AFTERSCHOOL

รายการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าใจและสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขึ้น
เราเชื่อว่าการพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น

คุณสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นของคุณได้ดีขนาดไหน?

WEEKLY UPDATES

ทำอย่างไร..ถ้าลูกเป็นเด็กดื้อเงียบ

แค่เห็นคำว่าดื้อพ่อแม่ก็ถึงกับเอามือกุมหัวกันให้วุ่นแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ลูกคนนี้เชื่อฟัง แต่ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กดื้อเงียบล่ะ คุณจะทำอย่างไรดีนะ

อาการดื้อเงียบ คือ อาการที่ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ผู้ปกครองบอกหรือเตือนอะไรในครั้งแรกเหมือนจะเชื่อฟังและรับปากไว้ แต่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยเบลอ ไม่ทำตามที่ตกลงกับพ่อแม่ซะอย่างนั้น

ยกตัวอย่างจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ในช่วงที่คุณแม่เปิ้ลเล่าพฤติกรรมของลูกให้ฟังว่าลูกของเธอก็เป็นคนมีพฤติกรรมต่อต้าน มีครั้งหนึ่งที่คุณแม่ห้ามไม่ให้น้องไปเจาะหูเพราะเป็นห่วง เนื่องจากน้องเป็นน้ำเหลืองไม่ดี แผลหายยาก ตอนแรกน้องก็เหมือนจะฟัง แต่ไปๆ มาๆ ก็มาเห็นว่าน้องมีรูหูเพิ่มขึ้นอีก 2 รู นี่จึงเป็นนิสัยของเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านหรือดื้อเงียบนั่นเอง

เด็กดื้อเงียบเกิดจากผู้ปกครองชอบห้ามลูกทำนู่น ทำนี่ตามที่เขาต้องการพร้อมกับอธิบายเหตุผลที่ดูเยิ่นเย้อมากเกินไป เพราะแม้ว่าจะมีเจตนาดีที่เป็นห่วงลูก กลัวลูกได้รับอันตรายไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจึงห้ามลูกทำสิ่งนั้น แต่สำหรับลูกเมื่อพ่อแม่พูดเยอะ อธิบายเยอะจะกลายเป็น “การบ่น” ทันทีเหมือนพูดเยอะแต่สาระมีอยู่นิดเดียว ทำให้ลูกตอบเออออเพื่อตัดความรำคาญเท่านั้นแต่สุดท้ายก็ไม่ฟังและทำตามใจชอบอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดได้จากการถูกผู้ปกครองเลี้ยงดูอย่างเอาใจหรือไม่ก็ไม่ใส่ใจเลยทำให้เด็กไม่รู้จักการใช้เหตุผล ขาดการคิดวิเคราะห์ กล่าวคือเด็กไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ต่อให้สุดท้ายพ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือนก็เลือกที่จะไม่รับฟังและทำตามที่ตัวเองคิดต่อไป

เมื่อผู้ปกครองสังเกตว่าลูกของตนมีอาการดื้อเงียบแล้วอย่าเพิ่งท้อใจไปนะครับ เรามีวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกของคุณค่อยๆ ลดอาการนี้ลงไป โดยอาศัยการสื่อสารเป็นสำคัญ รวมไปถึงความสุขของผู้ปกครองขณะพูดคุยและระยะเวลาเพื่อให้เขาปรับตัว วันนี้แอดได้สรุปเทคนิคทำให้ลูกเลิกดื้อเงียบตามแบบฉบับรายการรอลูกเลิกเรียนมาให้ทุกคน ดังนี้

  1. ผู้ปกครองต้องทำใจให้เป็นสุข หมายถึงการสร้างบรรยากาศที่ดีขณะที่พูดกับลูก ไม่มีอคติในใจอะไร
  2. บอกพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ชอบให้ลูกรู้ การบอกพฤติกรรมที่ไม่ชอบไม่ใช่การโทษลูก เช่น บอกว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้” เพราะถือเป็นการตำหนิลูก แต่ควรมุ่งไปที่พฤติกรรมนั้นๆ เลย เช่น หากพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเจาะหู ก็ต้องบอกลูกว่า “เจาะหูนี่มันไม่ดีเลยเนาะ” เป็นต้น
  3. แฝงความรู้สึกลงไปในคำพูด เมื่อผู้ปกครองบอกจุดประสงค์ไปแล้วก็ควรบอกเหตุผลว่าทำไมต้องพูดถึงสิ่งนี้ เป็นห่วงอย่างไร เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร เช่น “พอเจาะหูแล้วเรามารู้ทีหลังว่าเป็นน้ำเหลืองไม่ดีทำให้แผลหายยากนี่แย่เลย”
  4. บอกลูกว่าเราต้องการให้เขาทำอะไร พูดให้ตรงประเด็นไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะถ้ามันแต่อธิบายจะยิ่งทำให้ลูกรำคาญแทน ตัวอ่างประโยคที่ใช้ คือ “แม่ไม่อยากให้เจาะหู เพราะหนูน้ำเหลืองไม่ดี แม่เป็นห่วงนะ”

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคนิคเหล่านี้อาจไม่ได้เห็นผลในทันที เพราะถ้าลูกไม่เคยเห็นผู้ปกครองพูดจาแบบนี้มาก่อนก็อาจจะงงและยังปรับตัวไม่ทันได้ ผู้ปกครองจึงควรอดทนและพยายามทำต่อไปเพื่อให้ลูกรู้สึกชินและกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันทั้งของลูกและคุณดีกว่า นอกจากนี้ พวกเราอยากให้พ่อแม่มองว่าเด็กดื้อเงียบไม่ใช่เด็กที่ผิดปกติ แต่ต้องการการเอาใจใส่ รับฟัง มากกว่าการบ่นซึ่งต้องเริ่มจากการปรับตัวของผู้ปกครองและอาศัยระยะเวลาเพื่อให้เด็กปรับตัวตามได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

แน่นอนว่าไม่มีใครที่อยากเป็นพ่อแม่ที่เยอะ ขี้บ่น ทั้งหมดมันเกิดจากความรักและห่วงจึงทำให้พ่อแม่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าพ่อแม่แสดงความเป็นห่วงด้วยวิธีที่ลูกวัยรุ่นจะฟังมันก็ย่อมดีกว่าที่จะใช้วิธีการนี้ที่สร้างความขุ่นมัวในใจให้กับทั้งท่านและลูกนะครับ

สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

“ความเครียด” ใช่ว่าจะแย่!!

ความเครียด ใช่ว่าจะแย่!! นักจิตวิทยาเผย..อย่ากังวลกับความเครียดของลูกเพราะมันช่วยลูกคุณได้

เป็นงงกันไป..เมื่อมีนักจิตวิทยาบอกว่าอย่าไปกังวลหากลูกต้องเผชิญกับความเครียด

พ่อแม่ส่วนใหญ่จะคิดว่าความเครียดมันเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และยิ่งปล่อยให้ความเครียดสะสมย่อมทำร้ายลูกเป็นแน่ ฉะนั้น ถ้าลูกมีความเครียด พ่อแม่ควรจะหาวิธีป้องกันหรือช่วยลูกลดแรงกดดันนั้น แต่ลิซ่า ดามัวร์ นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเครียดของเด็กผู้หญิงบอกว่าความเครียดบางอย่างอาจสร้างบาดแผลให้ลูกได้จริง แต่มันก็ยังมีความเครียดที่ที่ส่งผลดีอยู่เช่นกัน

 

ความเครียดที่ดี..มีจริงหรอ?

ฟังๆ ดูแล้วอาจขัดหู ขัดอารมณ์กันสักหน่อย “ความเครียดที่ดี” มีที่ไหนซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หากใครหลายคนคิดแบบนี้เพราะมันง่ายมากที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ตกอยู่ในกรอบความคิดที่ว่า

“ถ้ารู้สึกแย่ = สิ่งไม่ดีต่อตัวเรา”

แต่ถ้าลองนึกดูให้ดีกรอบความคิดนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวอย่างคนออกกำลังกาย คงไม่มีใครรู้สึกดีที่ต้องเข็นตัวเองไปยิมเพื่อยกลูกเหล็กหนักๆ ตลอดหรอก ของอย่างนี้มันต้องมีท้อกันบ้าง แต่สุดท้ายเจ้าลูกเหล็กที่ว่ามันก็นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีของเราไม่ใช่เหรอ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นักแสดงบนเวที เมื่อถามพวกเขาถึงเรื่องความเครียด พวกเขาบอกว่าความเครียดนี่แหละที่เป็นตัวที่ทำให้การแสดงของเขาออกมาดี แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป

ฉะนั้น ความเครียดที่ดี (healthy stress) ที่พูดถึงคือความเครียดที่เป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับลูก สามารถทำให้ลูกจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำและสามารถพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้หลากหลายรูปแบบ ความเครียดจึงเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้ลูกคุณเติบโตขึ้นและก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองได้ แต่ต้องย้ำให้ชัดว่าควรมีความเครียดแค่ในปริมาณที่เหมาะสมและดำเนินไปในทางที่ถูกต้องเท่านั้น

ให้เวลาตัวเอง 10 นาทีก่อนจะเผชิญหน้ากับความเครียด

ไม่ว่าอย่างไรเราทุกคนคงหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากับความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการสอบ การพูดต่อหน้าที่สาธารณะหรือสถานการณ์ต่างๆ อีกมากมาย ฉะนั้น เราจะแปรเปลี่ยนความเครียดที่ทำลายสุขภาพมาเป็นความเครียดที่ช่วยผลักดันความสามารถของเราได้ นักวิจัยบอกว่าหากเราให้เวลาตัวเอง 10 นาทีทบทวนความกังวลที่มีในขณะนั้น เราก็จะสามารถจัดการความเครียดและเผชิญหน้าต่อสถานการณ์นั้นได้ดีมากขึ้น

การวิจัยของ The National Academy of Sciences ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองเรื่องนี้ผ่านนักเรียนประมาณ 1,200 คนในช่วงก่อนที่พวกเขาจะสอบกลางและปลายภาคเรียน โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม นักวิจัยให้เด็กกลุ่มแรกเขียนความกังวลที่มีต่อการสอบในอีก 10 นาทีข้างหน้านี้ ส่วนกลุ่มที่สองต้องตีความความเครียดที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ดีและทำให้เราพร้อมสู้กับการสอบครั้งนี้ได้ และกลุ่มสุดท้ายต้องทำตามวิธีการทั้งหมดที่สองกลุ่มแรกทำ

ผลการวิจัยพบว่าการกระทำทั้ง 3 รูปแบบข้างต้นช่วยให้นักเรียนที่วิตกกังวลควบคุมความเครียดได้ดีขึ้นและเพิ่มคะแนนสอบให้พวกเขาได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยให้ลูกจัดการความเครียดได้ดี คือ ผู้ปกครองต้องสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะให้ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ สิ่งที่ทำแล้วชอบ, สิ่งที่ทำแล้วไม่ชอบจนเข้าขั้นวิกฤติ และสิ่งที่ไม่ชอบแต่รับมือได้ พอลูกฝึกจัดกลุ่มความรู้สึกบ่อยๆ ก็จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างความเครียดที่เป็นประโยชน์และเป็นอันตรายต่อตัวเขา

ความเครียดก็ยังพอมีสิ่งดีๆ ปะปนอยู่บ้าง

ข้อดีของความเครียดไม่ใช่แค่การเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เด็กบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายได้เท่านั้น แต่ยังสร้างความยืดหยุ่นด้านจิตวิทยากับเด็กว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวกับความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าครั้งนี้ก็หนักหนายังผ่านมาได้แล้วทำไมครั้งหน้าจะผ่านไปไม่ได้ ฉะนั้น อย่ากลัวไปเลยที่จะปล่อยให้ลูกได้เครียดดูบ้าง แต่ในปริมาณที่พอเหมาะนะ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ที่มา:  washingtonpost

ความกดดันจากครอบครัวก็ทำให้เด็กวัยเรียนฆ่าตัวตายได้จริงหรือ?

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีข่าวสลดใจเกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย เนื่องจากอนาคตที่มีเด็กมัธยมกว่า 20 คนได้ตัดสินใจจากโลกนี้ไป เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังจากที่พวกเขาทราบว่าคะแนนสอบระดับชาติของพวกเขามีคะแนนออกมาเป็น 0 แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องน่าเศร้ากว่านั้น คือ คะแนนสอบเหล่านั้นไม่เป็นความจริง แต่ที่มันออกมาในรูปแบบนั้น เนื่องจากความผิดพลาดของระบบคำนวณคะแนนนั่นเอง ย้อนกลับมาที่ไทยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็มีข่าวนักศึกษาปิดฉากชีวิตตัวเองลงถึง 5 รายด้วยกันในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

จาก 2 กรณีข้างต้นอ้างว่า การถูกกดดันเรื่องการเรียนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เด็กตัดสินใจฆ่าตัวตาย คำถามที่เกิดขึ้นในใจแอด คือ ความกดดันเรื่องการเรียนมีอิทธิพลมากจนทำให้เด็กคนหนึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายได้เลยเหรอ? วันนี้แอดจึงติดต่อคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต มาช่วยไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กัน

ทำไมการถูกกดดันเรื่องการเรียนถึงทำให้เด็กคนหนึ่งสามารถฆ่าตัวตายได้

ถ้าให้พูดตามตรงมีน้อยมากที่เด็กจะฆ่าตัวตายโดยมีสาเหตุหลักมาจากการถูกกดดันเพียงเรื่องเดียว อย่างน้อยมันจะมีเรื่องโรคซึมเศร้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ถ้ามุ่งประเด็นไปที่ความกดดัน เด็กที่คิดสั้นเป็นเด็กที่ถูกกดดันผ่านการเลี้ยงดูและหล่อหลอมมาเป็นเวลานานจากพ่อแม่ของตนเองซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการถูกเลี้ยงดูแบบให้เด็ก “มีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพ”

ลองขยายความเรื่องการเลี้ยงดูแบบมีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพให้ฟังหน่อย

ขออธิบายภาพรวมของการเลี้ยงลูกวัยรุ่นก่อนว่าจะต้องมีระเบียบวินัยกับสัมพันธภาพไปพร้อมๆ กัน โดยครอบครัวที่สอนให้เด็กมีระเบียบวินัยที่ดี เช่น เด็กต้องอ่านหนังสือ รักการอ่าน เตรียมตัวสอบและเด็กก็ทำตาม ส่วนครอบครัวที่สร้างสัมพันธภาพที่ดี ได้แก่ พ่อแม่พูดคุยกับลูกได้เมื่อลูกมีปัญหา ยืดหยุ่นให้ตามสมควร สิ่งที่เด็กจะได้ก็คือได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นและประสบความสำเร็จ

แต่ในกลุ่มของพ่อแม่ที่สอนลูกให้มีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพอย่างที่ถามมา พ่อแม่เหล่านี้จะมีความรู้ทางวิชาการในการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องในระดับหนึ่ง แต่ให้คนอื่นทำหน้าที่แทน พวกเขารู้ว่าการเล่านิทาน พาลูกเข้าสังคมเป็นเรื่องที่ดี แต่จะไปจ้างติวเตอร์ข้างนอกสอนเอา หน้าที่ของพวกเขาจึงเป็นการติดตามว่าลูกทำตามคอร์สที่ติวเตอร์วางไว้หรือไม่? และคาดหวังกับลูกในเป้าหมายระยะสั้นต่อไปเรื่อยๆ เช่น ลูกต้องสอบเข้าสาธิตให้ได้, ลูกต้องสอบให้ได้ที่ดีๆ เนื่องจากพวกเขาคิดว่าการส่งเสียลูกเรียนกับติวเตอร์เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เขาจึงมีความคาดหวังในตัวลูกมาก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กก็คือความเครียดและความกดดันนั่นเองซึ่งถ้าลูกมีความเครียดสูงก็อาจส่งผลให้เด็กคิดสั้นตามข่าวข้างต้นได้

ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิก คิดว่าการกดดันเรื่องเรียนจากพ่อแม่แบบไหนร้ายแรงที่สุด

ถ้าเป็นเรื่องความกดดันก็น่าจะเป็นเรื่องการตั้งเป้าหมายในชีวิตลูกที่เป็นเรื่องใหญ่สุด เพราะทุกวันนี้จะมีการสอนเรื่องกระบวนการคิดเพื่อให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต (Executive function-EF) แก่นหลักของการสอนเรื่องนี้คือการให้เด็กตั้งเป้าหมายและเป็นเป้าหมายที่ไม่ทะเยอทะยานจนเกินไป พ่อแม่จะมีหน้าที่สนับสนุนให้เด็กสามารถทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นให้ได้เท่านั้น แต่ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ คือ คนตั้งเป้าหมายไม่ใช่เด็กแต่เป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ให้ลูกมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายด้วย ดังนั้น มันจึงเป็นการบังคับจึงพัฒนาเป็นการกดดัน

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีเรื่องที่ว่า “พ่อแม่ชมลูกไม่เป็น” ก็เป็นสิ่งที่กดดันลูกได้ เพราะทุกวันนี้พ่อแม่มักชมลูกที่ผลลัพธ์ แต่ไม่ได้ชมลูกที่กระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกตั้งใจเรียนแล้วสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งได้ ผู้ใหญ่มักจะชมว่า  “หนูสอบสาธิตได้ หนูเก่ง” แต่ไม่มีการชมว่า “หนูพยายามเต็มที่แล้ว หนูเก่งมากเลย”

เมื่อย้อนมาที่ข่าวของประเทศอินเดีย ถ้าพ่อแม่เห็นว่าลูกตั้งใจอ่านหนังสือเต็มที่แล้วชื่นชมว่ามองเห็นความพยายามของเขา ผลลัพธ์ออกมาได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ลูกก็จะไม่ได้ถูกกดดันมาก ในขณะที่ถ้าชมเขาที่ผลลัพธ์บ่อย มาถึงคราวที่เขาไม่บรรลุเป้าหมาย ลูกก็จะมองว่าตัวเองไม่เก่งพอ ความพยายามมีไม่มากพอ ไม่มีคุณค่าอะไรเลย งั้นตายดีกว่ามันก็เป็นไปได้

มันเป็นไปได้ไหมว่าเด็กดันคิดไปเองว่าพ่อแม่ไม่พอใจเมื่อเขาทำไม่ได้อย่างที่หวัง ทั้งๆ ที่พ่อแม่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร

เด็กไม่ได้คิดไปเอง แต่เขาเชื่อจริงๆ โดยธรรมชาติการเลี้ยงลูก มันไม่ใช่แค่ 1 ปี แต่มันคือตลอดชีวิตของลูกไง อย่างถ้าผู้ปกครองเป็นลูกหมอ พูดมาตลอดเลยว่าลูกต้องเรียนเก่งๆ โตมาจะได้มาเป็นหมอ มาช่วยกันเปิดคลินิก มันก็เป็นการหล่อหลอมเขาชีวิตแล้วว่าต้องได้แบบนี้เท่านั้นเด็กจึงไม่ได้คิดไปเองหรือด่วนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

เหมือนกับว่าที่พูดมาทั้งหมดคือการกดดันแบบตั้งใจแล้วมันมีบ้างไหมที่ผู้ปกครองจะกดดันลูกโดยไม่รู้ตัวบ้าง

ส่วนมากจะเป็นคำพูดที่เห็นชัดๆ เลย ซึ่งก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

  1. คำพูดเปรยๆ ซ้ำๆ ว่าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน เพราะถึงจะไม่ได้พูดกดดันแต่การพูดย้ำก็ถือเป็นการคาดหวัง เช่น อยากให้ลูกเป็นหมอ, อยากให้ลูกเป็นวิศวกร
  2. พูดเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่พบบ่อยมากในชีวิตประจำวันของเด็ก โดยส่วนมากจะเป็นการชมบุคคลที่สามด้วยคำว่า “ดีจังเลย” ให้ลูกตัวเองได้ยินซึ่งลูกก็จะรู้ตัวว่าถ้าเราทำไม่ได้ก็คือเราแย่

ตัวอย่างคำพูดเปรียบเทียบ  

– พ่อก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับลูกนะ แต่ว่าลูกป้าสอบเตรียมอุดมได้ ดีมากเลย ถ้าพ่อเป็นพ่อแม่เขาก็คงจะภูมิใจมาก

– ตระกูลเราทุกคนจบเตรียมอุดม ไม่ได้อะไรหรอก ลูกได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าพี่สาวลูกเอย ลูกป้า ทุกคนเขาก็จบจากที่นี่กัน พ่อว่ามันก็ดีนะ

ถ้าคำพูดข้างต้นเป็นคำพูดที่กดดันลูก แล้วคำพูดแบบไหนที่จะช่วยเป็นแรงผลักดันที่ดีต่อลูกบ้าง

ก่อนจะพูดถึงเรื่องคำพูด ควรให้ลูกได้เจอเป้าหมายของลูกก่อน จากนั้นก็พูดให้กำลังใจด้วยการบอกให้เขาทำให้เต็มที่

ตัวอย่างคำพูดที่เป็นแรงผลักดันให้ลูก

  • หนูทำได้ โอ้ ดีมากเลยลูก ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่จะสนับสนุนเต็มที่
  • ทำให้เต็มที่นะลูก ผลจะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร พ่อแม่ไม่ว่าอะไรหนูเลย แค่อยากให้หนูมีความสุขกับสิ่งที่หนูทำ

สุดท้ายถ้าลูกทำไม่ได้อย่างที่หวัง ผู้ปกครองควรทำและพูดกับลูกอย่างไร เพื่อไม่ให้ลูกคิดสั้น

ให้กำลังใจลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลย แต่มันก็ยังแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ ให้กำลังใจลูกในสิ่งที่ผิดหวังแต่มีโอกาสแก้ไขได้กับให้กำลังใจลูกในสิ่งที่ผิดหวังแต่แก้ไขอะไรไม่ได้

สำหรับสิ่งที่แก้ไขได้ก็ให้กำลังใจ เช่น ลูกแข่งขันกีฬาแล้วลูกแพ้ ผู้ปกครองสามารถให้กำลังใจลูกได้ว่านี่เป็นก้าวแรกของหนู หนูก็ต้องพยายามต่อไปนะ อย่าเพิ่งท้อนะลูก ยังมีการแข่งอีกหลายครั้ง เป็นต้น

ส่วนถ้าลูกผิดหวังในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้อย่างการสอบ พ่อแม่ต้องระวังคำพูดพอสมควร เนื่องจากมันทำให้เด็กเครียดมาก สร้างความกดดันให้เยอะเป็นพิเศษ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือพูดให้ลูกลดความคาดหวังลงมา โดยทำให้เขาเข้าใจว่าทุกอย่างไม่จำเป็นจะต้องได้ตามที่คิด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น เขาคาดหวังว่าจะสอบได้ที่ 1 เราก็บอกเขาว่า หนูไม่จำเป็นจะต้องได้ที่ 1 ก็ได้นะลูก พ่อแม่แค่เห็นหนูพยายามอย่างเต็มที่ พ่อแม่ก็ภูมิใจแล้ว

ถึงแม้พี่เจมส์จะกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าความกดดันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เด็กฆ่าตัวตายได้ แต่การแสดงออกของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย สั่งสอน การอยู่ร่วมใช้ชีวิตกับเด็กมาทั้งชีวิตของเขาก็ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ว่าพ่อแม่คาดหวังสิ่งใดจากเขาเช่นกัน มันจึงเป็นความกดดันที่ไม่ได้เผยตัวตนชัดเจนแต่ก็มีผลต่อหัวใจดวงเล็กๆ เหล่านั้นพอสมควร

แล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งที่เผลอกดดันลูกเรื่องการเรียนหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ร่วมสร้างสรรค์โดย

Scroll to top