สัมภาษณ์แม่เปิ้ล ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

แชร์เรื่องนี้

#ทำไมความเป็นห่วงของแม่จึงกลายเป็นการบ่น

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่เคยเป็นห่วงลูกมากๆ คอยบอก คอยเตือนลูกในทุกๆ เรื่องแต่ลูกไม่ค่อยสนใจ ลองอ่านเรื่องราวของคุณแม่ท่านนี้ดูครับ

คุณเปิ้ล คือตัวแทนคุณแม่ที่มีลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรลูกก็จะไม่เชื่อฟัง ยกตัวอย่าง เรื่องที่เธอไม่อยากให้ลูกเจาะหู แต่ลูกดันเจาะ รวมไปถึงการที่เธอถูกลูกเงียบใส่บ่อยๆ จนเธอรู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเองแล้วคิดเสมอว่าเธอทำอะไรผิดพลาดไป พยายามหาคำตอบจากลูก แต่ลูกก็ไม่ตอบ เลยไม่รู้ว่าต้องแก้ที่ตรงไหน แต่โชคยังดีที่เธอได้มาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนจึงได้คำแนะนำดีๆ จากคุณหมอไป มาดูกันว่าปัญหาที่แท้จริงของเรื่องนี้คืออะไรแล้วตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกจะดีมากแค่ไหน ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้ครับ

หลังจากที่ตัดสินใจเข้าร่วมรายการและเล่าปัญหาของครอบครัวของคุณแม่ให้หมอฟังเรียบร้อยแล้ว คุณหมอได้บอกไหมว่าปัญหามันเกิดจากอะไร?

ปัญหามันเกิดจากที่แม่พูดเยอะเกินไปจนกลายเป็นบ่นลูกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมนี้ของแม่มันทำให้ลูกฟังแล้วรำคาญ ถึงแม้เราจะอธิบายไปด้วยความหวังดีก็ตามซึ่งยอมรับเลยว่าตอนแรกมีความรู้สึกย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณหมอบอกนิดหน่อยเพราะเราคิดว่า ใช่ เราพูดเยอะจริง แต่มันคือการอธิบายมีเหตุและผล อธิบายว่าทำไมถึงไม่ให้ทำ มันไม่น่าถึงขนาดที่ว่าคนอื่นฟังแล้วคือบ่น

แต่คุณหมอก็พูดคำหนึ่งให้เราฉุกคิดได้เลย คือ “ขอถามนิดหนึ่งว่าน้องเจาะหูแล้วน้องตายไหม” เราก็อึ้งไปเลย มาย้อนคิดไปถึงเรื่องทั่วไปที่เด็กคนอื่นๆ เป็นกัน เช่น การใส่ถุงเท้าผิดระเบียบ เรามองว่าไม่ควรใส่แต่เด็กคนอื่นๆ ก็เคยทำไม่ใช่เหรอ? มันเลยทำให้แม่ถอยออกมาสักหนึ่งก้าวแล้วก็มองตัวเองว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันอาจจะมากเกินไปใช่ไหม จนเขามองว่ามันน่ารำคาญ

พอรู้ถึงปัญหาแล้ว คุณหมอแนะนำให้แก้ไขอย่างไรบ้าง?

คุณหมอบอกว่าให้พูดกับลูกสั้นลง ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะ บอกสิ่งที่เราต้องการและบอกเหตุผลพร้อมกับความรู้สึกที่เป็นห่วงลูกเข้าไป เพราะก่อนหน้านี้ เราไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้เลย มีแต่เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไรเฉยๆ เนื่องจากเราคิดว่าของอย่างนี้มันรู้กันอยู่แล้ว ลูกต้องรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่มีแต่ความหวังดีให้ลูก ไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงความรู้สึกหรอก

ถึงแม้ว่าแม่จะพยายามทำตามที่คุณหมอบอกทุกอย่างแล้วตามที่พวกเราเห็นในรายการ แต่สุดท้ายมันไม่ได้เห็นผลในทันที คุณแม่รู้สึกอย่างไร?

ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำเลย อยู่ๆ เรามาเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือมันก็ต้องไม่เห็นผลอยู่แล้ว เพราะเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาเพื่อให้ลูกได้ปรับตัว อยู่ดีๆ แม่มาเปลี่ยนไป พูดสิ่งที่ไม่เคยพูด เข้ามากอด มาหอมแบบที่ไม่ค่อยทำ เด็กก็ต้องรู้สึกว่า แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมแม่เปลี่ยนไปแล้วแม่จะมาอะไรกับฉันประมาณนี้ ประกอบกับการที่เรานอนอยู่คนละห้องกับลูก เวลาที่เขาใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกับน้องสาวกับคุณยาย เขาเลยจะสนิทกับ 2 คนนั้นมากกว่า

ถ้าอย่างนั้นพอถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 3 เดือนแล้วหลังจากบันทึกเทปไป เทคนิคของคุณหมอมันเห็นผลลัพธ์ที่ดีไหม?

เห็นค่ะ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ได้เลยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูก เราพูดกับลูกมากขึ้น โดยที่ตัวแม่เองพูดน้อยลง เน้นฟังลูกพูดมากกว่า รวมไปถึงเทคนิคที่คุณหมอสอนว่าให้เราบอกลูกในสิ่งที่อยากให้ทำพร้อมแสดงความรู้สึกดีๆ ให้ไปก็ถือว่าโอเคนะคะ ลูกเชื่อฟังเรา

ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วเขาใส่เสื้อแขนกุด ซึ่งเราไม่อยากให้เขาใส่แบบนี้เลย เป็นห่วงเขา แม่ก็เลยบอกเขาไปว่า “เสื้อตัวนี้สวยดีนะลูก แต่ว่าถ้าหนูจะนั่งรถตู้หรือรถประจำทางก็หาเสื้อมาคลุมหน่อย แม่เป็นห่วง” ซึ่งเขาก็บอกเราว่า “หรอคะแม่ ใส่เสื้อคลุมดีกว่าใช่ไหม” เขาก็เดินไปใส่เสื้อคลุมของเขาเองเลย ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราจะไม่ค่อยอ่อนโยนต่อกัน พูดจากับลูกก็จะออกห้วนหน่อย ประมาณว่า “โห ใส่เสื้อขนาดนี้ แม่ว่ามันโป๊ไปปะ ใส่เสื้อคลุมหน่อย” แต่ก็จะไม่เพิ่มเติมว่าที่ให้ใส่เพราะเป็นห่วง

ความรู้สึกของคุณแม่ตอนที่น้องทำตามอย่างว่าง่ายเป็นอย่างไรบ้าง?

ความรู้สึกก็คือตกใจเหมือนกันนะว่า “เห้ย เออ มันก็โอเคนะ” สิ่งที่เราพยายามที่จะปรับ แก้ เพิ่มเติม มันก็ได้ผล

อยากกลับไปเป็นคุณแม่คนนั้นอีกไหม เพราะอะไร?

ถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่แล้ว เพราะมีความรู้สึกว่า ณ จุดนั้น มันมีแต่ คือเราคิดว่าสิ่งที่เราให้ลูกไป มันดีทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำกลับมาให้เรานั้นมันทำให้เราเสียใจ ช่วงนั้นมีแต่ความคิดที่ขุ่นมัวว่าฉันก็ให้สิ่งที่ดีไปแล้ว ทำไม่ถึงเลือก แนะนำไปแล้วทำไมถึงไม่ทำ ทำไมถึงไม่ใช่ฟังกันบ้างขนาดนั้นเลยค่ะ

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

ปัญหาหลักๆ ต้องดูว่าเราให้ความใกล้ชิดกับลูกมากน้อยแค่ไหนเพราะว่าสังคมไทยการแสดงออกซึ่งความรักทางคำพูดและภาษากายยังค่อนข้างมีน้อย เพราะถ้าดูจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ของแม่นี่ก็น้อยมากที่จะแสดงความรักแบบนี้ พอเด็กเริ่มโต ความห่างทางกายก็เริ่มมี เช่น การกอด การสัมผัส การจับมือ จูงมือ ยิ่งพูดคำว่ารักนี่ยิ่งค่อนข้างน้อยเลย ยกเว้นจะเป็นช่วงเทศกาล แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการพูดคำว่ารักหรือกอดกันแค่ในวันเทศกาลมาเป็นทุกๆ วัน มันก็จะช่วยให้สนิทสนมมีมากขึ้นแล้วทุกอย่างก็จะดีเอง

ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางคำพูดหรือทางกายก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างที่คุณแม่เปิ้ลบอกถ้าเราสื่อความรู้สึกให้ลูกรู้ว่ารักในทุกๆ วัน ปัญหาที่ค้างคาใจต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไปแล้วจะถูกแทนที่ด้วยความสุขของครอบครัวเรานั่นเอง

สุดท้าย แม้ในรายการแม่เปิ้ลทำตามคุณหมอแล้วมันไม่เห็นผลในทันที แต่หลังจากนั้น คุณแม่ก็ได้ทบทวนและมองเห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เธอปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภายในบ้านและพวกเราก็พบสัญญาณที่ดีขึ้นจากครอบครัวนี้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

afterschoolonline.tv
Scroll to top