บล็อก

สัมภาษณ์แม่จิ๋ว ตอนลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

ถ้าอยู่ดีๆ มีคนมาบอกให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนหนึ่งคน คุณจะทำไหม?

คุณแม่ท่านนี้เลือกทำแบบไม่มีเงื่อนไขเลยหลังจากได้เข้าร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนของเรา เธอบอกกับเราว่าเธออยากลองเป็นคุณแม่ที่เข้าใจลูกเหมือนกับได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจเขา เป็นผู้ฟังคนโปรดของลูกที่ไม่ว่าลูกมีเรื่องดีหรือร้ายก็เลือกจะเล่าให้ได้ฟังเสมอ คุณแม่ท่านนี้ชื่อว่า จิ๋ว-พิชชาภา ประชารักษ์ คุณแม่ที่เคยดุมาก ชอบพูดตรงๆ รำคาญก็บอกว่ารำคาญ แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปแล้วเพราะว่าลูกคนที่เธอบอกว่ารำคาญนักหนานั่นแหละ มาดูกันว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก

คุณแม่คาดหวังอะไรก่อนที่จะสมัครเข้าร่วมรายการกับเรา?

ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะไม่คิดว่าเรากับลูกมีปัญหารุนแรง แต่พอครอบครัวเราได้รับคัดเลือก ได้เข้าไปคุยกับหมอจริงๆ ความคิดพี่ก็เปลี่ยนไป จากที่คิดว่าเรากับลูกไม่ได้ทะเลาะกัน แค่ชอบงอนกัน สักพักก็หายแล้วคุยกันตามปกติ แต่หมอบอกว่าไม่ใช่ ลูกต้องมีอะไรในใจ แต่ไม่กล้าบอกแม่ซึ่งพอเราทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพี่กับลูก มันก็จริงอย่างที่หมอว่าทุกอย่างลูกจะไม่ค่อยเข้าหาเรา ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน เราเลยเริ่มคาดหวังว่าจะได้เทคนิคดีๆ ไปใช้เลี้ยงลูก เราอยากเข้าไปนั่งในใจลูกให้ได้

คุณหมอให้เทคนิคอะไรกับคุณแม่บ้าง?

ด้วยความที่พี่เป็นคนที่ชอบวีนใส่ลูก คุณหมอก็เลยให้เทคนิคการพูดกับลูก หมอบอกว่าก่อนที่จะวีนใส่ลูก ลองนึกถึงความดีของลูก เพราะมันจะช่วยให้เรามองปัญหาที่กำลังเผชิญเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยแล้วค่อยๆ บอกความรู้สึกของเราให้ลูกเข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไรแทนการวีน

อย่างกรณีของลูกพี่เป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเองเวลาอยู่แปลกที่แปลกถิ่น คุณหมอก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเด็กบางคน ฉะนั้น พี่ควรจะบอกความรู้สึกกับลูกไปว่า “ที่แม่ดุหนูเป็นเพราะว่าแม่เป็นห่วงเรื่องไม่มั่นใจในตัวเองแบบนี้” แล้วพยายามพูดเชิงชักชวนให้ลูกลองทำก็ถือเป็นการสื่อสารให้ลูกรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อเขา

วิธีที่คุณหมอบอกมันเป็นการให้คุณแม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่ให้ลูกเปลี่ยน คุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือมีเสียงต่อต้านในใจไหม?

ไม่มีค่ะ เพราะพี่ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าอยากให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนที่ตัวเราก่อน เมื่อเราลดทิฐิแล้วเข้าหาลูกก่อน ความสัมพันธ์มันก็จะต้องดีขึ้นแน่นอนจึงทำตามที่หมอบอก

หลังจากรายการออกคุณแม่ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ไหม?

ยังใช้อยู่นะคะ แต่ยอมรับว่าบางครั้งเราก็เผลอดุใส่น้อง แต่พอรู้สึกตัวเราก็บอกให้เขาเข้าใจว่าที่เราดุไปเพราะเป็นห่วงกลัวเขาไม่กล้าซึ่งน้องเขาก็เข้าใจและเราสังเกตได้ว่าน้องมีพัฒนาการด้านความกล้ามากขึ้น เดี๋ยวนี้เขากล้าสั่งเมนูที่อยากกินด้วยตัวเองบ่อยๆ แล้วนะ อย่างตอนนั้นน้องบอกอยากกินโกโก้ไข่มุก เราก็จะบอกว่าหนูก็เดินไปซื้อสิ เดี๋ยวแม่ยืนรอตรงนี้ ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าหรอก เราบอกว่าเดี๋ยวเดินไปเป็นเพื่อนแล้วสั่งเองนะ เขาก็โอเค พอพักหลังมาบอกเขาว่าให้หนูเดินไปซื้อเองเลย แม่จะรออยู่ตรงนี้ เขาก็ทำได้ ค่อยๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับน้องดีขึ้นหลายอย่างเลยนะ เรื่องแรก คือ น้องจะเข้าหาเรามากขึ้น เข้ามากอด มาหอม บอกว่ารักแม่ตลอดเลย อย่างที่สองไม่เจ้าอารมณ์เหมือนเมื่อก่อนที่พอเราพูดแรงไป เขาก็พูดแรงกลับ เช่น เวลาพี่บอกว่ารำคาญตอนที่เขาเข้ามาใกล้ๆ เขาก็จะตอบกลับมาว่า “เออ ไปก็ได้” ด้วยอารมณ์โมโห

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าจากโรงเรียนให้พี่ฟังทุกวัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยบอกอะไรพี่ รวมถึงความมั่นใจเพิ่มขึ้น อย่างที่บอกว่าไปไหนก็เลือกของเอง จ่ายตังค์เอง ซื้อเองได้ แม่แค่ยืนรออยู่ห่างๆ หรือช่วยออกความเห็นว่าเลือกของชิ้นไหนดีทำนองนี้มากกว่า

มีเทคนิคที่คุณหมอแนะนำไหนที่ใช้ ไม่ได้ผล กับครอบครัวคุณแม่บ้างหรือเปล่า?

ไม่มีนะคะ ทุกอย่างได้ผลหมดแต่มีบางอย่างมันไม่ได้ผลทันทีเท่านั้นเอง เพราะน้องยังเด็กและบางครั้งเขาก็มีอาการต่อต้านบ้าง เช่น เราบอกให้เขาไปหุงข้าว เขาก็ยังไม่ทำทันที บอกเราว่าแป๊บนึงนะแม่ เวลาผ่านไปซักพัก เราเห็นเขาไม่ทำ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ลุกไปหยิบหม้อกะจะหุงข้าวเอง เขาก็รีบมาแย่งหม้อข้าวไปแล้วหุงให้เราเรียบร้อยเลย

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

แม่คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ทั่วๆ ไปก็รู้ว่าการใส่อารมณ์กับลูกมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะเขาจะจดจำการกระทำของพ่อแม่แล้วทำตาม ทั้งกับเราและผู้อื่นได้ ถ้าเกิดเราอยากให้ลูกเปลี่ยน คุณต้องเปลี่ยนที่ตัวคุณก่อน เพราะว่าคุณคือตัวอย่างของลูก ถ้าเกิดคุณพูดดีกับลูก ลูกก็จะพูดดีกับคุณ คุณใส่อารมณ์กับลูก ลูกก็ใส่อารมณ์กับคุณเหมือนกัน มันก็คือการสะท้อนกลับซึ่งกันและกันค่ะ

รู้สึกดีใจ เพราะได้รับเลือกมาออกรายการแสดงว่าครอบครัวของเรามันต้องมีอะไรพิเศษอยู่ และอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ดีใจที่เราได้เทคนิคการเลี้ยงลูกดีๆ จากคุณหมอมาใช้เลี้ยงลูกโดยตรงเลย เพราะเรามั่นใจได้เลยว่าถ้าไม่ได้ไปอัดรายการนี้ ไม่ได้ไปคุยกับคุณหมอ ไม่ได้เรียนรู้เทคนิคการพูด การสื่อสารกับลูกก็คงยังเป็นสภาพเดิมอยู่ ที่ชอบใส่อารมณ์กับลูก ไม่พอใจก็วีน ซึ่งแน่นอนว่าลูกก็คงจะยังเป็นเหมือนเดิมที่ไม่มีความมั่นใจ เราก็อดห่วงไม่ได้

ไม่ใช่แค่เฉพาะเคสของแม่เคสเดียว มันมีเคสอื่นๆ รวมกัน 10 เคส ที่จะเผยปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่นในเรื่องที่แตกต่างกันไป แต่เป็นปัญหาที่ไม่ว่าครอบครัวไหนที่มีลูกวัยนี้ต้องเจอเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าปัญหาเรื่องไหนจะชัดเจนมากที่สุดเท่านั้นเอง

เราเลยเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ได้ดูทั้ง 10 เคส รับรองเลยว่าสถาบันครอบครัวจะอบอุ่น จะดีมาก มีความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีกันมากๆ มั่นใจว่าต้องเป็นอย่างนั้นค่ะ

ใครว่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครสักคนจะทำให้คนที่ยอมเปลี่ยนเป็นฝ่ายที่เสียใจไม่ได้แล้วนะ เพราะตลอดการสนทนากับคุณแม่จิ๋วนั้นแอดรับรู้ได้ว่าคุณแม่มีความสุขที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกมันดีขึ้น แค่นำเทคนิคการสื่อสารที่ดีไปปรับใช้กับลูกเท่านั้นเอง

คุณก็สามารถนำเรียนรู้เทคนิคดีๆ จากรายการไปใช้ได้เช่นกัน

ถ้าคุณอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ไม่ไหวบอกไหว!!

ไม่ไหวบอกไหว!! ความมั่นใจของลูกพ่อแม่นี่แหละต้องขุดมันขึ้นมา

อาการตุ้มๆ ต่อมๆ ตอนที่ครูสุ่มเรียกชื่อนักเรียนให้ตอบคำถามทีละคน หรือแม้การแสดงท่าทีเลิ่กลั่กเสมอเวลาที่ต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่ แต่กลับเพลิดเพลินและมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ อย่าง การนอนอยู่บ้านเฉยๆ ดูทีวี เล่นแชทกับเพื่อน ทั้งหมดนี้เป็นอาการ “ขี้อาย” ของเด็กๆ ที่เราสามารถเห็นได้ทั่วไป แต่ว่าถ้าเจ้าเด็กขี้อายคนนี้ดันกลายเป็นลูกของเราซะนี่ เชื่อว่าพ่อแม่ร้อยทั้งร้อยก็คงกังวลไม่น้อยเลยล่ะ

ลักษณะของ เด็กขี้อาย

วิธีสังเกตเด็กขี้อายไม่ได้ดูจากบุคลิกภาพของเขา แต่ดูออกได้จากท่าทางต่างๆ ที่เขาแสดงออกมามากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การเหลือบมองแล้วหลบสายตา ชอบจ้องมองพื้นเป็นประจำ สงวนท่าทีดูไม่เป็นธรรมชาติ เลิ่กลั่กและลังเล ส่วนการพูดก็พูดเสียงเบา ไม่เจื้อยแจ้ว ไม่ช่างเจรจาฉอเลาะกับใครเท่าไรนัก

ระดับความขี้อายก็แตกต่างกันไปอีก เด็กบางคนไม่ชอบการอยู่รวมกลุ่มก็เลือกที่จะไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนเด็กบางคนที่ปรับตัวได้ช้าไม่ได้หมายความว่าไม่อยากมีกลุ่มเพื่อน แต่ขอเวลาทำใจสักหน่อยก็สามารถปรับตัวได้ในที่สุดและเข้าร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีอาการขี้อายมากๆ จะหลบเลี่ยงการพบปะกับสังคมและมักจะถูกแยกออกจากกลุ่ม อาการขี้อายจึงอาจเป็นปัญหาที่น่าวิตกในกรณีที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อน ครู และบุคคลอื่นๆ ในสังคม

เหตุใดลูกแม่ถึง ขี้อาย

ลูกขี้อายมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือ
1. พื้นฐานนิสัยและอารมณ์ของเด็กเองเป็นสิ่งที่มีติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด แบ่งได้เป็น 4 แบบ คือ
1.1 เด็กปรับตัวง่าย เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เก่ง อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ยิ้มง่าย สมาธิดี ไม่ซนมาก
1.2 เด็กปรับตัวยาก คุณพ่อคุณแม่อาจเหนื่อยหน่อยเพราะเป็นเด็กที่มีนิสัยตรงข้ามกับเด็กเลี้ยงง่ายเลยลูกจะกินนอนไม่เป็นเวลา  หงุดหงิดง่าย  งอแงเก่ง                    อารมณ์ไม่คงที่และที่สำคัญไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดุคอยเตือนอยู่เสมอ
1.3 เด็กปรับตัวช้า พื้นฐานนิสัยและอารมณ์ข้อนี้แหละที่อยู่ในเด็กขี้อาย เพราะเด็กกลุ่มนี้จะขี้กังวล ทำอะไรแต่ละอย่างคิดหน้าคิดหลังก่อนเสมอจนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายถึงเข้ากับคนอื่นได้
1.4 เด็กนิสัยผสม บอกตรงๆ ว่าเด็กประเภทนี้ ผู้ใหญ่คงดูออกยากนิดนึง เพราะเขาจะทำอะไรตามอารมณ์เสมอ บางครั้งก็ปรับตัวได้  บางครั้งก็มีความกังวลให้ได้เห็นหรือบางทีก็หงุดหงิดง่ายซะงั้น

2.สิ่งแวดล้อมของเด็กซึ่งมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่าเลี้ยงเขามาแบบไหน ในกรณีเด็กขี้อายมาจากการเลี้ยงดูแบบไม่ให้อิสระกับเด็ก มักจะออกคำสั่งอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ฟังความเห็นของลูกเลยจึงทำให้ลูกไม่กล้าคิด กลัวผิด ไม่กล้าตัดสินใจจนกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง

ถ้ายังอาย ลูกจะ อด อะไรบ้าง

ปัญหาของการไม่กล้าแสดงออกของลูกอาจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกของคุณอาจพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตได้เหมือนกัน ฉะนั้น เราลองมาดูกันว่าถ้าลูกเราเข้าสู่วัยรุ่นแล้วยังขี้อายอยู่ เขาจะพลาดโอกาสดีๆ อะไรบ้าง

  1. ลดโอกาสในการพัฒนาและฝึกทักษะการเข้าสังคม
  2. มีเพื่อนน้อย
  3. ลดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีความสนุกสนานและการแข่งขันที่ต้องร่วมเล่นกับผู้อื่น เช่น การกีฬา, การเต้น, การแสดงและการเล่นดนตรี
  4. ลดคุณค่าในตัวเอง มีความพึงพอใจในตัวเองต่ำและเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น
  5. ลดความสามารถในการตัดสินใจ
  6. มีระดับความกังวลสูง
  7. มีการแสดงออกทางร่างกายว่าเขินอายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการหน้าแดง, พูดติดอ่างและตัวสั่นเทา

เปลี่ยนจาก อายให้กลายเป็น กล้า

ถึงลูกจะขี้อายแต่พ่อแม่อย่าหมดหวัง มันมีวิธีการแก้ไขอยู่

จากรายการรอลูกเลิกเรียนตอนล่าสุดของเรา แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่าการแก้อาการขี้อายของลูกนั้นเป็นไปได้และพ่อแม่ก็เป็นตัวช่วยสำคัญของลูกในเรื่องนี้ด้วย โดยหมอวิได้บอกได้บอกวิธีแก้ไขปัญหาอาการขี้อายของลูกได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. พ่อแม่ต้องยอมรับว่าลูกไม่เหมือนเรา ข้อนี้ถือเป็นด่านสำคัญมากๆ ที่พ่อแม่ต้องลงมือทำ เพราะถ้าหากพ่อแม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นไม่ได้ ในกรณีนี้คือลูกขี้อายจนน่าหงุดหงิด มันก็จะส่งผลให้พ่อแม่หงุดหงิดและตะคอกใส่ลูกเหมือนเดิมเมื่อลูกทำไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรยอมรับว่าลูกไม่ใช่เรา ไม่มีทางมีนิสัยเหมือนกันและควรภูมิใจในสิ่งที่ลูกเป็น
  2. สะท้อนความรู้สึก อาการเขินอายของลูกบางครั้งก็สร้างอารมณ์หงุดหงิดใจให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่และจบลงด้วยการทะเลาะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ฉะนั้น วิธีการหยุดทะเลาะที่ง่ายที่สุด คือ การเข้าใจความรู้สึกของลูก พูดประโยคที่น่าฟังให้ลูกได้ยิน ยกตัวอย่างจากรายการที่น้องลิลลี่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง ในตอนแรกแม่แสดงอารมณ์หงุดหงิดถึงขั้นพูดว่า “ถ้าไม่กินก็ไม่ต้องกิน” แต่พอหลังการทดลองแล้ว แม่ก็ได้เปลี่ยนคำพูดเป็น “ทำไม(ไม่สั่งเอง)ล่ะ น้อยใจแม่หรอ” “น้อยใจที่แม่ไม่ไปสั่งให้หรอ” “งั้นเดี๋ยวแม่ไปสั่งให้หนูใหม่ก็ได้” คำพูดในลักษณะนี้ก็จะช่วยให้ลูกสงบอารมณ์ตรงนั้นลงได้
  3. การฝึกทักษะทางสังคมทั้ง 3 ขั้นให้กับลูก โดยแอดขออนุญาตยกสถานการณ์ “การสั่งอาหาร” เป็นตัวอย่างและไล่เรียงไปทีละขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 พ่อแม่ทำให้ลูกทั้งหมดก่อน ขั้นตอนนี้เหมือนเป็นการปรับพื้นฐานให้กับลูก ให้ลูกได้เรียนรู้ผ่านการกระทำที่ถูกต้องของเรา เช่น เดินไปสั่งอาหารที่ลูกอยากกินให้เขาเลย

ขั้นที่ 2 ทำด้วยกัน เมื่อลูกได้เรียนรู้ผ่านการสังเกตการณ์แล้ว ลองฝึกเขาให้ลงสนามจริงกัน แต่ยังไม่ปล่อยให้เขาลุยเดี่ยวนะ เพราะการมีพ่อแม่อยู่ข้างๆ ในการเริ่มทำสิ่งใหม่จะทำให้ลูกผ่อนคลายและอุ่นใจที่จะทำเรื่องต่างๆ ให้สำเร็จไปได้ ในขั้นตอนนี้ คือ คุณแม่ต้องพาเขาไปสั่งอาหาร โดยอาจจะบอกแม่ค้าว่าสั่งก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม แต่ให้ลูกสั่งรายละเอียดต่างๆ ตามที่เขาอยากกินเอง

ขั้นที่ 3 ปล่อยให้ลูกลงมือทำด้วยตัวเอง เมื่อถึงขั้นนี้คุณแม่ต้องปล่อยให้เขาได้ลองบินเดี่ยวแล้ว แรกๆ เขาอาจจะเรียกให้คุณไปสั่งให้ แต่คุณต้องลองให้เขาไปสั่งเอง โดยใช้คำพูดที่เป็นการชักชวน ไม่ใช่การบีบบังคับ เช่น ลองไปสั่งดูนะลูก และตบท้ายด้วยการให้กำลังใจว่า “ลูกทำได้ แม่เชื่อมั่นในตัวหนู” เป็นต้น

  1. การชม สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เพื่อสร้างกำลังใจให้ลูกทำต่อไป

ตัวอย่างคำชมเมื่อลูกกล้าทำอะไรด้วยตัวเอง

  • วันนี้ลูกเก่งมากเลย
  • แม่ภูมิใจในตัวลูก
  • ทำได้ขนาดนี้เจ๋งมากๆ สมแล้วที่เป็นลูกของแม่

คำพูดให้กำลังใจมันไม่ยากเลยใช่ไหม? ถ้าลองสังเกตดูให้ดีไม่มีคำพูดไหนเลยที่ต้องประดิษฐ์ให้สวยหรู เพราะคำเหล่านี้มีคุณค่าในตัวมันเองหมดแล้ว

คุณมีทักษะการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขนาดไหน แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ส่วนพ่อแม่อยากศึกษาเทคนิคการสื่อสารกับลูกไม่เพียงแค่เรื่องการให้กำลังใจ สามารถเรียนรู้ได้ที่

 

เครดิต

https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/healthyliving/shyness-and-children
https://www.facebook.com/237160756408180/photos/237196586404597
http://taamkru.com/th/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2/
https://www.amarinbabyandkids.com/health/kids-psychiatric-diseases/
Scroll to top