“การเรียนไม่ใช่ตัวชี้วัดหรอกนะว่าลูกจะมีชีวิตต่อไปตลอดรอดฝั่งไหม ความรับผิดชอบต่างหากล่ะที่สำคัญ”

แชร์เรื่องนี้

ลูกสาวอยากเป็นแอร์ฯ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่อยากเป็นหมอและตัวแม่เองอยากให้เป็นครู คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์คิดไม่ตกแบบนี้ไหม?

เรื่องราวชวนคิดหนักเรื่องนี้เป็นของคุณแม่เดียร์ วลัยลักษณ์  รีด ลูกเพจของเรานี่แหละครับที่ไม่อยากให้ลูกทำอาชีพที่ลูกฝันนะเพราะมองงว่ามันลำบากมากกก (กอไก่ล้านตัว) แต่เธอก็ไม่คิดบังคับลูกใฟ้เป็นครูอย่างที่หวัง อะไรทำให้แม่เดียร์ยอมรับความต้องการของลูกได้ คุณแม่เขาคิดอะไรอยู่ ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลย…

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่ลูกมาบอกคุณแม่ว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตสให้ฟังหน่อย

ลูกพูดถึงเรื่องแอร์โฮสเตสครั้งแรกก็จะเป็นตอนม.4 เหมือนวันนั้นรวมตัวกับเพื่อนๆ มีการถามกันว่าใครอยากเป็นอะไร เพื่อนในกลุ่มคืออยากเป็นหมอกันทุกคน หมอผิวหนังบ้าง หมอฟัน หมอต่างๆ มีแต่น้องแองจี้โดดมาคนเดียวว่าอยากเป็นแอร์ฯ เราก็ไม่คิดอะไรเพราะมันมีเวลาตั้ง 5-6 ปี ลูกอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่พอม.4 เทอม 2 ลูกมาย้ำกับเราว่าอยากเป็นแอร์ฯ จริงๆ นะ แม่สตั๊นท์ไป 3 วิฯ แม่เลยขอเวลาลูก 3 วัน ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้ แล้วแม่ก็ได้ข้อสรุปว่าลูกต้องพูดได้ไม่ต่ำกว่า 4 ภาษา บุคลิกต้องได้ มีความอดทน ฉะนั้น ถ้าแม่พาฝึกให้ได้ 3 ข้อแบบโหดๆ อย่าว่าแม่นะ เราจะมาฝึกไปด้วยกัน

จากที่เล่ามาเหมือนคุณแม่ก็ไม่ได้เห็นด้วยที่น้องอยากทำอาชีพนี้

ใช่ เพราะมันเหนื่อยมาก รวมกับสายตาจากคนทั่วไปมองแอร์โฮสเตสแบบไหนล่ะคุณว่า? เราก็รักของเราไหม? แต่ถ้าโฟกัสที่ความเหนื่อยอย่างเดียว มันก็เป็นอาชีพที่เหนื่อยมากนะ ไหนจะต้องรีบขึ้นเครื่อง พักผ่อนแค่ไม่กี่ชั่วโมง ลูกเอเนอร์จี้เยอะก็มองว่าสนุก แต่เรามองว่ามันลำบาก อีกอย่างแม่มองว่าอายุงานมันสั้น อย่างน้อยๆ 7 ปี เดี๋ยวเขาก็ให้มาทำภาคพื้นแล้ว เพราะเด็กๆ ที่เข้ามาใหม่มันก็มีเยอะ

จากนั้นเกิดอะไรขึ้น..ทำไมคุณแม่ถึงยอมให้ลูกความฝันของเขา

ก็มีหลายอย่างเหมือนกัน อย่างแรกเลยเพราะลูกทำให้เราไว้ใจ ตอนนี้อยู่ม.5 แล้วน้องก็ยังไม่ได้เสียการเรียนเพราะเรื่องความรักหรือขี้เกียจ ตอนเย็นก็ไปเรียนพิเศษตามโปรแกรมที่โรงเรียนจัดให้ทุกวัน

อย่างที่สอง คือ เรารับสื่อมาเยอะเลยทำให้กลับมามองว่าเรื่องตลาดการบินมันยังกว้างอยู่ ถ้าลูกเราเก่ง 4 ภาษา ภาษาอังกฤษยืนพื้นและอีก 3 ภาษาคือเสริม ระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยก็อาจจะได้อีกสัก 1 ภาษา ต่อให้ลูกไม่ได้เป็นแอร์ฯ จริงๆ เขาก็ไปทำอะไรก็ได้ในหลายประเทศเราคิดอย่างนี้ ก็เริ่มปลอบใจตัวเอง “เอาวะ ลองดูสักตั้ง ในเมื่อลูกชอบ เราก็จะไม่บังคับให้ลูกเรียน มันชีวิตเขา” มันก็เลยทำให้ยอมรับ เคารพความคิดของลูกแล้วก็เป็นกำลังใจให้เขา

อย่างที่สาม ด้วยความที่พ่อเขาเป็นต่างชาติ เขาจะเคารพเรื่องสิทธิมากซึ่งเรามองว่าดีถ้านำมาใช้ในครอบครัว ลูกก็เลยมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความมั่นใจ เราก็เลยเลี้ยงเขาแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่เลี้ยงแบบตามใจเราซึ่งยู่บนพื้นฐานสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด ถ้าเขาทำผิดเราต้องเตือน เราก็ต้องบอกว่ามันผิดยังไง ให้เขาเข้าใจ คอยบอกสิ่งที่ถูกต้องให้กับเขาด้วยและเขาก็จะยอมรับได้

อย่างสุดท้าย เรามองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง เราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราอยากเป็น มันทำให้เราตั้งใจเต็มร้อย เราจะมีความพยายาม เราจะต้องต่อสู้และจะทำมันให้ได้ รวมถึงถ้ายิ่งคนรอบข้างเป็นกำลังใจให้ หน้าไหนก็ไม่กลัว อุปสรรคแค่ไหนก็เข้ามาเถอะ เขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือก ต้องอยู่กับมันให้ได้ซึ่งเราก็เอาประโยคนี้ไปพูดกับลูกจริงๆ ลูกก็อึ้งไป ถามเราอีกว่า “แม่โอเคหรอ” เราตอบ “ไม่โอเคก็ต้องโอเคดิก็หนูอยากเป็นนี่นา”

ใช้เวลาทำใจนานไหมกว่าจะยอมรับสิ่งที่ลูกอยากเป็นได้

เอาจริงๆ นะ ทุกวันนี้ก็ยังทำใจได้ไม่สุดเลย แต่สุดท้ายก็เป็นความคิดของลูกเรา บุคลิกเขาก็ผ่าน ภาษาเราก็เสริมให้เขา ทำใจอยู่แต่ก็ต้องสนับสนุนไปด้วย โดยเราก็หัดให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ตอนนี้ลูกอยู่ม.5 ต้องรีดผ้าเอง แต่แม่ก็ปวดใจมาก เพราะเสื้อผ้าลูกเป็นอะไรที่แม่ต้องดูแลตั้งแต่เล็กและด้วยความที่ลูกเพิ่งหัดรีดมันก็เลยค่อนข้างยับ แต่คุณลูกก็มาแก้ตัวกับเราว่า “แม่มันก็แค่กระโปรงป่ะแม่” เขายังมองอะไรง่ายๆ เราก็ “ใช่ลูก แต่แม่ยังทำใจไม่ได้ เพราะมันยับมาก” (หัวเราะ) ลูกก็ “จะพยายามให้มันดีขึ้นละกัน” เราก็ “จ้ะลูกแม่” เวลาลูกรีดผ้าแม่ก็พยายามระเห็จตัวเองไปที่ไกลๆ พยายามไม่ดู ทำใจไม่ได้ยิ่งกว่าลูกอยากเรียนแอร์อีก ลูกต้องรักษาบุคลิกภาพของลูกนะ หน้าตาก็สวย กระโปรงยับเชียว มันใช่หรอว้า~~

สิ่งที่คุณแม่ช่วยส่งเสริมเขามีอะไรบ้าง

ให้กำลังใจคือที่สุดค่ะ เพราะว่าลูกเรียนหนักมาก คะแนนสอบไม่ต้องหวังเลย แม่ขอแค่ผ่าน แม่บอกเสมอว่าไม่เป็นไร ขอแค่มันไม่ติดร. หรือ 0 ก็พอแล้ว และเราต้องทำใจว่าเด็กช่วงนี้มันเรียนหนักมาก แล้วเวลาครูสั่งงานก็จะเป็นงานกลุ่มซะเยอะกว่าจะรวมตัว ทำงานออกมาเป็นรูปร่างได้ก็นานอยู่

ส่วนอีกเรื่องคือแม่ต้องช่วยลูกเรื่องวิชาภาษาไทย เพราะเขาจะถนัดภาษาอังกฤษและวิชาอื่นมากกว่าเพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แม่ได้ในภาษาไทยพอดีก็เลยบอกให้ลูกบอกเรื่องที่ไม่รู้มาแล้วจะพาไปซื้อหนังสือมาให้อ่านและไม่ว่าเวลาไหนที่เขาเอ่ยปากว่าแม่ช่วยหนูหน่อย เราก็พร้อมที่จะช่วยเขาทุกอย่าง

ก่อนหน้านี้คุณแม่บอกว่าน้องได้เกรด 2.95 มันมีผลต่อความมั่นใจในตัวลูกเรื่องความใฝ่ฝันของเขาบ้างไหม เพราะอะไร

ไม่ พี่โอเค ขอแค่ไม่ตกก็ใช้ได้แล้ว ต้องเข้าใจเขานิดหนึ่งว่าเขาเรียนหลายวิชา เขาเรียนพิเศษเพิ่มเติมเอง รับผิดชอบเอง คนอย่างแม่น่ะคิดว่า “การเรียนไม่ใช่ตัวชี้วัดหรอกนะว่าลูกจะมีชีวิตต่อไปตลอดรอดฝั่งไหม ความรับผิดชอบต่างหากล่ะที่สำคัญ” แม่เลยไม่มายด์เรื่องเกรดค่ะ

ช่วยฝากถึงผู้ปกครองที่ไม่มั่นใจความคิดของลูกหน่อยว่าพวกเขาควรทำอย่างไร

อย่างแรกต้องจัดการกับอารมณ์ที่ไม่พอใจเรื่องลูกเลือกเรียนตามใจเขา อย่าเพิ่งไปสบประมาทเขาเพราะถ้าคุณสบประมาทลูกไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองเขาจะไม่กล้าพูดความจริงกับคุณเลย จากนั้นให้เวลาทั้ง 2 ฝั่งไปหาเหตุผลว่าเพราะอะไรหนูถึงอยากเป็นอาชีพนี้และเพราะอะไรแม่ถึงไม่อยากให้เป็นอาชีพนี้ โดยเรามาหาข้อดีข้อเสียของอาชีพที่ลูกอยากเป็นนั้นๆ ไว้ แล้วก็แลกกันตอบ เพราะว่าการทะเลาะกันมันไม่สนุกหรอก แย่ทั้งคู่ และลูกยิ่งต้องใช้สมองในการเรียน เขาต้องมาเครียดเรื่องเราอีกแทนที่จะนั่งเรียนสบายๆ ไม่ซีเรียส

ขอถามจากใจว่าก่อนหน้าที่ลูกเข้ามาคุยเรื่องอยากเป็นแอร์ฯ คุณแม่ได้หวังให้น้องโตไปทำงานด้านไหนเป็นพิเศษไหม

เอาจริงๆ นะ ตามความรู้สึกก็อยากให้เป็นครูเพราะว่าพ่อเขาก็เป็นครู แต่ดูแล้วเด็กคงจะตายคามือลูกเรา ไม่น่าไหว ไม่รอด (หัวเราะ) ด้วยความที่บุคลิกเขาจะเป็นคนเงียบๆ นิ่งๆ ดูแล้วเด็กน่าจะสนใจ แต่เวลามันโหดขึ้นมาก็กลัวว่าเด็กจะไม่รอด แต่เราก็ไม่บังคับว่าเขาจะเป็นอะไรไง เราให้เขาคิดของเขาเอง แต่ลึกๆ ก็คือ อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ คนเป็นแม่ ไม่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลสายตาเท่าไรหรอก

สุดท้ายแม้ความคิดแม่เดียร์ก็ยังไม่ได้เหมือนลูกเป๊ะ แต่แม่ก็ยังสนับสนุนลูกเต็มที่บนหลักเหตุและผลเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำเพื่อลูกได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรคนที่เลือกอาชีพที่ดีที่สุด เหมาะที่สุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ต้องเป็นลูกของแม่เดียร์เองนั่นแหละ แล้วพ่อแม่ท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ แลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top