“กำลังใจจากครอบครัว” สำคัญขนาดไหน?

แชร์เรื่องนี้

แค่รอยยิ้มพ่อแม่ ลูกก็ไม่อยากยอมแพ้

สังเกตเหมือนกันไหมครับว่าข่าวเด็กสู้ชีวิตมักมีกำลังใจเล็กๆ ซ่อนอยู่เสมอ

ไม่ต่างจากข่าวนี้ที่แอดมินเจอมาเลย มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเล็กๆ หนึ่งครอบครัวที่ไม่ได้เพียบพร้อมด้านทรัพย์สินเงินทอง อีกทั้งกำลังสำคัญอย่างแม่ของบ้านก็ป่วยหนักจนทำให้เสาหลักตกอยู่ที่พ่อเพียงคนเดียว ลูกสาวของบ้านจึงตัดสินใจทำงานช่วยพ่อหาเลี้ยงครอบครัวไปพร้อมๆ กับการเรียนที่เด็กคนนี้ก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ

มันน่าสนใจตรงที่ว่าพ่อไม่เคยชมน้องต่อหน้าเลยสักครั้ง แต่น้องก็ยังทำหน้าที่ของเขาได้เป็นอย่างดี เพราะกำลังใจที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็น “รอยยิ้ม” ของพ่อแม่ของเขานั่นเอง วันนี้เราจึงได้เชิญนักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ คุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต มาขยายความเรื่องกำลังใจจากพ่อแม่นั้นสำคัญกับลูกขนาดไหน (อ่านข่าวฉบับเต็ม https://mgronline.com/news1/detail/9620000023219)

การให้กำลังใจลูกเมื่อครอบครัวประสบวิกฤติที่ต้องร่วมกันฝ่าฟันมีความสำคัญอย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่นผมยังไม่อยากให้มองไปถึงการให้กำลังใจเมื่อครอบครัวประสบภาวะวิกฤติ ขอยกตัวอย่างปัญหาทางด้านการเงินละกัน บางครั้งพ่อแม่เลือกที่จะแบกรับภาระเหล่านี้ไว้แค่สองคน โดยไม่มีใครปริปากพูดความจริงนี้ให้คนในบ้านรับรู้แล้วตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไป ไม่ว่าจะคิดว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นหรือว่าตอนนี้ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายนี้ไหวอยู่

แต่อะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นดั่งใจคิด สถานการณ์ทางบ้านไม่ได้ดีขึ้น พ่อแม่เริ่มรับมือไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากบอกลูกว่าช่วยปรับตัวหน่อย ปัญหามันก็เกิดขึ้นตรงนี้สิ ลูกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปรับตัว เพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับครอบครัว ดังนั้น ขั้นตอนแรกเมื่อบ้านเข้าสู่วิกฤติคุณต้องคุยกับคนในบ้านให้เข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และมีมาตรการจัดการกับปัญหานี้ร่วมกันอย่างไรบ้าง ลูกจะได้ไม่ช็อก ปรับตัวได้ทัน ตอนนี้แหละที่ครอบครัวจะให้กำลังใจกันและกัน อดทนฟันฝ่าวิกฤติร่วมกันต่อไป

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครอบครัวจะประสบปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็กอย่างเรื่อง “ความขี้อาย” ของลูกการได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ คุณคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่?

สำคัญมากๆ คนเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ยากให้คนที่รักให้กำลังใจกันอยู่แล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองพิเศษขึ้นมานะ แต่เมื่อลองสังเกตวัยรุ่นดีๆ แล้วจะพบว่าเขาจะติดเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เพราะเขาสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาทั้งหมดแทบจะเป็นเชิงบวกเสมอ แตกต่างจากที่บ้าน เพราะส่วนมากจะเป็นการพูดคุยเชิงลบมากกว่าทำให้เด็กกดดันแล้วไม่อยากพูดอะไรด้วยเลย

แต่ในบางครั้งการที่ลูกขี้อายมากๆ จนไม่กล้าทำอะไรเองเลย มันอาจสร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้ปกครองได้ไม่ใช่เหรอ?

ตรงนี้คงต้องถามย้อนกลับไปว่าการที่ลูกจะเป็นอย่างนี้ มันเกิดจากการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ที่มีมาตั้งแต่เด็กๆ หรือเปล่า ถ้ายกตัวอย่างเด็กที่ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองเลย เช่น ไปซื้อของเอง ไปสั่งกับข้าวกินเองไม่ได้ ต้องคอยให้พ่อแม่สั่งให้เสมอนั้น มันก็คงมาจากการที่เขาเคยถูกเลี้ยงดูมาอย่างไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรเองเลยตั้งแต่เด็กๆ แต่พอโตขึ้น ผู้ปกครองก็คิดว่าเด็กมันโตแล้ว ควรทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว อยู่ดีๆ ก็บอกให้เขาไปสั่งอาหารเอง คิดว่าลูกจะทำได้หรือไม่? คำตอบ คือ “ยาก” ที่ลูกจะทำตาม เพราะลูกเองก็คาดหวังให้พ่อแม่ทำให้เหมือนเดิม ต่างกลับแม่ที่คาดหวังกับลูกในสิ่งที่ไม่เคยสอน มันเลยเป็นสิ่งที่ยากที่ลูกจะทำอะไรได้ด้วยตัวเองนั่นแหละ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมขี้อายของลูกก็สามารถแก้ไขได้ เพียงต้องอาศัยการฝึกฝนและเวลาให้ลูกได้เรียนรู้ซึ่งในขั้นตอนแรกๆ ผู้ปกครองจะช่วยเขาทำก่อน เปิดทางให้เขาสบายใจแล้วค่อยปล่อยให้เขาได้ลองทำด้วยตัวเอง เช่น ถ้าลูกอยากกินเครป คุณอาจจะไปบอกคนขายว่าสั่งเครป 1 อัน แล้วให้ลูกบอกคนขายว่าจะเอาไส้อะไรด้วยตัวเอง เป็นต้น

คำพูดแบบไหนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกโดยที่เขาไม่กดดันเกินไป?

ไม่ยากเลย แค่พูดว่า “ลูกทำได้ เชื่อแม่สิ ลูกของแม่เก่งอยู่แล้ว”

แล้วคำพูดแบบไหนที่ไม่เหมาะจะใช้กับลูกในสถานการณ์เดียวกันนี้?

“ของแค่นี้เอง ยังทำไม่ได้อีกหรอ” “ของแค่นี้ทำไมไม่กล้าพูด” คำว่า “ของแค่นี้เอง..” “เรื่องแค่นี้เอง..” มันเป็นการคาดคั้นและบีบบังคับให้ลูกกระทำอะไรสักอย่าง โดยที่เขาไม่พร้อมหรือเต็มใจทำ แต่ถามว่าทำไหม เขาทำแน่เพราะด้วยความกลัวหรือเกรงใจพ่อแม่ แต่การบังคับไม่ได้ช่วยให้เขาพัฒนาเรื่องความกล้าแสดงออกมากขึ้นเลย ทางที่ดีเปลี่ยนจากการพูดแบบบังคับให้เป็นการชักชวนให้เขาทำจะส่งผลดีกว่า เพราะลูกจะทำและทำด้วยใจของเขาเอง บางครั้งแม้ไม่บอกก็ลงมือทำได้ด้วยตัวเองก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญเหมือนกัน

จากเนื้อหาข่าวมีส่วนหนึ่งที่น้องพลอยบอกว่า “รอยยิ้ม” ของพ่อแม่เป็นกำลังใจที่สำคัญให้กับเขา ทางจิตวิทยาแล้วการที่พ่อแม่ยิ้มให้ลูกมีผลมากหรือไม่?

รอยยิ้ม ท่าทางหรือน้ำเสียงมีส่วนสำคัญอย่างมาก บางครั้งก็สำคัญกว่าคำพูดซะอีก ลองจินตนาการตามว่าผมเป็นพ่อ คุณเป็นลูก สมมติผมชมคุณว่า “เก่งจังเลย ทำดีแล้ว” แต่มีน้ำเสียงเรียบเฉย สีหน้าไม่ได้แสดงออกถึงความดีใจแม้แต่น้อย คุณจะรู้สึกหรือสัมผัสได้ว่าผมชมคุณไหม? (ผู้เขียน : ไม่ครับ) ฉะนั้น การให้กำลังใจของพ่อแม่ก็ต้องมีความจริงใจและซื่อตรงกับลูกเสมอ เพราะคนฟังเขาดูออก

สมมติว่าผู้ปกครองนำคำแนะนำที่ได้ไปใช้แล้วไม่ได้ผล เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าลูกไม่ชอบกับวิธีการเหล่านี้?

แน่นอนว่าการให้กำลังใจตามที่บอกไปนั้น อาจใช้กับลูกไม่ได้ทุกคน เพราะการเลี้ยงลูกแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน คุณลองคิดดูว่าถ้าเมื่อก่อน คุณไม่เคยชมเขาเลย อยู่ดีๆ ก็มาชม ลูกก็อาจจะสงสัยว่าคุณกินยาอะไรผิดไปหรือเปล่า เมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้ มาถึงตรงนี้ คุณจะต้องอดทนต่อพฤติกรรมต่อต้านของลูกสักระยะและอย่าลืมชมเขาต่อไปให้ลูกใช้เวลาได้ซึมซับบรรยากาศใหม่ๆ เหล่านี้ พร้อมกับอธิบายให้เขาเข้าใจว่าที่คุณทำไปเพราะอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองตามคำแนะนำของหมอเพื่อที่จะเป็นแม่ของลูกในเวอร์ชันที่ดีขึ้น หวังว่าลูกจะเข้าใจนะ เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์แม่ที่น่ารักกับลูกขี้อายแล้ว

กำลังใจ คือ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก ดังนั้น ผู้ปกครองพอมองออกหรือยังครับว่ากำลังใจสำคัญไฉน? ^^

นอกจากการให้กำลังใจลูก การสื่อสารที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจเทคนิคการสื่อสารกับลูกในสถานการณ์ต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้ที่

afterschoolonline.tv
Scroll to top