สัมภาษณ์พ่อโอ๋ ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

แชร์เรื่องนี้

“ค่านิยม” ของคนไทยที่อยากให้ลูกเก่งด้านวิชาการนั้นไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ที่เพิ่งจะมาพูดกันเช่นเดียวกับ “การตั้งความคาดหวัง” ให้ลูกต้องเข้ามหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่ถูกพูดถึงมานานว่าสิ่งเหล่านี้ หากมีมากไปล้วนแต่กดดันลูกได้

ไม่ต่างจากครอบครัวของคุณพ่อโอ๋-สุวัฒน์ เมฆเบญจาภิวัฒน์ คุณพ่อที่ตั้งใจอยากให้ลูกทุกคนได้ดีทางด้านวิชาการ เคี่ยวเข็นลูกทุกคนผ่านการสอนเนื้อหาวิชาต่างๆ ด้วยตัวของเขาเองซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาก็คุ้มค่าไม่น้อย เพราะลูกสองคนแรกของเค้าสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศได้ซึ่งดูเหมือนจะไปได้สวย แต่แล้ววันหนึ่งเขาได้เห็นน้ำตาของลูกคนเล็กและต้นเหตุดันเป็น “ความกดดัน” ที่เขาสร้างให้ลูกด้วยตัวของเขาเอง มาดูกันว่าเขาจะแก้ปัญหากับลูกคนเล็กได้หรือไม่ แล้วเค้าทำอย่างไร?

ช่วยเล่าเรื่องที่คุณพ่อกดดันลูกคนเล็กเรื่องเรียนให้ฟังหน่อยว่าเป็นอย่างไร

เราคิดมาเสมอว่าการที่จะทำให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ ลูกจะต้องทำตามที่เราวางหมุดไว้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ลูกต้องทำอย่างนี้ ถึงจะกดดันแต่ลูกต้องยอมรับ ไม่อย่างนั้นลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่าทุกอย่างที่คิดมันเป็นการกดดันที่เรากดดันลูกโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วย เพราะว่าถึงแม้เราจะมีวิธีการพาลูกไปถึงฝันด้วยวิธีการที่เข้มข้นแบบนี้ แต่ลูกก็ไม่ได้แสดงออกให้เรารู้เลยว่าเขากดดันอะไร เขามักจะยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่พูดไม่บ่นอะไร เราก็เลยไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง

วิธีการที่เข้มข้นของคุณพ่อเป็นอย่างไร

เราจะสอนเขาเรียนเนื้อหาในทุกๆ วิชาด้วยตัวเองที่บ้าน หลังจากที่เขาเลิกเรียนซึ่งในแต่ละวันก็ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเรียนกี่ชั่วโมง แค่เขาว่าง เราว่างก็เกิดการเรียนการสอนขึ้น เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นทั้งการบ้านของเขาหรือถ้าสอนการบ้านเสร็จเราก็จะสอนเรื่องใหม่นำหน้าสิ่งที่ครูสอนออกไปอีก

ฟังดูแล้วมันก็ไม่ได้ทำให้น้องกดดันตรงไหน

จริงๆ มันก็มีบ้างเวลาที่เราสอนแล้วลูกไม่เข้าใจทำให้ต้องสอนซ้ำหลายครั้งแล้วลูกก็ยังไม่เข้าใจอีก เราก็จะหงุดหงิดและขึ้นเสียงใส่เขา บ่นด้วยว่า “ทำไมยังไม่เข้าใจ สอนมาหลายรอบแล้วนะ” ซึ่งเวลาที่เรามีอารมณ์แบบนี้ ลูกก็จะเกร็งๆ ดูกลัวๆ และโฟกัสในการเรียนการสอนในวันนั้นมากกว่าปกติ แต่เราก็ยังยืนยันที่จะทำแบบเดิมต่อไป เพราะน้องก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

จนมาวันหนึ่งที่มันทำให้ผมเก็บมาคิดเลย คือ เรื่องมันเริ่มจากที่เราไปรับลูกที่โรงเรียน จำได้ว่าวันนั้นลูกเดินมาเปิดประตูรถแล้วร้องไห้เข้ามาเลย เราแปลกใจมากๆ ว่าลูกเราเป็นอะไร ทำไมถึงร้องไห้ โดนเพื่อนแกล้งมาหรือเปล่า? แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ เขาบอกเราว่าที่ร้องไห้เพราะสอบตกและจริงๆ ไม่ได้อยากร้องไห้ด้วย แต่ห้ามน้ำตาไม่ได้ มันไหลออกมาเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ติดค้างในใจอยู่นานมากๆ เพราะลูกก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เราก็ไม่อยากซักไซ้ลูก คิดแต่ว่าถ้าเขาจะพูดก็พูดให้ฟังเองจนสุดท้ายมันมาคลี่คลายในวันที่เปิดใจผ่านรายการรอลูกเลิกเรียน

เล่าให้ฟังหน่อยว่ารายการรอลูกเลิกเรียนช่วยให้เรื่องที่ค้างคาใจของคุณพ่อคลี่คลายอย่างไร

บอกตรงๆ ว่าตอนแรกที่เราได้เข้าไปเล่าให้คุณหมอฟังว่าเกิดปัญหากับน้องวีกีสอย่างไรบ้างแล้วคุณหมอก็ให้คำแนะนำมา เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยจากคำแนะนำของคุณหมอเป็นเพราะว่าจาก 8 ใน 10 ที่คุณหมอแนะนำมานั้น เรามั่นใจว่าเราทำมาหมดแล้ว แต่ในเมื่อคุณหมอแนะนำ เราก็คิดตรงนี้มันก็คงเป็นเหมือนทางเลือกหนึ่งที่น่าจะลองดูเฉยๆ

แต่ที่มันมาปิ๊งจริงๆ ทำให้เราคิดได้ คือ ตอนที่ซ่อนกล้องน้องวีกีส วันนั้นน้องบอกออกมาเองเลยว่าเรากดดันน้องมาตลอด น้องไม่ชอบเวลาที่เราพูดอะไรย้ำๆ ซ้ำๆ เช่น “ใกล้สอบแล้วนะ ใกล้สอบแล้วนะ” มันกดดัน ซึ่งถ้าถามว่ารู้ตัวไหมมันก็รู้ตัวแหละ แต่อย่างที่บอกว่าเค้าไม่พูดทำให้เราคิดว่าเราก็ไม่ผิดนี่นา ซึ่งพอเค้าพูดขึ้นมา เราเริ่มรู้สึกว่าเค้าคงเต็มที่แล้วเลยทำให้เราคิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ควรจะทำให้ลูกรู้สึกกดดันขนาดนั้น

หลังจากที่มีการเปิดใจเรื่องนี้ระหว่างกัน คุณพ่อได้เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง

ข้อหนึ่ง คือ เราก็คาดหวังกับน้องน้อยลงเหมือนกับเราคุยกับตัวเองมากว่าว่าเค้าควรมีชีวิตของเค้า ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้เทพ แต่เค้าก็หาเส้นทางที่ไปได้ดีของเค้าได้

ข้อสอง เปิดทางให้ลูกมากขึ้น คือ ให้ลูกลองมองคณะอื่นที่คณะที่คะแนนต่ำลงไปไหม? ไม่จำต้องเป็นแพทย์ เภสัช หรือ ทันตแพทย์ ถ้าเราไม่ชอบก็ไม่ต้องไปเป็นก็ได้และเมื่อก่อนพ่อก็จะพูดคำว่า “จุฬาฯ” ให้เค้าฟังบ่อยๆ เหมือนกับว่าอยากให้เค้าได้เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับพี่ๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว

ข้อสุดท้ายเวลาที่สอนลูก เราก็จะใส่ความเข้มข้นในการสอนน้อยลง ค่อยๆ อธิบายให้เค้าเข้าใจ ไม่ก็หาวิธีใหม่ๆ มาอธิบายให้เค้าฟังจนกว่าจะเข้าใจ รวมถึงหงุดหงิดหรือใส่อารมณ์กับลูกน้อยลง

ขอโฟกัสที่ 2 ข้อแรกก่อนพอพ่อเริ่มเปิดทางให้น้องได้คิดได้เลือกเองแบบนี้แล้ว สิ่งที่น้องเลือกเป็นอย่างไรบ้าง

หลังจากที่บอกให้ลูกไปดูคณะอื่นบ้าง เราก็ให้พี่และตัวเค้าไปดูงานแนะนำคณะ แนะนำมหาวิทยาลัยที่จัดขึ้นงานหนึ่ง วันนั้นเราไม่ได้ไปด้วยเพราะติดธุระ เขาก็กลับมาบอกเราว่าเขาสนใจคณะบริหารกับนิเทศศาสตร์แล้ว

พ่อขอยอมรับว่าเรายังไม่โอเคกับเรื่องนี้เท่าไร เนื่องจากความคิดของพ่อคือจะเรียนคณะไหนพ่อก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่ในอนาคตจะเป็นอะไร แต่คุณจะมีวิชาชีพเป็นแกนไว้ก่อน ง่ายๆ คือถ้าคุณเรียนบริหาร มันก็มีทุกๆ มหาวิทยาลัยซึ่งต้องอย่าลืมว่าเราทุกคนอยู่ในการแข่งขันของตลาดแรงงาน ณ ขณะนั้น การเรียนวิชาชีพจึงจะมีแต้มต่อมากกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเค้า มันเป็นสิทธิ์ของเค้าเอง ถ้าเค้าเลือกจริงๆ เราก็คงต้องให้ข้อมูลเค้า เค้าต้องมีชีวิตของเค้า ทางของเค้าเรียนสิ่งที่เค้ารักดีกว่า

กลับมาที่เรื่องการสอนของพ่อ พอเปลี่ยนวิธีการสอนให้ดูอ่อนโยนลง น้องยังแสดงพฤติกรรมเกร็งๆ เหมือนเดิมไหม

พ่อก็รู้สึกได้เหมือนกันนะว่าเค้าผ่อนคลายในเวลาเรียน สำหรับเมื่อก่อน คือ พูดไปแล้วว่าต้องทำแบบนี้ ต้องได้แบบนี้สิ มันต้องทำให้ได้แบบนี้ เค้าก็จะทำตามทุกอย่าง แต่ตอนนี้ไม่ได้เกร็งเหมือนเดิมแล้ว เรียนไป ชิวกับสิ่งรอบตัวไปด้วยเหมือนกัน

พอมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เคยกดดันน้องวีกีส คุณพ่อรู้สึกอย่างไรบ้าง

อ่า (หัวเราะ) รู้สึกผิดหน่อยๆ เพราะจริงๆ แล้ว เหมือนกับเราไม่รู้ว่าเรากดดัน เหมือนแค่ปักหมุดไว้ตรงนี้ ถ้าเราปล่อยชิวแล้วมันจะไปถึงสิ่งที่ต้องการเหรอ แต่เราก็เอียงไปที่หมุดนี้มากจนลืมไปเลยว่าที่เราทำอยู่มันเกินไป ตอนนี้สิ่งที่เราพยายามทำก็คือดูแลน้อยลง กดดันให้น้อยลง เรียกว่า ทำน้อยได้มากดีกว่า

สิ่งที่อยากแนะนำผู้ปกครองท่านอื่นที่มีปัญหาเดียวกัน

จะมีเหรอแบบผม (หัวเราะ) เป็นเคสที่หายาก แต่ถ้าเป็นเหมือนกันก็จะแนะนำว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่ถูกเสมอไป เราอาจจะหาเส้นทางอื่น มุมมองอื่นดูบ้างเผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น

แล้วในวันนี้คุณพ่อที่มีมุมมองเดิมๆ คนนั้นยังปรากฏตัวให้เห็นอยู่ไหม?

ในขณะนี้ยัง เพราะเราก็ไม่อยากกลับไปเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้ดีหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ถ้าไม่มากไปเรามาเปลี่ยนจากการกดดันมากๆ ให้เป็นการกดดันที่น้อยลงแต่ได้ผลมากอย่างคุณพ่อท่านนี้ดูไหมครับ?

afterschoolonline.tv
Scroll to top