สัมภาษณ์แม่อิ๋ว – น้องอิง ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

แชร์เรื่องนี้

วิธีทำให้ลูกเล่าเรื่องแฟนให้พ่อแม่ฟังอย่างหมดเปลือก ฉบับแม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์

คุณพ่อคุณแม่เคยเป็นกันไหม เวลาเปิดประเด็นเรื่องความรักของลูกทีไร ลูกก็จะไม่บอก เอาแต่เขินบิดไป บิดมาจนสุดท้ายพ่อแม่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแฟนลูกน่ะมีไหม?

แม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์ก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เธอก็สนิทกับลูกมากๆ เรื่องอื่นๆ คุยได้เต็มที่ แต่พอถามถึงรุ่นพี่สุดหล่อของ “น้องอิง” ลูกสาวของแม่อิ๋วคนนี้ก็จะปิดปากเงียบ ไม่บอกหรือเวลาบอกก็บอกปัดๆ ว่าแฟนหนูก็นักร้องเกาหลีไงแม่!!

แต่แม่อิ๋วของเราไม่อยากให้ลูกปิดบังเธอในเรื่องนี้ มาดูกันว่าแม่อิ๋วจะทำอย่างไรและวิธีนี้ได้ผลแค่ไหน ไปติดตามกันครับ

แม่ลองเล่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากมาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนหน่อย

แม่อิ๋ว : ปัญหาของบ้านเรา คือ ลูกไม่ยอมเล่าเรื่องแฟนให้แม่ฟัง คนในบ้านเขาจะเล่าให้ย่าฟังคนเดียวซึ่งเราเข้าใจได้ว่าเพราะน้องอยู่กับจันทร์ถึงศุกร์ก็ต้องสนิทกันเป็นธรรมดา แต่แม่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้เขาถึงเล่าให้ย่าฟัง แต่ไม่เล่าให้เราฟังเลย เรารู้เรื่องจากย่ามาอีกที แม่ก็เลยพยายามหาทางให้เรามีบทบาทในเรื่องนี้กับลูกมากขึ้น

น้องอิง : จริงๆ เรื่องอื่นหนูก็คุยกับแม่นะคะ แต่ว่าเรื่องแฟนหนูก็จะเขินแม่ ไม่รู้จะบอกยังไง อีกอย่างก็คือกลัวแม่ดุด้วย อาจจะหวงหนูมากๆ เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว แถมเคยบอกกับหนูว่าให้ตั้งใจเรียนก่อนอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องความรักเลย

ตอนนั้นน้องอิงบอกกับย่าเรื่องแฟนอย่างไรบ้าง

น้องอิง : ก็บอกแบบเขินๆ นั่นแหละค่ะ ตอนนั้นอยู่ด้วยกันกับย่าแค่ 2 คน เลยบอกไปว่า “เนี่ย ตอนนี้หนูมีคนคุยแล้วนะ” ย่าก็ตอบว่าคุยได้ก็ไม่ว่า แต่ก็สอนว่าต้องรู้จักระวังตัว รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแค่นั้นเอง

แม่อิ๋ว : แต่สำหรับแม่ไม่เคยมีแบบนี้เลยนะคะ เวลาเราเปิดประเด็นเรื่องแฟนทีไร ทั้งๆ ที่เราพูดแบบแซวลูกซึ่งในความคิดของเรามองว่ามันน่าจะเป็นวิธีที่ดีในการเข้าหาลูก แต่สุดท้ายไม่ใช่ เราจะได้แต่คำตอบเดิมๆ ว่า “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” หรือไม่ก็เบี่ยงประเด็นไปที่นักร้องเกาหลี แบบ “ใช่ มีหลายคนเลย อยู่เกาหลีน่ะแม่” เป็นอย่างนั้นไป

แต่ว่าเวลาที่แม่ไปเจอย่า ย่าก็จะมีเรื่องของเขามากมายมาเล่าให้เราฟังตลอด พอไปถามซ้ำให้แน่ใจก็ได้คำตอบเดิม “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” แม่ก็แบบอะไรคือปกติ อะไรคือเล่าให้ย่าฟังแต่ไม่เล่าให้แม่จะเก็บไว้ทำไม

น้องอิง : ก็ตอนนั้นหนูรู้สึกเขินๆ หนูก็เลยบอกปัดไป และบางทีหนูก็ยังไม่แน่ใจ แค่คุยกับคนนั้นเล่นๆ อยู่เลยไม่อยากบอกใครเลย

แม่อิ๋ว : (แทรกขึ้นมา น้ำเสียงติดตลก) ก็แม่อยากรู้ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ แม่ก็อยากรู้แค่นั้นแหละว่าคุยกับใคร มันก็ใช่ว่าเธอจะเป็นแฟนกับเขาจริงจังซะที่ไหน เธอเรียนอยู่ แหม๊!!

น้องอิง : ก็หนูคุยเล่นๆ หลายคน

แม่อิ๋ว : ที่อยากรู้ก็ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ

ผู้สัมภาษณ์ : เอ้าๆ อย่าตีกัน

ทุกคน : (หัวเราะ)

นอกจากแซวแล้วคุณแม่เคยพูดแบบจริงจังไหม

แม่อิ๋ว : ถ้าเป็นแบบจริงจังก็ยังไม่เคยเลย เพราะบางทีเรารับข้อมูลจากย่ามา ย่าก็บอกว่าอย่าไปถามมันนะ เดี๋ยวมันไม่กล้าเล่าให้ย่าฟังก็เลยอาศัยรายการเป็นช่องทางที่จะบอกน้องว่าเราอยากเปิดใจคุยเรื่องนี้กับเขา เราพร้อมรับฟัง พร้อมให้คำแนะนำนะ เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าแม่โอเคกับการคุยกับเพื่อนต่างเพศแม้จะอยู่ในวัยเรียนก็ตาม แม่มองว่าพวกเขาคุยแบบเป็นเพื่อนกัน คอยให้กำลังใจเรื่องเรียนอะไรแบบนี้ เราก็อยากจะให้เขาบอกเรามาก เราจะได้พูดอย่างนี้กับลูก แต่ลูกก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เราเลย

ลูก : จริงๆ ก็อยากบอกแม่นะคะ แต่บางทีเป็นเรื่องที่แบบพอคุยกับย่าได้แล้วก็คุยก่อน เพราะเราไม่ได้อยู่กับแม่ และย่าก็ให้คำปรึกษาได้โอเคกับใจเราแล้วทำตามได้ แต่มันก็ยังมีบางเรื่องที่เราก็ต้องบอกแม่ เรื่องนั้นเราก็บอก

แม่ : แม่ก็โอเคนะที่ลูกเลือกปรึกษา คนในครอบครัวที่ไม่ใช่พูดกับคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะให้คำปรึกษากับลูกเรายังไง แต่ว่าเราแค่อยากมีบทบาทแบบนั้นบ้าง

พอเข้าร่วมรายการแล้ว คุณหมอแนะนำอะไรให้คุณแม่บ้าง

แม่อิ๋ว : อย่างแรกเลย คือ แม่ต้องทำให้ลูกรู้ก่อนว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำ มันไม่ใช่สิ่งผิด มันคือสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน อย่างเรื่องการมีแฟน แม่ต้องเปิดประเด็นก่อนว่า เพื่อนเรามีแฟนไหม ถ้าลูกจะมีก็มีได้นะ แต่ต้องอยู่ขอบเขตที่เหมาะสม วิธีนี้เหมือนเราเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่คิด ไม่ใช่จะไปบังคับว่าคุยกันไม่ได้ ถ้าคุยแล้วลูกจะเสียคน เดี๋ยวเธอจะมีปัญหา เดี๋ยวเธอจะเรียนไม่จบ อย่างนี้จะเป็นการปิดกั้นลูกมากเกินไปจนทำให้เขากังวลแล้วจะไม่กล้าบอกแม่

อย่างที่สอง คือ หลีกเลี่ยงการออกคำสั่ง เช่น “ฉันต้องการให้เธอทำแบบนี้” “ฉันไม่อยากให้เธอเป็นแบบนี้” แต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นเชิงขอร้อง เช่น “แม่อยากให้หนูทำแบบนี้” พร้อมให้เหตุผลกับเขา เขาก็จะรู้สึกดีกับคำพูดของเรา

แม่มองว่าวิธีนี้มันได้ผลลัพธ์ที่ดีไหม

แม่อิ๋ว : ดีค่ะ มันทำให้น้องกล้าที่จะพูดกับเรามากขึ้น เกือบทุกเรื่องเลย เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราถาม เขาจะมีคำตอบให้เรามากกว่าเดิม นอกจากคำว่า “ก็ปกติอ่ะแม่” อย่างเรื่องที่โรงเรียน แม่ถามว่าเรียนเป็นไงมั่ง น้องก็จะตอบว่าวันนี้ครูให้การบ้านมาเยอะก็จะมีการเล่าชีวิตประจำวัน ซึ่งแม่คิดว่าครอบครัวอื่นก็น่าจะปกติ แต่ว่าของเราไม่ค่อยปกติเท่าไรซึ่งมันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แม่ก็คิดว่ามันก็เป็นโอกาสที่ดีเพราะว่าถ้าในอนาคตมันมีเรื่องที่ใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่านี้ เขาก็คงจะกล้าบอกเรา

น้องอิง : สำหรับหนูถ้าให้เทียบแต่ก่อนกับตอนนี้ หนูว่าวิธีของคุณหมอก็ช่วยพวกเราได้เยอะเหมือนกันนะคะ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูจะมีกลัวบ้าง เขินบ้าง ไม่รู้จะเริ่มพูดกับแม่ยังไง แต่เดี๋ยวนี้หนูกับแม่ก็คือคุยกันได้ทุกเรื่องเป็นปกติเลยค่ะ อยากพูดก็พูดเลย

น้องอิงมองว่าถ้ายังไม่ปรึกษาพ่อแม่มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรามั่ง

น้องอิง : ถ้าสมมติเราไม่ปรึกษาพ่อแม่แต่ไปปรึกษาเพื่อนแทน คำปรึกษาที่เพื่อนให้มันก็อาจจะไม่ดีพอ และบางทีเพื่อนอาจจะยุยงให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ วัยรุ่นมันอยากรู้ อยากลองแล้วบางทีมันก็ผิดพลาดไปก็เลยไม่อยากให้เชื่อเพื่อนมากขนาดนั้นถ้ามันเกินไป หนูเลยคิดว่าต้องปรึกษาคนที่แบบมีวุฒิภาวะ อย่างคนในครอบครัวหรือพ่อแม่ เพราะคำปรึกษาน่าจะดีกว่าและเต็มไปด้วยความหวังดีค่ะ

ตอนนี้แม่ยังใช้เทคนิคของคุณหมออยู่ไหม

แม่อิ๋ว : ก็ยังใช้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ แม่ว่าพอเราใช้การขอร้องแทนการบังคับ ลูกก็น่าจะรู้สึกเห็นใจเรา อยากทำตามคำขอ เพราะมันไม่ขืนจิตใจกันเกินไป อีกอย่างวัยรุ่นจะมีความคิดของเขา ถ้าเราแรงไป เขาก็จะแรงกลับ ถ้าเราใช้วิธีที่พูดแบบอ่อนโยน เขาก็น่าจะอ่อนโยนกับเราเหมือนกัน

แล้วตอนนี้มองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม

น้องอิง : ก็พัฒนามากขึ้นอยู่ค่ะ บางเรื่องก็แค่บ่นให้แม่ฟัง แต่หนูก็บ่นให้แม่ฟังได้เหมือนเพื่อนเลย ^^

ตลอดการสัมภาษณ์มีสิ่งหนึ่งที่แอดเห็นได้ชัดจากแม่อิ๋ว คือ การไม่ยอมแพ้ ลองคิดดูว่าถ้าแม่อิ๋วท้อใจที่น้องอิงเอาเรื่องแฟนไปบอกย่าคนเดียวหรือยอมแพ้ตั้งแต่รู้ว่าการแซวน้องก็ไม่ได้ผล แม่อิ๋วกับน้องก็คงจะยังคุยกันไม่ได้ทุกเรื่องอย่างทุกวันนี้หรอกจริงไหมครับ?

พ่อแม่ท่านไหนที่กำลังท้อเพราะคุยกับลูกไม่ได้ทุกเรื่อง ลูกไม่ยอมเปิดใจ แอดก็ขอให้อย่าเพิ่งยอมแพ้กันนะครับ ลองหาวิธีสื่อสารกับเขาดีๆ อย่างการพูดจาอ่อนโยนหรือไม่บังคับอย่างที่แม่อิ๋วใช้ก็ได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังเลย

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top