สู้เขานะวัยรุ่น..เป็นเด็กไม่รู้จักโตมันก็โอเค

แชร์เรื่องนี้

ภาพลูกๆ สวมหูฟัง ตาจ้องโทรศัพท์ ไม่สนใจสิ่งรอบกายภายในบ้านคงเป็นภาพที่คุ้นตาตลอดช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมาของผู้ปกครองหลายท่าน กระตุ้นความรู้สึกขัดใจว่าเจ้าลูกคนนี้จะติดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารนี้อะไรนักหนา โดยไม่เห็นสื่อสารกับใคร มีแต่ยิ้มให้กับภาพการ์ตูนสำหรับเด็กตรงหน้า หรือวิดีโอการแสดงของนักร้องต่างชาติชื่อดัง รวมไปถึงการรัวมือเป็นระวิงให้กับเกมที่เขากำลังอินในขณะนั้นโดยไม่มีเสียงบ่นว่าเหนื่อย เมื่อยออกมาซักแอะ

‘ลูกก็โตแล้วนะ ทำไมยังทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที’ เลยเป็นชุดความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจของผู้ปกครองหลายท่านไม่มากก็น้อย หลายคนกังวลว่าลูกจะเสพและติดสิ่งเหล่านี้มากเกินไปจนพาลให้เสียการเรียนและขาดความรับผิดชอบต่องานบ้านที่ได้รับมอบหมาย เมื่อความกังวลกลายเป็นความไม่พอใจในพฤติกรรมของลูก ผู้ปกครองที่เก็บเรื่องนี้ไปคิดไม่ตกก็ได้แปรเปลี่ยนบ้านที่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสุขเป็นสนามอารมณ์ที่ต้องมีปากมีเสียงกับลูกไม่เว้นแต่ละวัน และอาจเผลอหลุดปากดั่งประโยคข้างต้นที่สร้างความหงุดหงิดให้กับลูกออกไปเพราะคิดว่าจะดึงสติลูกได้

คำถาม คือ เด็กไม่รู้จักโตนั้นใช่คนที่ชอบเล่นเกม ชอบดูการ์ตูนหรือคนที่ชอบติดตามนักร้องไอดอลจริงหรือเปล่า? หรือว่าพฤติกรรมเหล่านี้มันเป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่รู้สึกชอบและเลือกรักสิ่งต่างๆ ได้อย่างอิสระเพียงเท่านั้น วันนี้แอดจึงอยากชวนพ่อแม่มาทำความเข้าใจธรรมชาติกัน

โดยปกติแล้วเด็กน้อยที่เติบโตย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลง 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย, การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สังคมและการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ในวันนี้แอดขอกล่าวถึงเพียงการเปลี่ยนแปลงทางทางจิตใจที่มุ่งไปที่ประเด็นเรื่องความชอบ ความรัก ความพอใจของเด็กวัยนี้

เหตุผลที่ว่าทำไมลูกก็โตแล้ว แต่ทำไมเขายังชอบการ์ตูน ติดเกม บ้าดารานักร้องและต่อให้พ่อแม่ไม่ชอบใจ ออกปากห้ามต่างๆ นานา เขาก็ยังจะชื่นชอบและดูต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อนนั้นมาจากธรรมชาติของวัยรุ่นในหลายๆ ปัจจัยด้วยกันซึ่งสรุปได้เป็น 3 ปัจจัย ดังนี้

ประการที่ 1 วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบความตื่นเต้น ท้าทาย พวกเขามักจะสร้างความตื่นเต้นท้าทายกับการที่กระทำผิดต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางบ้านและกฎของสังคม อย่างกรณีที่พ่อแม่ตั้งกฎไว้ว่าให้เลิกเล่นเกมตามเวลาที่กำหนด แต่เราก็จะเห็นว่าหลายๆ ครั้ง (หรือแทบทุกครั้ง) ที่ลูกๆ ไม่ได้ทำตามกฎข้อนี้เลย

ประการที่ 2 วัยรุ่นมีความต้องการอิสรภาพมาก ไม่ชอบให้พ่อแม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวของเขาและไม่ชอบการโดนบังคับที่เข้มงวดมากเกินไป สังเกตได้จากการที่เขาขอห้องส่วนตัวหรือมีอารมณ์หงุดหงิดเมื่อพ่อแม่ซักถามเหมือนสอบสวนเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไป เป็นต้น

ประการที่ 3 วัยรุ่นรักความยุติธรรมอย่างรุนแรง ถ้ารู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม จะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบทันที ในข้อนี้จะเห็นได้ชัดต่อเมื่อตัวของวัยรุ่นเองไม่ได้รับความยุติธรรม ยกตัวอย่างเรื่องลูกชอบดูการ์ตูน ถึงแม้ว่าคุณคิดว่าเขาโตแล้ว ไม่ควรดูการ์ตูน แต่เขาไม่ได้มองว่าไม่สมควร ไม่ได้มองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องผิดและก็ไม่เข้าใจมากๆ ด้วยว่าคุณจะห้ามเขาดูการ์ตูนทำไม

กล่าวโดยสรุป คือ ความรู้สึกนึกคิดของเด็กวัยรุ่นตอนกลาง (14-16 ปี ) เป็นช่วงวัยที่มีความคิดที่ลึกซึ้ง (abstract) ใฝ่หาอุดมการณ์และค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อความเป็นตัวของตัวเอง และหลีกเลี่ยงความรู้สึกแบบเด็กๆ ที่ต้องคอยพึ่งพาหรืออยู่ในกรอบที่พ่อแม่กำหนดให้พวกเขาจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงทำตามใจตนเองมากกว่าเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่างนั่นเอง

ความเชื่อที่ว่าการชอบอะไรเป็นเด็กๆ ของลูกทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าลูกของตัวเองทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตนั้นยังมีอยู่ซึ่งความเชื่อนี้ยังขัดแย้งกับข้อมูลทางจิตวิทยาของเว็บไซต์ psychologytoday จากบทความ Can You Spot 10 Signs of a Childish Adult? ที่กล่าวถึงสัญญาณทั้ง 10 อย่างที่บ่งบอกว่าลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่จิตใจยังเป็นเด็กนั้นให้สังเกตจากพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

การใช้อารมณ์เป็นใหญ่, คอยกล่าวโทษผู้อื่นแม้ความผิดนั้นเป็นของตัวเขาเอง, โกหกเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน, ตั้งฉายาที่ไม่เหมาะสมให้กับผู้อื่น, หุนหันพลันแล่น พ่นคำพูดร้ายกาจใส่ผู้อื่น, เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นเสมอ, ชอบรังแกเด็กคนอื่นๆ, หลงตัวเองและใช้ความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง, สร้างกลไกป้องกันตัวเองด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าท่า รวมไปถึงไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองจึงไม่ยอมปรับปรุงตัว

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากลูกของคุณยังสามารถให้กำลังใจตัวเองได้ในยามที่เขาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ยังมีความอดทนมากพอแม้จะมีความล่าช้ามาก่อกวนจิตใจ จัดการความเครียดได้ดี มีความเป็นผู้นำ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เพียงเท่านี้เขาก็ถือว่าเป็นเด็กที่น่ารักและมีวุฒิภาวะมากพอแล้ว

ฉะนั้น หากลูกของคุณไม่ได้มีพฤติกรรมเข้าข่าย 10 สัญญาณที่กล่าวไว้ข้างต้น แถมยังมีมุมที่น่าเอ็นดูแบบวัยรุ่นที่รู้จักความก็วางใจได้เลยว่าลูกของคุณนั้นไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้จักโตแล้วล่ะ

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ผู้ปกครองทำใจยอมรับกิจกรรมสุดโปรดของลูกที่คุณมองว่าเป็นการกระทำของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ดูการ์ตูน หรือไปตามติดศิลปินดาราที่ชื่นชอบ แต่ถ้าลองเปิดใจบางครั้งมันอาจจะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับตัวคุณและลูกได้อย่าง 2 บุคคลตัวอย่างต่อไปนี้ก็เป็นได้

  1. ลิซ่าจากวง Blackpink นักร้องเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเริ่มเส้นทางนี้ด้วยการชื่นชอบเพลง K-pop และมีความฝันว่าสักวันจะได้ยืนอยู่บนเวทีในฐานะศิลปิน K-pop ด้วยความพยายาม การไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ประกอบกับแรงผลักดันจาก “แม่” ของเธอที่ไม่ได้ห้ามให้เธอเดินตามความฝัน อนุญาตให้เธอได้ไปร่วมการคัดเลือกเป็นเด็กฝึกค่ายเพลงชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้อย่าง YG Entertainment และได้เป็นนักร้องเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างทุกวันนี้
  2. ปรีชา พรเพชรไพบูลย์ หรือ ลีโอ ผู้เล่นมืออาชีพหรือนักเล่นเกมฝีมือดีจากทีมบุรีรัมย์ อาร์คติควูฟ (แชมป์รายการ Valor Tournament Season 1 และ RoV Guild War Season 1) อดีตเด็กติดเกมที่ยกระดับตัวเองให้เป็นนักเล่นเกมมืออาชีพ เพียงแค่เล่นเกมเขาคนนี้ก็มีรายได้ขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท/เดือนแล้ว เขาเปลี่ยนเสียงต่อต้านจากพ่อแม่ที่หวังให้เขามุ่งด้านวิชาการเป็นเสียงเชียร์ให้กับเขาในทุกๆ แมตช์ที่ลงแข่งด้วยแรงศรัทธาที่ว่าเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระบวกกับความตั้งใจทำให้เขาจึงได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ถึงการเปิดใจจะไม่ได้การันตีว่าลูกของคุณจะประสบความสำเร็จได้เท่ากับ 2 บุคคลตัวอย่างที่แอดกล่าวถึง แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาจะไม่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่เขากำหนดด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่อนาคตของพวกเขา แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตพวกเขาขับเคลื่อนไปได้อย่างมีความสุขเท่านั้นเอง

ลองนึกย้อนดูดีๆ ครับว่าตกลงลูกของคุณไม่รู้จักโตจริงๆ หรือเขาแค่กล้าทำในสิ่งที่รัก โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะอายุเท่าไรหรือต้องแคร์สายตาของใคร เพราะชีวิตคงไม่มีความหมายอะไรถ้าต้องอยู่ในกรอบที่คนอื่นกำหนดไว้ว่าโตแล้วห้ามชอบอะไรเหมือนเด็กๆ ไม่งั้นจะเป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต

คงไม่มากเกินไปใช่ไหมครับ? หากคุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตให้เด็กไม่รู้จักโตของคุณได้มีสนามเด็กเล่นเป็นของตัวเองอีกครั้ง

สุดท้าย หากผู้ปกครองท่านไหนที่อยากทำความเข้าใจกับลูกในประเด็นนี้มากขึ้น แต่ไม่มั่นใจว่าจะเข้าไปคุยกับลูกอย่างไรดีก็ลองทำแบบทดสอบฉบับนี้ดูได้ แบบทดสอบจะช่วยประเมินว่าคุณสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน

นอกจากนี้ ยังสามารถเรียนรู้เทคนิคการพูดคุยสื่อสารกับลูกได้ที่

 

ที่มา

baanjomyutnicfd.cf.mahidol.ac.thpsychologytodayworkpointnewsBlackpink Interviewmatichon, komchadluek

afterschoolonline.tv
Scroll to top