AFTERSCHOOL

รายการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าใจและสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขึ้น
เราเชื่อว่าการพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น

ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 4 นำเสนอเรื่องราวของแม่เปิ้ลแล้วน้องพรามณ์ ด้วยความหวังดี คุณแม่จะคอยช่วยสนับสนุนคอยถามให้ลูกอยู่เสมอ  มีหลายครั้งที่ทะเลาะกัน จนบางน้องพรามณ์ก็รู้สึกรำคาญที่แม่กะเกณฑ์ชีวิตจนเกินไป เมื่อแม่พูดก็เหมือนจะรับฟัง แต่ไม่ทำตาม แม่มองว่าน้องพรามณ์เป็นคนดื้อเงียบ และเป็นห่วงว่าในอนาคตจะใช้ชีวิตลำบาก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่เปิ้ลมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่เปิ้ลทำได้สำเร็จหรือไม่ ร่วมลุ้มไปพร้อมๆ กันครับ

ลูกกดดันเรื่องการเรียน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 3 นำเสนอเรื่องราวของพ่อโอ๋และน้องวีกีส ซึ่งครั้งหนึ่งน้องวีกีสเคยร้องไห้หนักมากเพราะสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องนี้ทำให้พ่อโอ๋ตกใจ ด้วยความที่เห็นลูกเสียใจจึงไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนพ่อโอ๋มาร่วมภารกิจเพื่อทำความเข้าใจ และหาทางเคลียร์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ร่วมลุ้นไปกับพ่อโอ๋ว่าจะทำให้น้องวีกีสยอมเปิดใจเล่าเรื่องในอดีตได้หรือไม่ แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องวีกีสร้องไห้ในวันนั้น ไปรับชมพร้อมกันครับ

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

รายการ  “รอลูกเลิกเรียน Afterschool” ตอนที่ 2 ภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของแม่แอ๊ดกับน้องต้นข้าว

ทุกวันหลัง 6 โมงเย็น แม่แอ๊ดจะขอให้น้องต้นข้าวมาช่วยขายของ เนื่องจากที่บ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง มีหลายครั้งที่ต้นข้าวลงมาไม่ตรงเวลาจนขึ้นเสียงทะเลาะกันยกใหญ่

น้องต้นข้าวบอกกับแม่เสมอว่ากลับมาจากโรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะทำการบ้าน ดูแลน้อง ช่วยแม่ขายอาหาร ชีวิตวัยรุ่นทำไมมันเหนื่อยอะไรขนาดนี้!

ร่วมลุ้นไปกับภารกิจ “คุยกับลูกให้ช่วยงานบ้าน” ไปดูพร้อมกันว่าแม่แอ๊ดจะทำภารกิจได้สำเร็จหรือไม่?

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

The Big Oxmox advised her not to do so, because there were thousands of bad Commas, wild Question.

คุณสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นของคุณได้ดีขนาดไหน?

WEEKLY UPDATES

สัมภาษณ์แม่แคท – น้องเอิร์บ ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

หากคุณสังเกตว่าลูกของคุณหลีกเลี่ยงที่จะพูดความฝันหรืออาชีพที่เขาอยากทำในอนาคต คุณลองมาดูวิธีของคุณแม่แคท-จิรา กฤตยพงษ์กันครับ

แม่แคท-คุณแม่ของน้องเอิร์บ ลูกชายที่มีเป้าหมายชัดเจน รักความสมบูรณ์แบบและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ แต่ดันไม่ยอมคุยเรื่องความฝันของตัวเองให้แม่ฟังเพราะครั้งหนึ่งแม่เคยต่อต้านความคิดของเขา เขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อหรือยายแทน

มาดูกันว่าคุณแม่แคทจะทำให้ลูกชายคนนี้กลับมาปรึกษาแม่เรื่องนี้อีกครั้งได้อย่างไร ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ…

1. ช่วยเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ : ลูกไม่เลี่ยงที่จะไม่คุยเรื่องอนาคตของเขาให้เราฟัง เวลาเราเปิดประเด็นเรื่องนี้ก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นตลอดหรือไม่ก็จะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับพ่อหรือยายของเขาแทน

เอิร์บ : ตอนนั้นกลัวแม่จะดุ ไม่พอใจกับเป้าหมายที่เราวางไว้ เหมือนตอนนั้นเราก็เล่าไปว่าเราก็อยากเป็นครู แต่แม่ก็พูดขึ้นมาว่าเป็นอาจารย์มันดีกว่าซึ่งมันเป็นความเห็นไม่ตรงกันแล้ว ผมก็เลยคิดว่าถ้าเราพูดอีกแม่ก็อาจจะดุเรา

2. ทำไมแม่ถึงคิดว่าครูไม่ดีเท่าอาจารย์

แม่ : เพราะความที่เราเป็นอาจารย์ทำให้รู้สึกว่างานอาจารย์มันก็ดีและมองว่ามันน่าจะเหมาะกับลูกมากกว่า เพราะจากที่แม่มองในมุมของแม่ ลูกเป็นคนที่วิชาการจ๋ามาก ช่างคิด แต่ถ้าเขาเลือกเป็นครู ครูในความหมายของแม่คือครูมัธยม มันจะต้องใช้จิตวิทยากับเด็กเยอะมาก มันดูเหนื่อย ปัญหาก็อาจจะเยอะ เราก็กลัวว่าเขาจะแบกรับไม่ไหวก็เลยอยากให้เขาสอนระดับมหาวิทยาลัยแทน

นอกจากนี้จะเป็นเรื่องรายได้ เรามองว่ารายได้จากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมันมั่นคงมากกว่า มันมีช่องทางอื่นๆ ในการหาเพิ่ม แต่พอเป็นครูประจำในโรงเรียนมันก็เหมือนกับทำงานประจำ ช่องทางการหารายได้ก็น้อยลง เราก็ห่วงเขาตรงนั้น

3. ก่อนเข้าร่วมรายการเหมือนแม่จะมั่นใจมากๆ ว่าลูกอยากเป็นครูใช่ไหมครับ

แม่ : ใช่ เพราะเห็นเขาพูดถึงเรื่องนั้นอยู่บ่อยๆ เวลาเราพูดคุยกันเรื่องอนาคตของเขาบวกกับท่าทางที่ชอบสอนหนังสือด้วย แม่ก็เลยคิดว่าเขาก็คงชอบตรงนี้จริงๆ แหละ ไม่งั้นก็คงไม่พูดบ่อยๆ แต่พอได้เปิดใจกับลูกในรายการก็ปรากฏว่าที่เราคิดมันไม่ใช่

เอิร์บ : ก็ไม่รู้อ่ะครับ เพียงแต่ผมว่าอนาคตมันไม่แน่นอน ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคตเราจะยังชอบการสอนอยู่ไหม

4. แต่พอเปิดใจฟังแล้วรู้ว่าลูกไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง คุณแม่รู้สึกอย่างไร

แม่ : แม่ก็ตกใจนิดหน่อยว่า ”เอ้า ตกลงยังลังเลอยู่ตรงนั้นหรอ” แต่มันก็ทำให้แม่คิดได้ว่าเราก็ต้องหาทางให้เขามั่นใจในตัวเองมากขึ้นหรือว่าพยายามหาเป้าหมายให้เจอ ซึ่งตอนนี้ยังพอมีเวลาอยู่ แม่เลยไม่อยากรีบร้อน ให้เขาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ก่อน

5. วิธีการจากหมอตูนที่แล้วชอบคือวิธีการไหน

แม่ : วิธีการพูดที่สะท้อนความรู้สึกของตัวเราเอง หมายถึง ก่อนจะพูดอะไรกับเขาเราก็ต้องแสดงความรู้สึกออกมาให้เขารู้ เช่น “แม่คิดว่า..”, “แม่รู้สึกว่า…” เพื่อให้ลูกเข้าใจเราก่อน ไม่เหมือนการสั่งหรือพูดอะไรโดยไม่ได้อธิบายความรู้สึกของเรากับเขา เช่น ปกติเราจะพูดว่า “แม่รู้สึกเป็นห่วง..เลยไม่อยากให้ลูกทำ…” แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือแม่พูดว่า “ต้องทำอย่างนี้นะ ทำเดี๋ยวนี้” ซึ่งถ้าเป็นแบบหลังลูกจะไม่เข้าใจเราเลยและอาจทำให้เขาไม่รับฟังเรา

เอิร์บ : ผมเห็นด้วยกับแม่ครับเพราะพอแม่เปลี่ยนการพูด ความรู้สึกของผมมันก็เปลี่ยนไป ผมกล้าเปิดอกคุยกับแม่มากขึ้น

6. ผลลัพธ์จากการที่แม่ลองปรับมาฟังลูกมากขึ้นดีหรือไม่ดีอย่างไร

แม่ : ดีขึ้นเพราะน้องก็ผ่อนคลายมากขึ้นเวลาที่คุยกับเรา ตั้งใจฟังและพร้อมที่จะฟังเรามากขึ้น เพราะปกติลูกเหมือนกลัวไปก่อนว่าจะมาดุ มาโวยวายอย่างเดียว วิธีการสะท้อนความรู้สึกของคุณหมอก็เลยตอบโจทย์เรื่องนี้มาก

7. ทั้งสองมองว่าตัวเองและอีกฝ่ายพัฒนาอย่างไรบ้าง

แม่ : ในส่วนของตัวเอง มองว่าเป็นเรื่องวิธีการสื่อสาร เพราะเราพยายามที่จะอ่อนโยนกับลูกให้มากขึ้นและพยายามทำให้น้องรู้สึกรีผ่อนคลายเวลาที่อยู่กับเรา เขาจะได้ฟังเราและกล้าเปิดใจกับเรา ส่วนตัวน้องที่เปลี่ยนไปก็คือน้องดูผ่อนคลายกับเรามากขึ้น เหมือนกล้าที่จะพูดกับเรามากขึ้น แม้จริงๆ แล้วเขาอาจจะมีโลกส่วนตัวของเขาอยู่ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้คุยกันเยอะขึ้น มีความเป็นกันเองมากขึ้น ได้รู้จักเขามากขึ้น

เอิร์บ : เราก็กล้าเปิดอกคุยกับแม่มากยิ่งขึ้น ส่วนแม่ก็เวลาคุยก็ใจเย็นลงต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยมีเหตุผลครับ แหะๆ

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วแอดสัมผัสได้ว่าการสื่อสารมีผลต่อทุกเรื่องระหว่างพ่อแม่กับลูกจริงๆ อย่างกรณีนี้แค่แม่ลองปรับวิธีการพูดโดยการใช้การสะท้อนความรู้สึกก็เปลี่ยนให้ลูกที่มักเก็บเรื่องไม่มั่นใจไว้คนเดียวเปิดเผยออกมาในเวลาไม่นานเลย คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่เห็นว่าลูกเรื่องปิดบังอะไรไว้ก็ลองนำวิธีการนี้ไปใช้ได้นะครับ

 

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ช็อก! เด็กไทยช้อปออนไลน์มากกว่าปีก่อน 5 เท่า พ่อแม่จะทำอย่างไร

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมามีสถิติที่น่าตกใจเผยมาว่าเด็กและเยาวชนทั่วโลกหันมาซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3 เท่า แต่สถิติของเด็กทั่วโลกก็ยังสู้เด็กไทยไม่ได้ที่เพิ่มสถิติการซื้อของออนไลน์จากปีก่อนสูงถึง 5 เท่า! (ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/106779)

จากสถิติข้างต้นก็เป็นไปได้ว่าเด็กไทยมีแนวโน้มที่จะซื้อของออนไลน์มากขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีรายได้ ฉะนั้น พ่อแม่ควรทำอย่างไร เพื่อให้ลูกควบคุมการใช้เงินได้

วันนี้เราเลยต่อสายตรงไปปรึกษาคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต นักจิตวิทยาขาประจำของเราให้ช่วยแนะนำเทคนิคควบคุมการใช้เงินของลูกแบบเด็ดๆ บ้าง ถ้าพ่อแม่อยากทราบกัน โปรดติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์พี่เจมส์ได้เลย

1. พี่คิดว่าอะไรทำให้เด็กหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น

พี่มองว่าการซื้อของออนไลน์มันเป็นเรื่องปกติเพราะไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุซื้อก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี การที่ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขนาดนี้ แต่สิ่งที่เราต้องสนใจคือทำไมคนถึงซื้อสิ่งที่มันฟุ่มเฟือยหรือควบคุมจำนวนของการซื้อของออนไลน์ไม่ได้ รวมไปถึงเรื่องเด็กเติมเงินในเกมแล้วควบคุมไม่ได้มากกว่าซึ่งทั้งหมดมันมาจากการที่เด็กควบคุมความอยากของตัวเองไม่ได้

2. ทำไมเด็กๆ ถึงควบคุมความอยากของตัวเองไม่ได้

เพราะเด็กปัจจุบันไม่ค่อยถูกสอนให้รอ รวมทั้งมีสิ่งล่อตาล่อใจมากมายแค่เราเปิดเว็บไซต์ออนไลน์ซื้อของขึ้นมาก็สามารถเข้าสู่โหมดช้อปปิ้งได้แล้ว เพียงแค่กดชำระเงินไป ไม่นานก็ได้ของ ถือว่าแทบไม่เกิดกระบวนการให้เด็กได้ฝึกการรอคอยขึ้นเลย ต่างจากสมัยก่อนที่กว่าจะเข้าถึงสินค้าก็ยาก แหล่งซื้อของก็ไม่ได้เยอะขนาดนี้ มันมีกระบวนการที่บังคับให้เรารอโดยอัตโนมัติไปเลย

3. แปลว่าการที่ถูกบังคับให้รอในสมัยก่อนเป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า?

ไม่หรอก จริงๆ ที่โลกเป็นแบบนี้มันดีกว่า แต่พอคนไม่ได้ถูกฝึกการรอ คนมันก็จะเคยชินกับการทำอะไรเร็วๆ แล้วมันก็ส่งผลเสียให้กับตัวเด็กและครอบครัวมากนะ

พี่เคยเจอกรณีหนึ่งที่พ่อแม่เองเป็นคนหน้าใหญ่ใจโต รายได้ไม่เยอะแต่ชอบทำอะไรเกินตัวซึ่งส่งผลไปถึงลูกที่เขาอยากใช้เงินเกินตัวบ้าง ตอนนั้นลูกเขาอยากได้มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ แต่พ่อแม่ไม่มีเงินซื้อให้ สุดท้ายลูกก็ทำร้ายพ่อแม่ ซึ่งพี่ก็บอกไปเลยว่ามันยากมากๆ เพราะตัวพ่อแม่เองก็เป็นแบบนั้นและตัวพ่อแม่เองก็ไม่ได้สอนการอดทนรอให้ลูกเลย

4. ฟังดูแล้วการสอนให้ลูกอดทนรอมีประโยชน์มากๆ งั้นพ่อแม่ต้องสอนลูกอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นจากการคุยกับลูกว่าลูกอยากได้อะไรแล้วพ่อแม่ต้องตั้งเงื่อนไขให้เขาว่าเขาต้องรอถึงระยะเวลาเท่าไหน เช่น ลูกบอกพ่อแม่ว่าอยากได้มือถือ เพราะทำตกแล้วเครื่องมันรวนๆ แต่ยังใช้ได้อยู่ พ่อแม่ที่อยากฝึกให้ลูกรอเป็นควรบอกกับลูกว่า “แม่ยังไม่ค่อยมีเงิน ตอนนี้ถึงเครื่องจะรวนๆ หนูก็ทนใช้ไปก่อนนะ อีกสักสามเดือนตอนที่โบนัสของแม่ออกได้ไหม เดี๋ยวแม่ซื้อให้” การตอบลูกแบบนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะรอ รวมไปถึงได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งของว่าครั้งต่อไปจะดูแลรักษาให้ดีกว่านี้ ถ้าไม่อยากใช้ของที่ไม่ดีอีก

5. จากที่พี่เจมส์ยกตัวอย่างมา ให้ลูกใช้โทรศัพท์แบบพังๆ 3 เดือนนั้นไม่นานเกินไปหรอ พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าควรให้ลูกรอเป็นระยะเวลาเท่าไร

ในความเป็นจริงการรอมี 2 แบบ คือ การรอแบบที่รอได้กับรอไม่ได้เลย อย่างเช่น ถ้าลูกไม่มีเสื้อนักเรียนใส่อย่างนี้เรียกว่ารอไม่ได้ พ่อแม่ต้องซื้อให้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีลูกมีเสื้อผ้าใส่แล้ว แต่ลูกใช้ไม่ระวัง เสื้อขาด เสื้อเปื้อน พ่อแม่ก็เอาไปซ่อมแซมให้แล้ว แต่ลูกไม่พอใจบอกว่ามันไม่สวย อย่างนี้ไม่ต้องไปซื้อให้ ต้องให้เขารอเพราะมันยังใช้ได้อยู่ ฉะนั้น สิ่งที่พ่อแม่ต้องคำนึงถึง คือ มันเป็นเรื่องปัจจัย 4 ไหม? เป็นเรื่องกิน อยู่ หลับ นอนหรือเปล่า? ถ้ามันอยู่ในเรื่องเหล่านี้และส่งผลต่อการเจริญเติบโตหรือคุณภาพชีวิตก็ไม่ต้องรอหรอก แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของหน้าตา เรื่องของความอาย เรื่องของความสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้รอได้ทั้งนั้น

6. นอกจากการสอนให้ลูกอดทนรอยังมีวิธีอื่นอีกไหมที่ช่วยให้ลูกควบคุมการใช้เงินของตัวเองได้

มี ยกตัวอย่างในกรณีเดียวกัน คือ มือถือของลูกพัง ลูกมาขอให้ซื้อให้ใหม่ พ่อแม่ก็ไม่ควรออกเงินซื้อโทรศัพท์ลูกให้ทั้งหมด แต่เป็นการช่วยลูกออกค่าใช้จ่ายบางส่วนแทน เช่น อาจบอกลูกว่าแม่มีเงินให้ 5000 บาท ถ้าลูกอยากได้มือถือรุ่นดีๆ เลยก็ให้เก็บเงินอีกสักนิดแล้วค่อยซื้อ แต่ถ้าทนไม่ไหว อยากได้เครื่องใหม่เร็วๆ ก็ซื้อมือถือที่คุณภาพรองลงมาได้เลย

7. วิธีการทั้งหมดที่บอกมาควรสอนลูกตั้งแต่ตอนไหน

เรื่องการอดทนรอให้เริ่มสอนตั้งแต่ยังเด็กเลยและควรสอนบ่อยๆ ให้ติดเป็นนิสัย ลูกจะได้ไม่เป็นคนตัดสินใจปุบปับ หุนหันพลันแล่น ส่วนเรื่องการออกเงินบางส่วนนั้นให้เริ่มสอนช่วงที่ลูกเข้าชั้นประถมเพื่อเป็นการฝึกความอดทนและสอนให้รู้จักอดออมไปในตัว

จบไปแล้วสำหรับบทสัมภาษณ์นี้ อย่าลืมนะครับพ่อแม่ทุกคนพี่เจมส์เขาย้ำเรื่องการสอนให้ลูกอดทนรอว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นคนฟุ่มเฟือยก็ควรเริ่มฝึกลูกตั้งแต่เด็กๆ และต้องสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ชินจนกลายเป็นนิสัยของน้องๆ ไปเลยครับ ลองดู

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

วิธีสอนให้ลูกรับมือ..เมื่อโดนเพื่อนดูถูกว่าบ้านจน

คุณจะซื้อของแบรนด์เนมให้ลูกไหม ถ้ารู้ว่าลูกโดนดูถูกว่าบ้านจนเพราะไม่มีเหมือนเพื่อน

“วันนั้นแม่ยื่นบรัชออนชาแนลให้ลูกและบอกลูกว่า “ครั้งแรกนี้แม่ให้นะ ของชิ้นนี้มีราคาประมาณ1,500 บาท ถ้าลูกอยากใช้ต่อ ลูกทำงาน 1-2 วันก็ซื้อใช้ได้แล้ว แต่แม่อยากให้ลูกคิดว่า ระหว่างเอาเงินค่าแรง 2 วันไปซื้อแค่สีทาแก้มมาใช้ มันคุ้มกันหรือเปล่าถ้าลูกจะเก็บเงินไว้ใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า”

คำพูดท่อนหนึ่งของคุณแม่ทิพย์ (นามสมมติ) ลูกเพจของเรานี่เองที่กำลังสอนลูกสาวให้คิดดีๆ ก่อนใช้เงินซื้อของแบรนด์เนม แม้ว่าลูกจะถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนถูกว่าบ้านจนก็ตาม มาดูกันว่าทำไมคุณแม่ท่านนี้ถึงสอนลูกแบบนี้แล้วผลสุดท้ายของเรื่องราวที่ลูกถูกกลั่นแกล้งเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

1. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกของคุณแม่เป็นอย่างไร

จริงๆ แล้วของบ้านเราลูกไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่ลูกเรามีปัญหาเรื่องถูกกลั่นแกล้ง โดนเพื่อนดูถูกว่าบ้านจนเพราะไม่ใช้ของแบรนด์เนมให้เพื่อนเห็น

2.ทำไมการไม่ใช้ของแบรนด์เนมน้องถึงโดนดูถูกแบบนี้

ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ญี่ปุ่น ของแบรนด์เนมนี่เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นคนใช้ได้ทั่วไปเลยค่ะ และในบ้าน ลูกเห็นแบรนด์เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไรว่ามันเป็นของราคาแพง เขามองแค่ “อืม มันคือแบรนด์” ส่วนเหตุผลที่ลูกเราถูกกลั่นแกล้งเพราะตอนนี้น้องอยู่ม.4 แต่ก็ไม่ได้ใช้ของเหล่านี้ที่โรงเรียน เพื่อนเลยไม่รู้ก็เลยโดนดูถูกค่ะ โดยกลุ่มที่แกล้ง เขาจะใช้ของแบรนด์เนม เอามาโชว์เพื่อให้น้องรู้สึกตัวเองต่ำต้อย

3.พอเรื่องราวเป็นอย่างนี้แล้ว ลูกของคุณแม่รู้สึกอย่างไร

น้องไม่ได้รู้สึกตามนั้นนะคะ อย่างที่บอกว่า น้องเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะที่บ้านของเราก็มีเหมือนกัน แต่แม่จะบอกน้องบ่อยๆ ว่า “การภาคภูมิใจในตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้แบรนด์” ถ้าอยากได้ก็ลองหาเงินด้วยตัวเองแล้วค่อยซื้อ

4.คุณแม่ให้น้องทำงานพิเศษด้วยหรอ?

พอขึ้นม.ปลาย ที่นี่เขาจะมองว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ จะว่าค่านิยมก็น่าจะใช่ ที่เด็กม.ปลายจะไปทำงานพิเศษหาเงินเอง อย่างคุณพ่อน้องก็จะเล่าให้ฟังตลอดว่า ตอนม.ปลายคุณพ่อทำงานเก็บเงินไปเที่ยวอเมริกา ซื้อรถยนต์เองและจะสอนลูกว่า ถ้าอยากได้อะไร ก็ต้องทำงานหาเงินเองค่ะ น้องได้ค่าขนมจากแม่แค่ 3,000-5,000 เยน/เดือนเองนะคะ (ประมาณ 1,000-1,500 บาท)

5.สำหรับตอนนี้น้องได้บอกแม่ไหมว่าเก็บเงินได้เท่าไรแล้ว รวมถึงมีอะไรที่อยากซื้อเป็นพิเศษบ้าง

น้องเริ่มทำงานได้เดือนเดียวค่ะ เพิ่งรับเงินเดือนเดือนแรก แต่จะได้แค่ประมาณ 10,000 บาทเพราะทำแค่เสาร์อาทิตย์ ส่วนของที่น้องอยากได้จะเป็นการได้ไปดูไอดอลพากย์เสียงกับการลงเรียนคอร์สสอนพากย์ เพราะเขาเป็นโอตาคุค่ะ อยากเป็นนักพากย์อนิเมะมากๆ เลย และด้วยความที่การเรียนเฉพาะทางในญี่ปุ่นแพงมาก แม่ก็เลยต้องสอนให้น้องเก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อลงทุนให้กับตัวน้องเอง ถ้าจะไปทางนี้จริงๆ แม่สอนให้แบ่ง 3 ส่วน โดยเอาไว้ใช้ส่วนตัว 1 ส่วนซึ่งน้องจะเอาไปใช้ซื้ออะไรก็ตามใจเลยเพราะถือว่าเขาหามาได้ด้วยตัวเอง อีกส่วนเก็บไว้ยามฉุกเฉินให้เขาเก็บเอง อีกส่วนให้คุณแม่เก็บเพื่ออนาคตวันหน้า แม่บอกข้อตกลงไปตามนี้แล้วน้องก็ยอมรับและปฏิบัติตามค่ะ

6.แม่รู้สึกอย่างไรที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้

คุณแม่ว่ามันคุ้มมากค่ะ เพราะคุณแม่ได้เห็นนิสัยลูก ว่าเขาไม่ได้สนใจข้าวของราคาแพงเกินความจำเป็น และมีความเป็นตัวของตัวเองและน้องก็กลายเป็นคนประหยัด ทั้งๆ ที่มีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่น้องเลือกที่จะเก็บเงินไว้ใช้ทำตามฝัน

7.รบกวนคุณแม่สรุปวิธีสอนการใช้เงินให้อีกทีครับ

บอกไม่ให้ลูกสนใจคำพูดดูถูกของเพื่อนที่ตั้งใจกลั่นแกล้ง เพราะเรารู้ตัวเราว่าฐานะครอบครัวเป็นอย่างไร

สอนลูกให้ทำงานเพื่อหาเงินไปซื้อของที่อยากได้

สอนลูกเก็บเงินเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งเอาไว้ใช้ส่วนตัว ส่วนที่สองเก็บไว้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉินจะได้มีสำรองไว้ได้ทัน และส่วนสุดท้ายก็เก็บเพื่อสานฝันให้ตัวน้องเองค่ะ

เราจะเห็นว่าแม่ไม่ได้ออกคำสั่งหรือบังคับลูกเลย แต่จะใช้วิธีการพูดให้คิดเองมากกว่า ตั้งแต่เรื่องที่ลูกโดนดูถูกที่โรงเรียนว่าเป็นอย่างที่เขาพูดกันไหม ถ้าไม่ใช่ เราจะรู้สึกทำไม รวมไปถึงการใช้เงินของลูก แม่ไม่ได้ห้ามไม่ให้ลูกซื้อของที่อยากได้ด้วย แต่ให้มองถึงความคุ้มค่าต่อหัวใจลูกมากที่สุดเท่านั้นเอง

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ร่วมสร้างสรรค์โดย

Scroll to top