ถ้าลูกเลิกเล่นมือถือไม่ได้เราก็เล่นกับลูกซะเลย

แชร์เรื่องนี้

ถ้าคุณเป็นพ่อหรือแม่ คุณเคยชวนลูกเล่นเกมหรือเปล่า?

ถ้าไม่เคย แต่แม่คนนี้เคย

แม่โส-ณรญา  อัดสถิ แม่ที่อยากให้ลูกเลิกติดเกม ทำทั้งดุ บ่น ว่า บังคับให้ลูกไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างการส่งลูกไปเรียนพิเศษ แต่สุดท้ายลูกก็ยังเลิกไม่ได้ มันเลยทำให้เธอยึดโทรศัพท์ลูกซึ่งเป็นวิธีการที่เธอคิดผิดที่ได้ทำที่สุดเพราะลูกเกือบเสียคน ถูกเชิญออกจากโรงเรียนไปเลย แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็มาเจอวิธีการที่ทำให้ลูกเลิกติดเกมได้ มาดูกันว่าเธอผ่านอะไรมาบ้างและแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้วยวิธีไหนได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

ลองเล่าพฤติกรรมตอนที่แม่เห็นว่าลูกติดเกมให้ฟังหน่อย

ลูกเล่นเกมทั้งวัน เดินก็เล่น กินข้าวก็เล่น ทุกเวลาเขาเล่นตลอด ตอนที่ยังนอนห้องเดียวกันก็เอาผ้าคลุมโปงแอบแม่เล่น เรียกได้ว่าทุ่มเททุกอย่างให้เกม ที่แย่กว่านั้นมีการหลอกขอเงินแม่ไปเติมเกมด้วยขนาดนั้นเลย

แล้วคุณแม่มาเริ่มรู้ตัวว่าต้องปรับพฤติกรรมน้องตอนไหน

ก็ตอนที่จับได้ว่าน้องเอาเงินที่เราให้ไปเติมเกมนั่นแหละ น้องหลอกเราว่าจะเอาเงินไปจ่ายค่ากิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนซึ่งเราก็เชื่อเพราะเห็นว่าเรียนโรงเรียนเอกชน มันเป็นไปได้ แต่พอมันหนักเข้า เราไปถามเพื่อนเขา เพื่อนเขาบอกว่าลูกเราติดเกมหนักมากและที่เรารับไม่ได้เลยคือลูกโกหกเราว่าไม่ได้ติดเกม เขาไม่ยอมรับ เราเลยคิดว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง

คุณแม่เริ่มแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนที่โรงเรียนมันต้องจ่ายค่าขอเงินแม่ไปเติม

จำกัดเวลาเล่น ให้เล่นถึง 21.00 น. กับยึดโทรศัพท์แต่เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลดีเลย ลูกพูดจาฮึดฮัด ไม่พอใจ พูดจาไม่ดี คือพูดทุกอย่างให้แรงที่สุด เคยส่งลูกไปเรียนพิเศษเพื่อที่จะได้ไม่มีเวลาเล่น แต่ปรากฏว่า ลูกก็นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร ในช่วงเวลานั้นลูกต่อต้านไปหมด ไม่พูดไม่คุยกับเราเลยและเคยเกือบเสียคนถึงขั้นเชิญออกจากโรงเรียนเพราะเรื่องนี้ด้วย พอเราไม่ให้เขาใช้โทรศัพท์เขาก็ต้องหาเพื่อน แต่เขาดันไปคบเพื่อนที่พากันหนีเรียน สูบบุหรี่และเพื่อนคนนั้นถูกตรวจพบว่าฉี่ม่วง อาจารย์เลยเชิญออกเพราะจะทำให้โรงเรียนเสื่อมเสีย

แล้วลูกคุณแม่ได้ออกจากโรงเรียนไหมเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นอย่างไร

ไม่ค่ะ โชคดีมากที่อาจารย์ท่านหนึ่งเสนอทางออกว่าถ้าลูกเราสัญญาว่าจะแก้ผลการเรียนที่ได้เกรด 0 ทั้ง 3 ตัวก็จะให้เรียนต่อ ลูกเราก็รับปากและลูกก็ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นได้จริง ลูกก็ปรับปรุงตัวและเกรดลูกก็เพิ่มขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเราก็เลยเริ่มให้ลูกเล่นโทรศัพท์ได้มากขึ้นและผลการเรียนลูกก็ไม่ได้ตกลงไป

เหตุการณ์นั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของแม่ในเรื่องลูกติดโทรศัพท์เลยไหม

ใช่ค่ะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แม่รู้ว่ามันไม่ได้เป็นที่โทรศัพท์ มันเป็นที่ตัวแม่มากกว่าที่บังคับลูกมากเกินไปจนทำให้ลูกไม่มีความสุขและคิดขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น มันเหมือนคนไม่เข้าใจลูกเลย แม่อยากเข้าไปในโลกของลูกก็เลยเริ่มเล่นเกมเพื่อจะได้พูดภาษาเดียวกับเขาและแม่ก็ค้นพบข้อดีของเกมได้ว่านอกจากจะสานสัมพันธ์กับลูกได้แล้วยังหาเงินได้ด้วย แม่ก็เลยชวนเขาและเพื่อนๆ เล่นเกม Hay day สร้างฟาร์มขายไปด้วยกันเลยค่ะ (หัวเราะ)

แม่พูดจริงเหรอครับ?

จริงสิคะ ตอนนี้เด็กๆ ทั้งลูกของแม่และเพื่อนของลูกก็ขายได้คนละฟาร์มกันแล้ว คิดเป็นเงิน 300  บาท ขยันเล่นกันใหญ่เลยค่ะ

มันเหมือนกับว่าลูกก็ยิ่งต้องใช้เวลาเล่นเกมมากขึ้น แม่โอเคกับเรื่องนี้เหรอ

แม่โอเคค่ะ เพราะก็ไม่ได้เล่นมากไปกว่าเดิมและมีแนวโน้มน้อยลงด้วย จากที่เล่นเกมอย่างเดียว ลูกเริ่มเข้ากูเกิ้ลเสิร์ชหาวิธีเล่นเกมอย่างไรให้อัพเลเวลได้เร็ว มีการวางแผนในการเล่นเกมมากขึ้น ไม่โวยวายเสียงดังเหมือนเดิมก็ดีแล้วค่ะ บางทีเขาก็บอกว่าเบื่อเกมแล้วก็ออกไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนก็มีนะคะ  แม่เข้าใจแล้วว่าเรื่องแบบนี้มันหักดิบไม่ได้

สามารถพูดได้ไหมว่าลูกไม่ติดเกมแล้ว

เราว่าก็จาก 100 เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะเหลือ  60 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเราเรียก ลูกไม่ละสายตา ไม่คุยเลย เดี๋ยวนี้เริ่มมีวางโทรศัพท์ได้ เดินมาหา แล้วเขาก็เหมือนมีงานบ้าน อย่างรีดผ้า แม่ก็ไม่รีดให้แล้ว เวลาในการเล่นมันก็หายไป และเขาก็ไม่ก้าวร้าว ไม่พูดจากกับเราแบบห้วนๆ เช่น “อะไร!” “อีกแล้ว!” “ทำไมพึ่งมาบอก!” อีกแล้ว

ดูเหมือนลูกแม่พูดง่ายมากๆ เลย แม่คิดว่าเกิดจากอะไร

มันมาจากการที่เราปรับตัวเข้าหากันทั้งหมดเลยค่ะ ครั้งหนึ่งแม่เคยพูดกับลูกว่า แม่ก็เป็นแม่ครั้งแรกเหมือนกัน ลูกก็เป็นลูกครั้งแรกเหมือนกัน ทุกคนเป็นครั้งแรก เราลองมาปรับตัวกันดูไหม ตอนนั้นมีคนอื่นช่วยพูดด้วยว่าอย่าทำให้แม่เสียใจนะ ลูกก็บอกว่าได้ แล้วแม่ก็เริ่มปรับตัวเข้าไปอยู่ในโลกของลูก ลูกก็ปรับตัวด้วยการเล่นเกมน้อยลงเพราะเข้าใจว่าแม่เป็นห่วง

ตอนนี้มันยังมีแม่อีกหลายๆ คนที่ยังไม่เอาตัวเองไปอยู่ในโลกของลูก คุณแม่มีความคิดเห็นอย่างไรกับแม่แบบนี้

แม่ว่าต้องดูคำพูดที่พูดกับลูก มันเป็นอารมณ์ของเราล้วนๆ มันไม่ได้มีอารมณ์ของลูกเข้ามาเลยอ่ะ ถ้าลูกเห็นว่าแม่ยิ่งแข็ง ลูกก็ยิ่งแข็ง ถ้าลูกเห็นเราอ่อน เขาก็อ่อนลงบ้าง ถ้าทุกคนแข็งใส่กัน มันก็จะตู้มไปเลย เราต้องทำอะไรที่ลูกชอบ ไม่ใช่ว่าทำอะไรที่คิดว่าลูกจะชอบ

บอกพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเลิกติดเกมหน่อยว่าสิ่งสำคัญที่เขาต้องทำคืออะไร

อย่างแรกคือลดความเข้มงวดกับลูกลง เพราะบางทีลูกอาจไม่อยากคุยกับเรา ลูกเลยหันไปเล่นโทรศัพท์ เขาจะคิดว่าโทรศัพท์เข้าใจเขาที่สุด เราคิดว่าลูกเล่นโทรศัพท์ไม่ใช่ปัญหาแต่แม่ต้องสอนลูกว่าลูกดูยูทูบสิ ลูกดูกูเกิ้ลสิลูก รวมไปถึงการใช้คำรุนแรง อย่าง “ไปไหนก็ไปนี้” ขึ้นกูขึ้นมึงบางครั้งก็อาจจะได้นะ แต่ถ้าคนไม่เคยใช้อย่าใช้เลย ลูกไม่รู้สึกดีกับคำพูดแบบนี้หรอก และที่สำคัญการยึดโทรศัพท์เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำจริงๆ มันเหมือนกับลูกไม่มีที่ให้ผ่อนคลายแล้วอาจจะหาทางออกแย่ๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับลูกเราก็ได้

แอดว่าจริงๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ต้องทำถึงขั้นลงไปเล่นเกมกับลูกก็ได้ หากไม่ได้ชอบ แต่ควรจะมีการพูดคุยกับลูกว่าลูกต้องการอะไรและตัวคุณเองต้องการอะไรแล้วมาหาจุดกึ่งกลางกัน ก็จะลดเรื่องความขัดแย้งระหว่างกันไปได้เยอะเลยครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top