นักจิตฯ วิเคราะห์คำต่อคำ! แชทนี้..แม่สื่อสารผิดอย่างไร

แชร์เรื่องนี้

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาทางเพจได้รับข้อความปรึกษาเรื่องลูกจากคุณแม่ท่านหนึ่ง ใจความสำคัญคือแม่ไม่เห็นด้วยที่ลูกอยากเป็นแอร์ เพราะในใจแม่อยากให้ลูกเป็นหมอหรือทำงานสายสุขภาพ เหตุคือมันมีความมั่นคง แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือคำพูดที่แม่ใช้ดันรุนแรงซะเหลือเกิน (ลิ้งค์ต้นทาง http://bit.ly/2Z1QLBT)

วันนี้เราเลยชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต นักจิตวิทยาขาประจำของเรามาวิเคราะห์คำพูดที่เป็นปัญหาของคุณแม่ท่านนี้และแนะนำวิธีการพูดสำหรับพ่อแม่ที่มีความเห็นไม่ตรงกับลูกเรื่องเรียนต่อกันครับ มาดูกันว่านักจิตเขาจะมองเรื่องนี้อย่างไร

จากแชทมีคำพูดไหนบ้างที่พี่มองว่าเป็นปัญหาเลย ถ้าแม่พูดแบบนี้

เยอะแยะ จริงๆ การเปรยว่าอยากให้ลูกไปเรียนที่ไหน มันไม่ใช่ปัญหาหรอก สมมติพี่รู้ว่าลูกว่าสื่อสารดี พี่ก็จะคุยกับลูกว่าไปเรียนคณะสื่อสารดีกว่าไหม หนูน่าจะได้ อย่างนี้พูดเปรยได้ แต่ว่าเรื่องของแชทมันจะผิดตั้งแต่วรรคที่ 4 “มองแคบจัง”, “คนอย่างหนูเนี่ยนะจะทำได้หรอ” อันนี้คือการดูถูกแล้ว มันก็ผิดตั้งแต่ตรงนี้

ประโยคต่อไปที่ผิดอย่างเห็นได้ชัด “ตอนนี้พี่ก็ยังไม่อยากตามใจลูกอยู่ดี” นี่ไม่ใช่เรื่องการตามใจแล้วนะ มันคือแม่บังคับลูก แต่ลูกไม่เห็นด้วย แต่แม่ก็ยังบังคับลูกอยู่ ต่อด้วย “เขาไม่มองโลกความจริง” ซึ่งโลกที่แม่มอง มันไม่ใช่โลกที่ลูกมอง แต่มันเป็นโลกในมุมมองของแม่ต่างหาก ความหมายของประโยคนี้คือ ลูกไม่ยอมเชื่อที่แม่สั่ง แม่ก็ตัดสินไปก่อนว่าลูกทำไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาหนักมากนะเรื่องนี้

พี่มองว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาหนักอย่างไร

ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่มักตัดสินไปก่อน พ่อแม่มักคิดว่าเขารู้จักลูกตัวเองดี แต่หลายครั้งมันไม่จริง ลูกของเรา เขาอยู่กับเราถึงแค่ประถม เราเป็นจุดศูนย์กลางของเขาแค่ในช่วงวัยนี้ แต่พอเริ่มเข้าสู่วัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัยเขาจะเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่พ่อแม่อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กๆ หลายคนมีทัศนคติ มุมมอง ความเชื่อ ความถนัดหรือสิ่งที่เขาชอบ มันถูกเปลี่ยนสมัยมัธยมจนถึงมหาลัย เพราะฉะนั้นผู้ปกครองที่ยังเชื่อว่าสมัยประถมลูกเป็นอย่างไรแล้วลูกในวัยมัธยมกับมหาวิทยาลัยก็ยังเป็นอย่างนั้น นี่เป็นความเชื่อที่ผิด หลายครั้งที่เขาอาจจะเปลี่ยนโดยที่ไม่รู้ตัว เขาอาจจะไม่เล่าก็ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องคุยกับเขาดีๆ ว่าจริงๆ แล้วเขามีมุมมองยังไงต่อเรื่องนั้น แต่ว่าเราจะไม่รีบไปตัดสินแทนให้

แต่หลายครั้งที่พ่อแม่มักอ้างความเป็นห่วงเพื่อให้ลูกทำตามแผนที่วางเอาไว้ พี่มองเรื่องนี้อย่างไร

ห่วงได้ แต่ประเด็นคือเส้นทางชีวิตของลูกเขาก็ต้องเป็นคนเลือกเอง พ่อแม่มีหน้าที่แนะนำว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรได้อย่างถูกต้องและสมควร เพราะในความเป็นจริงทุกอาชีพ มันก็มั่นคงเหมือนกันหมด ประเด็นคือลูกจะเลือกอาชีพไหนมันไม่ได้สำคัญหรอก แต่มันอยู่ที่ว่าเรารักในอาชีพนั้นมากน้อยแค่ไหนต่างหาก ถ้าเรารักในอาชีพนั้นและทำอาชีพนั้นได้ดี ไม่ว่าอาชีพอะไรมันก็มั่นคงทั้งนั้น

เอาจริงๆ ประเทศนี้มันผิดเพี้ยนตรงที่บอกว่าคนเก่งต้องเป็นหมอ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่จริง คือเก่งเป็นครูได้ไหม คนเก่งเป็นพ่อค้าได้ไหม? ก็ได้นะ คนเก่งขายของได้ไหม? คนเก่งเป็นดีไซเนอร์ได้ไหม? ก็ได้ คือ ทุกอาชีพมันต้องการคนเก่งทั้งนั้น คนเก่งมันอยู่ได้ทุกที่ ทุกอาชีพหาเงินได้หมด พี่ยังเคยเจอคนขับแท็กซี่เทพๆ หาเงินได้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท ส่งลูก 2 คนจบโทก็มีมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องลูกเลือกอาชีพอะไรถึงไม่ใช่ปัญหาเลย

กลับมาที่แชทข้างต้น คำพูดของแม่ในลักษณะนั้นมันส่งผลกับจิตใจลูกอย่างไรบ้าง

ลูกก็จะไม่อยากคุยเรื่องนี้กับแม่อีก ลูกจะคิดว่าแม่ก็เชื่อของแม่ ทีนี้พอเราจะตัดสินอะไรก็อย่ามายุ่งแล้วกัน เขาจะให้แม่รู้น้อยๆ ขี้เกียจฟังแม่บ่น มันก็แย่ถ้าเขาเลือกทางผิด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตามพ่อแม่ก็ต้องฟัง เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ดี เราแสดงความเห็นด้วยได้ แต่ว่าต้องระมัดระวังในเรื่องที่มันเป็นลบหรือว่าไม่เห็นด้วย อย่าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยจนเกินไป ก็คือพยายามฟังเป็นกลางๆ ก่อน รับฟังด้วยเหตุและผลก่อน

ปัญหาของแม่ท่านนี้อยู่ที่วิธีการพูด สมมติว่าพี่เจมส์เป็นแม่ท่านนี้ พี่เจมส์จะทำอย่างไร

สมมติว่าลูกพี่อยากไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่พี่มองว่ามันโอเคกับลูก อย่างแรกพี่ก็จะถามเหตุผลว่าทำไมอยากทำ ลูกตอบก็มันเงินดี นอกจากเงินดีแล้วหนูชอบไหมลูก อะไรอย่างนี้ หรือว่าหนูรู้ไหมว่าเป็นแอร์ฯ มันจะต้องพูดภาษาอะไร หนูทำได้ไหม หนูชอบภาษาหรือเปล่า เคยคุยกับชาวต่างชาติแบบจริงๆ ไหม หนูคิดว่าหนูโอเคไหม คือ กระบวนการของมันก็คือต้องให้อีกฝั่งคิด ไม่ใช่แบบพูดว่า คิดง่ายไป คนอย่างเธอทำไม่ได้หรอก แม่รู้ดี มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย กระบวนการพูดคุยแบบนี้ คือ เราไม่เห็นด้วย แต่เราก็ไม่ต้องบอกว่าเราไม่เห็นด้วย

มันมีวิธีพูดเยอะแยะนะ อีกกรณีถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าภาษาอังกฤษของลูกเรามันไม่ได้หรือบริการคนก็ไม่เป็นเลย เราก็ต้องบอกว่าอาชีพนี้มันมีแง่ลบอะไรหรือว่าลูกเรายังขาดทักษะอะไรอยู่ อย่างแม่บอกส่งลูกไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม ลูกบอกหนูไม่เอา หนูไม่อยากเรียน เราก็ต้องบอกลูกว่าแล้วหนูจะเป็นแอร์ฯได้ยังไง ถ้าหนูไม่เรียนภาษาอังกฤษ หนูลองเปลี่ยนอย่างอื่นดีไหม แม่ว่าหนูชอบวาดภาพ หนูชอบเล่นดนตรี เอาอันนี้ไหม อะไรอย่างนี้ คือ ถึงเราเข้าใจลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไป เบรกลูก เราก็ต้องคุยด้วยเหตุผลว่าเพราะอะไรมันถึงไม่โอเค มันเป็นแบบนั้น

ทำไมพี่ถึงต้องเน้นการใช้เหตุผลเพื่อพูดกับลูก

การคุยกับวัยรุ่นต้องพยายามดึงเหตุผลออกมาเยอะๆ เพราะเขามีมุมมองของเขาและเราคนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าเขาทำได้หรือไม่ แต่เรามีหน้าที่พยายามดึงเหตุผลจากเขามาให้เยอะที่สุด ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งนั้นในสายตาเรามันไม่เข้าท่า เราก็ต้องพยายามดึงออกมาให้เขาเห็นว่าเขาทำได้จริงหรือเปล่า ไม่เคยพูดภาษาอังกฤษเลยแต่อยากไปเพราะว่าอยากตามเพื่อน อย่างนี้ ก็ต้องจี้กันว่าไปเรียนติวไหม มั่นใจไหมว่าคุยได้จริง คุยกันซักไปเยอะๆ จี้ไปจนถึงจุดหนึ่ง เขาจะรู้ตัวเองว่ามันไม่ได้ มันคือการดึงตัวเขากลับมาสู้ความเป็นจริงที่ดีที่สุด เขาก็จะรู้เองว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นไปได้ไหม

เห็นไหมครับ คนเราต่อให้เป็นคนในครอบครัวก็มีการทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ ทุกคำพูด ทุกกิริยาของลูกที่สะท้อนกลับมา พ่อแม่เป็นคนกำหนดทั้งหมดว่าอยากได้ความรุนแรง ใจความไม่เข้าหูหรือประนีประนอมกลับมาให้กันเท่านั้นเอง

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

afterschoolonline.tv
Scroll to top