สัมภาษณ์แม่นุช – น้องเคนจิ ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

แชร์เรื่องนี้

ใครที่ได้ดูรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกขอของรางวัลแล้วคงจะคุ้นเคยกับครอบครัวคุณแม่นุช-น้องเคนจิกันบ้างแล้วว่าน้องเคนจิเป็นคนที่ชอบขอของรางวัลกับแม่ไปซะทุกอย่างจนแม่ต้องมาปรึกษาหมอวิเพื่อหาทางเอาพฤติกรรมช่างขอของลูกชายออกไปด้วยเทคนิคเก๋ๆ อย่าง “เทคนิคสติ๊กเกอร์สะสมแต้มความดี”

วันนี้แอดมินเลยขออนุญาตติดตามผลงานของแม่นุชกับน้องเคนจิหน่อยว่าพอนำเทคนิคของคุณหมอวิไปใช้ที่บ้านแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่และแก้ไขปัญหาน้องเคนจิชอบขอได้จริงๆ หรือเปล่า เชิญอ่านได้ที่บทสัมภาษณ์ของทั้งคู่เลยครับ

จุดเริ่มต้นของปัญหาเกี่ยวกับน้องเคนจิที่คุณแม่พบ มันเป็นอย่างไร?

แม่นุช : เคนจิเป็นเด็กที่ชอบทำอะไรแล้วต้องมีของแลกเปลี่ยน เราต้องมีของให้เขา เขาถึงจะยอมทำ ในความรู้สึกของเรา คือ ทำไมลูกต้องขอของให้ได้ก่อนถึงจะลงมือทำด้วย ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำอยู่แล้ว เช่น เวลาเคนจิเรียนได้เกรดดี เคนจิจะบอกว่าเขาทำเต็มที่แล้วแม่จะให้อะไรเป็นของขวัญหรือวันนี้เคนจิช่วยดูน้อง แม่จะซื้ออะไรให้ มันเป็นทุกเรื่องเลยจริงๆ ซึ่งถ้าไม่มีให้ก็จะไม่ทำ ไม่อยากทำเลยคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาของน้อง

เคนจิเป็นอย่างที่แม่พูดจริงๆ หรือเปล่า?

เคนจิ : เป็นครับ (เสียงหนักแน่น) แต่ก็เพราะผมช่วยแม่ทำงานหนัก แบบเหนื่อย พาน้องไปอาบน้ำ พาน้องไปแปรงฟัน หวีผมให้น้อง พาน้องกินข้าว ทำกับข้าวให้น้อง ผมว่ามันเหนื่อยมากๆ ผมก็เลยอยากขอแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่อยากได้ซึ่งสิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุด คือ เพลย์สเตชั่น

เคนจิคิดว่าที่ตัวเองขอแม่มันเยอะเกินไปไหม?

เคนจิ : คิดว่าสิ่งที่ขอไม่เยอะเกินไป เพราะแม่มีเงินครับ

แม่นุช : ไม่เห็นด้วย (หัวเราะ) ของชิ้นใหญ่ๆ แม่ว่ามันต้องได้ช่วงวันเกิดหรือว่าวันคริสต์มาส แต่การทำความดี ส่วนตัวแม่คิดว่าลูกทุกคนต้องทำอยู่แล้วซึ่งเอาจริงๆ แม่ก็ไม่ได้ยอมซื้อให้เคนจินะเวลาที่เคนจิขอของ อะไรที่มันไม่ถูกต้องก็คือไม่ยอม อย่างเครื่องเพลย์ที่เขาขอราคาเป็นหมื่นงี้ แต่ถ้าเป็นของกิน แม่ก็จะพาไปเพราะมันดูสมเหตุสมผล บางทีที่เขาขอของที่แม่มองว่ามันไม่มีประโยชน์ แม่ก็จะหลงใส่อารมณ์กับเขาเหมือนกัน แต่พอเราอารมณ์เย็นลง เราก็มานั่งคุยกับเขาว่าสิ่งที่เขาบอกว่ามันเป็นเงินที่เยอะนะ ทำงานกว่าจะได้มา

เคนจิ : ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าแม่คิดขนาดนี้ ผมแค่รู้สึกว่าอยากได้จนอั้นใจไม่ไหวต้องขอแม่จริงๆ

ก่อนที่จะมาพึ่งคุณหมอวิ ได้ลองหาวิธีแก้ไขปัญหาลูกขอของรางวัลด้วยตัวเองไหม?

แม่นุช : เคยหาแล้วค่ะ แต่ว่าไม่ได้ผล เคยพูดกับลูกว่า เคนจิหนูอยากได้อะไร หนูต้องเก็บเงินเอานะ พยายามบอกให้เขาช่วยงานคุณพ่อหรือเราเองเพื่อแลกกับเงิน แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นกับคำว่าต้องมีของแลกเปลี่ยนเหมือนเดิม

เคนจิ : ตอนนั้นจำได้ผมถอนผมหงอกให้แม่ผมซึ่งได้เส้นละ 20 บาท ถอน 10 เส้น ได้ 100 บาท แล้วก็ปั่นหูให้แม่ชั่วโมงละ 100 บาท พอได้เงินมาแล้วมันพอซื้อสิ่งที่อยากได้ได้แล้ว ผมก็จะไม่ขอ แต่ถ้าเงินผมไม่พอ ผมก็จะขอแค่นั้นเอง

แม่นุช : สิ่งที่เขาขอถ้ามันขาดเหลือสักหนึ่งถึงสองร้อยบาท แม่ก็จะช่วยออกส่วนที่เหลือได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องเป็นของที่มีประโยชน์อย่างรองเท้า แต่ถ้าเป็นเกมเราก็มองว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น แต่ในมุมของเคนจิ คือ เขาบอกว่าคนที่เล่นเกม สามารถไปชิงเงินรางวัลได้เป็นล้านบาทเลยและเขาก็ว่าเขาทำได้ดีทีเดียวเลยอยากให้เราสนับสนุน

เคนจิ : ผมมีทีมแล้วครับพี่ จริงจังเลย เพราะเห็นในยูทูบหลายๆ ทีมทำได้ดีทั้งนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเพราะยังงงๆ กับวิธีการสมัครอยู่แค่นั้นครับ

เทคนิคที่คุณหมอแนะนำให้คือ?

แม่นุช : คุณหมอวิแนะนำให้คุยกับลูกว่าอยากได้อะไรก็บอกมาแล้วแม่จะซื้อให้ แต่ต้องสะสมความดีเพื่อแลกของสิ่งนั้นซึ่งเราจะใช้สติ๊กเกอร์เป็นตัวบอกว่าน้องสะสมความดีได้เท่าไรแล้ว อย่างสิ่งที่บ้านเราตกลงกัน คือ ให้เคนจิทำงานบ้านเป็นตัวสะสมความดี เช่น เก็บที่นอน ซักผ้าก็จะได้คะแนน แม่ว่าวิธีนี้ค่อนข้างได้ผลเลยทีเดียว ทั้งทำให้เขารู้จักทำงานบ้าน ดูแลตัวเอง ดูแลน้องได้และทำให้แม่รู้ความในใจของลูกว่าจริงๆ แล้วที่เขาขอแม่เยอะๆ เขาก็ไม่ได้อยากได้ไปหมดทุกอย่างหรอก ส่วนหนึ่งมันมาจากเขาอยากขอเวลาให้ได้อยู่ร่วมกับเรามากกว่าซึ่งยอมรับจริงๆ ว่าเราไม่ได้มีเวลาให้ลูกขนาดนั้น

เคนจิ : ผมก็ชอบวิธีที่แม่ได้จากหมอมาเหมือนกัน เพราะแม่จะให้สติ๊กเกอร์ที่ผมทำความดีเอาไว้ เช่น อาบน้ำให้น้อง ทำกับข้าว หุงข้าวอะไรแบบนี้ครับแล้วแม่ก็จะเอาสติ๊กเกอร์พวกนี้ไปติดไว้กับกระดาน  เป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆ แล้วถ้าผมสะสมคะแนนได้ครบที่ตกลงกันไว้ผมก็จะได้สิ่งที่ต้องการ แต่ตอนนี้ก็ยังได้ไม่เท่าไรเลยครับ

แม่นุช : (แม่พูดแทรกขึ้นมา) ต้องรอดูวันเกิดๆ ใกล้แล้ว วันที่ 29 พ.ค.นี่แหละ

คนสัมภาษณ์ : แหนะ!! ต้องมีเซอร์ไพรส์แน่ๆ เลย น้องเคนจิรอลุ้นนะครับ

เคนจิ : (หัวเราะ)

พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ไหม?

แม่นุช : พอใจมากเหมือนกับว่าเขาทำอะไรแล้วมันมีเป้าหมาย นอกจากนี้ กิจกรรมที่ได้ทำอย่างการทำงานบ้านมันก็เป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์ต่อตัวเขาเอง ไม่เคยซักผ้าเป็น ก็ซักผ้าเป็น ไม่เคยดูแลน้องก็ดูแลน้องได้ ไม่เคยทำกับข้าวก็ทำได้ซึ่งมองว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวของเขาแล้วพอทำมาได้สักพัก พฤติกรรมทุกอย่างก็จะกลายเป็นนิสัยของเขาแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลย

อีกอย่างที่ทำให้เราอึ้งมาก คือ มันส่งผลกับน้องๆ ของเคนจิด้วย เวลาน้องเห็นพี่เคนจิทำงานบ้าน น้องก็จะทำตาม เหมือนเขามีพี่ชายเป็นแบบอย่าง อย่างเก็บจานเมื่อกินข้าวเสร็จ แปรงฟันก่อนนอน ทำอาหารทานเอง กวาดบ้าน เก็บของ น้องๆ ก็จะช่วยทำ ทุกวันนี้เข้ามาช่วยแม่ถือของเวลาเห็นแม่ซื้อของมา มันถือว่าเป็นไปในทางที่ดีมาก และที่สำคัญก็คือไม่มีแล้วนะที่เราจะได้ยินแคนจิพูดว่าแม่ต้องซื้ออันนี้ให้เคนจินะ

เคนจิ : แต่สำหรับผมยังไม่พอใจกับผลลัพธ์เท่าไรครับ

คนสัมภาษณ์ : อ้าว ทำไมว่าอย่างนั้น

เคนจิ : มันยังดีไม่พอครับ มันต้องได้มากกว่านี้อีกครับ อยากลองทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้าน ตอนนี้ที่ทำคือซักผ้า ปั่นเสื้อผ้า ตากผ้า กวาดบ้าน เก็บของทุกอย่างในบ้าน มีแต่ดูดฝุ่นยังไม่ได้ทำครับ

คนสัมภาษณ์ : เฉียบ!!

ตอนนี้ยังใช้เทคนิคนี้อยู่ไหม?

แม่นุช : ยังใช้อยู่แล้วก็จะใช้ไปเรื่อยๆ เพราะอย่างเมื่อก่อนต้องบอกให้ทำ แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องรอให้บอก เขารู้ว่าว่าเขาตื่นขึ้นมาเขาต้องทำยังไง ตื่นขึ้นมาก็ต้องพับที่นอน มาทำกับข้าวให้น้องทานแล้วเขาก็ซักเสื้อผ้า เมื่อก่อนคือต้องได้บอกเขาเหมือนตอนนี้เขารู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำซึ่งตรงนี้มันทำให้แม่มองเห็นว่าเขาเป็นที่พึ่งให้น้องได้ แม่ก็กล้าฝากความหวังไว้กับเขาแล้วค่ะ

ให้คำแนะนำครอบครัวอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันหน่อยครับ

แม่นุช : อยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่ประสบปัญหาเดียวกันลองตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนกับลูกดู ชวนเขามาตั้งกฎกติการ่วมกันว่าลูกต้องสะสมสติ๊กเกอร์ได้กี่คะแนนถึงจะได้ของที่เขาต้องการ และที่สำคัญอย่าเพิ่งท้อตั้งแต่ต้นเพราะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกที่ลูกปรับตัวอยู่นั้น เขาอาจจะไม่ยอมทำสิ่งที่ตกลงกันไว้เลยก็ได้เพราะเขาจะคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาไม่อยากทำ

วิธีที่จะช่วยโน้มน้าวให้ลูกทำ คือ บอกเขาว่าถ้าหนูไม่ทำหนูก็จะไม่ได้ของนะ ทุกอย่างต้องได้มาจากการทำงานแลกนะ ถ้าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร และคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็ง ห้ามหยวนโดยเด็ดขาด ต้องให้เขาทำก่อนถึงจะให้คะแนนได้

เคนจิ : สำหรับผมก็อยากบอกเพื่อนๆ ที่เป็นเหมือนผมลองคิดว่าของที่เราอยากได้มันแพงเกินไปหรือเปล่า? ถ้าแพงไปก็อยากให้เห็นใจคุณแม่มั่งว่าคุณแม่มีเงินหรือเปล่า ถ้ามีเงินก็ซื้อ แต่ถ้าแม่ใครไม่ค่อยมีเงิน พยายามหาเงินไปจ่ายค่าหนังสือเรียน จ่ายค่าเสื้อนักเรียน ค่าเทอมก็ให้พอก่อน

นอกจากนี้ อยากฝากให้คิดเผื่อว่าถ้าเกิดวันนึงแม่เราไม่มีเงินขึ้นมา เงินที่เราจะขอให้เขาไปซื้อเพลย์สเตย์ชั่นให้กับนำมาซื้ออาหารให้เรากินอย่างไหนมันจะดีกว่ากัน ผมเคยเป็นแบบนั้นมาแล้ว มันแย่มากเลยเวลาที่ผมขอเยอะเกิน พอมองกลับไปก็รู้สึกเห็นใจแล้วก็สงสารแม่ครับ

ช่วยพูดถึงรายการรอลูกเลิกเรียนหน่อยครับ

แม่นุช : ยังไงก็ขอเชิญชวนทุกคนช่วยติดตามรายการรอลูกเลิกเรียนเทปนี้และก็เทปต่อๆ ไปด้วยนะคะซึ่งแม่ก็เชื่อว่าคุณแม่บ้านอื่นๆ จะได้ประโยชน์จากรายการนี้มากเพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวหลายๆ บ้านได้ ขอให้มาดูกันเยอะๆ  สามารถติชมพวกเราได้เต็มที่ พวกเราน้อมรับความคิดเห็นทั้งหมดค่ะ

หลังจากที่แอดได้คุยกับทั้งคู่พร้อมๆ กันก็รู้สึกได้เลยว่าทั้งคู่มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้านแม่นุชก็ดีใจที่ลูกของเธอเลิกพูดจาขอของบ่อยๆ แต่เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นทำดีบ่อยๆ เพื่อแลกของแทน ส่วนน้องเคนจินั้นก็เหมือนได้ทักษะการเอาตัวรอดระดับพื้นฐานได้เกือบหมดแล้ว เรียกได้ว่าไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่อดตายแน่นอนเพราะทำกับข้าวเป็น 5555

สำหรับผู้ปกครองคนไหนที่ประสบปัญหาเรื่องลูกชอบขอของรางวัลเหมือนกันนี้ก็ลองนำเทคนิคสติ๊กเกอร์สะสมความดีไปปรับใช้ดูนะครับ และอย่าลืมที่แม่นุชบอกว่าต้องอดทนในช่วงแรกๆ หน่อยนะ แต่รับรองได้ผลที่คุ้มค่ากลับมาแน่นอน

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ชอบขอของรางวัลได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

afterschoolonline.tv
Scroll to top