“ความเครียด” ใช่ว่าจะแย่!!

แชร์เรื่องนี้

ความเครียด ใช่ว่าจะแย่!! นักจิตวิทยาเผย..อย่ากังวลกับความเครียดของลูกเพราะมันช่วยลูกคุณได้

เป็นงงกันไป..เมื่อมีนักจิตวิทยาบอกว่าอย่าไปกังวลหากลูกต้องเผชิญกับความเครียด

พ่อแม่ส่วนใหญ่จะคิดว่าความเครียดมันเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และยิ่งปล่อยให้ความเครียดสะสมย่อมทำร้ายลูกเป็นแน่ ฉะนั้น ถ้าลูกมีความเครียด พ่อแม่ควรจะหาวิธีป้องกันหรือช่วยลูกลดแรงกดดันนั้น แต่ลิซ่า ดามัวร์ นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเครียดของเด็กผู้หญิงบอกว่าความเครียดบางอย่างอาจสร้างบาดแผลให้ลูกได้จริง แต่มันก็ยังมีความเครียดที่ที่ส่งผลดีอยู่เช่นกัน

 

ความเครียดที่ดี..มีจริงหรอ?

ฟังๆ ดูแล้วอาจขัดหู ขัดอารมณ์กันสักหน่อย “ความเครียดที่ดี” มีที่ไหนซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หากใครหลายคนคิดแบบนี้เพราะมันง่ายมากที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ตกอยู่ในกรอบความคิดที่ว่า

“ถ้ารู้สึกแย่ = สิ่งไม่ดีต่อตัวเรา”

แต่ถ้าลองนึกดูให้ดีกรอบความคิดนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวอย่างคนออกกำลังกาย คงไม่มีใครรู้สึกดีที่ต้องเข็นตัวเองไปยิมเพื่อยกลูกเหล็กหนักๆ ตลอดหรอก ของอย่างนี้มันต้องมีท้อกันบ้าง แต่สุดท้ายเจ้าลูกเหล็กที่ว่ามันก็นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีของเราไม่ใช่เหรอ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นักแสดงบนเวที เมื่อถามพวกเขาถึงเรื่องความเครียด พวกเขาบอกว่าความเครียดนี่แหละที่เป็นตัวที่ทำให้การแสดงของเขาออกมาดี แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป

ฉะนั้น ความเครียดที่ดี (healthy stress) ที่พูดถึงคือความเครียดที่เป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับลูก สามารถทำให้ลูกจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำและสามารถพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้หลากหลายรูปแบบ ความเครียดจึงเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้ลูกคุณเติบโตขึ้นและก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองได้ แต่ต้องย้ำให้ชัดว่าควรมีความเครียดแค่ในปริมาณที่เหมาะสมและดำเนินไปในทางที่ถูกต้องเท่านั้น

ให้เวลาตัวเอง 10 นาทีก่อนจะเผชิญหน้ากับความเครียด

ไม่ว่าอย่างไรเราทุกคนคงหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากับความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการสอบ การพูดต่อหน้าที่สาธารณะหรือสถานการณ์ต่างๆ อีกมากมาย ฉะนั้น เราจะแปรเปลี่ยนความเครียดที่ทำลายสุขภาพมาเป็นความเครียดที่ช่วยผลักดันความสามารถของเราได้ นักวิจัยบอกว่าหากเราให้เวลาตัวเอง 10 นาทีทบทวนความกังวลที่มีในขณะนั้น เราก็จะสามารถจัดการความเครียดและเผชิญหน้าต่อสถานการณ์นั้นได้ดีมากขึ้น

การวิจัยของ The National Academy of Sciences ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองเรื่องนี้ผ่านนักเรียนประมาณ 1,200 คนในช่วงก่อนที่พวกเขาจะสอบกลางและปลายภาคเรียน โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม นักวิจัยให้เด็กกลุ่มแรกเขียนความกังวลที่มีต่อการสอบในอีก 10 นาทีข้างหน้านี้ ส่วนกลุ่มที่สองต้องตีความความเครียดที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ดีและทำให้เราพร้อมสู้กับการสอบครั้งนี้ได้ และกลุ่มสุดท้ายต้องทำตามวิธีการทั้งหมดที่สองกลุ่มแรกทำ

ผลการวิจัยพบว่าการกระทำทั้ง 3 รูปแบบข้างต้นช่วยให้นักเรียนที่วิตกกังวลควบคุมความเครียดได้ดีขึ้นและเพิ่มคะแนนสอบให้พวกเขาได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยให้ลูกจัดการความเครียดได้ดี คือ ผู้ปกครองต้องสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะให้ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ สิ่งที่ทำแล้วชอบ, สิ่งที่ทำแล้วไม่ชอบจนเข้าขั้นวิกฤติ และสิ่งที่ไม่ชอบแต่รับมือได้ พอลูกฝึกจัดกลุ่มความรู้สึกบ่อยๆ ก็จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างความเครียดที่เป็นประโยชน์และเป็นอันตรายต่อตัวเขา

ความเครียดก็ยังพอมีสิ่งดีๆ ปะปนอยู่บ้าง

ข้อดีของความเครียดไม่ใช่แค่การเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เด็กบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายได้เท่านั้น แต่ยังสร้างความยืดหยุ่นด้านจิตวิทยากับเด็กว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวกับความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าครั้งนี้ก็หนักหนายังผ่านมาได้แล้วทำไมครั้งหน้าจะผ่านไปไม่ได้ ฉะนั้น อย่ากลัวไปเลยที่จะปล่อยให้ลูกได้เครียดดูบ้าง แต่ในปริมาณที่พอเหมาะนะ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ที่มา:  washingtonpost

afterschoolonline.tv
Scroll to top