ทำอย่างไร..ถ้าลูกเป็นเด็กดื้อเงียบ

แชร์เรื่องนี้

แค่เห็นคำว่าดื้อพ่อแม่ก็ถึงกับเอามือกุมหัวกันให้วุ่นแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ลูกคนนี้เชื่อฟัง แต่ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กดื้อเงียบล่ะ คุณจะทำอย่างไรดีนะ

อาการดื้อเงียบ คือ อาการที่ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ผู้ปกครองบอกหรือเตือนอะไรในครั้งแรกเหมือนจะเชื่อฟังและรับปากไว้ แต่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยเบลอ ไม่ทำตามที่ตกลงกับพ่อแม่ซะอย่างนั้น

ยกตัวอย่างจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ในช่วงที่คุณแม่เปิ้ลเล่าพฤติกรรมของลูกให้ฟังว่าลูกของเธอก็เป็นคนมีพฤติกรรมต่อต้าน มีครั้งหนึ่งที่คุณแม่ห้ามไม่ให้น้องไปเจาะหูเพราะเป็นห่วง เนื่องจากน้องเป็นน้ำเหลืองไม่ดี แผลหายยาก ตอนแรกน้องก็เหมือนจะฟัง แต่ไปๆ มาๆ ก็มาเห็นว่าน้องมีรูหูเพิ่มขึ้นอีก 2 รู นี่จึงเป็นนิสัยของเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านหรือดื้อเงียบนั่นเอง

เด็กดื้อเงียบเกิดจากผู้ปกครองชอบห้ามลูกทำนู่น ทำนี่ตามที่เขาต้องการพร้อมกับอธิบายเหตุผลที่ดูเยิ่นเย้อมากเกินไป เพราะแม้ว่าจะมีเจตนาดีที่เป็นห่วงลูก กลัวลูกได้รับอันตรายไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจึงห้ามลูกทำสิ่งนั้น แต่สำหรับลูกเมื่อพ่อแม่พูดเยอะ อธิบายเยอะจะกลายเป็น “การบ่น” ทันทีเหมือนพูดเยอะแต่สาระมีอยู่นิดเดียว ทำให้ลูกตอบเออออเพื่อตัดความรำคาญเท่านั้นแต่สุดท้ายก็ไม่ฟังและทำตามใจชอบอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดได้จากการถูกผู้ปกครองเลี้ยงดูอย่างเอาใจหรือไม่ก็ไม่ใส่ใจเลยทำให้เด็กไม่รู้จักการใช้เหตุผล ขาดการคิดวิเคราะห์ กล่าวคือเด็กไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ต่อให้สุดท้ายพ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือนก็เลือกที่จะไม่รับฟังและทำตามที่ตัวเองคิดต่อไป

เมื่อผู้ปกครองสังเกตว่าลูกของตนมีอาการดื้อเงียบแล้วอย่าเพิ่งท้อใจไปนะครับ เรามีวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกของคุณค่อยๆ ลดอาการนี้ลงไป โดยอาศัยการสื่อสารเป็นสำคัญ รวมไปถึงความสุขของผู้ปกครองขณะพูดคุยและระยะเวลาเพื่อให้เขาปรับตัว วันนี้แอดได้สรุปเทคนิคทำให้ลูกเลิกดื้อเงียบตามแบบฉบับรายการรอลูกเลิกเรียนมาให้ทุกคน ดังนี้

  1. ผู้ปกครองต้องทำใจให้เป็นสุข หมายถึงการสร้างบรรยากาศที่ดีขณะที่พูดกับลูก ไม่มีอคติในใจอะไร
  2. บอกพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ชอบให้ลูกรู้ การบอกพฤติกรรมที่ไม่ชอบไม่ใช่การโทษลูก เช่น บอกว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้” เพราะถือเป็นการตำหนิลูก แต่ควรมุ่งไปที่พฤติกรรมนั้นๆ เลย เช่น หากพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเจาะหู ก็ต้องบอกลูกว่า “เจาะหูนี่มันไม่ดีเลยเนาะ” เป็นต้น
  3. แฝงความรู้สึกลงไปในคำพูด เมื่อผู้ปกครองบอกจุดประสงค์ไปแล้วก็ควรบอกเหตุผลว่าทำไมต้องพูดถึงสิ่งนี้ เป็นห่วงอย่างไร เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร เช่น “พอเจาะหูแล้วเรามารู้ทีหลังว่าเป็นน้ำเหลืองไม่ดีทำให้แผลหายยากนี่แย่เลย”
  4. บอกลูกว่าเราต้องการให้เขาทำอะไร พูดให้ตรงประเด็นไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะถ้ามันแต่อธิบายจะยิ่งทำให้ลูกรำคาญแทน ตัวอ่างประโยคที่ใช้ คือ “แม่ไม่อยากให้เจาะหู เพราะหนูน้ำเหลืองไม่ดี แม่เป็นห่วงนะ”

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคนิคเหล่านี้อาจไม่ได้เห็นผลในทันที เพราะถ้าลูกไม่เคยเห็นผู้ปกครองพูดจาแบบนี้มาก่อนก็อาจจะงงและยังปรับตัวไม่ทันได้ ผู้ปกครองจึงควรอดทนและพยายามทำต่อไปเพื่อให้ลูกรู้สึกชินและกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันทั้งของลูกและคุณดีกว่า นอกจากนี้ พวกเราอยากให้พ่อแม่มองว่าเด็กดื้อเงียบไม่ใช่เด็กที่ผิดปกติ แต่ต้องการการเอาใจใส่ รับฟัง มากกว่าการบ่นซึ่งต้องเริ่มจากการปรับตัวของผู้ปกครองและอาศัยระยะเวลาเพื่อให้เด็กปรับตัวตามได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

แน่นอนว่าไม่มีใครที่อยากเป็นพ่อแม่ที่เยอะ ขี้บ่น ทั้งหมดมันเกิดจากความรักและห่วงจึงทำให้พ่อแม่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าพ่อแม่แสดงความเป็นห่วงด้วยวิธีที่ลูกวัยรุ่นจะฟังมันก็ย่อมดีกว่าที่จะใช้วิธีการนี้ที่สร้างความขุ่นมัวในใจให้กับทั้งท่านและลูกนะครับ

สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

afterschoolonline.tv
Scroll to top