สัมภาษณ์แม่แอ๋ว – น้องอุ้ม ตอน ลูกติดมือถือ

แชร์เรื่องนี้

ถ้าลูกติดเกมโทรศัพท์คุณจะทำอย่างไร?

แอดไม่รู้ว่าแต่ละบ้านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร แต่บ้านหลังนี้ของแม่แอ๋ว คุณแม่ที่ปรากฏตัวในรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกติดมือถือก็สรรหาวิธีล้านแปดมาหยุดนิสัยติดโทรศัพท์ของลูกแต่ก็ยังไม่เป็นผล หนำซ้ำลูกยังไม่รู้ตัวอีกว่าที่แม่ทำไปเพราะอยากให้ลูกอยู่ห่างมือถือ

มาดูกันว่าเธอใช้วิธีไหนแล้วดี วิธีไหนพลาดได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลยครับ…

แม่ช่วยเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ : อุ้มติดโทรศัพท์มากๆ เล่นอย่างเดียวแทบไม่คุยอะไรกับพ่อกับแม่เลย เวลาที่เราเข้าไปคุยด้วยแกก็จะโมโห เกรี้ยวกราด อย่างเวลาเราชวนอุ้มมากินข้าวเขาก็จะพูดว่า “อย่ามายุ่ง” บ่อยมาก เหมือนไม่สนใจอะไรเลยนอกจากเกมที่อยู่ตรงหน้า

แล้วทำไมตอนนั้นหนูถึงทำแบบนั้น

อุ้ม : แม่พูดบ่อย สมมติหนูเล่นเกมอยู่ มันยังไม่จบตา แม่ก็จะพูดไป 2-3 รอบ ก็พูดจนกว่าหนูจะออกไป เรียกแบบอุ้มมากินข้าวนะลูก อุ้มมากินข้าวนะ ซ้ำไปซ้ำมา บางทีหนูก็เลยโมโหนิดนึง

ส่วนตัวคิดว่าตัวเองติดเกมหนักไหม

อุ้ม : ก็เล่นหนัก แต่ตอนนั้นไม่รู้ตัวก็คิดว่าคนอื่นก็คงเล่นเหมือนกัน (ผู้สัมภาษณ์ : เต็มสิบหนูให้เท่าไร) ก็เต็มสิบเลยค่ะ เพราะหนูมีสังคมออนไลน์ของหนู ทั้งเพื่อนในเกม เพื่อนแต่งนิยายและเพื่อนที่ดูการ์ตูนด้วยกัน มันก็เลยคุยติดลม วันนึงก็คุยกันตั้งแต่ตื่นมาจนถึง 4-5 ทุ่มเลย

จุดแตกหักมันอยู่ตรงไหน

แม่ : ตอนนั้นแม่เอาโทรศัพท์น้องเขวี้ยงทิ้งไปเลยค่ะ เหมือนกับว่าน้องจะเล่นเกมหนักเกินไป ไม่ฟังอะไรเราเลย ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ยอมกินข้าว แม่ก็เลยเดินดุ่มๆ  เข้าไปคว้าโทรศัพท์แล้วเขวี้ยงออกไป พร้อมพูดว่า “ทำไม ชอบมันขนาดนั้นเลยหรอ รักมันขนาดนั้นเลยหรอ” ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเหมือนเข้ากับเขาได้ยากไปเลย

อุ้ม : จำได้ว่าตอนนั้นหนูก็ทำหน้าโมโห ทำตาขวางแล้วก็ไปเก็บโทรศัพท์แล้วก็ปิดประตู เข้าห้องล็อกประตู ความรู้สึกคือโกรธแม่มากๆ ไม่เข้าใจว่าทำแม่ถึงต้องทำแบบนี้ แต่ว่าตอนนั้นหนูก็ไม่ได้โกรธแม่นานมากนะคะ ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็หายโกรธ เพราะแม่มาง้อ เอากุญแจมาเปิดประตูแล้วก็เข้ามากอดแล้วก็ขอโทษ ตอนแรกก็ยังไม่หายโกรธ แม่ก็เลยอ้อนไปเรื่อยๆ ก็เลยหาย (หัวเราะ)

สำหรับอุ้มเป็นเหตุการณ์เดียวกันไหม

อุ้ม : ของหนูคือตอนที่หนูขอแม่ไปอยู่คนเดียว หนูก็ไม่รู้ว่าหนูจะอยู่คนเดียวแล้วรอดไหม? แต่ก็เป็นช่วงที่หนูค่อนข้างหงุดหงิดแม่ด้วย หนูก็เลยคิดว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีกว่าจะได้ไม่ต้องฟังแม่บ่น

แม่ : ส่วนใหญ่ที่บ่นก็จะเป็นเรื่องกินข้าว แม่อยากให้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็อย่างที่เขาบอกแม่เข้าไปตอแยกับเขาไม่ถูกจังหวะ เขาก็เลยหงุดหงิด แต่ตอนนั้นมันก็เหมือนเป็นอารมณ์ที่ไม่เข้าใจกันและกันด้วยนะ เหมือนแม่มีความน้อยใจเล็กๆ ที่ลูกไม่ช่วยงานบ้านเลย แต่ลูกคนอื่นๆ ที่แม่รู้จักกลับช่วยพ่อแม่เขา เราอยากให้เขาเป็นแบบนั้นบ้าง เพราะคิดว่าเขาก็โตพอที่จะทำได้แล้ว ไม่ใช่เอาแต่เล่นโทรศัพท์อย่างเดียว แต่เราก็ไม่เคยบอกลูกไปตรงๆ เลย

เราร้องไห้บ่อยมาก พยายามหาทางทุกอย่างที่จะทำให้ลูกเลิกติดโทรศัพท์ได้ทั้งทักเพจจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และก็เพจ Toolmorrow ที่บอกว่ามีวิธีแก้ไขปัญหานี้เลยทำให้เราตัดสินใจเข้าร่วมรายการนี้แหละ

เคยรู้มาก่อนไหมว่าแม่พยายามอย่างมาที่จะแก้ปัญหาติดเกมของหนู

อุ้ม : เคยค่ะ แต่หนูก็ไม่ได้สนใจ คิดว่ามันไม่เป็นไรหรอกก็เลยไม่ได้เคลียร์ใจกับแม่เรื่องนี้สักที

ก่อนที่จะมาร่วมรายการ แม่มีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง

แม่ : พาเขาไปเที่ยวเดือนละ 2-3 ครั้ง อย่างไปร้องคาราโอเกะ ดูหนัง มันเป็นช่วงเวลาที่เราลงความเห็นกับแฟนว่าน้องไม่จับโทรศัพท์จริงๆ ตลอด 2-3 ชั่วโมงนั้นมีค่ามาก เรารู้สึกได้ใช้เวลาร่วมกับลูกเต็มที่ แต่ว่ามันก็ได้แค่นั้น พอกลับบ้านก็เหมือนเดิม

อุ้ม : หนูไม่เห็นรู้เลยว่าแม่ทำเพราะอยากให้หนูหยุดเล่นโทรศัพท์ หนูก็คิดว่าแค่พาไปเที่ยวเฉยๆ คล้ายๆ ทัศนศึกษา แบบครูพาไปเที่ยว หนูกลับมาก็เลยทำเหมือนเดิม (ทุกคน : หัวเราะ)

แล้วพอมาร่วมรายการคุณหมอแนะนำคุณแม่อย่างไรบ้าง

แม่ : เรื่องแรกคือความเข้าใจ คุณหมอบอกว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าความคิดเรากับลูกมันไม่เหมือนกันแน่นอน ต้องรู้จักฟังที่ลูกพูดและคุยกันจนกว่าจะเข้าใจ เรื่องการชมก็สำคัญ เรานี่ไม่เคยชมลูกเลย ทั้งๆ ที่ครูก็ชมว่าน้องเรียนเก่งมากๆ แต่เราเอาแต่ภูมิใจ ไม่ได้ชม รวมถึงเรื่องการเปิดใจ เราไม่เคยนั่งคุยกับเขาอย่างจริงจัง อย่างที่บอกเรื่องอยากให้ลูกไม่ช่วยทำความสะอาดบ้าน เราไม่เคยบอกเขานะ แต่อยากให้เขามาช่วยเราเอง คุณหมอเลยบอกว่าเรื่องนี้สำคัญต้องทำเพราะจะทำให้ลูกรู้ว่าเราคิดอย่างไร

เมื่อนำไปใช้แล้วน้องมีการพัฒนาขึ้นไหม

แม่ : บอกตามตรงเลยเรื่องติดโทรศัพท์ก็ยังไม่น้อยลงเท่าไร แต่ว่าได้คุยมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ชวนออกไปข้างนอกก็ไปด้วย แต่ก่อนคือไม่ไป หนูจะอยู่แต่กับโทรศัพท์ แล้วที่พัฒนาขึ้นอย่างประหลาดใจเลยคือลูกได้เป็นสภานักเรียน ทั้งที่แต่ก่อนไม่เอาเลย แค่โรงเรียนจัดงานวันเด็ก เราบังคับให้ไป ยังงอแงเลย แต่คิดดูสิตอนนี้ลูกได้เป็นสภานักเรียน ถึงแม้เขาจะบอกว่าแค่เพื่อนชวนทำ เราก็ภูมิใจที่เขาทำ

อุ้ม : แม่ก็เกินไป สภานักเรียนก็ไม่ได้มีอะไรมากนี่คะ ตอนนี้ยังไม่รู้ตำแหน่งของหนูด้วยซ้ำ แต่ก็เล็งๆ ว่าจะเป็นสายระเบียบอยู่ น้องๆ ที่โรงเรียนยิ่งใส่กระโปรงสั้นกันเยอะอยู่ด้วย หนูเลยว่าหนูต้องไปจัดการซะหน่อยแล้ว (ทุกคน : หัวเราะ)

หลังจากนำเทคนิคคุณหมอไปใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับลูก ในความคิดของแม่มีอะไรบ้าง

แม่ : เกิดขึ้นเยอะเลย แต่เหมือนลูกจะไม่รู้ตัวว่าเขาทำอะไรได้ดีขึ้นบ้าง ที่แน่ๆ สำหรับแม่นะ คือ การอาบน้ำ ปกติเขาไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าว ไม่ชวนคุย แต่หลังๆ ช่วงปิดเทอมที่แล้วเขาทำทุกอย่างเลย มีการแชทมาถามว่าแม่เลิกงานตอนไหนเนี่ย ทั้งที่ปกติเราจะเปิดแชทก่อนตลอด แล้วก็ยังมาอวดแม่บ่อยๆ ว่า หนูอาบน้ำแล้วนะๆ เหมือนพยายามบอกว่าหนูกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองนะแม่

อุ้ม : ก็ที่ไม่อยากอาบเพราะมันเสียเวลาเล่นเกมอ่ะแม่ (ผู้สัมภาษณ์ : เราเลยอาบตอนกลางคืนก็พอเนาะ) เปล่าค่ะ ไม่อาบเลย 4 วันก็ไม่อาบ ถ้าไม่ออกบ้าน หนูก็ไม่อาบเลย 55555

ตอนนี้ยังใช้เทคนิคเหล่านี้อยู่ไหม

แม่ : ใช้ค่ะ เพราะสำหรับเรามันใช้ได้ผลจริงๆ ลูกเราดีขึ้น สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือเรื่องการเข้าใจลูก เราต้องเข้าใจว่าวัยนี้ถ้าเขาเล่นอะไรอยู่แล้วเราไปพูดอะไรไปนี่เขาก็จะไม่ฟังเราหรอก เขาจะมองว่าเราบ่นมากกว่าเป็นห่วง ฉะนั้น เราต้องรอให้เขาเล่นให้จบก่อน ค่อยบอกสิ่งที่เราต้องการแล้วเขาก็จะทำตามที่เราบอก ไม่ต่อต้านเหมือนมันถูกจังหวะไปหมด มันโอเคมากๆ เลยค่ะ

อุ้ม : สำหรับหนู หนูก็ว่าดีนะเพราะแม่ไม่บ่นแล้ว รอให้หนูเล่นเสร็จก่อน มันต่างจากเมื่อก่อนมากที่เห็นเด่นชัดที่สุดจะเป็นอารมณ์ของหนู ถ้าแม่จู้จี้จุกจิก มันก็จะเกิดอาการรำคาญแล้วก็คิดต่อว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีไหม รำคาญแม่อะไรอย่างนี้ และพอแม่ไม่มาจู้จี้แล้วก็รู้สึกอยู่ด้วยกันได้แล้วค่ะ

อยากฝากบอกอะไรกับคนที่ประสบปัญหาเดียวกันบ้าง

แม่ : อยากให้ลองมาดูรายการนี้กันนะคะ แม่ก็ไม่รู้ว่าวิธีที่แม่ทำไปนั้นมันผิดถูกไปจากคุณหมอแค่ไหน เรายินดีรับคำติชมจากทุกท่านและอยากบอกว่าวิธีของคุณหมอมันได้ผลจริงๆ สามารถไปทำดูได้

อุ้ม : สำหรับหนูอยากฝากถึงคนที่ติดเกมเหมือนกันค่ะว่าถึงเกมจะมีความสำคัญกับคนชอบเล่นเกมอย่างพวกเราแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในเกมเขาก็เป็นแค่คนนอก ถ้าเราเป็นอะไรไป เขาก็แค่หาคนใหม่มาเล่นแทน แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ เขาหาใครมาแทนเราไม่ได้แล้วนะ อยากให้ทุกคนนึกถึงคนใกล้ตัวด้วยค่ะ

ถึงสุดท้ายน้องจะยังเล่นเกมต่อไป แต่ก็สามารถพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะช่วยงานบ้าน เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน แม่เรียกไปกินข้าวก็ไป เรียกไปเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุด คือ อาบน้ำถี่ขึ้น (แซวๆ) แต่สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ แม่แอ๋วกับน้องอุ้มใส่ใจกันและกันมากขึ้น อย่างแม่แอ๋วก็เข้าใจว่าตอนที่น้องเล่นเกม น้องไม่ชอบให้ใครมากวน แม่ก็ไม่กวน รอจังหวะที่น้องเล่นเสร็จค่อยเข้าไปคุย ส่วนน้องอุ้มก็เข้าใจว่าแม่เป็นห่วงก็ทำตามที่แม่บอก ไม่ได้หงุดหงิดอย่างที่เคย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top