วิธีสอนให้ลูกรับมือ..เมื่อโดนเพื่อนดูถูกว่าบ้านจน

แชร์เรื่องนี้

คุณจะซื้อของแบรนด์เนมให้ลูกไหม ถ้ารู้ว่าลูกโดนดูถูกว่าบ้านจนเพราะไม่มีเหมือนเพื่อน

“วันนั้นแม่ยื่นบรัชออนชาแนลให้ลูกและบอกลูกว่า “ครั้งแรกนี้แม่ให้นะ ของชิ้นนี้มีราคาประมาณ1,500 บาท ถ้าลูกอยากใช้ต่อ ลูกทำงาน 1-2 วันก็ซื้อใช้ได้แล้ว แต่แม่อยากให้ลูกคิดว่า ระหว่างเอาเงินค่าแรง 2 วันไปซื้อแค่สีทาแก้มมาใช้ มันคุ้มกันหรือเปล่าถ้าลูกจะเก็บเงินไว้ใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า”

คำพูดท่อนหนึ่งของคุณแม่ทิพย์ (นามสมมติ) ลูกเพจของเรานี่เองที่กำลังสอนลูกสาวให้คิดดีๆ ก่อนใช้เงินซื้อของแบรนด์เนม แม้ว่าลูกจะถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนถูกว่าบ้านจนก็ตาม มาดูกันว่าทำไมคุณแม่ท่านนี้ถึงสอนลูกแบบนี้แล้วผลสุดท้ายของเรื่องราวที่ลูกถูกกลั่นแกล้งเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

1. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกของคุณแม่เป็นอย่างไร

จริงๆ แล้วของบ้านเราลูกไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่ลูกเรามีปัญหาเรื่องถูกกลั่นแกล้ง โดนเพื่อนดูถูกว่าบ้านจนเพราะไม่ใช้ของแบรนด์เนมให้เพื่อนเห็น

2.ทำไมการไม่ใช้ของแบรนด์เนมน้องถึงโดนดูถูกแบบนี้

ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ญี่ปุ่น ของแบรนด์เนมนี่เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นคนใช้ได้ทั่วไปเลยค่ะ และในบ้าน ลูกเห็นแบรนด์เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไรว่ามันเป็นของราคาแพง เขามองแค่ “อืม มันคือแบรนด์” ส่วนเหตุผลที่ลูกเราถูกกลั่นแกล้งเพราะตอนนี้น้องอยู่ม.4 แต่ก็ไม่ได้ใช้ของเหล่านี้ที่โรงเรียน เพื่อนเลยไม่รู้ก็เลยโดนดูถูกค่ะ โดยกลุ่มที่แกล้ง เขาจะใช้ของแบรนด์เนม เอามาโชว์เพื่อให้น้องรู้สึกตัวเองต่ำต้อย

3.พอเรื่องราวเป็นอย่างนี้แล้ว ลูกของคุณแม่รู้สึกอย่างไร

น้องไม่ได้รู้สึกตามนั้นนะคะ อย่างที่บอกว่า น้องเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะที่บ้านของเราก็มีเหมือนกัน แต่แม่จะบอกน้องบ่อยๆ ว่า “การภาคภูมิใจในตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้แบรนด์” ถ้าอยากได้ก็ลองหาเงินด้วยตัวเองแล้วค่อยซื้อ

4.คุณแม่ให้น้องทำงานพิเศษด้วยหรอ?

พอขึ้นม.ปลาย ที่นี่เขาจะมองว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ จะว่าค่านิยมก็น่าจะใช่ ที่เด็กม.ปลายจะไปทำงานพิเศษหาเงินเอง อย่างคุณพ่อน้องก็จะเล่าให้ฟังตลอดว่า ตอนม.ปลายคุณพ่อทำงานเก็บเงินไปเที่ยวอเมริกา ซื้อรถยนต์เองและจะสอนลูกว่า ถ้าอยากได้อะไร ก็ต้องทำงานหาเงินเองค่ะ น้องได้ค่าขนมจากแม่แค่ 3,000-5,000 เยน/เดือนเองนะคะ (ประมาณ 1,000-1,500 บาท)

5.สำหรับตอนนี้น้องได้บอกแม่ไหมว่าเก็บเงินได้เท่าไรแล้ว รวมถึงมีอะไรที่อยากซื้อเป็นพิเศษบ้าง

น้องเริ่มทำงานได้เดือนเดียวค่ะ เพิ่งรับเงินเดือนเดือนแรก แต่จะได้แค่ประมาณ 10,000 บาทเพราะทำแค่เสาร์อาทิตย์ ส่วนของที่น้องอยากได้จะเป็นการได้ไปดูไอดอลพากย์เสียงกับการลงเรียนคอร์สสอนพากย์ เพราะเขาเป็นโอตาคุค่ะ อยากเป็นนักพากย์อนิเมะมากๆ เลย และด้วยความที่การเรียนเฉพาะทางในญี่ปุ่นแพงมาก แม่ก็เลยต้องสอนให้น้องเก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อลงทุนให้กับตัวน้องเอง ถ้าจะไปทางนี้จริงๆ แม่สอนให้แบ่ง 3 ส่วน โดยเอาไว้ใช้ส่วนตัว 1 ส่วนซึ่งน้องจะเอาไปใช้ซื้ออะไรก็ตามใจเลยเพราะถือว่าเขาหามาได้ด้วยตัวเอง อีกส่วนเก็บไว้ยามฉุกเฉินให้เขาเก็บเอง อีกส่วนให้คุณแม่เก็บเพื่ออนาคตวันหน้า แม่บอกข้อตกลงไปตามนี้แล้วน้องก็ยอมรับและปฏิบัติตามค่ะ

6.แม่รู้สึกอย่างไรที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้

คุณแม่ว่ามันคุ้มมากค่ะ เพราะคุณแม่ได้เห็นนิสัยลูก ว่าเขาไม่ได้สนใจข้าวของราคาแพงเกินความจำเป็น และมีความเป็นตัวของตัวเองและน้องก็กลายเป็นคนประหยัด ทั้งๆ ที่มีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่น้องเลือกที่จะเก็บเงินไว้ใช้ทำตามฝัน

7.รบกวนคุณแม่สรุปวิธีสอนการใช้เงินให้อีกทีครับ

บอกไม่ให้ลูกสนใจคำพูดดูถูกของเพื่อนที่ตั้งใจกลั่นแกล้ง เพราะเรารู้ตัวเราว่าฐานะครอบครัวเป็นอย่างไร

สอนลูกให้ทำงานเพื่อหาเงินไปซื้อของที่อยากได้

สอนลูกเก็บเงินเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งเอาไว้ใช้ส่วนตัว ส่วนที่สองเก็บไว้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉินจะได้มีสำรองไว้ได้ทัน และส่วนสุดท้ายก็เก็บเพื่อสานฝันให้ตัวน้องเองค่ะ

เราจะเห็นว่าแม่ไม่ได้ออกคำสั่งหรือบังคับลูกเลย แต่จะใช้วิธีการพูดให้คิดเองมากกว่า ตั้งแต่เรื่องที่ลูกโดนดูถูกที่โรงเรียนว่าเป็นอย่างที่เขาพูดกันไหม ถ้าไม่ใช่ เราจะรู้สึกทำไม รวมไปถึงการใช้เงินของลูก แม่ไม่ได้ห้ามไม่ให้ลูกซื้อของที่อยากได้ด้วย แต่ให้มองถึงความคุ้มค่าต่อหัวใจลูกมากที่สุดเท่านั้นเอง

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top