‘พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟัง’

แชร์เรื่องนี้

พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟังนักจิตวิทยาคลินิกแนะให้พ่อแม่ฟังลูกมากขึ้น แต่พูดน้อยลง

เข้าใจเลยว่าที่พ่อแม่ต้องบ่นต้องสอนก็อยากให้ลูกได้ดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคำพูดของพูดแม่ดันไม่เข้าหูลูกๆ เลย คำพูดเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร?

John Duffy นักจิตวิทยาคลินิกและเป็นนักเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ลูกจะกรอกตามองบน พูดจาไม่ไพเราะหรือต่อต้านใส่พ่อแม่ เพราะทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพ่อแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกว่าต้องคุยกับลูกเพราะมันเป็นหน้าที่ การสนใจสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่าลูก การจู้จี้ เจ้ากี้เจ้าการลูกและที่สำคัญคือการพูดเยอะๆ แต่ไม่ฟังลูกเลย

คำพูดของพ่อแม่ที่มีประสิทธิภาพ VS ไม่มีประสิทธิภาพ

Melanie Greenberg นักจิตวิทยาคลินิกบอกว่าเด็กจะสามารถจำหรือเก็บข้อมูลในขณะที่อยู่ในวงสนทนาได้ประมาณ 30 วินาทีหรือประมาณ 2-3 ประโยคของผู้พูดซึ่งหมายความว่าถ้าเกินเวลาดังกล่าวเด็กก็อาจจะจำคำพูดของพ่อแม่ไม่ได้เลย (เศร้า)

ตัวอย่างของการพูดเยอะแล้วไม่มีประสิทธิภาพ “แม่ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะให้หนูไปเรียนเต้นกับติวเข้ามหา’ลัยพร้อมกันอย่างที่หนูขอเลยดีมั้ย? หนูก็รู้ว่ามันไม่น่าเรียนพร้อมกันได้ใช่ป่ะ? แบบเต้นก็เรียนปาไป 3 วันละจันทร์พุธศุกร์ ติวก็ติวทุกวันเวลาก็เหลื่อมกันด้วย แม่ว่าไม่โอเคหรอก เวลามันไม่พอ ไหนจะต้องมาเครียดเรื่องตัดชุดให้หนูเต้นโคฟเวอร์อีก…” ถือเป็นประโยคที่ยาวมากและจับประเด็นไม่ได้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไร

ในขณะที่อีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ประสิทธิภาพ สั้นๆ กระชับ “ถ้าลูกอยากทั้งเรียนเต้นทั้งติวพร้อมกันในเทอมนี้ แม่ว่าวันนี้เรามาคุยกันหน่อยว่าจะทำยังไงกับเรื่องเวลาที่เหลื่อมกัน โอเคมั้ย?” เห็นได้ชัดว่าประโยคนี้สั้นและจับใจความได้ง่ายขึ้นว่าแม่ต้องการขอให้ลูกทำอะไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟัง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟังคำของคุณ

  1. ใช้คำพูดให้น้อยลง พูดแค่คุณต้องบอก เอาให้ชัดและรัดกุมในคำไม่กี่คำ
  2. ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะการใช้น้ำเสียงที่อ่อนจะทำให้ลูกอยากตอบและตั้งใจฟัง
  3. อาศัยความอดทน มันก็ต้องมีบ้างแหละที่จะรู้สึกหงุดหงิดลูกตัวเองที่ไม่เชื่อฟัง แต่มันเป็นเรื่องปกติที่บ้านอื่นก็เจอ มันเป็นวัยของลูกที่เริ่มโตแล้วตีตัวออกห่างพ่อแม่ ดังนั้น จึงอยากให้พ่อแม่อดทนและดูเขาพวกเขาด้วยวิธีการเหล่านี้ต่อไป

เครดิต

washingtonpost , psychologytoday , huffpost

afterschoolonline.tv
Scroll to top