สัมภาษณ์แม่จิ๋ว ตอนลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

แชร์เรื่องนี้

ถ้าอยู่ดีๆ มีคนมาบอกให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนหนึ่งคน คุณจะทำไหม?

คุณแม่ท่านนี้เลือกทำแบบไม่มีเงื่อนไขเลยหลังจากได้เข้าร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนของเรา เธอบอกกับเราว่าเธออยากลองเป็นคุณแม่ที่เข้าใจลูกเหมือนกับได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจเขา เป็นผู้ฟังคนโปรดของลูกที่ไม่ว่าลูกมีเรื่องดีหรือร้ายก็เลือกจะเล่าให้ได้ฟังเสมอ คุณแม่ท่านนี้ชื่อว่า จิ๋ว-พิชชาภา ประชารักษ์ คุณแม่ที่เคยดุมาก ชอบพูดตรงๆ รำคาญก็บอกว่ารำคาญ แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปแล้วเพราะว่าลูกคนที่เธอบอกว่ารำคาญนักหนานั่นแหละ มาดูกันว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก

คุณแม่คาดหวังอะไรก่อนที่จะสมัครเข้าร่วมรายการกับเรา?

ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะไม่คิดว่าเรากับลูกมีปัญหารุนแรง แต่พอครอบครัวเราได้รับคัดเลือก ได้เข้าไปคุยกับหมอจริงๆ ความคิดพี่ก็เปลี่ยนไป จากที่คิดว่าเรากับลูกไม่ได้ทะเลาะกัน แค่ชอบงอนกัน สักพักก็หายแล้วคุยกันตามปกติ แต่หมอบอกว่าไม่ใช่ ลูกต้องมีอะไรในใจ แต่ไม่กล้าบอกแม่ซึ่งพอเราทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพี่กับลูก มันก็จริงอย่างที่หมอว่าทุกอย่างลูกจะไม่ค่อยเข้าหาเรา ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน เราเลยเริ่มคาดหวังว่าจะได้เทคนิคดีๆ ไปใช้เลี้ยงลูก เราอยากเข้าไปนั่งในใจลูกให้ได้

คุณหมอให้เทคนิคอะไรกับคุณแม่บ้าง?

ด้วยความที่พี่เป็นคนที่ชอบวีนใส่ลูก คุณหมอก็เลยให้เทคนิคการพูดกับลูก หมอบอกว่าก่อนที่จะวีนใส่ลูก ลองนึกถึงความดีของลูก เพราะมันจะช่วยให้เรามองปัญหาที่กำลังเผชิญเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยแล้วค่อยๆ บอกความรู้สึกของเราให้ลูกเข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไรแทนการวีน

อย่างกรณีของลูกพี่เป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเองเวลาอยู่แปลกที่แปลกถิ่น คุณหมอก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเด็กบางคน ฉะนั้น พี่ควรจะบอกความรู้สึกกับลูกไปว่า “ที่แม่ดุหนูเป็นเพราะว่าแม่เป็นห่วงเรื่องไม่มั่นใจในตัวเองแบบนี้” แล้วพยายามพูดเชิงชักชวนให้ลูกลองทำก็ถือเป็นการสื่อสารให้ลูกรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อเขา

วิธีที่คุณหมอบอกมันเป็นการให้คุณแม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่ให้ลูกเปลี่ยน คุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือมีเสียงต่อต้านในใจไหม?

ไม่มีค่ะ เพราะพี่ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าอยากให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนที่ตัวเราก่อน เมื่อเราลดทิฐิแล้วเข้าหาลูกก่อน ความสัมพันธ์มันก็จะต้องดีขึ้นแน่นอนจึงทำตามที่หมอบอก

หลังจากรายการออกคุณแม่ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ไหม?

ยังใช้อยู่นะคะ แต่ยอมรับว่าบางครั้งเราก็เผลอดุใส่น้อง แต่พอรู้สึกตัวเราก็บอกให้เขาเข้าใจว่าที่เราดุไปเพราะเป็นห่วงกลัวเขาไม่กล้าซึ่งน้องเขาก็เข้าใจและเราสังเกตได้ว่าน้องมีพัฒนาการด้านความกล้ามากขึ้น เดี๋ยวนี้เขากล้าสั่งเมนูที่อยากกินด้วยตัวเองบ่อยๆ แล้วนะ อย่างตอนนั้นน้องบอกอยากกินโกโก้ไข่มุก เราก็จะบอกว่าหนูก็เดินไปซื้อสิ เดี๋ยวแม่ยืนรอตรงนี้ ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าหรอก เราบอกว่าเดี๋ยวเดินไปเป็นเพื่อนแล้วสั่งเองนะ เขาก็โอเค พอพักหลังมาบอกเขาว่าให้หนูเดินไปซื้อเองเลย แม่จะรออยู่ตรงนี้ เขาก็ทำได้ ค่อยๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับน้องดีขึ้นหลายอย่างเลยนะ เรื่องแรก คือ น้องจะเข้าหาเรามากขึ้น เข้ามากอด มาหอม บอกว่ารักแม่ตลอดเลย อย่างที่สองไม่เจ้าอารมณ์เหมือนเมื่อก่อนที่พอเราพูดแรงไป เขาก็พูดแรงกลับ เช่น เวลาพี่บอกว่ารำคาญตอนที่เขาเข้ามาใกล้ๆ เขาก็จะตอบกลับมาว่า “เออ ไปก็ได้” ด้วยอารมณ์โมโห

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าจากโรงเรียนให้พี่ฟังทุกวัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยบอกอะไรพี่ รวมถึงความมั่นใจเพิ่มขึ้น อย่างที่บอกว่าไปไหนก็เลือกของเอง จ่ายตังค์เอง ซื้อเองได้ แม่แค่ยืนรออยู่ห่างๆ หรือช่วยออกความเห็นว่าเลือกของชิ้นไหนดีทำนองนี้มากกว่า

มีเทคนิคที่คุณหมอแนะนำไหนที่ใช้ ไม่ได้ผล กับครอบครัวคุณแม่บ้างหรือเปล่า?

ไม่มีนะคะ ทุกอย่างได้ผลหมดแต่มีบางอย่างมันไม่ได้ผลทันทีเท่านั้นเอง เพราะน้องยังเด็กและบางครั้งเขาก็มีอาการต่อต้านบ้าง เช่น เราบอกให้เขาไปหุงข้าว เขาก็ยังไม่ทำทันที บอกเราว่าแป๊บนึงนะแม่ เวลาผ่านไปซักพัก เราเห็นเขาไม่ทำ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ลุกไปหยิบหม้อกะจะหุงข้าวเอง เขาก็รีบมาแย่งหม้อข้าวไปแล้วหุงให้เราเรียบร้อยเลย

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

แม่คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ทั่วๆ ไปก็รู้ว่าการใส่อารมณ์กับลูกมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะเขาจะจดจำการกระทำของพ่อแม่แล้วทำตาม ทั้งกับเราและผู้อื่นได้ ถ้าเกิดเราอยากให้ลูกเปลี่ยน คุณต้องเปลี่ยนที่ตัวคุณก่อน เพราะว่าคุณคือตัวอย่างของลูก ถ้าเกิดคุณพูดดีกับลูก ลูกก็จะพูดดีกับคุณ คุณใส่อารมณ์กับลูก ลูกก็ใส่อารมณ์กับคุณเหมือนกัน มันก็คือการสะท้อนกลับซึ่งกันและกันค่ะ

รู้สึกดีใจ เพราะได้รับเลือกมาออกรายการแสดงว่าครอบครัวของเรามันต้องมีอะไรพิเศษอยู่ และอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ดีใจที่เราได้เทคนิคการเลี้ยงลูกดีๆ จากคุณหมอมาใช้เลี้ยงลูกโดยตรงเลย เพราะเรามั่นใจได้เลยว่าถ้าไม่ได้ไปอัดรายการนี้ ไม่ได้ไปคุยกับคุณหมอ ไม่ได้เรียนรู้เทคนิคการพูด การสื่อสารกับลูกก็คงยังเป็นสภาพเดิมอยู่ ที่ชอบใส่อารมณ์กับลูก ไม่พอใจก็วีน ซึ่งแน่นอนว่าลูกก็คงจะยังเป็นเหมือนเดิมที่ไม่มีความมั่นใจ เราก็อดห่วงไม่ได้

ไม่ใช่แค่เฉพาะเคสของแม่เคสเดียว มันมีเคสอื่นๆ รวมกัน 10 เคส ที่จะเผยปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่นในเรื่องที่แตกต่างกันไป แต่เป็นปัญหาที่ไม่ว่าครอบครัวไหนที่มีลูกวัยนี้ต้องเจอเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าปัญหาเรื่องไหนจะชัดเจนมากที่สุดเท่านั้นเอง

เราเลยเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ได้ดูทั้ง 10 เคส รับรองเลยว่าสถาบันครอบครัวจะอบอุ่น จะดีมาก มีความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีกันมากๆ มั่นใจว่าต้องเป็นอย่างนั้นค่ะ

ใครว่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครสักคนจะทำให้คนที่ยอมเปลี่ยนเป็นฝ่ายที่เสียใจไม่ได้แล้วนะ เพราะตลอดการสนทนากับคุณแม่จิ๋วนั้นแอดรับรู้ได้ว่าคุณแม่มีความสุขที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกมันดีขึ้น แค่นำเทคนิคการสื่อสารที่ดีไปปรับใช้กับลูกเท่านั้นเอง

คุณก็สามารถนำเรียนรู้เทคนิคดีๆ จากรายการไปใช้ได้เช่นกัน

ถ้าคุณอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

afterschoolonline.tv
Scroll to top