เทคนิค

I Message

เป้าหมายของ I-Message คือการเปิดโอกาสให้ผู้พูดได้พูดในสิ่งที่ตนเองรู้สึกนึกคิด (เป็นความจริง เพราะผู้พูดรู้สึกจริง) มากกว่าการตำหนิลูก (ซึ่งไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรในมุมมองของลูก)

ขั้นตอนของการสื่อสารด้วย I-Message

  1. พูดถึง “สถานการณ์” ที่เกิดขึ้นจริง
  2. บอกความรู้สึกของผู้พูด
  3. บอกความต้องการของตนเองอยากให้ลูกทำ/ไม่ทำ

ตัวอย่างเช่น

พูดแบบเก่า : แม่ไม่โอเคเลยนะที่หนูขี้เกียจ ทำไมถึงไม่อ่านหนังสือ ใกล้จะสอบแล้วรู้ไหม?

พูดแบบ I Message : ช่วงนี้แม่ไม่ค่อยเห็นหนูอ่านหนังสือเลยทั้งที่ใกล้สอบแล้ว เรื่องนี้ทำให้แม่เป็นห่วงกลัวว่าหนูจะสอบไม่ผ่านแล้วหนูจะเสียใจทีหลัง อาบน้ำเสร็จแม่ขอให้หนูอ่านหนังสือนะ

การพูดแบบเก่าเป็นการกล่าวโทษลูกโดยตรง ทั้งที่ในมุมของลูกอาจจะไม่ได้มองว่าตัวเองขี้เกียจ การโจมตีที่ตัวบุคคลจะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกต่อต้านในใจ กรณีนี้จะทำให้ลูกรู้สึกว่าแม่ขี้บ่น คอยตำหนิอยู่เสมอ

การพูดแบบ I Message คือการพูดถึงสถานการณ์ที่ “เกิดขึ้นจริง” และบอกถึง “ความรู้สึกจริง” เมื่อได้เห็นสถานการณ์ดังกล่าว กรณีนี้จะทำให้ลูกรับรู้ได้ว่าแม่มีความกังวลใจและเป็นห่วงตัวลูกเอง

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

คำชม

การชม เป็นทักษะที่ใช้เพื่อสร้างความมั่นใจและช่วยให้ลูกได้เห็นข้อดีของตัวเอง

หลักการชม

ชมในสิ่งที่เป็นจริง
ชมในพฤติกรรมเฉพาะ
ชมเมื่อมีพฤติกรรมที่ดีเกิดขึ้นในตอนนั้น
บอกความรู้สึกเมื่อได้เห็นพฤติกรรมที่ดีของลูก
บอกคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ตัวอย่างเช่น

ที่หนูมาบอกแม่เรื่องปัญหาที่โรงเรียน แม่รู้สึกดีใจที่หนูกล้าบอกแม่ตรงๆ ถ้ามีเรื่องอะไรแม่ก็อยากให้หนูมาคุยกับแม่นะ แล้วเราจะแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน

เห็นไหม พ่อบอกแล้วว่าลูกพ่อทำได้ ตอนหนูอยู่บนเวทีหนูเฉิดฉายมาก พ่อรู้สึกดีใจนะที่หนูเริ่มกล้าแสดงออก

ข้อแนะนำ
1.คำชมไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูดเสมอ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ยังรู้สึกเขินเมื่อต้องชมลูก สามารถเริ่มต้นด้วยการชมผ่านภาษากายได้ เช่น ยกนิ้วให้ ยิ้ม
2.ชมที่ความพยายาม นอกเหนือจากการชมที่ผลลัพธ์ เช่น ลูกเรียนได้เกรด 4 หรือ ยังสามารถชมที่ความพยายามได้เหมือนกัน เช่น ลูกตั้งใจอ่านหนังสือทุกวัน

ข้อควรระวัง

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าชมแล้วแต่

ที่หนูมาบอกแม่เรื่องปัญหาที่โรงเรียน แม่รู้สึกดีใจที่หนูกล้าบอกแม่ตรงๆ ถ้ามีเรื่องอะไรแม่ก็อยากให้หนูมาคุยกับแม่นะ แล้วเราจะแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน แต่ถ้าให้ดีครั้งหน้าก็ยอมๆ เค้าไปบ้างก็ได้นะลูก

เห็นไหม พ่อบอกแล้วว่าลูกพ่อทำได้ ตอนหนูอยู่บนเวทีหนูเฉิดฉายมาก พ่อรู้สึกดีใจนะที่หนูเริ่มกล้าแสดงออก แต่พ่อก็ยังอยากให้หนูมั่นใจกว่านี้อีกนิดนึง

เมื่อมี “แต่” ลูกอาจจะสับสบว่าสรุปแล้วนี่กำลังชมหรือบ่นกันแน่

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

สะท้อนความรู้สึก

การสะท้อนความรู้สึก เป็นทักษะที่มีไว้เพื่อทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของลูก ผ่านการรับฟังโดยไม่ตัดสินและการตั้งคำถามเพื่อให้ลูกได้บอกสิ่งที่รู้สึกที่อยู่ในใจ

แนวทางการตั้งคำถามเพื่อสะท้อนความรู้สึก

ตัวอย่างเช่น

ที่ลูกไม่กล้าบอกพ่อเรื่องที่โรงเรียน เพราะหนูกลัวพ่อดุใช่ไหมลูก?
ที่หนูไม่บอกแม่เรื่องที่มีแฟน เพราะหนูกลัวแม่เสียใจใช่ไหม?

ถ้าคำถามของพ่อแม่เดาใจลูกได้ถูก จะเป็นการเปิดบทสนทนาอย่างดี

หรือถ้านึกคำถามไม่ออก สามารถถามปลายเปิดได้ เช่น
แล้วหนูรู้สึกยังไง?
แล้วเรื่องมันเป็นยังไง เล่าให้ฟังหน่อย?

ใช้ควบคู่กับคำถามเดาใจ จะช่วยเปิดบทสนทนาสู่เรื่องที่อยู่ในใจลูกได้ง่ายขึ้น

ข้อควรระวัง

ทักษะการสะท้อนความรู้สึกต้องใช้ควบคู่กับทักษะการฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน ไม่สอน จนกว่าลูกจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมด

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

การลงโทษ

Lorem ipsum dolor sit amet.

การให้รางวัล

เป้าหมายของการให้รางวัลคือการส่งเสริมให้ลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง หลักการคล้ายกับการชมผสมผสานกับการตั้งกฎเกณฑ์

หลักการให้รางวัล

  • ให้ลูกได้ร่วมกำหนดระเบียบ และรางวัลร่วมกับลูก
  • เงื่อนไขต้องชัดเจน ปฏิบัติได้ และเข้าใจง่าย
  • ต้องให้เหมาะสมกับวัยและปฏิบัติได้ กฎที่วางต้องมีเหตุผล
  • มีรางวัลลดหลั่นเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างพฤติกรรมเชิงบวก
  • มีสื่อที่โชว์ให้เห็นความก้าวหน้าพร้อมกันทั้งบ้าน

ตัวอย่าง

รางวัลใหญ่: ลูกอยากไปเที่ยวต่างประเทศ

  • กำหนดระยะแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น 1 เดือน
  • กำหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น ช่วยล้างจาน เก็บที่นอน
  • กำหนดคะแนนสำหรับรางวัลใหญ่
  • กำหนดคะแนนที่ลูกสามารถทำได้ต่อวัน
  • กำหนดรางวัลที่ลดหลั่นกันไป

สมมติว่า คะแนนสำหนับการได้ไปเที่ยวต่างประเทศคือ 90 คะแนน
ถ้าลูกช่วยล้างจานตอนเย็น = 1 คะแนน
ถ้าลูกเก็บที่นอน = 1 คะแนน
หนึ่งวันสามารถทำคะแนนได้มากที่สุด 2 คะแนน
เท่ากับว่าลูกจะต้องล้างจานและเก็บที่นอน 3 เดือน จึงจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มากพอให้ลูกสร้างนิสัยใหม่ได้

แต่อย่างไรก็ตามก็ควรมีรางวัลลดหลั่น เพื่อสร้างกำลังใจระหว่างทาง เช่น

20 คะแนน = พาไปกินอาหารร้านโปรด
40 คะแนน = พาไปเที่ยวต่างจังหวัด
60 คะแนน = ซื้อของที่ลูกอยากได้

จะดีมากถ้ามีตารางที่ติดให้คนทั้งบ้านเห็นความก้าวหน้าร่วมกันหรือที่เรียกว่า Star Chart

ทั้งนี้ รางวัลที่กำหนดขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละครอบครัว และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
นอกจากรางวัลแล้ว สิ่งที่ลูกอยากได้จากพ่อแม่ไม่แพ้กันก็คือ คำชม และการยอมรับจากพ่อแม่

ข้อควรระวัง การรางวัลแตกต่างจากการให้สินบนตรงที่การให้สินบนคือการให้ของหรือสิ่งที่ลูกอยากได้โดยไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อน โดยส่วนมากพ่อแม่จะให้เพราะอยากตัดรำคาญ ซึ่งอาจจะทำให้ลูกใช้เรื่องความรำคาญในการต่อรองอยู่เสมอ

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

การตั้งกฎเกณฑ์

เป้าหมายของการตั้งกฏเกณฑ์คือการฝึกระเบียบวินัย เตรียมพร้อมให้ลูกปรับตัวกับระเบียบข้อบังคับของสังคมในอนาคต

หลักการตั้งกฎเกณฑ์

  •  ให้ลูกได้ร่วมกำหนดกฎระเบียบ
  •  ต้องให้เหมาะสมกับวัยและปฏิบัติได้
  •  คนทั้งบ้านปฏิบัติตามอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
  • ลดข้อบังคับเมื่อลูกฝึกตนได้

ตัวอย่างเช่น

  • กำหนดเวลาใช้โทรศัพท์มือถือ บังคับให้ปิดโทรศัพท์ตามเวลา
  • กำหนดเวลากลับบ้านชัดเจน ยืดหยุ่นได้ตามโอกาสพิเศษ

ข้อแนะนำ

  • เตือนเมื่อทำผิดกฎ และสอนให้เห็นผลของการกระทำ
  • ชื่นชมเมื่อลูกปฏิบัติได้ตามกฎ
  • ไม่พร่ำบ่นซ้ำซาก

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

การให้คำปรึกษา

เป้าหมายของการให้คำปรึกษา  คือการช่วยเหลือให้ลูกคิดและตัดสินใจแก้ไขปัญหาของตนเองได้ กระตุ้นให้เกิดความรู้ ความเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา ใช้ศักยภาพของ ตนเองในการคิด ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

สิ่งสำคัญของการให้คำปรึกษาไม่ใช่การแนะนำสิ่งที่เราคิดให้กับลูกในตอนแรก แต่เริ่มต้นทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของลูกอย่างแท้จริงก่อน อาจเริ่มต้นด้วยคำถามปลายเปิด เช่น

  • “อยากให้พ่อช่วยเรื่องอะไร

  • “เรื่องอะไรที่ทำให้หนูไม่สบายใจ”

คุณพ่อคุณแม่จะค้นพบว่าลูกมีอะไรที่กังวลอยู่ในใจ เมื่อพบเรื่องแล้ว ก็สามารถหยิบความกังวลนั้นมาพูดคุยได้ต่อไป

ทักษะที่สำคัญที่สุดของการให้คำปรึกษา คือการรับฟังอย่างตั้งใจ และการถามคำถามที่กระตุ้นให้ลูกกล้าบอกความรู้สึกของตัวเองมากที่สุด เมื่อพ่อแม่มีข้อมูล พ่อแม่ก็จะสามารถปรับวิธีการสื่อสารหรือกฎเกณฑ์ในบ้านให้ตรงจุดได้ยิ่งขึ้น

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

 

การจัดการพฤติกรรมวัยรุ่น

เมื่อลูกเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นย่อมช่วงเวลาที่ตัวลูกเองย่อมมีการเปลี่ยนหลายอย่าง เช่น

ด้านร่างกาย

ด้านอารมณ์

เด็กในวัยนี้มักมีอารมณ์แปรปรวนจากโกรวธ์ฮอร์โมน (Growth hormone)  พวกเขาจะเริ่มตีตัวออกห่างจากพ่อแม่ และพยายามพึ่งพาตัวเองมากขึ้น พวกเขาจะค้นพบตัวตนของตัวเองเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย

ด้านสังคม

เมื่อวัยรุ่นพยายามเป็นอิสระจากพ่อแม่ พวกเขาจะสนใจที่จะสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกันมากขึ้น เริ่มมีกลุ่มเพื่อน และเพื่อนจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพวกเขามากขึ้น ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่น้อยลง นอกจากนี้เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนกลาง พวกเขายังอาจเริ่มทดลองมีเพศสัมพันธ์เพราะความอยากรู้อยากเห็น และจะเริ่มสนใจเพศตรงข้ามจริงจังเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย และพัฒนาความสัมพันธ์ลึกซึ้ง

ด้านความคิดและจิตใจ

ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายจะพัฒนาทักษะการคิดแบบนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น พวกเขาจะเริ่มคิดวิเคราะห์ มีหลักการ และมั่นใจในตัวเองยิ่งขึ้น จะพยายามถ่ายทอดอารมณ์ ความคิดและความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด และคิดเกี่ยวกับการศึกษาและอนาคตของตัวเองมากขึ้น

โดยสรุปคือ ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ลูกพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองผ่านการต่อต้านพ่อแม่และการเข้ารวมกลุ่มกับเพื่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกว่าลูกเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญของการดูแลลูกในช่วงนี้คือการรับฟังและเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

การแสดงความเห็นใจ

เป้าหมายของการแสดงความเห็นใจคือการทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกกังวล

ฟังในสิ่งที่ลูกพูดอย่างตั้งใจโดยไม่เอาความคิดของเราเข้าไปแทรกจนกกว่าเขาจะพูดในสิ่งที่เขากังวลได้จบ

ยอมรับความคิด ให้เกียรติลูก แม้ว่าในบางความคิดอาจจะไม่ตรงกับลูก

สิ่งสำคัญของการแสดงความเห็นใจยังรวมไปถึงภาษากาย สีหน้า แววตา ท่าทาง ของผู้ใหญ่จะสื่อให้วัยรุ่นรู้สึกได้ดีกว่าคำพูด ทำให้เกิดความเป็นกันเอง
อยากเข้าใจ อยากช่วยเหลือ ไม่ตัดสินความผิด หรือแสดงการไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมหรือสิ่งที่วัยรุ่น สายตาควรจับที่ใบหน้า พยักหน้ายอมรับตามจังหวะเหมาะสม เมื่อเห็นด้วย ยอมรับ ยิ้ม แสดงท่าทีชื่นชมในสิ่งที่ดี

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

เป้าหมายของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีคือ การสร้างความไว้วางใจให้กับลูก เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ที่ดีย่อมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ

หลักการสร้างความสัพมพันธ์ที่ดี

  • ยอมรับในแบบที่เขาเป็น
  • สร้างความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน

สิ่งสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีคือการทำให้ลูกไว้ใจและยอมเปิดเผยสิ่งที่เก็บไว้เพราะกลัวว่าเราจะดุเขาหรือไม่ เมื่อลูกไว้ใจเรา เราจะสามารถทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของลูกได้ง่ายยิ่งขึ้น

ทดสอบว่าตัวคุณสื่อสารกับลูกได้ดีขนาดไหน
>>> แบบทดสอบ <<<

Scroll to top