นักจิตฯ แนะวิธีเยียวยาหัวใจลูก เมื่อลูกตกเป็นประเด็นให้คนอื่นนินทา

แชร์เรื่องนี้

เราจะเห็นบ่อยๆ เวลาที่มีข่าวเด็กสาวมีเพศสัมพันธ์หรือท้องในวัยเรียน พ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องเรียกผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายมาคุยกันว่าจะแก้ปัญหาร่วมกันอย่างไร และหลายครั้งเมื่อผู้ใหญ่คุยกันเสร็จมักจะจบลงด้วยการแต่งงานเสมอ โดยเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องแก้ไขด้วยวิธีนี้เกิดจากความอับอาย กลัวถูกสังคมประณามนั่นเอง (ข่าวฉบับเต็ม : http://bit.ly/2LmQd7q)

วันนี้แอดเลยชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิตมาเผยมุมมองเรื่องเพศและเทคนิคแก้ปัญหาสำหรับพ่อแม่ที่ลูกทำผิดพลาดในเรื่องเพศไป มาดูคำตอบของนักจิตวิทยาท่านนี้ได้ที่บทสัมภาษณ์ด้านล่างเลยครับ

พี่เจมส์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธุ์ในวัยเรียน รวมไปถึงวัยรุ่นที่ท้องในวัยนี้

ขอเคลียร์ตรงนี้ก่อนว่าการท้องก่อนแต่งกับการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนคนละประเด็นกันนะ การท้องก่อนแต่งมันไม่เหมาะสมอยู่แล้ว ถึงจะพูดให้มันเหมาะสมยังไงก็ไม่เหมาะ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าไม่เหมาะสมแล้วจัดการยังไง นั่นเรื่องนึง แต่สำคัญกว่าคือถ้าคุณรักจะมีเพศสัมพันธ์คุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะป้องกันอย่างถูกต้อง พี่ซีเรียสเรื่องนี้มากกว่า

การห้ามวัยรุ่นให้มีเพศสัมพันธ์มันยาก มันเป็นเรื่องหลอกตัวเองที่จะให้วัยรุ่นสมัยนี้บริสุทธิ์ไปจนถึงวันแต่งงาน ฉะนั้น ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกให้ไม่มีเพศสัมพันธ์ไปจนกระทั่งแต่งงานได้ พี่ก็ดีใจนะ แต่ถ้ามันไม่ได้พ่อแม่ก็ควรจะสอนเรื่องเพศที่ถูกต้องให้ลูกเพราะเวลาพี่มีโอกาสไปสอนผู้ปกครอง พี่มักจะถามคำถามหนึ่งเสมอ “คุณพร้อมให้ลูกของคุณมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุเท่าไร” คำตอบที่ได้มีเยอะหลากหลายมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นจบปริญญา บางคนจบปริญญาโทพร้อมมีงานที่มั่นคง พี่เลยบอกว่า คุณลองถามใจคุณจริงๆ ตัวคุณมีเพศสัมพันธุ์ตั้งแต่อายุเท่าไร คุณไม่ต้องตอบหรอก แต่เจมส์เชื่อว่าสิ่งที่เขาตอบ ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาพูด คุณคาดหวังได้กับทุกอย่างแหละ แต่คุณก็รู้อยู่ มันทำไม่ได้ มันจะดีกว่าไหมถ้าคุณจะให้ลูกคุณรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้องติดตัวไว้ จะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ไม่เป็นไร แต่ก็ต้องรู้ ตรงนี้สำคัญกว่า

ถ้าอย่างนั้น ผู้ปกครองควรสอนเรื่องเพศกับลูกอย่างไร

ควรเป็นการสอนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การบอกส่งๆ อย่าง “มีแฟนก็ใส่ถุงนะ” มันไม่ได้ประโยชน์อะไร และการสอนต้องสอนตั้งแต่เด็กๆ ค่อยๆ ทีละน้อย เพราะมันจะมีระดับ อย่างเด็กที่กำลังเรียนประถมตอนปลายก็ต้องสอนเรื่องพื้นที่ส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ถามลูกว่า “หนูเป็นผู้หญิงแล้วมีเพื่อนหรือครูมาโอบไหล่หนูได้ไหม” “ใครมาโอบไหล่หนูได้บ้างที่เป็นเพศตรงข้าม พ่อได้ไหม” อันนี้ได้ หรือ “ใครจับอวัยวะเพศหนูได้บ้าง” พ่อมาจับได้ไหม? ลุงจับได้ไหม พี่ชายจับได้ไหมก็ไม่ได้จริงไหม เรื่องพวกนี้เราต้องสอนเขา พอมาถึงระดับมัธยมก็จะมาสอนอีกระดับหนึ่ง สอนเรื่องการคุมกำเนิด การมีเพศสัมพันธ์ เรื่องหน้าอก อสุจิของผู้ชาย ฯลฯ ตรงนี้คือเป็นหน้าที่พ่อกับแม่โดยตรงเลย 

บางครั้งเมื่อลูกพลาดไปมีเพศสัมพันธ์และดันอยู่ในสังคมที่เคร่งเรื่องนี้มากๆ พี่เจมส์คิดว่าเวลาที่เด็กกลุ่มนี้โดนนินทาเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วไหม

มันก็ไม่ดีแหละ ถามว่ามีใครอยากเป็นขี้ปากชาวบ้านไหม มันต้องโดนอยู่แล้ว ถามว่าอายไหมก็อายอยู่แล้ว รู้สึกผิดไหม รู้สึกผิดอยู่แล้ว แล้วประเด็นคือเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องซุบซิบที่สนุกเอามากๆ เพราะฉะนั้น มันห้ามไม่ได้อยู่แล้วซึ่งตรงนี้ต้องทำใจ 

เด็กกลุ่มนี้ต้องผ่านจุดต่ำสุดนี้ไปให้ได้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวที่สำคัญ คือ ครอบครัว ถ้าครอบครัวให้กำลังใจมันก็ดี รวมไปถึงทัศนคติคนรอบข้างด้วย เพราะล่าสุดเมื่อต้นปีพี่เห็นมีกฎกระทรวงออกมาว่าเด็กท้องสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติได้ แต่ในความเป็นจริงโรงเรียนก็พยายามบังคับให้เด็กลาออกอยู่ดี เพราะทัศนคติของครูมองว่าถ้าปล่อยเด็กที่ท้องอยู่ในโรงเรียน เด็กท้องจะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเพื่อนๆ เด็กท้องจะมาพูดโพนทะนาว่าท้องไปก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ท้องไปก็เรียนได้ตามปกติ คือ ตราบใดที่ครูยังเชื่อทัศนคติแบบนี้ ไม่ได้ให้โอกาสเด็กมันก็จะเป็นเรื่องยากเหมือนกัน

แต่ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว มันก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่พ่อแม่จะไม่รู้สึกเสียใจ ถ้ารู้ว่าลูกตัวเองท้องก่อนแต่ง

ถูก ผู้ปกครองจึงต้องให้อภัยตัวเองก่อน เรื่องนี้สำคัญมากๆ เลย ต้องเข้าใจว่าทุกคนผิดพลาดได้ซึ่งความผิดพลาดครั้งนี้ดันมีผลลัพธ์ที่รุนแรง ไม่ต่างจากพ่อแม่บางคนที่ผิดพลาดจากการปล่อยลูกไปข้างนอกแล้วเกิดอุบัติเหตุรถล้ม หัวกระแทกพื้นจนสมองพิการ หรือบางคนปล่อยให้ลูกไปเรียนในที่ที่ลูกไม่ได้มีความสุขกับมัน ลูกเศร้า มีความทุกข์ รู้สึกแย่ จนบางครั้งมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่นั่นก็คือความผิดพลาดที่ทุกคนสามารถทำได้

นอกจากการให้อภัยตัวเองแล้วก็ต้องให้อภัยลูก ไม่ใช่มาย้ำว่าเป็นเพราะลูก เราส่งไปเรียนแต่ลูกดันไม่รักดี อย่าเอาความผิดพลาดมาพูดซ้ำๆ ให้เสียใจเล่น ควรให้กำลังใจกัน เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน พี่ว่าตรงนี้แหละจะทำให้มันผ่านพ้นเวลาแบบนี้ไปได้

การถูกนินทามันต้องส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กกลุ่มนี้อยู่แล้ว พ่อแม่ในฐานะคนที่ใกล้ชิดกับลูกที่สุดควรให้ความช่วยเหลือลูกอย่างไร

ต้องให้กำลังใจกันเยอะๆ และก็ต้องบอกให้ลูกเข้มแข็ง ผ่านคำพูดแย่ๆ ของคนอื่นไปให้ได้ซึ่งพี่เคยเจอกรณีหนึ่งเป็นคนใกล้ตัวพี่นี่แหละ น้องเขาพลาดท้องตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เลิกกับแฟน แต่ตอนนี้เขาก็มีหน้าที่การงานที่ดีเป็นพยาบาล น้องคนนี้เขาผ่านเรื่องนี้มาได้เพราะกำลังใจจากครอบครัวล้วนๆ รวมทั้งแม่ของเขาที่เป็นแม่วัยรุ่นเหมือนกัน มีประสบการณ์เหมือนกันเลยช่วยกันประคับประคองกันมาได้

เหมือนพี่กำลังจะบอกว่าการท้องในวัยเรียนมันก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอ

ถามว่ามันถูกต้องไหม มันก็ไม่ถูกต้อง เป็นขี้ปากคนไหม มันก็เป็น แต่แคร์ไหม ชีวิตตอนนี้ของเขา มันโอเคไม่ใช่หรอ มันก้าวข้ามตรงนั้นมาได้แล้ว ใช่ น้องเขาสะดุดหินโดยการมีลูก แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ไม่ต่างจากคนอื่น พี่ว่ามันมีสิ่งที่น่าอายกว่า คือ สมมติน้องคนนี้ท้อง มีลูกออกมาแล้วเปลี่ยนแฟนไปเรื่อยๆ หางานดีๆ ทำไม่ได้ ตอนนี้เขาก็ใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ มันเลยขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร มองมันเป็นปัญหาและจมดิ่งอยู่อย่างนั้นหรือว่าจะหาทางออกที่ช่วยพัฒนาตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเดิมต่างหาก

แอดเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนก็คงไม่อยากให้ลูกของตัวเองต้องโดนใครนินทาเพราะความผิดพลาดของเขาเองหรอก อย่างที่พี่เจมส์บอกพ่อแม่ต้องสื่อสารเรื่องเพศกับลูกผ่านการสอนให้ลูกเข้าใจอย่างจริงจังก็เป็นเกราะป้องกันชั้นดีเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องร้ายกับลูก หรือในทางที่แย่ที่สุด ถ้าลูกเกิดพลาดขึ้นมาแล้วการพูดคุย การให้กำลังใจของพ่อแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ลูกผ่านวันเหล่านี้ไปได้ ฉะนั้น เข้าไปคุยกับลูกเรื่องนี้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดกันครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top