เมื่อลูกระบายความในใจใส่สมุดแทนที่จะเล่าให้เราฟัง

แชร์เรื่องนี้

วันนี้แอดได้คุยกับคุณแม่ในเพจของเราท่านหนึ่ง เขาบอกว่าเคยเป็นแม่ที่ลูกไม่เคยปรึกษาปัญหาอะไรกับเธอเลยจนคิดว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร จนวันหนึ่งบังเอิญไปเจอสมุดบันทึกของลูกแล้วเปิดอ่าน เธอตกใจมากที่เห็นว่าลูกเขียนคำว่า “เกลียด” เพื่อนคนหนึ่งและระบายลงในสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างยาวซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่รู้อะไรเลย

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ลูกคุยปัญหาเรื่องนี้กับเธอ มาดูกันว่าเธอจะทำอย่างไรจากบทสัมภาษณ์นี้ครับ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณแม่รู้ว่าลูกมีปัญหาแต่ไม่ยอมบอกคืออะไร

แม่เริ่มรู้ว่าลูกมีปัญหาก็ตอนครูที่ปรึกษาของเขาบอกว่าลูกเราด่าเพื่อนด้วยคำพูดหยาบคาย เขาหงุดหงิดที่เพื่อนมาจุกจิกถามเรื่องยี่ห้อของที่ใช้บ่อยๆ เขาด่าว่า “ถ้าแกสนใจเรื่องเรียนเหมือนที่สนใจเxอกเรื่องชาวบ้านป่านนี้แกเรียนได้เกรด 4 ไปแล้ว อีxอก”

คุณแม่ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องทะเลาะกันทั่วไปของเด็กๆ หรือครับ

ไม่ค่ะ แม่คิดว่าร้ายแรงกว่านั้น เพราะว่าลูกของเรามีทัศนคติที่ไม่ดีกับเพื่อนคนนี้มากๆ ขนาดเขียนระบายความในใจลงสมุดบันทึกว่าเกลียดเพื่อนคนนี้มาก มันไม่ใช่เรื่องปกติของน้องเพราะเขาจะเป็นมิตรกับทุกคน แค่เขียนว่าเกลียด แม่ก็มองว่ามันไม่ปกติแล้ว สำหรับคนนี้คือเขาเขียนเน้นคำไปด้วย แปลว่ามันสุดสำหรับเขาจริงๆ พอเจอเรื่องที่ครูบอกรวมกับสมุดบันทึกของน้อง แม่ก็หันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมลูกถึงไม่เล่าให้ฟังเลยค่ะ

พอปัญหามันเกิดขึ้นกับลูกแบบนี้ แม่แล้วแม่แก้ปัญหาอย่างไร

ทำใจให้สงบก่อนเลยค่ะ รอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียนพอขึ้นรถเลยถามเรื่องต่างๆ ตามปกติก่อน จนถึงบ้านเลยลองถามว่า..

แม่ : วันนี้มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้แม่ฟังอีกมั้ย เรื่องดีหรือไม่ดีแม่ก็อยากรู้นะ

เขาก็คงรู้ตัวว่าแม่น่าจะรู้เรื่องที่เขาทำแล้ว เขาก็นิ่ง แต่น้ำตาไหล แม่เลยเกริ่นนำ

แม่ : แม่พอจะรู้นะ แต่แม่อยากฟังในมุมของหนูบ้าง

เขาเลยยอมเล่าให้ฟัง ก็ตรงตามที่อาจารย์เล่าให้ฟังเลยค่ะ

ลูก : แม่คิดยังไงกับเรื่องนี้ แม่โกรธหนูมั้ย หนูขอโทษ

แม่ : แม่ไม่โกรธหนูนะ แม่เข้าใจความรู้สึกของหนู ถ้าเป็นแม่ แม่ก็หงุดหงิดเหมือนกัน และแม่จะไม่อยู่เฉยๆ ให้เพื่อนเซ้าซี้ แม่จะบอกกับเขาให้หยุดทำพฤติกรรมแบบนี้กับแม่ แต่คราวหน้าแม่อยากให้หนูเลือกใช้คำพูดที่ดีกว่านี้หน่อย เพราะไม่อย่างนั้นเหตุการณ์มันอาจจะบานปลาย

สุดท้ายเราก็บอกลูกด้วยว่าแม่ไม่ได้ดุหนู แต่แม่แค่อยากแนะนำเพราะแม่เป็นห่วงหนู จากนั้นพอลูกมีเรื่องอะไรก็บอกเราหมดเลยค่ะ

ทำไมถึงต้องเน้นเรื่องไม่ได้ดุน้องครับ

แม่ลองคิดย้อนไปตอนแม่เป็นเด็ก แม่ก็ไม่ค่อยเล่าอะไรให้คุณยายฟังเหมือนกันเพราะคุณยายบ่นหนักมาก ไปเล่าให้ฟังแล้วจะโดนดุทุกที เลยเลือกที่จะไม่เล่าให้ฟัง

พอมาถึงตอนนี้เลยคิดว่าลูกเองก็คงกลัวแม่ดุเหมือนกัน ซึ่งเขาคิดไปเองว่าแม่ต้องดุแน่ๆ มันเป็นความคิดของเด็กๆ ส่วนใหญ่ ในเมื่อเขาไม่กล้าเล่า แม่ก็ต้องเป็นฝ่ายถามเอง แต่ถามแบบปกติ ไม่ได้คาดคั้น ไม่ใช่การสอบสวนนะคะ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกไว้ใจแม่

ลองสรุปขั้นตอนของคุณแม่สั้นๆ ให้เราหน่อยครับ

เริ่มจากการทำใจให้สงบ ไม่มีอารมณ์โกรธหรือโมโหแฝงอยู่แล้วลองถามเรื่องทั่วไปก่อนจะเข้าเรื่องที่เราต้องการถามค่ะ

ในมุมมองของแม่มันได้ผลจริงไหม

ได้ผลดีเลยค่ะ ลูกบอกแม่หมดเลย อย่างเรื่องเพื่อนคนนั้นลูกก็บอกเราหมดว่าเพื่อนคนนี้ชอบแกล้ง ชอบต่อว่าลูกเรา เวลาวิชาไหนลูกเราได้คะแนนดีกว่าเขาก็หมั่นไส้ วิชาไหนได้น้อยกว่าก็บอกว่าโง่ เรื่องทั่วไปก็จะชอบถามเรื่องสิ่งของที่ลูกเราใช้ เช่น เสื้อกันหนาวที่ใส่ยี่ห้ออะไร ของแท้หรือปลอมจนลูกรู้สึกหงุดหงิด มีแกล้งเอารองเท้านักเรียนเขาไปซ่อน เคยปารองเท้าใส่หัวเขาด้วย

ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางได้รู้เลย ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมากค่ะ ลูกยิ้มได้ตลอด แม่ลูกสนิทกันกว่าเดิม เวลามีปัญหาอะไรเขาจะเดินทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูเข้ามาหาแม่เลยค่ะ ทะเลาะกับเพื่อน งอนเพื่อน นี่แม่รู้หมดแล้วค่ะ

หลังจากได้คุยกับแม่ท่านนี้ก็พบว่าพ่อแม่สร้างความไว้ใจให้ลูกได้ เพียงแค่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกกลัว เน้นความอ่อนโยนเพื่อให้ลูกรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ด้วยก็ชนะใจลูกได้แล้ว ลองมาเป็นสมุดบันทึกเล่มใหม่ของลูกพร้อมๆ กันดูครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top