นักจิตเตือน! พ่อแม่ 3 แบบที่ไม่มีทางมองออกว่าลูกมีความลับในใจ

แชร์เรื่องนี้

เพียงความน้อยใจของลูกที่ไม่เคยบอกให้พ่อแม่รับรู้กลับสร้างความเสียใจให้พวกเขาอย่างมหาศาล เนื่องจากตอนต้นปีมันมีข่าวๆ หนึ่งบอกว่าเด็กฆ่าตัวตายเพราะพ่อแม่ดุที่ติดโทรศัพท์ แต่พ่อแม่กลับดูไม่ออกว่าลูกน้อยใจที่โดนว่าไปอย่างนั้น (ลิ้งค์ข่าว : sanook.com)

คำถาม คือ ทำไมพ่อแม่ถึงดูไม่ออกว่าลูกมีเรื่องทุกข์ในใจ วันนี้พวกเราจึงชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิตมาคุยเรื่องความลับในใจลูกว่าพ่อแม่จะรับรู้ได้อย่างไร? และพ่อแม่ควรทำอย่างไร ลูกถึงจะยกให้เราเป็นที่ปรึกษาปัญหาของเขาได้ทุกเมื่อ

หากใครพร้อมแล้วไปดูกันครับ

สาเหตุใดบ้างที่ทำให้ลูกมีความลับต่อพ่อแม่

จากที่พี่วิเคราะห์ พี่มองว่ามันเกิดจากวิธีการเลี้ยงลูกของพ่อแม่หมดเลยแล้วจะแบ่งออกง่ายๆ เป็น  3 สาเหตุ ดังนี้

  1. พ่อแม่ที่ชอบใช้ความกลัวมาสอนลูก สมมติว่าพ่อไปเห็นลูกเพื่อนท้องในวัยเรียนก็จะเอาเรื่องราวของลูกเพื่อนมาพูดให้ลูกฟังในทางที่ไม่ดี เช่น แกดูลูกเพื่อนพ่อสิ มันห่างกับแกไม่กี่ปีเอง ตอนนี้มันท้อง มันต้องลาออกจากโรงเรียนไปเตรียมเลี้ยงลูกแล้ว แกอย่าไปมีแฟนนะ ไม่งั้นได้ออกจากบ้านแน่” ซึ่งลูกก็จะไม่เข้าใจว่าการท้องในวัยเรียนมันไม่ดีอย่างไร แต่เข้าใจแค่ว่าพ่อไม่ชอบที่ลูกจะเป็นแบบนั้น ถ้าลูกยังไม่มีแฟนก็เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าลูกคงไม่บอกพ่อ
  2. มีมุมมองในเรื่องต่างๆ ต่างกับลูก เช่น เรื่องติดเกม พ่อแม่จะมองเกมว่าเป็นเรื่องแย่มากๆ ไม่มีข้อดีเลยพาลจะทำให้ขาดความรับผิดชอบ แต่ลูกดันมองเห็นข้อดีของเกมว่ามีส่วนช่วยผ่อนคลายจากการเรียนหนังสือ เมื่อทั้งคู่หาจุดกึ่งกลางไม่ได้ก็จะมีการบังคับและบงการจากพ่อแม่เกิดขึ้นทำให้เด็กไม่อยากจะพูดด้วย
  3. พ่อแม่ที่สร้างบรรยากาศดีๆ ในบ้านไม่ได้ ไม่มีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ใช้คำพูดที่ไม่ถนอมน้ำใจหรือถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อลูก

ทั้งสามอย่างนี้จะทำให้ลูกไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคนในบ้านส่งผลให้เขาไม่อยากพูด อยากบอก เพราะพูดไปอย่างไรพ่อแม่ก็ไม่ฟัง

พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีความในใจอยู่

การพูดคุยภายในบ้านจะน้อยลง สังเกตได้จากลูกจะไม่เล่าเรื่องที่โรงเรียน ไม่เล่าเรื่องส่วนตัว ไม่เล่าเรื่องความคิด ไม่เล่าอะไรเลย มันก็ยิ่งชัดเจนว่าบรรยากาศแย่ นอกจากนี้ จะเป็นเรื่องการชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียว ขลุกตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหนหรือจะเป็นทางตรงกันข้ามไปเลย คือ ลูกไม่ค่อยอยากกลับบ้าน วันเสาร์ อาทิตย์อยู่แต่ข้างนอก ไม่อยากกลับบ้าน

แล้วทำอย่างไรลูกถึงอยากจะบอกความในใจกับเรา

คำตอบคือยากมากๆ ที่จะรู้ แต่มันก็มีเงื่อนไขที่ทำให้มองออก คือ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวต้องดีพอ พ่อแม่ต้องฟังลูกด้วยใจไม่ใช่แค่เนื้อหา รู้เจตนาของลูกว่าลูกต้องการอะไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกบอกว่า “พรุ่งนี้มีการแข่งขันโครงงานที่โรงเรียน หนูกลัวทำเจ๊งจังเลยแม่” หลายคนอาจคิดว่าลูกอยากบอกให้รู้เฉยๆ ว่าเขากำลังจะทำอะไรก็เลยไม่ได้ตอบอะไรน้องไป แต่จริงๆ แล้วเจตนาคืออยากให้แม่ให้กำลังใจ เป็นต้น     นอกจากนี้ การฟังที่ดีต้องฟังแบบไม่ตัดสิน ฟังแบบไม่บังคับ ฟังแบบให้เสนอแนะและฟังแบบให้ทางเลือก รวมไปถึงอย่าเจ้ากี้เจ้าการหรือจัดการให้ลูกไปซะหมด ลูกจึงจะกล้าปรึกษาเรามากขึ้น

ตามที่ข่าวบอกว่าลูกฆ่าตัวตายสาเหตุเกิดจากอาการน้อยใจ แค่ความน้อยใจมันมีอิทธิพลขนาดฆ่าตัวตายได้เลยหรอ

เป็นได้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด พี่เชื่อว่ามันมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่สะสมก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว ลองคิดดูว่าพ่อแม่กลับบ้านมา มาบ่นว่า “เห้ย! ลูกติดมือถือจัง ทำไมไม่ไปอ่านหนังสือล่ะ” แล้วลูกฆ่าตัวตายเลย มันไม่จริงไง เราก็ต้องมามองแล้วว่าเป็นที่เรื่องความสัมพันธ์ของที่บ้านมันต้องแย่มาก่อนแล้วและผู้ปกครองเองก็ต้องเคยบ่นเรื่องอื่นมาเยอะก่อนที่จะมาจบเรื่องๆ นี้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่เป็นเรื่องเล็กๆ เพียงเสี้ยวเดียวของก้อนน้ำแข็งทั้งหมด แต่ดันเป็นเหตุการณ์ท้ายสุดที่เกิดขึ้น  แต่ถ้าถามว่าเด็กมันน้อยใจเรื่องแค่นี้จริงหรือเปล่า คำตอบคือมันไม่จริงอยู่แล้ว มันมีสิ่งอื่นที่ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

นอกจากเรื่องความน้อยใจแล้วมีสิ่งอื่นอีกไหมที่พ่อแม่ทำไปแล้วลูกกล้าทำถึงขั้นฆ่าตัวตายได้

โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่อยากฆ่าตัวตายคือคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีใคร ถ้าลูกรู้สึกว่าครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ไม่เข้าใจเขา เขารู้สึกว่าชีวิตเขาไม่มีความหวัง มันก็จะพาเขาเข้าไปสู่การฆ่าตัวตายหมด

พ่อแม่ควรดุหรือทำโทษลูกอย่างไรถึงจะสมเหตุสมผล

ควรสอนลูกด้วยเหตุผล รับฟังอีกฝ่ายว่าเขาคิดว่าอย่างไรทำไมถึงทำลงไปแบบนั้น แม้กระทั่งเมื่อถึงตอนที่ลงโทษลูกแล้ว หากเขาต่อรองก็ควรฟังเขาด้วย ถือว่าเป็นการยกประโยชน์ให้จำเลยครึ่ง ลงโทษต่อรองกันครึ่งเดียวก็ยังดี คือ ให้เขารู้สึกว่าได้ต่อรอง พ่อแม่ฟังเขาถึงแม้ว่าเขาจะทำผิดก็ตาม

มีการแบ่งความเข้มข้นไหมว่า ถ้าลูกทำผิดมากต้องทำโทษแค่ไหนหรือทำผิดน้อยควรทำโทษอย่างไร

มันบอกเป็นลิมิตไม่ได้เพราะลิมิตของแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน แต่พี่ว่าเราควรคุยเรื่องสอนลูกแบบไหนหรือยังไงดีกว่าก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลไม่ใช้อารมณ์ในการคุย อย่าสอนเรื่องความกลัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบางบ้านจะใช้อารมณ์ เช่น ถ้าพี่คนโตไปแย่งของน้อง แม่ก็ไปกระชากพี่มาแล้วก็ตีๆๆ มันไม่ได้อธิบายเหตุผลก่อนลงโทษตรงนี้ข้ามไป 1 ระดับ มันผิดเพราะมันทำให้เด็กไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วคืออะไร เกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ต้องตี

ถ้าพ่อแม่เผลอดุลูกแรงไป ควรทำอย่างไร

ขอโทษ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี ในกรณีที่ลูกทำผิดจริงๆ ต้องอธิบายว่าเขาทำผิดตรงไหนให้ชัดเจนและเราก็ไม่ต้องขอโทษเขา ส่วนถ้าเราคิดว่าเราน่าจะผิดก็ต้องวิเคราะห์ก่อนว่าสิ่งที่เราทำมันเหมาะสมหรือเปล่า มันรุนแรงไปไหม ถึงถูกต้องแต่รุนแรงไปก็ขอโทษได้นะ แต่ต้องบอกว่าที่เราขอโทษเพราะเราทำรุนแรงไป  แต่หนูก็ทำผิดจริงๆ หนูยอมรับไหม อธิบายและคุยกันด้วยเหตุผลอย่างนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือผู้ใหญ่ทำผิด แต่ก็ไม่ยอมรับ ไม่ขอโทษ ลูกก็ไม่โอเค ความสัมพันธ์มันก็เลยแย่

ความลับของลูกมีค่าเท่ากับการเปิดใจของพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่สร้างความมั่นใจให้ลูกได้ว่าพร้อมรับฟัง พร้อมเสนอแนะและมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับเขา เขาก็ยินดีที่จะบอกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุกข์ เรื่องสุขหรือทุกๆ เรื่องในชีวิตเขา

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top