AFTERSCHOOL

รายการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าใจและสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขึ้น
เราเชื่อว่าการพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น

ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

รายการ  “รอลูกเลิกเรียน Afterschool” ตอนที่ 2 ภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของแม่แอ๊ดกับน้องต้นข้าว

ทุกวันหลัง 6 โมงเย็น แม่แอ๊ดจะขอให้น้องต้นข้าวมาช่วยขายของ เนื่องจากที่บ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง มีหลายครั้งที่ต้นข้าวลงมาไม่ตรงเวลาจนขึ้นเสียงทะเลาะกันยกใหญ่

น้องต้นข้าวบอกกับแม่เสมอว่ากลับมาจากโรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะทำการบ้าน ดูแลน้อง ช่วยแม่ขายอาหาร ชีวิตวัยรุ่นทำไมมันเหนื่อยอะไรขนาดนี้!

ร่วมลุ้นไปกับภารกิจ “คุยกับลูกให้ช่วยงานบ้าน” ไปดูพร้อมกันว่าแม่แอ๊ดจะทำภารกิจได้สำเร็จหรือไม่?

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

The Big Oxmox advised her not to do so, because there were thousands of bad Commas, wild Question.

คุณสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นของคุณได้ดีขนาดไหน?

WEEKLY UPDATES

นักจิตเผย..เด็กชอบรังแกคนอื่นก็น่าสงสารไม่แพ้เด็กที่ถูกรังแก

ในยุคที่สื่อช่วยกันรณรงค์ให้หยุดการกลั่นแกล้งกันอย่างหนักเพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าบนโลกใบนี้จริงๆ โดยมากแล้วจะเผยให้เห็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำและตอกย้ำซ้ำๆ ว่ามันสร้างบาดแผลให้คนเหล่านี้มากแค่ไหนเพื่อให้คนที่ชอบแกล้งหยุดสิ่งที่ทำซะ

เนื่องด้วยไทยเป็นประเทศที่มีเด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นอันดับที่ 2 แอดเลยติดต่อคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต เพื่อคุยเรื่องการเยียวยาคนถูกกระทำ แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าเพราะพี่เจมส์บอกว่าคนที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่คนถูกแกล้ง แต่คนแกล้งก็สมควรได้รับการเยียวยาเช่นกันเพราะพวกเขาน่าสงสารกว่าด้วยซ้ำ

มาดูกันว่าทำไมพี่เจมส์ถึงคิดแบบนี้ได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กวัยรุ่นรังแกคนอื่น

เด็กที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นมันมาจาก 2 อย่าง คือ

  1. เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เพราะโดยธรรมชาติของเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีพลังเยอะ หลายครั้งที่เด็กเหล่านี้อยากเล่นกับคนอื่นก็เล่นดีๆ ไม่เป็นจึงทำให้พลั้งมือเล่นแรงกับเพื่อน
  2. เด็กที่มีปมในใจ มันเกิดจากการเลี้ยงดู 2 แบบ แบบแรกคือเด็กถูกเลี้ยงในครอบครัวที่กดดันลูกและใช้ความรุนแรงส่งผลให้เด็กมีความเครียดเพราะไม่สามารถแสดงออกเวลาอยู่กับในครอบครัวได้จึงเอาความไม่สบายใจของตัวเองมาลงที่คนอื่น ส่วนแบบที่สอง คือ พ่อแม่เลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย ลูกอยากทำอะไรก็ทำ โดยที่ไม่สอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ผลลัพธ์ที่ได้คือลูกก็ไม่รู้ว่าควรเล่นกับคนอื่นอย่างไรถึงจะเหมาะสมจึงมีโอกาสหล่อหลอมเป็นคนที่รังแกคนอื่นได้

จากประสบการณ์ของพี่เจมส์ มองออกไหมว่าเด็กเหล่านี้คิดอะไรอยู่ถึงได้ชอบแกล้งคนอื่น

พวกเขาแทบไม่คิดอะไรเลยและแทบทั้งหมดก็ทำลงไปโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยนะว่าทำผิด พวกเขาคิดแต่ว่า “ก็แค่อยากเล่นอะ” แต่ที่เด็กคิดได้อย่างนี้เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่เคยสอนว่าการเล่นแบบไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย มีเคสหนึ่งผู้ปกครองอยากให้ลูกไปเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองบอกว่าเดินเข้าไปตีเขาเลยจะได้เล่นกับเขา ถามว่าเด็กจะรู้ไหมว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แน่นอนว่าไม่รู้ ยิ่งโดนแม่บอกแบบนั้นยิ่งคิดว่าทำได้

ลองยกตัวอย่างสัก 1 กรณีให้พวกเราหน่อยครับ

สมัยที่พี่ทำงานอยู่สถานสงเคราะห์ มีเด็กอยู่รายหนึ่งอายุ 12 ขวบ ไอคิวดี ฉลาดมาก แต่มาอยู่สถานสงเคราะห์เพราะมีพฤติกรรมรุนแรงมากจนผู้ปกครองเอาไม่อยู่ถูกส่งมาที่นี่

ตอนที่เขามาแรกๆ ก็ป่วนมากเลยนะ แกล้งคนอื่นไปทั่วและแรงๆ ทั้งนั้น มีครั้งหนึ่งเขากดหัวเด็ก 7-8 ขวบลงในอ่างปลา ขณะที่น้องคนนั้นกำลังก้มดูปลาอยู่ พอเราไปถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น เขาตอบพี่ว่า “ก็แค่อยากเล่นกับน้องเฉยๆ อ่ะ” มีอีกเหตุการณ์ที่พี่ก็ปวดหัวไม่แพ้กัน คือ ที่สถานสงเคราะห์จะมีห้องเก็บเสื้อผ้ารวมของทุกคนไว้ 1 ห้องใหญ่ๆ แต่ละคนจะมีล็อกเกอร์เป็นของตัวเอง ทีนี้เจ้าเด็กคนนี้มันก็แกล้งเพื่อน โดยรอจังหวะที่เพื่อนเข้าไปคนเดียวแล้วล็อกประตูจากด้านนอกพร้อมหนีไปและไม่บอกใคร เพื่อนที่ติดอยู่ข้างในก็ร้องไห้ ทุบตีประตูใหญ่เลย พอถามเด็กคนนี้ว่าทำทำไม เขาก็ตอบเหมือนเดิมว่า “อยากเล่น”

ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้

น้องคนนี้มีปมเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างปล่อยปละละเลยมากๆ ไม่มีใครสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่มีพ่อ แม่ก็ส่งลูกต่อให้คนนู้นเลี้ยง คนนั้นเลี้ยง 2-3 ปีเปลี่ยนที เมื่อเด็กไม่ได้รับความรักจากแม่ก็ทำให้อยู่กับคนอื่นไม่ได้ แม่เลยพาไปอยู่กับแฟนใหม่แม่ที่ต่างประเทศซึ่งก็ไม่ได้ดีขึ้นเพราะแม่ทุบตี พ่อใหม่ก็สอนให้น้องหัดขโมยของจะได้ไม่เสียเปรียบใคร เท่านี้ก็พอมองออกแล้วว่าเด็กที่ถูกห้อมล้อมเรื่องแย่ๆ แบบนี้โตมาจะเป็นอย่างไร ก่อนที่จะได้มาอยู่สถานสงเคราะห์เขาก็ได้กลับมาเรียนในโรงเรียนนะ แต่ครูก็คุมเขาไม่ไหว ทั้งเขวี้ยงคอมลงจากตึก ถือมีดแทงครู รุนแรงทั้งนั้น แม่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงก็เลยพาไปอยู่บ้านเฉยๆ ประมาณเดือน 1 สุดท้ายพ่อแม่ก็ลากเด็กมาอยู่สถานสงเคราะห์

แล้วพี่เจมส์เยียวยาเขาอย่างไร

พูดเลยว่ากรณีนี้ใช้พลังในการบำบัดเยอะมาก สิ่งที่ทำให้เด็กคนนี้ดีขึ้นได้ก็คือให้เวลากับเขาเยอะๆ สอนเด็กคนนี้ให้เข้าใจเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เพราะเด็กแบบนี้จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปมันจะส่งผลต่ออารมณ์ของคนอื่นยังไง ซึ่งการสอนก็คือเอาสีหน้าที่แสดงอารมณ์แต่ละแบบมาแยกให้เขาดูเลยว่าสีหน้าแบบนี้คือรู้สึกแบบไหน รวมถึงยกเหตุการณ์สมมติขึ้นมา เช่น ถ้าหนูเป็นคนขายของ ขายดินสอได้กำไรแท่งละ 1 บาทแล้วจู่ๆ มีคนมาขโมยดินสอไป 10 แท่งแล้วหนูต้องขาดทุนไป 10 บาท หนูจะรู้สึกอย่างไร เป็นต้น พอเขาเริ่มรู้เรื่องพวกนี้เราก็เริ่มสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรมมากขึ้น อีกอย่างคือแสดงความรักด้วยการกอดและบอกรักเขาซึ่งมันเวิร์ค เด็กคนนี้เข้าหาเราตลอด เขาเปิดใจกับเรามากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ดีขึ้นส่งผลให้เด็กคนนี้ดีขึ้นจนพี่ทำเรื่องให้เด็กได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่เพราะไม่มีปัญหาแล้ว

ในมุมมองพี่ระหว่างการเยียวยาเด็กที่ชอบรังแกกับเด็กที่ถูกรังแก เรื่องไหนควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนมากกว่ากัน

ทั้งคู่นะ เพราะเด็กที่ถูกรังแกก็น่าสงสาร คนที่รังแกคนอื่นก็น่าสงสาร แต่หลายครั้งถ้าเราไปรู้ว่าเด็กที่รังแกคนอื่นมีประสบการณ์ชีวิตอย่างไรบ้าง เขาก็น่าสงสารมากกว่าคนที่ถูกรังแกอีก มีกรณีหนึ่งออกข่าวเลยพี่ก็ติดตามอยู่ มีเด็กป.6 คนหนึ่งรังแกเด็กป.4 ด้วยการสาดแอลกอฮอล์แล้วจุดไฟเผา คนอื่นๆ ต่างพากันประณามว่าเด็กคนนี้ไม่ดีผ่านสื่อมากมาย แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าที่น้องทำไปเพราะอยากมีเพื่อนเล่น เพราะเขาเป็นเด็กที่ไม่ได้รับความรัก พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง อยู่โรงเรียนก็ไม่มีเพื่อนสักคน เหตุการณ์วันนั้นก็เกิดขึ้นเพราะเด็กป.4 บอกว่าเสื้อของตัวเองกันไฟได้ เด็กป.6 ก็ถามก่อนนะว่าแน่ใจหรอ แล้วเด็กก็ท้าทายกันจนสุดท้ายมันจบที่ตรงนั้น เด็กป.6 ก็เศร้า ถือว่าแย่เลยล่ะ

จากที่ฟังมาจุดจบมันแย่ทั้งนั้นเลย แต่จริงๆ แล้วความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับเด็กชอบรังแกคืออะไร

การพัฒนาของการรังแกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดและทำร้ายคนอื่นขนาดไหน บางทีถึงขั้นผิดกฎหมาย ติดคุกกันไปหรือบางทีทำให้คนอื่นเสียชีวิตเลยก็มี มันหยุดตัวเองไม่ได้ พูดกันตามความจริงแล้วการแกล้งคนอื่นสนุกจะตายจริงไหม

สมมติว่าลูกกลายเป็นเด็กที่ชอบรังแกแล้ว ความรุนแรงมันต้องไปถึงจุดไหนผู้ปกครองควรหาทางแก้ไขให้หยุดพฤติกรรมนี้

เอาจริงๆ ถ้าเด็กกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาแล้วก็ควรหาหมอ ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญแล้วเพราะมันสะสมมานาน เมื่อก่อนพ่อไม่เคยสอนเรื่องคุณธรรมกับลูกเลย อยู่ดีๆ มาสอนซะงั้น คิดว่าลูกจะเชื่อไหมก็ต้องเป็นไปได้ยากมาก มันเลยขีดที่เราจะช่วยได้แล้ว แต่สิ่งที่พอจะช่วยได้บ้างคือต้องกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ให้ความใกล้ชิดที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง

พี่เลยอยากให้พ่อแม่สอนเรื่องการเข้าใจความรู้สึกกับลูกให้ดีๆ มันเป็นแก่นที่สำคัญที่สุดเลยว่าการที่เราทำอะไรกับคนอื่น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าผู้ปกครองสอนให้เขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เด็กๆ พร้อมกับเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย มันก็จะทำให้เด็กเองได้เรียนรู้และไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดี

มาถึงตรงนี้ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดจะหักมุม แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย มันสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว เด็กที่รังแกคนอื่นต่างได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องราวในอดีตของตัวเองทั้งนั้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มาจากการถูกเลี้ยงดูแบบที่ไม่สมบูรณ์จึงหล่อหลอมพวกเขากลายเป็นเด็กชอบกลั่นแกล้ง ฉะนั้น ผู้ปกครองท่านไหนที่ไม่อยากปลูกฝังลูกให้กลายเป็นเด็กชอบแกล้ง ลองสอนเรื่องการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของคนอื่นให้กับลูกตั้งแต่เล็กๆ อย่างที่พี่เจมส์แนะนำ รับรองว่าไม่มีอะไรเสียหายครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

พ่อแม่แบบไหนที่ลูกไม่กล้าเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่แบบไหนที่ไม่ว่าลูกมีปัญหาหนักแค่ไหนก็ไม่กล้าเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่วัยรุ่นหลายคนอยากให้ลูกของตัวเองเข้ามาปรึกษาในเวลาที่มีปัญหาทั้งนั้น เพราะบางทีการปล่อยให้ลูกตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาก็มีโอกาสที่จะทำให้เรื่องราวบานปลายได้

พ่อแม่แบบไหนที่ลูกไม่กล้าปรึกษา

แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่เมื่อมีปัญหาส่วนตัวเป็นเพราะว่าความกลัว ไม่ว่าจะเป็นการโดนดุหรือการถูกทำโทษจากพ่อแม่นั่นเอง

องค์การแพธ (องค์กรพัฒนาเอกชนสาธารณประโยชน์) ให้ข้อมูลไว้ว่าคำพูดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีจากพ่อแม่สามารถทำให้ลูกไม่กล้ามาปรึกษาปัญหาต่างๆ ของเขาได้ โดยเฉพาะคำพูดเชิงตำหนิลูกที่มีความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น

  1. การพูดจับผิดและดักคอลูก เช่น “บอกมานะว่า…” หรือ “อย่าให้รู้เชียวนะ”
  2. การพูดโดยตั้งคำถามที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้อธิบาย เช่น ประโยคที่ลงท้ายว่า “..ใช่หรือเปล่า”, “ทำไมถึงทำแบบนี้” “ทำไมไม่ปรึกษากันตั้งแต่แรก”
  3. การไม่ยอมรับฟังลูก เพราะคิดจะสอนจะสั่งลูกอย่างเดียว โดยไม่ฟังคำอธิบาย
  4. คำพูดที่ไม่แสดงออกถึงความห่วงใย เช่น “กล้าดียังไงถึงปล่อยให้เรื่องมันใหญ่ขนาดนี้โดยไม่บอกพ่อสักนิด นี่ยังเห็นว่าเป็นพ่ออยู่หรือเปล่า?”

ฉะนั้น เราจึงไม่ควรสร้างความกลัวจนทำให้ลูกไม่กล้าปรึกษา ผ่านการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษา ดังนี้

พ่อแม่ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่แบบที่ 1 : พ่อแม่ที่สร้างความสบายใจให้กับลูก

ลองสร้างความสบายใจให้กับลูกโดยการเข้าไปคุยกับเขาก่อนด้วยประโยคง่ายๆ อย่างวันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้างด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย สบายๆ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเขาแล้วจึงตามด้วยการถามถึงปัญหาที่ลูกเก็บเอาไว้

พ่อแม่แบบที่ 2 : พ่อแม่ที่เข้าใจปัญหาของลูก

อย่าเอาความคิดของคุณไปตัดสินว่าปัญหาของลูกเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะอย่าลืมว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคุณกับของลูกไม่เท่ากัน ลูกต้องการคนที่เข้าใจเขา เขาถึงจะพูดความจริงในใจออกมาให้คุณรับรู้

พ่อแม่แบบที่ 3 : พ่อแม่ที่สนใจปัญหาของเขา

ไม่มีใครอยากจะปรึกษาคนที่ไม่ยอมรับฟังสิ่งที่ตัวเองพูดทั้งนั้น ลูกก็เช่นกัน ถ้าคุณแสดงท่าทีฟังเขาแบบผ่านๆ ลูกก็คงรู้สึกเสียใจไม่น้อยและเลือกไม่ปรึกษาคุณอีกเลย

พ่อแม่แบบที่ 4 : พ่อแม่ที่ไม่ปักใจเชื่อว่าลูกเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่เอ่ยปาก

ฟังลูกให้จบก่อนค่อยตัดสิน เมื่อรู้ว่าลูกทำผิดเป็นปกติที่พ่อแม่จะอยากสอนสิ่งที่ถูกให้กับลูก แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ควรจะรอให้ลูกเล่าปัญหาของเขาให้จบก่อน เพราะเขามาปรึกษาคุณแล้ว แน่นอนว่าเขาต้องการคนรับฟัง ฉะนั้น รอให้เขาพูดจบก่อนแล้วค่อยๆ สอนแบบไม่ตำหนิก็จะช่วยได้

พ่อแม่แบบที่ 5 : พ่อแม่ที่จัดการปัญหาให้เขาได้ทุกเมื่อ

สำหรับข้อนี้ พ่อแม่ต้องสร้างผลงานหน่อยแล้ว เพราะถ้าลูกเห็นว่าพ่อแม่พึ่งพาไม่ได้ ไม่เคยช่วยเขาได้เลย เขาก็จะไม่ปรึกษาคุณครับ

พ่อแม่แบบที่ 6 : พ่อแม่ที่เขามั่นใจว่าจะไม่ซ้ำเติมเขาเมื่อพูดปัญหาออกไป

ไม่มีใครอยากถูกขุดคุ้ยความผิดของตัวเองออกมาหรอก ไม่เว้นแม้แต่ลูกของคุณก็คงไม่อยากให้คุณพูดถึงความผิดพลาดของเขาในอดีตซ้ำๆ เพราะถ้ายิ่งตอกย้ำก็ยิ่งสร้างปมให้เขาเจ็บปวดได้ ฉะนั้น อย่าทำแบบนี้เลยนะครับ

พ่อแม่แบบที่ 7 : พ่อแม่ที่รักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับลูก

เรื่องบางเรื่องลูกก็คงไม่อยากให้คุณรับรู้จริงๆ อย่าไปคะยั้นคะยอ ตั้งคำถามกับเขามากๆ เพราะนอกจากจะไม่บอกแล้ว อาจสร้างความอึดอัดใจให้กับลูกของคุณได้

พ่อแม่แบบที่ 8 : พ่อแม่ที่เก็บความลับของลูกได้

อย่าเอาความลับของลูกไปเล่าต่อเด็ดขาด เพราะลูกจะรู้สึกว่าคุณไม่เคารพปัญหาของเขาและเป็นการทำให้เขารู้สึกอายที่ปัญหาของเขาเป็นเรื่องขบขันของคนอื่น

ฉะนั้น หากคุณอยากเป็นคนแรกๆ ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษาก็ลองนำเทคนิคที่เรานำมาฝากข้างต้นไปใช้ได้ครับ

Sourceaboutmom.co , aomyiim , talkaboutsex.thaihealth

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์พ่อต่าย – น้องใบเตย ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

คุณเคยประสบปัญหาลูกเก็บงำความทุกข์ไว้คนเดียวไม่ยอมบอกคุณให้รู้บ้างไหม?

ถ้าใช่ คุณก็คงไม่ต่างกับพ่อต่าย-ภูมิพัฒน์​ สุคำวังที่กว่าจะรู้ว่าลูกมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะลูกหรือน้องใบเตยถูกคนในโรงเรียนเข้าใจผิดว่าเป็นคนก่อปัญหาทะเลาะกับคนในโรงเรียน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่ด้วยความรักเพื่อนและไม่ได้รับคำเตือนจากพ่อแม่ทำให้น้องตัดสินใจทำเรื่องที่ผิดไป

พ่อต่ายรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากและอยากจะเปลี่ยนพฤติกรรมน้องใบเตยให้เล่าปัญหาที่ของเธอให้เขาฟังทั้งหมด มาดูกันว่าพ่อต่ายจะทำอย่างไร วิธีนี้ได้ผลแค่ไหน ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พ่อต่ายกับน้องใบเตยได้เลยครับ

ช่วยเล่าปัญหาของน้องใบเตยให้เราฟังหน่อย?

พ่อต่าย : เราเคืองลูกที่ไม่ยอมบอกปัญหาที่โรงเรียนให้ฟัง เราอยากให้ลูกเล่าความจริงให้เราฟัง โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเท่านั้น

จากที่ฟังก็ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาหนักอกหนักใจเท่าไรนะครับ?

พ่อต่าย : ไม่ใช่เลย เพราะเขากับเพื่อนดันไปมีเรื่องกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง และเหมือนลูกเราไปออกตัวแทนเพื่อนคนเดียวเลย ไปท้าทาย ไปด่าอีกฝ่ายผ่านสื่อโซเชียลจนกระทั่งพวกเขาไหวตัวทัน ไม่โต้ตอบแล้วก็แคปหน้าจอเป็นหลักฐานส่งครูครับ เราไม่โทษว่าฝั่งไหนผิดหรือถูก เข้าใจว่าเป็นปัญหาของเด็กวัยรุ่น แต่ลูกไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังเลย เราต้องมารู้จากปากคนอื่น แถมพอเราสอบถาม น้องก็ไม่ตอบ นิ่งใส่แทน

ใบเตย : เหตุผลที่หนูไม่กล้าบอกเพราะหนูกลัวว่าพ่อจะดุ จะตี แต่ถ้าถามว่าสนิทกับพ่อมากแค่ไหน หนูก็ยังให้พ่อเต็มสิบนะคะ เพราะถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป หนูก็จะคุยกับพ่อเป็นปกติเลย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่หนูทำผิดหนูก็จะไม่กล้าบอกเลยค่ะ

พ่อต่าย : ใช่ฮะ ปกติแล้วเราสนิทกัน ผมจะขี้เล่นกับเขา แหย่กัน คุยกัน เขกหัวกันมั่งก็ยังมีเลย ลูกก็ตอบโต้เฮฮาเหมือนกัน แต่อาจด้วยที่ผมเป็นคนเสียงดัง จุกจิกจู้จี้ เรื่องมาก พอเจอเรื่องนี้ เขาก็เลยกลัวโดนทำโทษ ผมเคยบอกเขาว่าถ้าตี ตีจริง

ขอย้อนไปตอนที่คุณพ่อรู้เหตุการณ์ วันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

ใบเตย : วันนั้นใจหนูตกไปถึงตาตุ่มเลยค่ะ (หัวเราะ) หนูกำลังนอนอยู่ ไม่ค่อยสบายด้วยแล้วพ่อก็เรียกมาคุย ถามแบบคาดคั้นตามสไตล์ หนูก็ร้องไห้อย่างเดียวแล้วก็ไม่ตอบ พ่อบอกไม่ให้เล่นมือถือแล้วก็ออกไป

พ่อต่าย : จุดนี้แหละที่ทำให้โกรธ ก็คือถ้าลูกบอกก่อนนะ เราก็ยังหาทางแก้ไข สอนเขาได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้วก็เตือนเขาได้ทัน แต่เมื่อปัญหามันเกิดขึ้นมา ทุกคนจะมองว่าจุดเริ่มต้นเกิดที่ลูกเราว่าลูกเราผิดซึ่งเป็นจริงไหม เขาไม่รู้ สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกเราผิดทุกประตูเลย ไม่มีสิทธิ์ที่จะแก้ไขอะไรได้

ก่อนที่จะไปถึงวิธีของคุณหมอ พ่อใช้วิธีไหนเพื่อให้น้องเปิดปากพูดปัญหาของตัวเอง?

พ่อต่าย : หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น เราก็ดุและก็มีแต่ตั้งคำถามใส่เขา ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงไม่มาคุย ไม่มาปรึกษา ด้วยอารมณ์โมโห เราถามแบบคาดคั้นจนเขากลัวเลยไม่ได้รับคำตอบจากปากเขาเลย

ใบเตย : ใช่เลยค่ะ หนูไม่กล้าตอบเพราะแบบนี้ ถ้าเป็นไปได้ผู้ปกครองท่านอื่นอย่านำวิธีนี้ไปใช้นะคะ มันเกิดขึ้นกับหนูมาแล้ว ลูกกลัวจริงๆ เวลาโดนพ่อถามจี้ๆ แบบนี้

พอเข้าร่วมรายการแล้วคุณหมอแนะนำอะไรบ้าง?

พ่อต่าย : เอาตรงๆ ผมจำได้ไม่เป๊ะ แต่สิ่งที่ผมทำตั้งแต่ได้วิธีการจากคุณหมอมาจนถึงวันนี้ คือ การไม่คาดคั้นหรือตั้งคำถามซึ่งคุณหมอแนะนำว่าอย่าตั้งคำถามโดยคาดคั้นคำตอบจากลูกแล้วก็ต้องยอมให้ลูกได้พูดบ้างได้อธิบายบ้าง ผมเห็นว่ามันมีส่วนดีนะครับ เพราะลองนึกย้อนไปตอนเราเป็นวัยรุ่น ผมเองก็ไม่ชอบที่ใครมาตั้งคำถาม “ทำไมอ่ะ.. อะไรอ่ะ.. ยังไงอ่ะ” มันก็มีความรู้สึกว่า มายุ่งอะไรกับเรานักหนา แต่ถ้าเราคุยแบบเพื่อน คุยแบบเข้าใจกัน มันจะเป็นการที่เราไม่ต้องมาคาดคั้นเลย เขาจะเข้ามาเล่าให้เราฟังเองเลยว่าวันนี้หนูไปเจอนู่นนี่มา มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้นะ มันผิดกันกับก่อนหน้านี้เลย

ใบเตย : พ่อต่างจากตอนก่อนร่วมรายการจริงๆ ตอนนี้หนูเลยกล้าคุยกับพ่อมากขึ้น เช่น เรื่องที่หนูคุยกับเพื่อนผู้ชายแต่พ่อแม่นึกว่าหนูไปมีแฟน ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูจะปล่อยให้ทั้งคู่ดุแล้วท่านก็ไป แต่เดี๋ยวนี้หนูก็จะบอกกับพ่อไปตรงๆ เลยว่าแกล้งเล่นเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องจริง หนูคุยกับเพื่อนผู้ชายแบบนี้เป็นปกติ

พ่อต่าย : เขาจะฟังเราดุอย่างเดียว มันเลยทำให้เราสงสัย ไม่รู้ว่าเป็นบ้าบ้าคิดไปเองหรือเป็นเพราะเราห่วงลูกเลยไปคาดคั้น แต่เดี๋ยวนี้เราจะเปลี่ยนเป็นถามแบบทีเล่นทีจริง อย่าง “จริงหรอ?.. ชัวร์เปล่า?..” เขาก็จะตอบว่าชัวร์พ่อ พ่อดูได้เลยแล้วก็ยื่นโทรศัพท์ให้เราดูตรงนั้นเลย เราสบายใจ เขาก็สบายใจครับ

น้องใบเตยชอบคุณพ่อเวอร์ชั่นก่อนหรือหลังเข้าร่วมรายการมากกว่ากัน?

ใบเตย : ชอบเวอร์ชั่นหลังจากถ่ายรายการแล้วค่ะ เพราะพ่อไม่คาดคั้นเหมือนแต่ก่อนและยอมให้หนูได้ไปเที่ยว ไปดูหนังกับเพื่อนหลังเลิกเรียนแล้วค่ะ แต่ก่อนคือไม่ยอมให้หนูไปเลยจนเพื่อนล้อ

ผู้สัมภาษณ์ : ขอโทษนะครับ แค่ดูหนังคุณพ่อก็ไม่อนุญาตเลยหรอครับ

พ่อต่าย : ถูกต้องครับ

ผู้สัมภาษณ์ : ว้าววววว!! สุดยอดครับพ่อ

ทุกคน : (หัวเราะ)

ผู้สัมภาษณ์ : เชิญพูดต่อเลยครับน้องใบเตย

ใบเตย : ตอนนั้นหนูเข้าไปเจอตอนที่น้องของหนูจะขอไปเที่ยวกับเพื่อนด้วยพอดีแล้วพ่อก็อนุญาต หนูเลยพูดด้วยอารมณ์น้อยใจว่า “ทีหนูขอ ไม่เคยให้ไปเลย” พ่อก็บอกว่า “ไม่ให้ไป พ่อหวง” พ่อก็ชอบพูดเล่นอย่างนี้ แล้วหนูก็ทำเป็นแบบนอยด์ ไม่คุยด้วยแล้วพ่อก็บอกว่า.. ยังไงนะ จำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

พ่อต่าย : มันนานแล้ว หลายเดือนแล้วจำไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ)

ใบเตย : แต่สุดท้ายพ่อก็ยอม หนูรู้สึกดีใจมากๆ มันเป็นครั้งแรกที่ขอได้เลย ก็คือเพื่อนชวนไปใช่ไหม ปกติเพื่อนก็จะชอบชวนไปเล่นๆ เพราะเพื่อนรู้ว่าหนูไปไม่ได้อยู่แล้ว (พ่อ : พวกเพื่อนๆ อึ้งกันเป็นแถว) แล้วเพื่อนๆ ก็บอกว่า “คราวนี้ต้องไปให้ได้นะใบเตย” น้ำเสียงโน้มน้าวเราสุดๆ แล้วพ่อจะแบบว่า “ห้ามมีผู้ชายไปนะ ถ้าพ่อจับได้ พ่อจะไม่ให้ไปอีกเลย” หนูก็เลยบอกว่าจะถ่ายรูปมาให้ดูเลย

พ่อต่าย : มันก็ถ่ายมาทุกขั้นตอนเลย จะเข้าโรงหนังอยู่แล้วก็ยังจะถ่ายมาให้ดูอีกลูกคนนี้

พ่อพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ไหม

พ่อต่าย : พอใจครับ ลูกเปิดเผยมากขึ้น กล้าเล่าความเป็นจริงให้เราฟังมากขึ้น เรามีปฏิสัมพันธ์ความเป็นพ่อกับลูกมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้เราอายุเยอะแล้วแต่ต้องลงไปเป็นเหมือนวัยรุ่น ไปเข้าใจ ไปเล่น ไปรู้ ไปสัมผัสตัวตนของลูก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือคำแนะนำจากหมอหรือทีมงาน แม้แต่เพื่อนร่วมรายการด้วยกัน ผมก็เก็บมาเป็นข้อมูลแล้วปรับตัวเพื่อเป็นเพื่อนเขาได้อย่างสนิทใจ ไม่มีอีกแล้วที่ขอดูโทรศัพท์ด้วยอารมณ์ที่ขัดขืน ตอนนี้เวลาขอดู เขาก็ยื่นให้ดูโดยที่ไม่มีคำพูดว่าจะดูทำไม ผมว่าเท่านี้มันคือความสบายใจแล้ว

คุณพ่ออยากแนะนำเทคนิคไหนเป็นพิเศษที่ทำให้ลูกนำปัญหาหนักใจมาเล่าให้เราฟัง

พ่อต่าย : พ่อแม่ควรความอ่อนโยน ความเข้าใจ และการเข้าถึงจิตใจของลูก คอยรับฟังปัญหาจากเขา มันสละเวลาแค่นิดเดียว ไม่นานหรอกครับเพื่อแลกกับความสุขของลูก ของครอบครัวของคุณจะได้มีความสุข เพียงเข้าถึงจิตใจเขาได้ ปัญหามันจะไม่เกิดเลยครับ

ช่วยโน้มน้าวเพื่อนที่ไม่ชอบเอาปัญหามาเล่าให้พ่อแม่ฟังเลิกพฤติกรรมนี้หน่อย

ใบเตย : ให้ลองมองพ่อเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เราสนิทด้วยแล้วก็เข้าไปปรึกษาเลยค่า ไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง จริงๆ แล้วพ่อก็ให้คำปรึกษาเราได้ดีนะคะ ไม่เป็นอย่างที่คิดเลย ตอนนี้ยกให้เป็นที่ปรึกษา No.1 เลยค่ะ

ฝากบอกอะไรกับแฟนๆ รายการรอลูกเลิกเรียนหน่อยครับ

พ่อต่าย : รายการนี้ทำให้เราพ่อลูกเข้าใจกันมากขึ้น แก้ไขปมต่างๆ ให้คลี่คลายลงซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ดี แล้วก็อยากจะฝากไปถึงคนที่ดูรายการว่าคำพูดของคุณหมอลองนำไปปฏิบัติใช้ได้นะครับ มันสามารถใช้ได้ตลอด แล้วมันจะทำให้ปัญหาในเรื่องของวัยรุ่น คลี่คลายลงด้วยครับ สิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมเลย อยากขอบคุณทีมงานด้วย ทางทีมงานทุกคนน่ารักมากและทุกคนโอเคให้แนวคิดให้เหมือนกับสิ่งที่เราขาดหายไปได้กลับคืนมา

การสัมภาษณ์ครั้งนี้มันเป็นการสัมภาษณ์ที่หัวใจของแอดรู้สึกพองโตตลอดเวลาเลยครับ มันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ น้ำเสียงที่มีความสุข แอดสัมผัสได้จริงๆ ว่าความสัมพันธ์ของพ่อต่าย-น้องใบเตยอยู่ในสถานการณ์ที่ดีไปจนถึงดีมากที่พ่อลูกจะมีให้กันได้ ถ้าเป็นไปได้ใครที่มีปัญหาคล้ายๆ กับครอบครัวที่น่ารักครอบครัวนี้ ลองนำวิธีของคุณหมอจากรายการไปใช้ดูได้นะครับ ^^

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ร่วมสร้างสรรค์โดย

Scroll to top