นักจิตเผย..เด็กชอบรังแกคนอื่นก็น่าสงสารไม่แพ้เด็กที่ถูกรังแก

แชร์เรื่องนี้

ในยุคที่สื่อช่วยกันรณรงค์ให้หยุดการกลั่นแกล้งกันอย่างหนักเพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าบนโลกใบนี้จริงๆ โดยมากแล้วจะเผยให้เห็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำและตอกย้ำซ้ำๆ ว่ามันสร้างบาดแผลให้คนเหล่านี้มากแค่ไหนเพื่อให้คนที่ชอบแกล้งหยุดสิ่งที่ทำซะ

เนื่องด้วยไทยเป็นประเทศที่มีเด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นอันดับที่ 2 แอดเลยติดต่อคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต เพื่อคุยเรื่องการเยียวยาคนถูกกระทำ แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าเพราะพี่เจมส์บอกว่าคนที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่คนถูกแกล้ง แต่คนแกล้งก็สมควรได้รับการเยียวยาเช่นกันเพราะพวกเขาน่าสงสารกว่าด้วยซ้ำ

มาดูกันว่าทำไมพี่เจมส์ถึงคิดแบบนี้ได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กวัยรุ่นรังแกคนอื่น

เด็กที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นมันมาจาก 2 อย่าง คือ

  1. เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เพราะโดยธรรมชาติของเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีพลังเยอะ หลายครั้งที่เด็กเหล่านี้อยากเล่นกับคนอื่นก็เล่นดีๆ ไม่เป็นจึงทำให้พลั้งมือเล่นแรงกับเพื่อน
  2. เด็กที่มีปมในใจ มันเกิดจากการเลี้ยงดู 2 แบบ แบบแรกคือเด็กถูกเลี้ยงในครอบครัวที่กดดันลูกและใช้ความรุนแรงส่งผลให้เด็กมีความเครียดเพราะไม่สามารถแสดงออกเวลาอยู่กับในครอบครัวได้จึงเอาความไม่สบายใจของตัวเองมาลงที่คนอื่น ส่วนแบบที่สอง คือ พ่อแม่เลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย ลูกอยากทำอะไรก็ทำ โดยที่ไม่สอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ผลลัพธ์ที่ได้คือลูกก็ไม่รู้ว่าควรเล่นกับคนอื่นอย่างไรถึงจะเหมาะสมจึงมีโอกาสหล่อหลอมเป็นคนที่รังแกคนอื่นได้

จากประสบการณ์ของพี่เจมส์ มองออกไหมว่าเด็กเหล่านี้คิดอะไรอยู่ถึงได้ชอบแกล้งคนอื่น

พวกเขาแทบไม่คิดอะไรเลยและแทบทั้งหมดก็ทำลงไปโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยนะว่าทำผิด พวกเขาคิดแต่ว่า “ก็แค่อยากเล่นอะ” แต่ที่เด็กคิดได้อย่างนี้เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่เคยสอนว่าการเล่นแบบไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย มีเคสหนึ่งผู้ปกครองอยากให้ลูกไปเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองบอกว่าเดินเข้าไปตีเขาเลยจะได้เล่นกับเขา ถามว่าเด็กจะรู้ไหมว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แน่นอนว่าไม่รู้ ยิ่งโดนแม่บอกแบบนั้นยิ่งคิดว่าทำได้

ลองยกตัวอย่างสัก 1 กรณีให้พวกเราหน่อยครับ

สมัยที่พี่ทำงานอยู่สถานสงเคราะห์ มีเด็กอยู่รายหนึ่งอายุ 12 ขวบ ไอคิวดี ฉลาดมาก แต่มาอยู่สถานสงเคราะห์เพราะมีพฤติกรรมรุนแรงมากจนผู้ปกครองเอาไม่อยู่ถูกส่งมาที่นี่

ตอนที่เขามาแรกๆ ก็ป่วนมากเลยนะ แกล้งคนอื่นไปทั่วและแรงๆ ทั้งนั้น มีครั้งหนึ่งเขากดหัวเด็ก 7-8 ขวบลงในอ่างปลา ขณะที่น้องคนนั้นกำลังก้มดูปลาอยู่ พอเราไปถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น เขาตอบพี่ว่า “ก็แค่อยากเล่นกับน้องเฉยๆ อ่ะ” มีอีกเหตุการณ์ที่พี่ก็ปวดหัวไม่แพ้กัน คือ ที่สถานสงเคราะห์จะมีห้องเก็บเสื้อผ้ารวมของทุกคนไว้ 1 ห้องใหญ่ๆ แต่ละคนจะมีล็อกเกอร์เป็นของตัวเอง ทีนี้เจ้าเด็กคนนี้มันก็แกล้งเพื่อน โดยรอจังหวะที่เพื่อนเข้าไปคนเดียวแล้วล็อกประตูจากด้านนอกพร้อมหนีไปและไม่บอกใคร เพื่อนที่ติดอยู่ข้างในก็ร้องไห้ ทุบตีประตูใหญ่เลย พอถามเด็กคนนี้ว่าทำทำไม เขาก็ตอบเหมือนเดิมว่า “อยากเล่น”

ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้

น้องคนนี้มีปมเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างปล่อยปละละเลยมากๆ ไม่มีใครสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่มีพ่อ แม่ก็ส่งลูกต่อให้คนนู้นเลี้ยง คนนั้นเลี้ยง 2-3 ปีเปลี่ยนที เมื่อเด็กไม่ได้รับความรักจากแม่ก็ทำให้อยู่กับคนอื่นไม่ได้ แม่เลยพาไปอยู่กับแฟนใหม่แม่ที่ต่างประเทศซึ่งก็ไม่ได้ดีขึ้นเพราะแม่ทุบตี พ่อใหม่ก็สอนให้น้องหัดขโมยของจะได้ไม่เสียเปรียบใคร เท่านี้ก็พอมองออกแล้วว่าเด็กที่ถูกห้อมล้อมเรื่องแย่ๆ แบบนี้โตมาจะเป็นอย่างไร ก่อนที่จะได้มาอยู่สถานสงเคราะห์เขาก็ได้กลับมาเรียนในโรงเรียนนะ แต่ครูก็คุมเขาไม่ไหว ทั้งเขวี้ยงคอมลงจากตึก ถือมีดแทงครู รุนแรงทั้งนั้น แม่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงก็เลยพาไปอยู่บ้านเฉยๆ ประมาณเดือน 1 สุดท้ายพ่อแม่ก็ลากเด็กมาอยู่สถานสงเคราะห์

แล้วพี่เจมส์เยียวยาเขาอย่างไร

พูดเลยว่ากรณีนี้ใช้พลังในการบำบัดเยอะมาก สิ่งที่ทำให้เด็กคนนี้ดีขึ้นได้ก็คือให้เวลากับเขาเยอะๆ สอนเด็กคนนี้ให้เข้าใจเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เพราะเด็กแบบนี้จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปมันจะส่งผลต่ออารมณ์ของคนอื่นยังไง ซึ่งการสอนก็คือเอาสีหน้าที่แสดงอารมณ์แต่ละแบบมาแยกให้เขาดูเลยว่าสีหน้าแบบนี้คือรู้สึกแบบไหน รวมถึงยกเหตุการณ์สมมติขึ้นมา เช่น ถ้าหนูเป็นคนขายของ ขายดินสอได้กำไรแท่งละ 1 บาทแล้วจู่ๆ มีคนมาขโมยดินสอไป 10 แท่งแล้วหนูต้องขาดทุนไป 10 บาท หนูจะรู้สึกอย่างไร เป็นต้น พอเขาเริ่มรู้เรื่องพวกนี้เราก็เริ่มสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรมมากขึ้น อีกอย่างคือแสดงความรักด้วยการกอดและบอกรักเขาซึ่งมันเวิร์ค เด็กคนนี้เข้าหาเราตลอด เขาเปิดใจกับเรามากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ดีขึ้นส่งผลให้เด็กคนนี้ดีขึ้นจนพี่ทำเรื่องให้เด็กได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่เพราะไม่มีปัญหาแล้ว

ในมุมมองพี่ระหว่างการเยียวยาเด็กที่ชอบรังแกกับเด็กที่ถูกรังแก เรื่องไหนควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนมากกว่ากัน

ทั้งคู่นะ เพราะเด็กที่ถูกรังแกก็น่าสงสาร คนที่รังแกคนอื่นก็น่าสงสาร แต่หลายครั้งถ้าเราไปรู้ว่าเด็กที่รังแกคนอื่นมีประสบการณ์ชีวิตอย่างไรบ้าง เขาก็น่าสงสารมากกว่าคนที่ถูกรังแกอีก มีกรณีหนึ่งออกข่าวเลยพี่ก็ติดตามอยู่ มีเด็กป.6 คนหนึ่งรังแกเด็กป.4 ด้วยการสาดแอลกอฮอล์แล้วจุดไฟเผา คนอื่นๆ ต่างพากันประณามว่าเด็กคนนี้ไม่ดีผ่านสื่อมากมาย แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าที่น้องทำไปเพราะอยากมีเพื่อนเล่น เพราะเขาเป็นเด็กที่ไม่ได้รับความรัก พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง อยู่โรงเรียนก็ไม่มีเพื่อนสักคน เหตุการณ์วันนั้นก็เกิดขึ้นเพราะเด็กป.4 บอกว่าเสื้อของตัวเองกันไฟได้ เด็กป.6 ก็ถามก่อนนะว่าแน่ใจหรอ แล้วเด็กก็ท้าทายกันจนสุดท้ายมันจบที่ตรงนั้น เด็กป.6 ก็เศร้า ถือว่าแย่เลยล่ะ

จากที่ฟังมาจุดจบมันแย่ทั้งนั้นเลย แต่จริงๆ แล้วความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับเด็กชอบรังแกคืออะไร

การพัฒนาของการรังแกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดและทำร้ายคนอื่นขนาดไหน บางทีถึงขั้นผิดกฎหมาย ติดคุกกันไปหรือบางทีทำให้คนอื่นเสียชีวิตเลยก็มี มันหยุดตัวเองไม่ได้ พูดกันตามความจริงแล้วการแกล้งคนอื่นสนุกจะตายจริงไหม

สมมติว่าลูกกลายเป็นเด็กที่ชอบรังแกแล้ว ความรุนแรงมันต้องไปถึงจุดไหนผู้ปกครองควรหาทางแก้ไขให้หยุดพฤติกรรมนี้

เอาจริงๆ ถ้าเด็กกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาแล้วก็ควรหาหมอ ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญแล้วเพราะมันสะสมมานาน เมื่อก่อนพ่อไม่เคยสอนเรื่องคุณธรรมกับลูกเลย อยู่ดีๆ มาสอนซะงั้น คิดว่าลูกจะเชื่อไหมก็ต้องเป็นไปได้ยากมาก มันเลยขีดที่เราจะช่วยได้แล้ว แต่สิ่งที่พอจะช่วยได้บ้างคือต้องกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ให้ความใกล้ชิดที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง

พี่เลยอยากให้พ่อแม่สอนเรื่องการเข้าใจความรู้สึกกับลูกให้ดีๆ มันเป็นแก่นที่สำคัญที่สุดเลยว่าการที่เราทำอะไรกับคนอื่น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าผู้ปกครองสอนให้เขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เด็กๆ พร้อมกับเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย มันก็จะทำให้เด็กเองได้เรียนรู้และไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดี

มาถึงตรงนี้ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดจะหักมุม แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย มันสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว เด็กที่รังแกคนอื่นต่างได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องราวในอดีตของตัวเองทั้งนั้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มาจากการถูกเลี้ยงดูแบบที่ไม่สมบูรณ์จึงหล่อหลอมพวกเขากลายเป็นเด็กชอบกลั่นแกล้ง ฉะนั้น ผู้ปกครองท่านไหนที่ไม่อยากปลูกฝังลูกให้กลายเป็นเด็กชอบแกล้ง ลองสอนเรื่องการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของคนอื่นให้กับลูกตั้งแต่เล็กๆ อย่างที่พี่เจมส์แนะนำ รับรองว่าไม่มีอะไรเสียหายครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top