สัมภาษณ์แม่แอ๊ด ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

แชร์เรื่องนี้

ปัญหาไม่ช่วยงานบ้านของลูกถือเป็นปัญหาครอบครัวที่ไม่ยิ่งใหญ่ แต่สร้างสีสันชีวิตให้กับมนุษย์แม่เป็นอย่างมาก เพราะเดี๋ยวนี้นอกจากแม่จะออกไปทำงานนอกบ้านตัวเป็นเกลียวแล้วยังต้องกลับมาทำงานบ้านที่เห็นแล้วท้อทุกวันอีก ซึ่งงานบ้านมันไม่ได้มีแค่กวาดบ้าน ถูบ้านแต่ยังมีรายละเอียดยิบย่อยมากมายจนต้องวานคนในบ้านช่วยเหลือ หรือบางท่านอาจจะมองว่าลูกโตแล้ว การฝึกให้รับผิดชอบในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องฝึกกันบ้าง และแน่นอนว่าเรื่องงานบ้านแทบไม่มีใครอยากแตะแล้วเลือกเมินใส่ ไม่ทำหรือบางทีทำแต่ก็ทำพอเป็นพิธีไป

ไม่ต่างไปจากกรณีของคุณแม่แอ๊ดซึ่งมีลูกสาวคนหนึ่งโตพอจะช่วยงานของเธอได้แล้ว แต่ว่าเธอก็ยังทะเลาะกับลูกเรื่องการใช้งานบ้านกันนี่แหละ จนบางครั้งยิ่งใหญ่ขนาดหลุดใช้คำพูดที่รุนแรงออกไปโดยไม่นึกถึงใจอีกฝ่ายว่า “ทำไมมึงทำอย่างนี้ กูเหนื่อยนะ!” (เดือดมาก) แต่ตอนนี้คุณแม่แอ๊ดบอกว่าสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว งั้นเรามาดูกันว่าคุณแม่จัดการเรื่องลูกไม่ช่วยงานบ้านอย่างไร

ปัญหาของคุณแม่กับน้องต้นข้าวเป็นอย่างไร?

ที่บ้านเราจะมีปัญหาเรื่องการให้ลูกเป็นลูกมือช่วยแม่ขายกับข้าวเพราะแม่ขายคนเดียว แม่เลยขอให้เขามาช่วยหลังเลิกเรียนทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งที่น้องต้นข้าว (ลูกสาว) เสนอขึ้นมาว่าต่อไปกลับบ้านคงไม่ได้ออกมาช่วยเลยนะ ขอกลับบ้านมาพักก่อนจนถึง 6 โมงแทน เพราะจะเอาเวลาไปพักผ่อน ทำการบ้านก่อน เราก็เข้าใจแล้วตอบตกลงไป แต่ก็ย้ำกับน้องต้นข้าวว่าพอ 6 โมงก็ต้องลงมาช่วยทันทีเลยนะ

จากที่เล่ามาดูเหมือนว่าจะมีข้อตกลงที่ดีกับทั้งสองฝ่ายแล้วมันยังมีปัญหาอีกเหรอ?

มีค่ะ เพราะพอแม่ยอมให้น้องลงมาตอน 6  โมงเย็นแล้ว แต่เป็นน้องเองที่ทำตามที่พูดไมได้ ยกตัวอย่างเช่นตอนนั้นแม่ดูนาฬิกา มันถึง 6 โมงเย็นแล้ว เราก็จะเรียกน้องลงมาช่วย น้องได้ยินนะ แต่ว่าไม่ขานรับ เราเลยเรียกซ้ำ ครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งที่สามก็แล้ว ไม่มีการตอบกลับจนเรียกซ้ำบ่อยๆ อารมณ์ของแม่มันก็เริ่มขึ้น บางทีเรายุ่งมากด้วยจนเผลอหลุดขึ้นมึงขึ้นกูใส่น้องเลยค่ะว่า “ทำไมมึงทำอย่างนี้ กูเหนื่อยนะ!”  สุดท้ายก็เลยทะเลาะกัน

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็มีฝั่งที่แม่เป็นต้นเหตุเหมือนกันค่ะ เวลาน้องต้นข้าวลงมาช่วยแม่จะมีบ้างที่เราชอบใช้น้องแบบไม่ครบให้จบในทีเดียว เพราะเราก็ลืมบ้าง เลยบอกน้องซ้ำไปว่า “แม่ลืมอันนี้ไป ลูกไปซื้อให้แม่หน่อย” ซึ่งก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ จนบางครั้งน้องก็โมโหพูดใส่เราว่า “ทำไมไม่ใช้ทีเดียวเลยล่ะ” มันก็เลยเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน

สิ่งเหล่านี้มันเลยทำให้คุณแม่ตัดสินใจสมัครเข้ามาร่วมรายการใช่ไหมครับ?

ใช่ค่ะ เพราะแม่คิดว่ารายการนี้น่าจะมีทางออกให้ ช่วยแนะนำที่เราคิดไม่ถึงว่าเราต้องทำอย่างไรถึงจะปรับความเข้าใจกับลูกได้

แล้วพอได้มาออกรายการคุณหมอแนะนำคุณแม่ในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

สำหรับกรณีของแม่ คุณหมอบอกว่าให้ชมลูกบ้าง เพราะบางทีลูกก็ต้องการคำชมจากเรา เพราะก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยชมน้องเลย ถึงแม้น้องจะเป็นคนที่เรียนเก่งมากแค่ไหน แม่ก็ไม่เคยแสดงออกด้วยคำชมหรือกอดน้องเลย น้องชอบเอาคะแนนสอบมาอวด แม่ก็ตอบไปแค่ “อื้ม!” แล้วก็จบไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดีใจนะ จริงๆ เราก็มีความรู้สึกอยู่ข้างในอยู่แล้ว แค่ไม่ได้แสดงออกมา คุณหมอเลยแนะนำให้ปรับตัวเองในเรื่องนี้มากขึ้น

หลังจากที่รู้ว่าวิธีแก้ต้องปรับที่ตัวเรา ไม่ใช่ลูก คุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือมีเสียงต่อต้านในใจไหม

ไม่ค่ะ แม่เห็นด้วยกับหมอนะ คิดว่าเราก็น่าจะปรับตัวกับวัยรุ่น เพราะน้องก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่บางทีเราอารมณ์ร้อนเกินไป แม่ก็คิดว่าคุณหมอพูดจาดี ชี้ช่องทางให้เห็นจริงๆ ว่ามันมีทางออกที่แก้ปัญหานี้ได้ เพราะว่าแม่ไม่เคยชมลูกเลยอย่างที่หมอพูด

แล้วหลังจากวันที่เปิดใจกันแม่ยังทำตามที่หมอบอกอยู่ไหม?

ทำอยู่ค่ะ แต่ยอมรับว่ายังไม่ได้ทำได้ดีเยี่ยมถึง 100 เปอร์เซนต์ แต่เราก็พยายามเต็มที่ พวกเรายังมีทะเลาะกันบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ว่าไม่ถึงกับรุนแรง เราสามารถดึงสติตัวเองกลับมาได้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่พอขึ้นแล้วมันจะไปเลย

ผลลัพธ์มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนหรือเปล่า?

แม่ว่าดีขึ้น ทั้งบรรยากาศในบ้านและแม่รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองปลดล็อก จากที่เราตกอยู่ในภวังค์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่พอไปเจอคุณหมอปุ๊บ มันโล่งใจ เหมือนกับคุณหมอช่วยเปิดทางให้เราว่าเราต้องพยายามเข้าใจน้อง เพราะสำหรับแม่วัยรุ่นเข้าใจยาก แต่ถึงอย่างนั้นแม่ว่าการใช้อารมณ์ของน้องต้นข้าวเวลาเผชิญหน้ากันก็ลดลงเหมือนกันนะ เพราะน้องเคยอารมณ์ร้อน แค่ไปสะกิดปุ๊บก็ขึ้นเหมือนแม่เลย ต่างคนต่างขึ้นมันเลยไปกันใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้คือดีขึ้นแล้ว เพราะพวกเราก็พยายามปรับตัวเข้าหากันทั้งคู่

สิ่งสำคัญที่จะไม่ทำให้ครอบครัวอื่นมีปัญหาเหมือนคุณแม่คืออะไร?

เรื่องอารมณ์ เพราะว่าเป็นคนใจร้อน ก็อยากบอกพ่อแม่ที่เป็นเหมือนกันว่าให้ลดเรื่องอารมณ์โมโหลง เพราะว่าน้องกำลังอยู่ในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น มีอารมณ์ร้อนก็เป็นเรื่องธรรมดา บางทีต่างคนต่างอารมณ์ร้อน มาเจอกันก็ทะเลาะกันทันทีซึ่งมันไม่ส่งผลดีแน่นอน เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าลูกเราเป็นเด็กก้าวร้าวหรือเปล่า?น

เรื่องสำคัญอีกอย่าง คือ การเปิดใจ ถ้าเรามีเรื่องอะไรในใจก็ให้เผยออกมา ไม่ต้องเก็บไว้ในใจทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูก มันจะทำให้เราช่วยกันแก้ไข และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พ่อแม่เข้าหาก่อนเพราะบางทีลูกก็กลัวว่าบอกแม่แล้วแม่จะด่าไหมหรือบอกแล้วจะมีใครช่วยหรือเปล่า การที่พ่อแม่เริ่มก่อนมันจึงทำให้ลูกอุ่นใจที่จะบอกกับเราเมื่อมีปัญหา

รู้สึกยังไงที่ได้มาร่วมรายการนี้?

รู้สึกดีใจเพราะเหมือนตัวเองได้ปลดล็อกตัวเองหลังจากที่ล็อกมานาน ได้ระบายความในใจให้คุณหมอฟังและคุณหมอก็เปิดทางสว่างให้เรา บางทีเราไม่รู้ว่าคำพูดนิดเดียวทำให้ลูกรู้สึกแย่ได้ ขอบคุณคุณหมอ ขอบคุณรายการที่ทำให้เราได้รับเทคนิคดีๆ มันทำให้เราได้พูดคุยกับลูกหลายๆ อย่างซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยพูดแต่เราก็ได้พูด มันก็เลยทำให้แม่รู้สึกว่าโชคดีที่เราได้ไปรายการนี้

อยากฝากอะไรถึงคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นบ้าง?

อยากให้ดูรายการรอลูกเลิกเรียนเพราะมีประโยชน์มากๆ เพราะปัญหาครอบครัวมันมีหลายเรื่องจริงๆ บางทีเราก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแต่ก็เป็น บางเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สำหรับเด็กมันคือเรื่องใหญ่ รายการนี้จะช่วยให้พ่อแม่รู้สึกดีขึ้น เข้าใจลูกมากขึ้น ได้เปิดใจคุยกันมากขึ้นค่ะ

เรื่องไม่ช่วยงานบ้านอาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็สร้างปัญหาให้ผู้ปกครองกับลูกทะเลาะกันได้ ซึ่งเหตุผลหลักๆ มาจากการใช้คำพูดที่รุนแรงจนกระทบจิตใจของอีกฝ่ายจนทะเลาะ คืนดีกัน ทะเลาะกันใหม่จนกลายเป็นปัญหาสะสมได้

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้ดีหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

afterschoolonline.tv
Scroll to top