไปวางไว้ที่หน้าห้องน้ำแล้วพ่อก็ตามหา พอเจอก็ถามว่าใครเอาไปวางในที่ที่ไม่ใช่ที่เก็บของมัน แม่ก็โทษหนูว่าหนูเป็นคนทำ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ พ่อก็มาด่าหนู พอหนูบอกว่าแม่ไม่ใช่หรอที่เอาไปวาง แม่ก็จะว่าๆ หนูก็ต้องยอมค่ะ

ถ้าดูจากรายการเราจะเห็นหนูกับแม่เปิดใจคุยกันเรื่องนี้ โดยปกติแล้วได้คุยกันแบบนี้บ่อยไหม?

ตอนก่อนออกรายการ ไม่มีการพูดเปิดใจเลย แต่พอเปิดใจกันวันนั้นหนูก็รู้สึกว่าหนูเข้าใจแม่มากขึ้นว่าแม่ทำแบบนั้นทำไม ทั้งการที่แม่ชอบตะคอก ชอบใส่อารมณ์และดูเหมือนว่าแม่ไม่มีเหตุผล ทั้งหมดนั้นมันเป็นเพราะว่าแม่เหนื่อยและพอเราตะคอกกลับไปมันก็ยิ่งทำให้แม่ที่เหนื่อยอยู่แล้วอารมณ์ขึ้นมากกว่าเดิม มันก็เลยทำให้หนูเข้าใจแม่และเสียใจที่เมื่อก่อนหนูเลือกเถียงแม่กลับไป

พอเปิดใจระหว่างกันและกันแล้ว หนูรู้สึกอย่างไร

รู้สึกดีที่ได้ปลดปล่อย เพราะเราได้บอกให้แม่เข้าใจในมุมของเราและได้ขอโทษแม่ด้วย หนูบอกแม่ไปว่าที่ทำแบบนั้นไปบางทีมันเป็นแค่อารมณ์ขึ้น ไม่ได้ตั้งใจพูด ตอนพูดไม่ได้คิด และหลังจากไปออกรายการก็ได้เคลียร์กันเพิ่มขึ้น เราก็สัญญากับแม่ว่าเราจะพยายามไม่ตะคอกแม่และไม่หงุดหงิดใส่แม่แล้ว ส่วนแม่ก็บอกหนูว่าแม่ก็จะพยายามใช้งานหนูทีละอย่างและก็ไม่ค่อยใช้อารมณ์กับหนูเหมือนกันค่ะ

พอให้สัญญาใจกันแล้ว แม่ยังใช้หนูถี่เหมือนเดิมหรือเปล่า?

ไม่ค่ะ เดี๋ยวนี้แม่เปลี่ยนไปเลย อย่างเวลาที่หนูล้างแก้วอยู่ แม่ก็จะพูดว่า “เดี๋ยวล้างแก้วเสร็จแล้วค่อยไปล้างจานนะลูก” แม่เปลี่ยนคำพูดซึ่งมันดูนุ่มนวล ชัดเจนและเหมือนกับว่าแม่เข้าใจหนูมากขึ้น ยอมรับเลยว่าหนูก็รู้สึกดีค่ะ คิดว่าทุกอย่างมันต้องดีขึ้น ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

เปอร์เซ็นต์ที่เหลือมันคือเรื่องอะไร

เวลาหนูถามเรื่องงานของแม่บางทีแม่ก็ไม่ยอมตอบ แม่จะพูดกับเราว่าขี้เกียจตอบ สมมติถามว่าลูกค้าคนนี้กับอีกคนสั่งข้าวกี่กล่อง หนูจะได้ใส่ถุงได้ถูก แบบถ้าเขาสั่งสามกล่องหนูจะได้ใช้ถุงใหญ่ แต่แม่ก็จะไม่ตอบ ถามครั้งที่สองว่าอันนี้กี่กล่อง แม่ก็ยังไม่ตอบ พอครั้งที่สามหนูก็ต้องขึ้นเสียงว่า “แม่! อันนี้! กี่กล่อง!!” แม่ก็จะตอบกลับมาว่า “จะถามอะไรนักหนา เดี๋ยวกูบอกเองแหละ” พอเป็นแบบนี้ก็จะทำให้มีปากมีเสียงกันแล้ว แต่เราก็คิดว่าเข้าใจแม่มากขึ้น เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยทะเลาะกัน บางทีที่ทะเลาะก็จะมีการยิงมุกตลกเข้าไปเผื่อสถานการณ์มันจะดีขึ้นซึ่งมันก็ดีขึ้นจริง บรรยากาศที่กำลังจะเดือดก็ผ่อนคลายลง แม่ก็จะหลุดขำเราประมาณนี้ค่ะ

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่แม่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ให้หนูไปส่งข้าวค่ะ แม่ก็บอกว่าไปส่งข้าวให้แม่หน่อยนะ พอส่งเสร็จแล้วก็แวะกินน้ำปั่นได้เลย ช่วงนี้แดดมันร้อนแม่เข้าใจ หนูก็รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ เพราะปกติแล้วแม่จะไม่ค่อยให้หนูไปกินน้ำพวกนี้ แม่ชอบว่ามันแพง กินไปก็อ้วน แต่เดี๋ยวนี้คืออนุญาตให้เรากินเลยก็เลยรู้สึกดีกับแม่ขึ้นไปอีกค่ะ

อยากฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันบ้าง

อยากจะบอกทุกคนว่าถ้ามีปัญหากับพ่อหรือแม่ก็อยากให้เปิดใจคุยกันดีๆ โดยไม่ต้องใช้อารมณ์ อยากให้คุยด้วยเหตุผล ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องคุยทุกเรื่องให้มันดูเครียดไปหมด หากได้เปิดใจกับแม่มากขึ้นก็จะสามารถเข้าใจเขาได้หลายๆ อย่างเลยล่ะ

พอได้คุยกับน้องต้นข้าวก็ทำให้รู้เรื่องว่าการสื่อสารที่ดีในครอบครัวมันครอบคลุมกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านจริงๆ เพราะถ้ามองเผินๆ เรื่องการรับผิดชอบงานบ้านกับเรื่องการสื่อสารกันดูไม่น่าเกี่ยวข้องกันได้ แต่กลับกลายเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ลูกรู้สึกอยากทำหรือไม่อยากทำตามคำสั่งของพ่อแม่ได้เลย

พ่อแม่ท่านใดที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องช่วยงานบ้านได้ดีขนาดไหน?

ติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

afterschoolonline.tv
Scroll to top