บล็อก

นักจิตวิทยาวิเคราะห์ ‘พีท วัยแสบฯ’ ไม่ต่างจากแฟนตอนงี่เง่า

พ่อแม่คนไหนเคยดูละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาดโครงการ 2 ยกมือขึ้น!!

วันนี้เราชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิตมาคุยเรื่องน้องพีท ตัวละครจากละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาดโครงการ 2 ที่เป็นเด็กมีนิสัยเอาแต่ใจ ชอบกรี๊ดหากมีอะไรไม่ได้ดั่งใจขอบอกว่าสนุกและสาระมาเพียบเลยครับ ไปติดตามกันเลย

ช่วยถอดรหัสให้หน่อยว่าอะไรที่ทำให้น้องพีทมีนิสัยโวยวายเมื่อมีอะไรไม่ได้ดั่งใจบ้าง

ขอถามอะไรก่อน เราเป็นผู้ใหญ่ เรามีสิ่งที่อยากได้เหมือนกันใช่ไหม (ผู้สัมภาษณ์ : ใช่) แต่ก็ไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ใช่ไหม จริงๆ แล้ว ชีวิตคนมันคือแบบนั้น เราไม่สามารถได้ทุกสิ่งที่เราอยากได้ อย่างอยากได้นาฬิกาสักเรือน แต่มันแพงมาก ไม่มีปัญญาซื้อ สุดท้ายไม่ได้ก็คือไม่ได้

แต่พอมองย้อนไปที่กรณีน้องพีท ก็ไม่ยากเลย สาเหตุที่ทำให้น้องเป็นคนมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง มาจากการอยากได้อะไรแล้วต้องได้และการก้าวร้าวใส่ผู้ปกครองทำให้เขาได้ของที่ต้องการ เขาก็เลยต้องทำแบบนั้น เหตุผลก็ตงไปตรงมาเลย

ในกรณีที่ลูกชอบขอจนเป็นนิสัยจะมีโอกาสเกิดพฤติกรรมเหมือนน้องพีทได้ไหม

แน่นอนเพราะมีเด็กแบบนี้เยอะแยะ ยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง วันนั้นพี่ไปอบรมให้ครูโรงเรียนต่างๆ ตอนเที่ยงพี่เห็นครูนั่งรวมกลุ่มคุยกัน ด้วยความสงสัยก็เข้าไปถามว่าคุยอะไรกัน พวกเขาบอกว่าเด็กในโรงเรียนพวกเขาขู่จะฆ่าตัวตาย เราก็งงว่าอยู่คนละโรงเรียนกันแล้วคุยกันรู้เรื่องได้ไง สรุปว่าเด็กที่พูดถึงเคยอยู่ทั้งสองโรงเรียนและก็มีปัญหากับทั้งสองโรงเรียนด้วย เพราะเด็กอยากให้แม่เข้าไปเรียนในห้องด้วยกัน ผู้ปกครองเข้ามาคุยกับโรงเรียนเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่โรงเรียนไม่อนุญาต เด็กเมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในห้องเลยขู่ฆ่าตัวตายจนแม่ก็ต้องพาออกจากโรงเรียนไปทั้งสองโรงเรียนเลยแล้วคิดว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไหม

ในกรณีนี้ถ้าฟังดูจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากน้องพีทเลย แต่คนนี้จะเรียกร้องความสนใจด้วยการบอกแม่ว่าฆ่าตัวตาย แต่น้องพีทเรียกร้องด้วยการโวยวาย มันอยู่ที่ว่าเขาเรียกร้องจากเรื่องไหนแล้วได้ของที่ต้องการมากกว่า เรียกอีกอย่างว่า “การตั้งเงื่อนไข” ที่น่าสนใจคือการตั้งเงื่อนไขไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กเพียงอย่างเดียว วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ก็ตั้งเงื่อนไขได้

วัยรุ่น-ผู้ใหญ่ตั้งเงื่อนไขอย่างไร

ขอยกตัวอย่างคนเป็นแฟนกันจะได้เข้าใจง่ายสุด เวลาง้องอนกันนั่นแหละใช่เลย สมมติว่าฝ่ายหญิงงอนฝ่ายชายแล้วหนีออกจากบ้าน ฝ่ายหญิงโทรกลับมาหาฝ่ายชายว่าลืมของ ให้เอาของไปให้หน่อยซึ่งในความหมายของฝ่ายหญิงจริงๆ คือ มาง้อกูหน่อย ถ้าฝ่ายชายไปก็แปลว่ายอมอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า “ถ้าผู้หญิงงอนแล้วโทรหาฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ต้องมาหาทันที” ไปโดยอัตโนมัติ

แปลว่าหากเป็นฝ่ายที่ยอมแล้วจะต้องยอมแบบนี้ตลอดไปเลยเหรอ

ไม่จำเป็น ยกตัวอย่างต่อจากเมื่อกี้ถ้าผู้หญิงโทรมาแล้วเราไม่ได้รับเขาก็เปลี่ยนไปได้นะ อย่างเพื่อนพี่เจ้าของเคสนี้ก็เคยทะเลาะกับแฟน แฟนออกจากบ้าน โทรตามมาให้ง้อ แต่เพื่อนพี่ไม่รับสาย ฝ่ายหญิงก็กลับมาเองหลังหายไปจากบ้าน 2 ชม. เขาก็กลับมาแล้วมาง้อฝ่ายชาย หลังจากนั้นก็ไม่มีพฤติกรรมนี้อีกเลย

นอกจากการทำตามเงื่อนไขที่เด็กตั้งไว้แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกไหม

เรื่องการสอนให้ลูกไม่รู้จักความผิดหวัง ไม่ว่าที่บ้านจะมีฐานะรวยหรือจน มันจะเกิดกับพ่อแม่ที่เชื่อว่า “เราก็พยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แม้ว่าเราจนก็ตาม” มันเป็นคำพูดที่พี่ได้ยินบ่อยและเบื่อมาก เพราะถึงคำพูดจะดูเหมือนดีแต่ความหมายแท้จริงของมันคือ “พยายามสปอยล์ไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่เงินตัวเองจะมี” ซึ่งเป็นการเลี้ยงลูกผิดแล้ว มันเป็นการสอนให้ลูกไม่รู้จักความผิดหวัง เด็กสมหวังทุกอย่างซึ่งมันใช้ไม่ได้กับโลกนี้นะ ชีวิตคนเป็นแบบนั้น เราไม่ได้สมหวังไปตลอด อยากฝากให้พ่อแม่นึกถึงตรงนี้ด้วย

ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง

ก็จะเป็นเด็กก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เหมือนน้องพีท มีขโมยของเพื่อหาเงินไปซื้อของที่อยากได้ ประชดด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองตามที่เห็นในข่าว บางครั้งถูกบีบคั้นมากๆ ก็เตะต่อยพ่อแม่ก็มีนะ พี่เคยคนรู้จักคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนบ้านบ้านไฟไหม้จนตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย ประเด็นอยู่ที่เจ้าของบ้านที่เป็นเพลิงไหม้เป็นแม่ลูกอยู่ด้วยกัน ลูกปัจจุบันพิการ เป็นอัมพาตเดินไม่ได้แล้ว พี่ก็บอกว่าสงสารครอบครัวนี้จัง น้องคนนี้กลับบอกว่าไม่น่าสงสารหรอกพี่ คนนี้สมัยก่อนพ่อแม่ตามใจหนักมากตอนเด็กๆ อยากได้ของเล่นในเซเว่น 40-50 บาท พ่อแม่ก็พาไปซื้อทุกครั้ง พอโตขึ้นๆ ก็ขอหนักข้อขึ้น อยากได้มอเตอร์ไซค์ อยากได้มือถือ อยากได้ของที่แม่หาตังค์มาซื้อให้ไม่ได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือซ้อมพ่อแม่ ทุบตีพ่อแม่จนเป็นเรื่องปกติไป

ถ้าเกิดลูกกลายเป็นคนช่างขอไปแล้วพ่อแม่จะแก้ไขได้อย่างไร

พี่อยากแนะนำกระบวนการ Token Economy ก็คือการสะสมเม็ดโทเค่นเพื่อให้ได้อะไรบางอย่างตามที่เด็กต้องการ กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกจะไม่ได้ของ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่พ่อแม่บอกถึงจะได้สิ่งของที่ต้องการไป เช่น ลูกต้องถูบ้านทุกวันเป็นเวลา 3 เดือนถึงจะได้เครื่องเกมหรือหนูจะต้องสอบให้ได้ที่ 1 ถึงจะอนุญาตให้ไปดูคอนเสิร์ตพร้อมออกค่าบัตรให้ แต่ในการทำงานของมันแล้วปัจจัยหลักๆ คือ ต้องรอ กระบวนการรอสำคัญมากถือเป็นเรื่องวินัยอีกประเภทหนึ่งเหมือนกันเพราะโดยธรรมชาติคนเรามันหุนหัน เห็นของในไอจี แป๊บเดียวกดสั่ง แป๊บเดียวกดโอนจบละ แต่ก็มีหลายครั้งที่มาคิดทีหลังว่าซื้อไปทำไม ตรงนี้แหละที่กระบวนการนี้ช่วยให้เราคิดรอบคอบมากขึ้น ไม่ได้ซื้อของด้วยอารมณ์

สิ่งที่พ่อแม่ต้องคำนึงหากจะใช้กระบวนการ Token Economy

เรื่องการตั้งเงื่อนไขต้องตั้งเงื่อนไขให้ถูกใจทั้งคู่ สามารถต่อรองกันได้  เช่น พ่อบอกให้ลูกทำความสะอาดบ้าน 2 เดือนเพื่อแลกเครื่องเกม ลูกไม่โอเค ทั้งคู่ก็ต้องต่อรองกันว่าได้เต็มที่เท่าไร สมมติลูกขอพ่อทำ 1 เดือน พ่อก็โอเคกับระยะเวลานี้ก็ถือว่าปิดดีลกันไป ความรู้สึกของลูกก็จะดีด้วย เขาจะคิดว่าพ่อฟังเรา เราต่อรองได้ พ่อให้เกียรติเรานะ แต่จริงๆ ก็คือพ่ออาจจะตั้งธงไว้ 1 เดือนตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้หลักการนี้สำเร็จไม่ได้ คือ พ่อแม่ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นลูกต้องการอะไร เช่น ถ้าลูกต้องการตั๋วคอนเสิร์ต แต่พ่อแม่บอกว่าไปซักผ้ามา 1 เดือนนะแล้วจะให้เกม แน่นอนเลยว่าลูกไม่มีทางทำ เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะต้องใส่ใจและรู้ใจลูกด้วยนะ

จบปิ๊ง!

เราก็จะเห็นกันแล้วว่าสุดท้ายพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกก็เกิดมาจากการที่พ่อแม่กระทำต่อเขาทั้งนั้น อย่างเรื่องนี้ก็เป็นการที่เด็กถูกตามใจมากเกินไปจนนิสัยเสียไปเลย หากไม่อยากให้ลูกเป็นแบบน้องพีทพ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังให้เขามีวินัยในการรอและรู้จักกับความผิดหวังด้วยนะครับจะได้ไม่ต้องปรับอะไรยากแล้วเมื่อเขาโต แต่สำหรับใครที่มีลูกชอบขอของตลอดๆ จนบางทีรู้สึกรำคาญก็อย่าเพิ่งท้อใจ หลักการ Token Economy ก็ยังเป็นอีกทางออกหนึ่งที่น่าลอง

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ถูกตามใจได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

วิธีปราบเด็กช่างขอให้อยู่หมัดของแม่นัท

คุณเคยรำคาญลูกไหม?

แอดเชื่อว่าต้องมีกันบ้างแหละเวลาที่ลูกเซ้าซี้ คาดคั้นบางสิ่งบางอย่างจากเราและยิ่งเป็นสิ่งที่ขัดความรู้สึกกับตัวเรามากๆ เช่น การขอของรางวัลหรืออะไรก็ตามที่เรามองว่าไม่จำเป็นจนบางครั้งก็เผลอดุด่าลูกบ้างซึ่งเราก็เข้าใจได้

คุณแม่นัท-ณัฐาการ ยวดยงค์ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ก็ไม่ต่างกัน เธอเคยคิดว่าการใช้อารมณ์โกรธเพื่อปราบลูกที่ชอบเรียกร้อง ชอบขอของรางวัลจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ใช้ไม่ได้เลย อารมณ์โกรธยิ่งทำให้ลูกร้องหนักขึ้นจนสุดท้ายเธอก็พบว่ามันมีทางออกอื่นที่ดีกว่า ทางออกนั้นจะคืออะไรติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์ด้านล่างเลยครับ

เมื่อก่อนเวลาที่ลูกขอของรางวัลหรือขออะไรคุณแม่ก็ตาม คุณแม่ทำอย่างไรกับเขาบ้าง

ก็ดุค่ะ ขึ้นเสียง ใส่อารมณ์กับเขาบ่อยๆ เลย อย่างที่จำได้ที่เราพูดแรงใส่เขาจนถึงกับตีก็มาจากแค่เรื่องที่ลูกขอกินลูกอมกับขอให้ไปส่งที่โรงเรียนเอง

จากที่บอกมาดูไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่เลย?

ใช่ค่ะ แต่ว่าปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่ชอบให้ลูกกินลูกอมอยู่แล้ว สอนพวกเขาเสมอว่ามันจะฟันผุ แต่วันนั้นลูกคนเล็กก็เซ้าซี้เราเหลือเกิน เริ่มจากเดินเข้าพร้อมกันทั้งคู่ คนเล็กมาบอกว่าแม่หนูอยากกินลูกอม เราก็บอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวฟันผุ เถียงกันไปมาสักพัก เขาก็ย้อนกลับมาว่าแล้วทำไมแม่กินได้ ทีนี้เราเริ่มปรี๊ดน้ำเสียงเริ่มมีอารมณ์โกรธ เราบอกลูกว่า “กินไม่ได้ๆ ทำไมต้องมาเซ้าซี้อยากจะกิน รู้มั้ยว่าแม่รำคาญ!!” คำพูดนี้มานึกย้อนดูก็แบบ โอ้โห แต่ก่อนเราใจร้ายกับลูกมากเลย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่พอ เราต่ออีกว่า “หนูจะมาร่ำไรเกินไปแล้วนะ พูดไม่รู้ฟังหรอ” ทีนี้ลูกทั้งสองก็ร้องไห้แล้วแยกย้ายกันไปและเราก็ไม่ได้คุยกับลูกไปพักหนึ่งเลย

ส่วนเรื่องลูกขอไปส่งที่โรงเรียนเนี่ยถึงขั้นตีน้องเขาเลยค่ะ เพราะน้องบอกว่าจะไม่ยอมไปโรงเรียนถ้าเราไม่ไปส่ง ทั้งๆ ที่ก็มีรถรับ-ส่งประจำอยู่แล้ว บวกกับตอนนั้นเรากำลังจะเข้างานแล้วด้วย ลูกยังมางอแง ไม่ยอม ถอดถุงเท้า ถอดรองเท้า ปิดประตูปั้งใส่หน้าแม่เลย เราโกรธมาก ตอนเขาออกมาเลยเผลอตีเขาไปหนึ่งทีแล้วพูดกับเขาแบบโมโหว่า “มาบอกแม่ซิว่าเราต้องการอะไร จะเอาอะไร” เขาก็ตอบเราเสียงหงอยๆ ว่า “ก็อยากให้แม่ไปส่งบ้าง ทีแม่ออกัสยังไปส่งได้เลย” หัวใจเราอ่อนยวบเลย ลูกแค่อยากให้เราไปส่งบ้าง แต่เรากลับทำรุนแรงกับลูกแบบนี้

เหตุการณ์นี้ทำให้คุณแม่คิดได้เลยหรอว่าเราควรหยุดทำร้ายลูก

ก็ด้วยค่ะ และก็ยังมีเราไปเจอคลิปสอนเลี้ยงลูกของต่างประเทศ เขาบอกวิธีว่าถ้ามีลูกที่เอาแต่ใจแม่ต้องจัดการยังไง หรือลูกที่เงียบๆ ไม่ยอมพูดต้องทำยังไงบ้าง รวมถึงแม่ของแม่เองก็บอกว่าให้เราลองนึกถึงตอนเราเป็นเด็ก เราก็มีของที่อยากได้เหมือนกัน ลองเทียบความรู้สึกของลูกกับเราตอนเด็กดูแล้วจะเข้าใจลูกมากขึ้น

ที่ว่าเจอคลิปสอนเลี้ยงลูกจากต่างประเทศ แม่เอามาปรับใช้อย่างไรบ้าง

แม่ไปเจอคลิปหนึ่งที่บ้านหนึ่งจะมีลูกสามคน คนเล็กจะเป็นเหมือนลูกแม่เลยคือเอาแต่ใจเพราะว่าโดนตามใจมาตั้งแต่เด็ก เขาก็จะไม่ค่อยยอมใคร ทีนี้เราก็เลยไปศึกษาว่าจะจัดการกับเด็กแบบนี้ยังไง เขาบอกให้พาลูกเข้ามุม ให้เขาสงบสติอารมณ์ อย่าให้ลุกออกมาจนกว่าเขาจะคิดได้ จนกว่าเขาจะตั้งสติได้ แล้วค่อยมาคุยกันแบบใช้เหตุผลอันนี้คือสิ่งที่แม่นำมาใช้ ส่วนคนโตจะออกแนวอ่อนไหวง่าย แม่พูดเสียงดังนิดหน่อยก็ร้อง คลิปนั้นก็แนะนำว่าไม่ให้ตะโกน ไม่ขึ้นเสียงใส่ลูก

ลองยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่คุณแม่ใช้เหตุผลกับน้องเวลาที่น้องงอแง

ล่าสุดก่อนเปิดเทอมนี้เอง เราไปเดินซื้อกระเป๋ากันที่ห้าง แต่ราคามันแพงมากๆ ลูกก็งอแงจะเอาให้ได้ แม่ทนไม่ไหวบอกลูกเสียงแข็งว่า “กลับบ้านเถอะ แม่ไม่ซื้อของแล้ว” เขาชะงัก แต่เราก็พูดต่อว่า “แม่อายเขาเห็นไหมคนมองใหญ่เลย หนูไม่อายหรอ หนูนั่งร้องแบบนี้ หนูโตแล้วนะ ถ้าหนูทำแบบนี้ เขาจะว่าพ่อกับแม่ไหม ว่าพ่อกับแม่ไม่บอกไม่สอน” เราดุไปขนาดนั้น แต่มันก็ไม่ได้ผล เขายังไม่ฟัง ร้องว่า อยากได้ๆ อยู่นั่น แม่เห็นท่าไม่ดีจึงคิดเปลี่ยนวิธีการพาลูกออกไปคุยกันดีๆ ข้างนอกห้าง เราบอกเหตุผลของเราว่าไม่อยากให้ซื้อเพราะมันแพง สอนให้ลูกลองคิดถึงอนาคตดูว่าถ้าลูกป่วย เงินส่วนนี้นำไปจ่ายค่ายาได้นะ ลองไปหากระเป๋าแบบเดียวกันแต่ราคาถูกลงมาหน่อยดีไหม เราพูดไปทั้งหมดนี้ลูกก็ฟังเรา เขาตอบว่าได้และก็เลิกงอแงไปเลย จุดประสงค์ของเขาแค่อยากได้กระเป๋ารูปเอลซ่าเพราะเป็นสิ่งที่เขาชอบมานานแล้ว ไม่ได้อยากได้เพราะว่าเห็นผ่านๆ แล้วสวยที่อยากได้แล้วไม่ได้เห็นคุณค่าของมัน

ในสายตาคุณแม่ ตอนนี้ลูกมีพฤติกรรมแตกต่างจากเมื่อก่อนเยอะไหม

อย่างกับฟ้ากับเหวค่ะ (หัวเราะ) คือ คนโตแต่ก่อนเวลามีอะไรไม่ได้ดั่งใจจะน้อยใจ เข้าห้องปิดประตูนอนร้องไห้ แต่พอหลังๆ มา เราเริ่มแสดงออกกับเขามากขึ้น เช่น พูดว่ารักลูก บอกให้เขาบอกเราเวลามีอะไรในใจ บอกให้เขาเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้กับอะไรง่ายๆ เขาก็จะมาบอกเราตลอดเลยว่าเขาเสียใจนะที่แม่พูดขึ้นเสียงใส่เขา ก็จะแบบมา  มาให้แม่ปลอบ ไม่ต้องเสียใจนะ

ส่วนคนเล็กนี่จากแต่ก่อนโวยวาย ไม่ยอม อยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้ดั่งใจ ชอบใช้ความรุนแรงด้วย หลังจากนั้นแม่ก็ใช้วิธีพาเข้ามุม พูดคุยด้วยเหตุผลจนเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเด็กคนเดิม เวลาต้องการอะไรก็เข้ามาพูดกับเราตรงๆ มีอะไรใช้เหตุผล ไม่กระทืบเท้า ปาของแล้ว

แสดงว่ารู้สึกโอเคกับการที่ทั้งเราและลูกเป็นแบบนี้

บางทีใช้เหตุผลกับลูกมันก็มีปรี๊ดบ้างค่ะ เราก็คนปกติ แต่ว่าประสบการณ์มันก็สอนเราว่าการใส่อารมณ์กับลูกมันไม่ดีหรอก คิดได้แบบนี้ก็ควบคุมตัวเองได้ หลังๆ ก็ทำบ่อย ทำเป็นประจำจนมันชินที่จะไม่ใช้อารมณ์ร้ายๆ กับลูกแล้ว

ลูกยังชอบขอของอยู่ไหม

ก็ยังขออยู่ แต่ถ้าเราไม่ให้พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ให้ เขาก็จะฟังแล้วบอกเราว่าถ้าแม่ไม่โอเคหนูก็รอได้ ไม่มีการงอแงอีกแล้ว

แม้สุดท้ายลูกจะยังชอบขอของอยู่ แต่มันก็ไม่แปลกอะไรเพราะคนทุกคนก็มีความต้องการ ยังมีสิ่งของที่อยากได้กันอยู่แล้ว แต่มันอยู่ที่ว่าพ่อแม่จะใช้เหตุผลสอนลูกให้รู้จักรอได้ไหม หากไม่ได้สิ่งของที่ต้องการในเวลานั้นจะทำให้ลูกจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้หรือเปล่า ลูกก็จะไม่ทำตัวน่ารำคาญอย่างที่เคยเป็น

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ชอบขอของรางวัลได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

 

วิธีการให้รางวัลลูกที่พ่อแม่ ‘ไม่ควรทำ’

การให้รางวัลเป็นหนึ่งในวิธีสร้างแรงจูงใจให้ลูกลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จตามความคิดพ่อแม่หลายๆ ท่าน แต่บางครั้งก็เหมือนเป็นดาบสองคมเมื่อลูกชินกับการได้รับรางวัลจนกลายเป็นขอของรางวัลมากเกินไป พ่อแม่ก็รู้สึกไม่สบายใจและหงุดหงิดได้ เราลองมาดูกันว่ามีการให้รางวัลลูกแบบไหนบ้างที่พ่อแม่ไม่ควรทำ

ให้รางวัลเพื่อให้ลูก ‘หยุดดื้อ’

สมมติว่าลูกทำตัวไม่น่ารัก อย่างตอนที่เขาอ้อนอยากได้ของเล่นมากๆ แต่คุณไม่ให้จนเขาร้องเสียงดังเดือดร้อนคนรอบข้างไปหมด หากคุณแก้ไขปัญหานี้ด้วยการไปกระซิบข้างหูลูกว่า “ถ้าหยุดร้อง แม่จะซื้อของให้” คุณกำลังให้รางวัลลูกแบบผิดๆ อยู่ เพราะการกระทำเช่นนี้เหมือนเป็นการติดสินบนลูกและเมื่อเขารู้ว่ายิ่งร้องแม่ยิ่งให้ของเขาก็จะใช้วิธีนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัยชอบขอของรางวัลแทน

ให้รางวัลลูกพร่ำเพรื่อโดยไม่มี ‘ความดี’ แลกเปลี่ยน

โดยปกติถ้าลูกอยากได้อะไรก็มักจะขอพ่อแม่อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณให้ง่ายเกินไปโดยไม่มีความดีที่ลูกทำหรือสิ่งที่ลูกทำได้สำเร็จอย่างการสอบได้คะแนนดีหรือการช่วยทำงานบ้านมาแลกเปลี่ยนก็จะทำให้เขาซึมซับว่าเพียงแค่เอ่ยปากขอแม่ก็ได้ของที่ต้องการแล้วส่งผลให้ทำพฤติกรรมนี้ต่อไป

ให้ของที่ลูกอยากได้แม้รู้ทั้งรู้ว่ามันแพงเกินไป

แม้ว่าของที่ลูกอยากได้จะสร้างแรงจูงใจให้เขาตั้งใจทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ แต่ถ้ามันมีราคาแพงเกินไปก็แนะนำให้ต่อรองเป็นรางวัลที่ถูกกว่านี้ โดยอธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจ แต่หากเขาอยากได้จริงๆ ก็บอกให้เขานำเงินส่วนตัวที่เก็บไว้มาสมทบด้วยจะเป็นการสร้างนิสัยให้ลูกรู้ถึงคุณค่าของเงิน

ไม่เป็นผู้กำหนดรางวัลให้ลูก

หากพ่อแม่ให้รางวัลลูกในรูปแบบสิ่งตอบแทนหรือสิ่งที่ลูกร้องขอโดยที่พ่อแม่ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ นั่นเป็นวิธีที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะเหมือนคุณกำลังฝึกลูกให้เป็นเด็กช่างขอและกลายเป็นผู้คุมกฎว่าจะไม่ทำความดีหรือสิ่งประโยชน์จนกว่าจะได้รางวัล

ละเลยการให้คำชม

พ่อแม่บางบ้านเน้นการให้ของรางวัลในรูปแบบวัตถุมากเกินไปจนลืมไปว่าการให้รางวัลด้วยคำชมหรือคำขอบคุณก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความภูมิใจในตัวเองให้ลูกกล้าเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ ในอนาคต รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกไม่หลงใหลในวัตถุเกินไปอีกด้วย

ฉะนั้น เมื่อมองดูกันจริงๆ แล้ว การให้รางวัลลูกไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย เพียงแต่ต้องให้รางวัลลูกด้วยวิธีการและเวลาที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการหล่อหลอมให้ลูกเป็นเด็กช่างขอได้

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ชอบขอของรางวัลได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

สัมภาษณ์แม่นุช – น้องเคนจิ ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

ใครที่ได้ดูรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกขอของรางวัลแล้วคงจะคุ้นเคยกับครอบครัวคุณแม่นุช-น้องเคนจิกันบ้างแล้วว่าน้องเคนจิเป็นคนที่ชอบขอของรางวัลกับแม่ไปซะทุกอย่างจนแม่ต้องมาปรึกษาหมอวิเพื่อหาทางเอาพฤติกรรมช่างขอของลูกชายออกไปด้วยเทคนิคเก๋ๆ อย่าง “เทคนิคสติ๊กเกอร์สะสมแต้มความดี”

วันนี้แอดมินเลยขออนุญาตติดตามผลงานของแม่นุชกับน้องเคนจิหน่อยว่าพอนำเทคนิคของคุณหมอวิไปใช้ที่บ้านแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่และแก้ไขปัญหาน้องเคนจิชอบขอได้จริงๆ หรือเปล่า เชิญอ่านได้ที่บทสัมภาษณ์ของทั้งคู่เลยครับ

จุดเริ่มต้นของปัญหาเกี่ยวกับน้องเคนจิที่คุณแม่พบ มันเป็นอย่างไร?

แม่นุช : เคนจิเป็นเด็กที่ชอบทำอะไรแล้วต้องมีของแลกเปลี่ยน เราต้องมีของให้เขา เขาถึงจะยอมทำ ในความรู้สึกของเรา คือ ทำไมลูกต้องขอของให้ได้ก่อนถึงจะลงมือทำด้วย ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำอยู่แล้ว เช่น เวลาเคนจิเรียนได้เกรดดี เคนจิจะบอกว่าเขาทำเต็มที่แล้วแม่จะให้อะไรเป็นของขวัญหรือวันนี้เคนจิช่วยดูน้อง แม่จะซื้ออะไรให้ มันเป็นทุกเรื่องเลยจริงๆ ซึ่งถ้าไม่มีให้ก็จะไม่ทำ ไม่อยากทำเลยคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาของน้อง

เคนจิเป็นอย่างที่แม่พูดจริงๆ หรือเปล่า?

เคนจิ : เป็นครับ (เสียงหนักแน่น) แต่ก็เพราะผมช่วยแม่ทำงานหนัก แบบเหนื่อย พาน้องไปอาบน้ำ พาน้องไปแปรงฟัน หวีผมให้น้อง พาน้องกินข้าว ทำกับข้าวให้น้อง ผมว่ามันเหนื่อยมากๆ ผมก็เลยอยากขอแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่อยากได้ซึ่งสิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุด คือ เพลย์สเตชั่น

เคนจิคิดว่าที่ตัวเองขอแม่มันเยอะเกินไปไหม?

เคนจิ : คิดว่าสิ่งที่ขอไม่เยอะเกินไป เพราะแม่มีเงินครับ

แม่นุช : ไม่เห็นด้วย (หัวเราะ) ของชิ้นใหญ่ๆ แม่ว่ามันต้องได้ช่วงวันเกิดหรือว่าวันคริสต์มาส แต่การทำความดี ส่วนตัวแม่คิดว่าลูกทุกคนต้องทำอยู่แล้วซึ่งเอาจริงๆ แม่ก็ไม่ได้ยอมซื้อให้เคนจินะเวลาที่เคนจิขอของ อะไรที่มันไม่ถูกต้องก็คือไม่ยอม อย่างเครื่องเพลย์ที่เขาขอราคาเป็นหมื่นงี้ แต่ถ้าเป็นของกิน แม่ก็จะพาไปเพราะมันดูสมเหตุสมผล บางทีที่เขาขอของที่แม่มองว่ามันไม่มีประโยชน์ แม่ก็จะหลงใส่อารมณ์กับเขาเหมือนกัน แต่พอเราอารมณ์เย็นลง เราก็มานั่งคุยกับเขาว่าสิ่งที่เขาบอกว่ามันเป็นเงินที่เยอะนะ ทำงานกว่าจะได้มา

เคนจิ : ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าแม่คิดขนาดนี้ ผมแค่รู้สึกว่าอยากได้จนอั้นใจไม่ไหวต้องขอแม่จริงๆ

ก่อนที่จะมาพึ่งคุณหมอวิ ได้ลองหาวิธีแก้ไขปัญหาลูกขอของรางวัลด้วยตัวเองไหม?

แม่นุช : เคยหาแล้วค่ะ แต่ว่าไม่ได้ผล เคยพูดกับลูกว่า เคนจิหนูอยากได้อะไร หนูต้องเก็บเงินเอานะ พยายามบอกให้เขาช่วยงานคุณพ่อหรือเราเองเพื่อแลกกับเงิน แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นกับคำว่าต้องมีของแลกเปลี่ยนเหมือนเดิม

เคนจิ : ตอนนั้นจำได้ผมถอนผมหงอกให้แม่ผมซึ่งได้เส้นละ 20 บาท ถอน 10 เส้น ได้ 100 บาท แล้วก็ปั่นหูให้แม่ชั่วโมงละ 100 บาท พอได้เงินมาแล้วมันพอซื้อสิ่งที่อยากได้ได้แล้ว ผมก็จะไม่ขอ แต่ถ้าเงินผมไม่พอ ผมก็จะขอแค่นั้นเอง

แม่นุช : สิ่งที่เขาขอถ้ามันขาดเหลือสักหนึ่งถึงสองร้อยบาท แม่ก็จะช่วยออกส่วนที่เหลือได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องเป็นของที่มีประโยชน์อย่างรองเท้า แต่ถ้าเป็นเกมเราก็มองว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น แต่ในมุมของเคนจิ คือ เขาบอกว่าคนที่เล่นเกม สามารถไปชิงเงินรางวัลได้เป็นล้านบาทเลยและเขาก็ว่าเขาทำได้ดีทีเดียวเลยอยากให้เราสนับสนุน

เคนจิ : ผมมีทีมแล้วครับพี่ จริงจังเลย เพราะเห็นในยูทูบหลายๆ ทีมทำได้ดีทั้งนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเพราะยังงงๆ กับวิธีการสมัครอยู่แค่นั้นครับ

เทคนิคที่คุณหมอแนะนำให้คือ?

แม่นุช : คุณหมอวิแนะนำให้คุยกับลูกว่าอยากได้อะไรก็บอกมาแล้วแม่จะซื้อให้ แต่ต้องสะสมความดีเพื่อแลกของสิ่งนั้นซึ่งเราจะใช้สติ๊กเกอร์เป็นตัวบอกว่าน้องสะสมความดีได้เท่าไรแล้ว อย่างสิ่งที่บ้านเราตกลงกัน คือ ให้เคนจิทำงานบ้านเป็นตัวสะสมความดี เช่น เก็บที่นอน ซักผ้าก็จะได้คะแนน แม่ว่าวิธีนี้ค่อนข้างได้ผลเลยทีเดียว ทั้งทำให้เขารู้จักทำงานบ้าน ดูแลตัวเอง ดูแลน้องได้และทำให้แม่รู้ความในใจของลูกว่าจริงๆ แล้วที่เขาขอแม่เยอะๆ เขาก็ไม่ได้อยากได้ไปหมดทุกอย่างหรอก ส่วนหนึ่งมันมาจากเขาอยากขอเวลาให้ได้อยู่ร่วมกับเรามากกว่าซึ่งยอมรับจริงๆ ว่าเราไม่ได้มีเวลาให้ลูกขนาดนั้น

เคนจิ : ผมก็ชอบวิธีที่แม่ได้จากหมอมาเหมือนกัน เพราะแม่จะให้สติ๊กเกอร์ที่ผมทำความดีเอาไว้ เช่น อาบน้ำให้น้อง ทำกับข้าว หุงข้าวอะไรแบบนี้ครับแล้วแม่ก็จะเอาสติ๊กเกอร์พวกนี้ไปติดไว้กับกระดาน  เป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆ แล้วถ้าผมสะสมคะแนนได้ครบที่ตกลงกันไว้ผมก็จะได้สิ่งที่ต้องการ แต่ตอนนี้ก็ยังได้ไม่เท่าไรเลยครับ

แม่นุช : (แม่พูดแทรกขึ้นมา) ต้องรอดูวันเกิดๆ ใกล้แล้ว วันที่ 29 พ.ค.นี่แหละ

คนสัมภาษณ์ : แหนะ!! ต้องมีเซอร์ไพรส์แน่ๆ เลย น้องเคนจิรอลุ้นนะครับ

เคนจิ : (หัวเราะ)

พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ไหม?

แม่นุช : พอใจมากเหมือนกับว่าเขาทำอะไรแล้วมันมีเป้าหมาย นอกจากนี้ กิจกรรมที่ได้ทำอย่างการทำงานบ้านมันก็เป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์ต่อตัวเขาเอง ไม่เคยซักผ้าเป็น ก็ซักผ้าเป็น ไม่เคยดูแลน้องก็ดูแลน้องได้ ไม่เคยทำกับข้าวก็ทำได้ซึ่งมองว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวของเขาแล้วพอทำมาได้สักพัก พฤติกรรมทุกอย่างก็จะกลายเป็นนิสัยของเขาแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลย

อีกอย่างที่ทำให้เราอึ้งมาก คือ มันส่งผลกับน้องๆ ของเคนจิด้วย เวลาน้องเห็นพี่เคนจิทำงานบ้าน น้องก็จะทำตาม เหมือนเขามีพี่ชายเป็นแบบอย่าง อย่างเก็บจานเมื่อกินข้าวเสร็จ แปรงฟันก่อนนอน ทำอาหารทานเอง กวาดบ้าน เก็บของ น้องๆ ก็จะช่วยทำ ทุกวันนี้เข้ามาช่วยแม่ถือของเวลาเห็นแม่ซื้อของมา มันถือว่าเป็นไปในทางที่ดีมาก และที่สำคัญก็คือไม่มีแล้วนะที่เราจะได้ยินแคนจิพูดว่าแม่ต้องซื้ออันนี้ให้เคนจินะ

เคนจิ : แต่สำหรับผมยังไม่พอใจกับผลลัพธ์เท่าไรครับ

คนสัมภาษณ์ : อ้าว ทำไมว่าอย่างนั้น

เคนจิ : มันยังดีไม่พอครับ มันต้องได้มากกว่านี้อีกครับ อยากลองทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้าน ตอนนี้ที่ทำคือซักผ้า ปั่นเสื้อผ้า ตากผ้า กวาดบ้าน เก็บของทุกอย่างในบ้าน มีแต่ดูดฝุ่นยังไม่ได้ทำครับ

คนสัมภาษณ์ : เฉียบ!!

ตอนนี้ยังใช้เทคนิคนี้อยู่ไหม?

แม่นุช : ยังใช้อยู่แล้วก็จะใช้ไปเรื่อยๆ เพราะอย่างเมื่อก่อนต้องบอกให้ทำ แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องรอให้บอก เขารู้ว่าว่าเขาตื่นขึ้นมาเขาต้องทำยังไง ตื่นขึ้นมาก็ต้องพับที่นอน มาทำกับข้าวให้น้องทานแล้วเขาก็ซักเสื้อผ้า เมื่อก่อนคือต้องได้บอกเขาเหมือนตอนนี้เขารู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำซึ่งตรงนี้มันทำให้แม่มองเห็นว่าเขาเป็นที่พึ่งให้น้องได้ แม่ก็กล้าฝากความหวังไว้กับเขาแล้วค่ะ

ให้คำแนะนำครอบครัวอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันหน่อยครับ

แม่นุช : อยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่ประสบปัญหาเดียวกันลองตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนกับลูกดู ชวนเขามาตั้งกฎกติการ่วมกันว่าลูกต้องสะสมสติ๊กเกอร์ได้กี่คะแนนถึงจะได้ของที่เขาต้องการ และที่สำคัญอย่าเพิ่งท้อตั้งแต่ต้นเพราะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกที่ลูกปรับตัวอยู่นั้น เขาอาจจะไม่ยอมทำสิ่งที่ตกลงกันไว้เลยก็ได้เพราะเขาจะคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาไม่อยากทำ

วิธีที่จะช่วยโน้มน้าวให้ลูกทำ คือ บอกเขาว่าถ้าหนูไม่ทำหนูก็จะไม่ได้ของนะ ทุกอย่างต้องได้มาจากการทำงานแลกนะ ถ้าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร และคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็ง ห้ามหยวนโดยเด็ดขาด ต้องให้เขาทำก่อนถึงจะให้คะแนนได้

เคนจิ : สำหรับผมก็อยากบอกเพื่อนๆ ที่เป็นเหมือนผมลองคิดว่าของที่เราอยากได้มันแพงเกินไปหรือเปล่า? ถ้าแพงไปก็อยากให้เห็นใจคุณแม่มั่งว่าคุณแม่มีเงินหรือเปล่า ถ้ามีเงินก็ซื้อ แต่ถ้าแม่ใครไม่ค่อยมีเงิน พยายามหาเงินไปจ่ายค่าหนังสือเรียน จ่ายค่าเสื้อนักเรียน ค่าเทอมก็ให้พอก่อน

นอกจากนี้ อยากฝากให้คิดเผื่อว่าถ้าเกิดวันนึงแม่เราไม่มีเงินขึ้นมา เงินที่เราจะขอให้เขาไปซื้อเพลย์สเตย์ชั่นให้กับนำมาซื้ออาหารให้เรากินอย่างไหนมันจะดีกว่ากัน ผมเคยเป็นแบบนั้นมาแล้ว มันแย่มากเลยเวลาที่ผมขอเยอะเกิน พอมองกลับไปก็รู้สึกเห็นใจแล้วก็สงสารแม่ครับ

ช่วยพูดถึงรายการรอลูกเลิกเรียนหน่อยครับ

แม่นุช : ยังไงก็ขอเชิญชวนทุกคนช่วยติดตามรายการรอลูกเลิกเรียนเทปนี้และก็เทปต่อๆ ไปด้วยนะคะซึ่งแม่ก็เชื่อว่าคุณแม่บ้านอื่นๆ จะได้ประโยชน์จากรายการนี้มากเพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวหลายๆ บ้านได้ ขอให้มาดูกันเยอะๆ  สามารถติชมพวกเราได้เต็มที่ พวกเราน้อมรับความคิดเห็นทั้งหมดค่ะ

หลังจากที่แอดได้คุยกับทั้งคู่พร้อมๆ กันก็รู้สึกได้เลยว่าทั้งคู่มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้านแม่นุชก็ดีใจที่ลูกของเธอเลิกพูดจาขอของบ่อยๆ แต่เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นทำดีบ่อยๆ เพื่อแลกของแทน ส่วนน้องเคนจินั้นก็เหมือนได้ทักษะการเอาตัวรอดระดับพื้นฐานได้เกือบหมดแล้ว เรียกได้ว่าไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่อดตายแน่นอนเพราะทำกับข้าวเป็น 5555

สำหรับผู้ปกครองคนไหนที่ประสบปัญหาเรื่องลูกชอบขอของรางวัลเหมือนกันนี้ก็ลองนำเทคนิคสติ๊กเกอร์สะสมความดีไปปรับใช้ดูนะครับ และอย่าลืมที่แม่นุชบอกว่าต้องอดทนในช่วงแรกๆ หน่อยนะ แต่รับรองได้ผลที่คุ้มค่ากลับมาแน่นอน

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ชอบขอของรางวัลได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

‘พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟัง’

พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟังนักจิตวิทยาคลินิกแนะให้พ่อแม่ฟังลูกมากขึ้น แต่พูดน้อยลง

เข้าใจเลยว่าที่พ่อแม่ต้องบ่นต้องสอนก็อยากให้ลูกได้ดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคำพูดของพูดแม่ดันไม่เข้าหูลูกๆ เลย คำพูดเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร?

John Duffy นักจิตวิทยาคลินิกและเป็นนักเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ลูกจะกรอกตามองบน พูดจาไม่ไพเราะหรือต่อต้านใส่พ่อแม่ เพราะทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพ่อแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกว่าต้องคุยกับลูกเพราะมันเป็นหน้าที่ การสนใจสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่าลูก การจู้จี้ เจ้ากี้เจ้าการลูกและที่สำคัญคือการพูดเยอะๆ แต่ไม่ฟังลูกเลย

คำพูดของพ่อแม่ที่มีประสิทธิภาพ VS ไม่มีประสิทธิภาพ

Melanie Greenberg นักจิตวิทยาคลินิกบอกว่าเด็กจะสามารถจำหรือเก็บข้อมูลในขณะที่อยู่ในวงสนทนาได้ประมาณ 30 วินาทีหรือประมาณ 2-3 ประโยคของผู้พูดซึ่งหมายความว่าถ้าเกินเวลาดังกล่าวเด็กก็อาจจะจำคำพูดของพ่อแม่ไม่ได้เลย (เศร้า)

ตัวอย่างของการพูดเยอะแล้วไม่มีประสิทธิภาพ “แม่ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะให้หนูไปเรียนเต้นกับติวเข้ามหา’ลัยพร้อมกันอย่างที่หนูขอเลยดีมั้ย? หนูก็รู้ว่ามันไม่น่าเรียนพร้อมกันได้ใช่ป่ะ? แบบเต้นก็เรียนปาไป 3 วันละจันทร์พุธศุกร์ ติวก็ติวทุกวันเวลาก็เหลื่อมกันด้วย แม่ว่าไม่โอเคหรอก เวลามันไม่พอ ไหนจะต้องมาเครียดเรื่องตัดชุดให้หนูเต้นโคฟเวอร์อีก…” ถือเป็นประโยคที่ยาวมากและจับประเด็นไม่ได้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไร

ในขณะที่อีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ประสิทธิภาพ สั้นๆ กระชับ “ถ้าลูกอยากทั้งเรียนเต้นทั้งติวพร้อมกันในเทอมนี้ แม่ว่าวันนี้เรามาคุยกันหน่อยว่าจะทำยังไงกับเรื่องเวลาที่เหลื่อมกัน โอเคมั้ย?” เห็นได้ชัดว่าประโยคนี้สั้นและจับใจความได้ง่ายขึ้นว่าแม่ต้องการขอให้ลูกทำอะไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟัง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟังคำของคุณ

  1. ใช้คำพูดให้น้อยลง พูดแค่คุณต้องบอก เอาให้ชัดและรัดกุมในคำไม่กี่คำ
  2. ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะการใช้น้ำเสียงที่อ่อนจะทำให้ลูกอยากตอบและตั้งใจฟัง
  3. อาศัยความอดทน มันก็ต้องมีบ้างแหละที่จะรู้สึกหงุดหงิดลูกตัวเองที่ไม่เชื่อฟัง แต่มันเป็นเรื่องปกติที่บ้านอื่นก็เจอ มันเป็นวัยของลูกที่เริ่มโตแล้วตีตัวออกห่างพ่อแม่ ดังนั้น จึงอยากให้พ่อแม่อดทนและดูเขาพวกเขาด้วยวิธีการเหล่านี้ต่อไป

เครดิต

washingtonpost , psychologytoday , huffpost

สัมภาษณ์น้องพรามณ์ ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

#แม่เป็นห่วงได้แต่ไม่ต้องพูดเยอะ

เดือดซะเหลือเกิน!! คำพูดข้างต้นของน้องพราหมณ์ เด็กดื้อเงียบที่ออกรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน  ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านที่แม่ถามอะไรก็ไม่ค่อยอยากตอบ ต้นเหตุมาจากการที่แม่พูดเยอะ อธิบายเยอะด้วยความเป็นห่วง แต่ว่ามันไม่โอเคกับลูกเสมอไป ลองมาดูมุมมองของน้องพรามณ์กันว่ามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

ทำไมก่อนหน้านี้ถึงเลือกเงียบใส่แม่?

หนูคิดว่าพอพูดอะไรไปแล้วแม่ก็ไม่ค่อยฟัง พูดไปก็ไม่ชนะเขา เหมือนถ้าพูดไปยังไงเขาก็เลือกทำในสิ่งที่เขาคิดว่าทำถูก โดยที่ไม่จำเป็นต้องฟังเราเลยก็ได้

ลองยกตัวอย่างเรื่องที่แม่ไม่ฟังเราให้หน่อย

อย่างเรื่องทำงาน ปกติหนูจะรับงานโฆษณาบ้าง แต่มีช่วงหนึ่งที่หนูไม่อยากทำงานเพราะหนูไม่ชอบงานนั้น แม่ก็จะมาละ จะมาพูดประมาณว่า “ทำไมไม่ทำ”, “ทำไมไม่ลองไปดูล่ะ” พูดแบบนี้เยอะๆ ซ้ำๆ จนหนูอารมณ์เสีย แค่หนูบอกว่าไม่ชอบมันก็น่าจะพอแล้ว เพราะหนูคิดว่าการที่เราทำสิ่งที่ไม่ชอบ งานมันก็จะออกมาไม่ดี แต่ตอนนั้นแม่ไม่หยุด หนูก็เลย ได้ ไม่พูดต่อแล้ว

นอกจากนี้ก็เวลาหนูไปเที่ยว แม่จะถามว่าไปไหน ไปกับใคร บางทีหนูก็แบบขี้เกียจตอบ ก็เลยแบบไม่อยากคุยด้วยและ แล้วทีนี้แม่ก็จะแบบ ก็แค่ถามเอง แต่น้ำเสียงเขาจะแบบไม่ค่อยพอใจ หนูก็เลยไม่อยากคุยด้วย

คุณแม่เริ่มเป็นแบบนี้ ตั้งแต่หนูอายุเท่าไร

น่าจะตั้งแต่ 10 กว่าขวบ แม่ก็เริ่มเป็นแบบนี้แล้ว

ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอย่างไร?

หนูรำคาญก็แม่พูดมาก เรารู้สึกว่าเราพูดแค่นี้คือจบแล้ว แต่แม่ก็ยังถามต่อนู่นนี่นั่น แม่ต้องการอะไร

หนูหวังอะไรจากการที่เงียบใส่แม่?

ไม่ได้หวังค่ะ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายมันจะจบยังไงก็เลยคิดว่าพูดไปมันก็ไม่มีประโยชน์

แต่เรื่องเจาะหู ถึงแม่จะห้าม หนูก็ยังไปเจาะหูมาเพิ่มไม่ใช่เหรอ?

หนูรู้อยู่แล้วว่าถ้าหนูไปขอเขา หนูก็ไม่ได้เจาะก็เลยแอบไปเจาะเลยดีกว่า มาเห็นทีหลังยังไงก็ห้ามเราไม่ได้แล้ว

หลังจากไปออกรายการรอลูกเลิกเรียน แม้ในรายการแม่จะทำให้เราพูดไม่ได้พอกลับไปแล้วแม่ยังทำตามคำแนะนำของหมอให้เราเห็นอยู่ไหม?

ทำค่ะ ช่วงนี้จะมีบ้างบางเรื่องที่แม่จะฟังเราเพียงฝ่ายเดียว ไม่ค่อยพูดเยอะแล้ว เช่น เรื่องเลือกคณะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะบอกเรียนอันนั้นดีกว่า อันนี้ดีกว่า เพราะเขาไม่อยากให้เราเรียนนิเทศ แต่ตอนนี้เวลาที่ได้คุยเรื่องนี้ คือ เรียนที่อยากเข้าเลย หนูก็รู้สึกว่าสบายใจดี ไม่ต้องเครียดมาก ไม่ต้องมาทะเลาะกับแม่เรื่องนี้

หลังจากที่แม่พยายามปรับตัวแล้วเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหนูกับแม่เป็นอย่างไร?

ก็ดีขึ้นนิดนึงมั้งคะ เขาก็มาลูบหัว มากอด แต่ก่อนไม่ค่อยทำ เอาจริงๆ หนูก็รู้สึกแปลกๆ นะคะ จะทำ ไม่ทำก็เฉยๆ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ที่ดีขึ้นก็อย่างที่บอกเรื่องชวนทะเลาะ มันลดลงไปบ้าง อย่างเรื่องงานที่หนูทำปกติจะเถียงกันบ่อย เพราะหนูไม่อยากทำ แต่แม่อยากให้ทำ ตอนนี้แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเท่าไรแล้ว

พอเห็นคุณแม่ทั้งที่พูดเยอะกับปรับตัวแล้ว หนูพอเข้าใจไหมว่าทำไมแม่ถึงทำอย่างนั้น?

เข้าใจค่ะ เขาน่าจะเป็นห่วงเราแหละ อีกอย่างเขาก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว เราพอเข้าใจได้

เข้าใจแล้ว แต่ถ้าแม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกล่ะ หนูจะทำยังไง?

ก็คงไม่ฟังเขาอีกแหละค่ะ (หัวเราะ) จะให้หนูทำยังไงอ่ะคะ

พอได้คุยกับน้องพรามณ์แล้วแอดว่าแอดก็เข้าใจทั้งสองฝ่ายนะว่าที่พ่อแม่อธิบายเยอะก็เพราะความห่วง ส่วนน้องพรามณ์ที่เงียบก็เพราะตัดความรำคาญ เลยคิดว่ามันควรหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ได้

ถ้าพ่อแม่ยังหาทางออกไม่ได้ก็ลองทำตามเทคนิคของคุณหมอวิจากรายการรอลูกเลิกเรียนดู คือ พูดสั้นๆ ว่าไม่ชอบอะไร บอกความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้นแล้วก็ขอร้องให้ลูกไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เยิ่นเย้อก็จะทำให้ลูกรับรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการและไม่รำคาญได้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

สัมภาษณ์แม่เปิ้ล ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

#ทำไมความเป็นห่วงของแม่จึงกลายเป็นการบ่น

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่เคยเป็นห่วงลูกมากๆ คอยบอก คอยเตือนลูกในทุกๆ เรื่องแต่ลูกไม่ค่อยสนใจ ลองอ่านเรื่องราวของคุณแม่ท่านนี้ดูครับ

คุณเปิ้ล คือตัวแทนคุณแม่ที่มีลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรลูกก็จะไม่เชื่อฟัง ยกตัวอย่าง เรื่องที่เธอไม่อยากให้ลูกเจาะหู แต่ลูกดันเจาะ รวมไปถึงการที่เธอถูกลูกเงียบใส่บ่อยๆ จนเธอรู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเองแล้วคิดเสมอว่าเธอทำอะไรผิดพลาดไป พยายามหาคำตอบจากลูก แต่ลูกก็ไม่ตอบ เลยไม่รู้ว่าต้องแก้ที่ตรงไหน แต่โชคยังดีที่เธอได้มาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนจึงได้คำแนะนำดีๆ จากคุณหมอไป มาดูกันว่าปัญหาที่แท้จริงของเรื่องนี้คืออะไรแล้วตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกจะดีมากแค่ไหน ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้ครับ

หลังจากที่ตัดสินใจเข้าร่วมรายการและเล่าปัญหาของครอบครัวของคุณแม่ให้หมอฟังเรียบร้อยแล้ว คุณหมอได้บอกไหมว่าปัญหามันเกิดจากอะไร?

ปัญหามันเกิดจากที่แม่พูดเยอะเกินไปจนกลายเป็นบ่นลูกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมนี้ของแม่มันทำให้ลูกฟังแล้วรำคาญ ถึงแม้เราจะอธิบายไปด้วยความหวังดีก็ตามซึ่งยอมรับเลยว่าตอนแรกมีความรู้สึกย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณหมอบอกนิดหน่อยเพราะเราคิดว่า ใช่ เราพูดเยอะจริง แต่มันคือการอธิบายมีเหตุและผล อธิบายว่าทำไมถึงไม่ให้ทำ มันไม่น่าถึงขนาดที่ว่าคนอื่นฟังแล้วคือบ่น

แต่คุณหมอก็พูดคำหนึ่งให้เราฉุกคิดได้เลย คือ “ขอถามนิดหนึ่งว่าน้องเจาะหูแล้วน้องตายไหม” เราก็อึ้งไปเลย มาย้อนคิดไปถึงเรื่องทั่วไปที่เด็กคนอื่นๆ เป็นกัน เช่น การใส่ถุงเท้าผิดระเบียบ เรามองว่าไม่ควรใส่แต่เด็กคนอื่นๆ ก็เคยทำไม่ใช่เหรอ? มันเลยทำให้แม่ถอยออกมาสักหนึ่งก้าวแล้วก็มองตัวเองว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันอาจจะมากเกินไปใช่ไหม จนเขามองว่ามันน่ารำคาญ

พอรู้ถึงปัญหาแล้ว คุณหมอแนะนำให้แก้ไขอย่างไรบ้าง?

คุณหมอบอกว่าให้พูดกับลูกสั้นลง ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะ บอกสิ่งที่เราต้องการและบอกเหตุผลพร้อมกับความรู้สึกที่เป็นห่วงลูกเข้าไป เพราะก่อนหน้านี้ เราไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้เลย มีแต่เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไรเฉยๆ เนื่องจากเราคิดว่าของอย่างนี้มันรู้กันอยู่แล้ว ลูกต้องรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่มีแต่ความหวังดีให้ลูก ไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงความรู้สึกหรอก

ถึงแม้ว่าแม่จะพยายามทำตามที่คุณหมอบอกทุกอย่างแล้วตามที่พวกเราเห็นในรายการ แต่สุดท้ายมันไม่ได้เห็นผลในทันที คุณแม่รู้สึกอย่างไร?

ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำเลย อยู่ๆ เรามาเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือมันก็ต้องไม่เห็นผลอยู่แล้ว เพราะเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาเพื่อให้ลูกได้ปรับตัว อยู่ดีๆ แม่มาเปลี่ยนไป พูดสิ่งที่ไม่เคยพูด เข้ามากอด มาหอมแบบที่ไม่ค่อยทำ เด็กก็ต้องรู้สึกว่า แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมแม่เปลี่ยนไปแล้วแม่จะมาอะไรกับฉันประมาณนี้ ประกอบกับการที่เรานอนอยู่คนละห้องกับลูก เวลาที่เขาใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกับน้องสาวกับคุณยาย เขาเลยจะสนิทกับ 2 คนนั้นมากกว่า

ถ้าอย่างนั้นพอถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 3 เดือนแล้วหลังจากบันทึกเทปไป เทคนิคของคุณหมอมันเห็นผลลัพธ์ที่ดีไหม?

เห็นค่ะ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ได้เลยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูก เราพูดกับลูกมากขึ้น โดยที่ตัวแม่เองพูดน้อยลง เน้นฟังลูกพูดมากกว่า รวมไปถึงเทคนิคที่คุณหมอสอนว่าให้เราบอกลูกในสิ่งที่อยากให้ทำพร้อมแสดงความรู้สึกดีๆ ให้ไปก็ถือว่าโอเคนะคะ ลูกเชื่อฟังเรา

ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วเขาใส่เสื้อแขนกุด ซึ่งเราไม่อยากให้เขาใส่แบบนี้เลย เป็นห่วงเขา แม่ก็เลยบอกเขาไปว่า “เสื้อตัวนี้สวยดีนะลูก แต่ว่าถ้าหนูจะนั่งรถตู้หรือรถประจำทางก็หาเสื้อมาคลุมหน่อย แม่เป็นห่วง” ซึ่งเขาก็บอกเราว่า “หรอคะแม่ ใส่เสื้อคลุมดีกว่าใช่ไหม” เขาก็เดินไปใส่เสื้อคลุมของเขาเองเลย ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราจะไม่ค่อยอ่อนโยนต่อกัน พูดจากับลูกก็จะออกห้วนหน่อย ประมาณว่า “โห ใส่เสื้อขนาดนี้ แม่ว่ามันโป๊ไปปะ ใส่เสื้อคลุมหน่อย” แต่ก็จะไม่เพิ่มเติมว่าที่ให้ใส่เพราะเป็นห่วง

ความรู้สึกของคุณแม่ตอนที่น้องทำตามอย่างว่าง่ายเป็นอย่างไรบ้าง?

ความรู้สึกก็คือตกใจเหมือนกันนะว่า “เห้ย เออ มันก็โอเคนะ” สิ่งที่เราพยายามที่จะปรับ แก้ เพิ่มเติม มันก็ได้ผล

อยากกลับไปเป็นคุณแม่คนนั้นอีกไหม เพราะอะไร?

ถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่แล้ว เพราะมีความรู้สึกว่า ณ จุดนั้น มันมีแต่ คือเราคิดว่าสิ่งที่เราให้ลูกไป มันดีทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำกลับมาให้เรานั้นมันทำให้เราเสียใจ ช่วงนั้นมีแต่ความคิดที่ขุ่นมัวว่าฉันก็ให้สิ่งที่ดีไปแล้ว ทำไม่ถึงเลือก แนะนำไปแล้วทำไมถึงไม่ทำ ทำไมถึงไม่ใช่ฟังกันบ้างขนาดนั้นเลยค่ะ

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

ปัญหาหลักๆ ต้องดูว่าเราให้ความใกล้ชิดกับลูกมากน้อยแค่ไหนเพราะว่าสังคมไทยการแสดงออกซึ่งความรักทางคำพูดและภาษากายยังค่อนข้างมีน้อย เพราะถ้าดูจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ของแม่นี่ก็น้อยมากที่จะแสดงความรักแบบนี้ พอเด็กเริ่มโต ความห่างทางกายก็เริ่มมี เช่น การกอด การสัมผัส การจับมือ จูงมือ ยิ่งพูดคำว่ารักนี่ยิ่งค่อนข้างน้อยเลย ยกเว้นจะเป็นช่วงเทศกาล แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการพูดคำว่ารักหรือกอดกันแค่ในวันเทศกาลมาเป็นทุกๆ วัน มันก็จะช่วยให้สนิทสนมมีมากขึ้นแล้วทุกอย่างก็จะดีเอง

ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางคำพูดหรือทางกายก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างที่คุณแม่เปิ้ลบอกถ้าเราสื่อความรู้สึกให้ลูกรู้ว่ารักในทุกๆ วัน ปัญหาที่ค้างคาใจต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไปแล้วจะถูกแทนที่ด้วยความสุขของครอบครัวเรานั่นเอง

สุดท้าย แม้ในรายการแม่เปิ้ลทำตามคุณหมอแล้วมันไม่เห็นผลในทันที แต่หลังจากนั้น คุณแม่ก็ได้ทบทวนและมองเห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เธอปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภายในบ้านและพวกเราก็พบสัญญาณที่ดีขึ้นจากครอบครัวนี้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ทำอย่างไร..ถ้าลูกเป็นเด็กดื้อเงียบ

แค่เห็นคำว่าดื้อพ่อแม่ก็ถึงกับเอามือกุมหัวกันให้วุ่นแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ลูกคนนี้เชื่อฟัง แต่ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กดื้อเงียบล่ะ คุณจะทำอย่างไรดีนะ

อาการดื้อเงียบ คือ อาการที่ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ผู้ปกครองบอกหรือเตือนอะไรในครั้งแรกเหมือนจะเชื่อฟังและรับปากไว้ แต่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยเบลอ ไม่ทำตามที่ตกลงกับพ่อแม่ซะอย่างนั้น

ยกตัวอย่างจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ในช่วงที่คุณแม่เปิ้ลเล่าพฤติกรรมของลูกให้ฟังว่าลูกของเธอก็เป็นคนมีพฤติกรรมต่อต้าน มีครั้งหนึ่งที่คุณแม่ห้ามไม่ให้น้องไปเจาะหูเพราะเป็นห่วง เนื่องจากน้องเป็นน้ำเหลืองไม่ดี แผลหายยาก ตอนแรกน้องก็เหมือนจะฟัง แต่ไปๆ มาๆ ก็มาเห็นว่าน้องมีรูหูเพิ่มขึ้นอีก 2 รู นี่จึงเป็นนิสัยของเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านหรือดื้อเงียบนั่นเอง

เด็กดื้อเงียบเกิดจากผู้ปกครองชอบห้ามลูกทำนู่น ทำนี่ตามที่เขาต้องการพร้อมกับอธิบายเหตุผลที่ดูเยิ่นเย้อมากเกินไป เพราะแม้ว่าจะมีเจตนาดีที่เป็นห่วงลูก กลัวลูกได้รับอันตรายไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจึงห้ามลูกทำสิ่งนั้น แต่สำหรับลูกเมื่อพ่อแม่พูดเยอะ อธิบายเยอะจะกลายเป็น “การบ่น” ทันทีเหมือนพูดเยอะแต่สาระมีอยู่นิดเดียว ทำให้ลูกตอบเออออเพื่อตัดความรำคาญเท่านั้นแต่สุดท้ายก็ไม่ฟังและทำตามใจชอบอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดได้จากการถูกผู้ปกครองเลี้ยงดูอย่างเอาใจหรือไม่ก็ไม่ใส่ใจเลยทำให้เด็กไม่รู้จักการใช้เหตุผล ขาดการคิดวิเคราะห์ กล่าวคือเด็กไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ต่อให้สุดท้ายพ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือนก็เลือกที่จะไม่รับฟังและทำตามที่ตัวเองคิดต่อไป

เมื่อผู้ปกครองสังเกตว่าลูกของตนมีอาการดื้อเงียบแล้วอย่าเพิ่งท้อใจไปนะครับ เรามีวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกของคุณค่อยๆ ลดอาการนี้ลงไป โดยอาศัยการสื่อสารเป็นสำคัญ รวมไปถึงความสุขของผู้ปกครองขณะพูดคุยและระยะเวลาเพื่อให้เขาปรับตัว วันนี้แอดได้สรุปเทคนิคทำให้ลูกเลิกดื้อเงียบตามแบบฉบับรายการรอลูกเลิกเรียนมาให้ทุกคน ดังนี้

  1. ผู้ปกครองต้องทำใจให้เป็นสุข หมายถึงการสร้างบรรยากาศที่ดีขณะที่พูดกับลูก ไม่มีอคติในใจอะไร
  2. บอกพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ชอบให้ลูกรู้ การบอกพฤติกรรมที่ไม่ชอบไม่ใช่การโทษลูก เช่น บอกว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้” เพราะถือเป็นการตำหนิลูก แต่ควรมุ่งไปที่พฤติกรรมนั้นๆ เลย เช่น หากพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเจาะหู ก็ต้องบอกลูกว่า “เจาะหูนี่มันไม่ดีเลยเนาะ” เป็นต้น
  3. แฝงความรู้สึกลงไปในคำพูด เมื่อผู้ปกครองบอกจุดประสงค์ไปแล้วก็ควรบอกเหตุผลว่าทำไมต้องพูดถึงสิ่งนี้ เป็นห่วงอย่างไร เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร เช่น “พอเจาะหูแล้วเรามารู้ทีหลังว่าเป็นน้ำเหลืองไม่ดีทำให้แผลหายยากนี่แย่เลย”
  4. บอกลูกว่าเราต้องการให้เขาทำอะไร พูดให้ตรงประเด็นไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะถ้ามันแต่อธิบายจะยิ่งทำให้ลูกรำคาญแทน ตัวอ่างประโยคที่ใช้ คือ “แม่ไม่อยากให้เจาะหู เพราะหนูน้ำเหลืองไม่ดี แม่เป็นห่วงนะ”

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคนิคเหล่านี้อาจไม่ได้เห็นผลในทันที เพราะถ้าลูกไม่เคยเห็นผู้ปกครองพูดจาแบบนี้มาก่อนก็อาจจะงงและยังปรับตัวไม่ทันได้ ผู้ปกครองจึงควรอดทนและพยายามทำต่อไปเพื่อให้ลูกรู้สึกชินและกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันทั้งของลูกและคุณดีกว่า นอกจากนี้ พวกเราอยากให้พ่อแม่มองว่าเด็กดื้อเงียบไม่ใช่เด็กที่ผิดปกติ แต่ต้องการการเอาใจใส่ รับฟัง มากกว่าการบ่นซึ่งต้องเริ่มจากการปรับตัวของผู้ปกครองและอาศัยระยะเวลาเพื่อให้เด็กปรับตัวตามได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

แน่นอนว่าไม่มีใครที่อยากเป็นพ่อแม่ที่เยอะ ขี้บ่น ทั้งหมดมันเกิดจากความรักและห่วงจึงทำให้พ่อแม่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าพ่อแม่แสดงความเป็นห่วงด้วยวิธีที่ลูกวัยรุ่นจะฟังมันก็ย่อมดีกว่าที่จะใช้วิธีการนี้ที่สร้างความขุ่นมัวในใจให้กับทั้งท่านและลูกนะครับ

สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

“ความเครียด” ใช่ว่าจะแย่!!

ความเครียด ใช่ว่าจะแย่!! นักจิตวิทยาเผย..อย่ากังวลกับความเครียดของลูกเพราะมันช่วยลูกคุณได้

เป็นงงกันไป..เมื่อมีนักจิตวิทยาบอกว่าอย่าไปกังวลหากลูกต้องเผชิญกับความเครียด

พ่อแม่ส่วนใหญ่จะคิดว่าความเครียดมันเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และยิ่งปล่อยให้ความเครียดสะสมย่อมทำร้ายลูกเป็นแน่ ฉะนั้น ถ้าลูกมีความเครียด พ่อแม่ควรจะหาวิธีป้องกันหรือช่วยลูกลดแรงกดดันนั้น แต่ลิซ่า ดามัวร์ นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเครียดของเด็กผู้หญิงบอกว่าความเครียดบางอย่างอาจสร้างบาดแผลให้ลูกได้จริง แต่มันก็ยังมีความเครียดที่ที่ส่งผลดีอยู่เช่นกัน

 

ความเครียดที่ดี..มีจริงหรอ?

ฟังๆ ดูแล้วอาจขัดหู ขัดอารมณ์กันสักหน่อย “ความเครียดที่ดี” มีที่ไหนซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หากใครหลายคนคิดแบบนี้เพราะมันง่ายมากที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ตกอยู่ในกรอบความคิดที่ว่า

“ถ้ารู้สึกแย่ = สิ่งไม่ดีต่อตัวเรา”

แต่ถ้าลองนึกดูให้ดีกรอบความคิดนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวอย่างคนออกกำลังกาย คงไม่มีใครรู้สึกดีที่ต้องเข็นตัวเองไปยิมเพื่อยกลูกเหล็กหนักๆ ตลอดหรอก ของอย่างนี้มันต้องมีท้อกันบ้าง แต่สุดท้ายเจ้าลูกเหล็กที่ว่ามันก็นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีของเราไม่ใช่เหรอ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นักแสดงบนเวที เมื่อถามพวกเขาถึงเรื่องความเครียด พวกเขาบอกว่าความเครียดนี่แหละที่เป็นตัวที่ทำให้การแสดงของเขาออกมาดี แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป

ฉะนั้น ความเครียดที่ดี (healthy stress) ที่พูดถึงคือความเครียดที่เป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับลูก สามารถทำให้ลูกจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำและสามารถพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้หลากหลายรูปแบบ ความเครียดจึงเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้ลูกคุณเติบโตขึ้นและก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองได้ แต่ต้องย้ำให้ชัดว่าควรมีความเครียดแค่ในปริมาณที่เหมาะสมและดำเนินไปในทางที่ถูกต้องเท่านั้น

ให้เวลาตัวเอง 10 นาทีก่อนจะเผชิญหน้ากับความเครียด

ไม่ว่าอย่างไรเราทุกคนคงหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากับความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการสอบ การพูดต่อหน้าที่สาธารณะหรือสถานการณ์ต่างๆ อีกมากมาย ฉะนั้น เราจะแปรเปลี่ยนความเครียดที่ทำลายสุขภาพมาเป็นความเครียดที่ช่วยผลักดันความสามารถของเราได้ นักวิจัยบอกว่าหากเราให้เวลาตัวเอง 10 นาทีทบทวนความกังวลที่มีในขณะนั้น เราก็จะสามารถจัดการความเครียดและเผชิญหน้าต่อสถานการณ์นั้นได้ดีมากขึ้น

การวิจัยของ The National Academy of Sciences ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองเรื่องนี้ผ่านนักเรียนประมาณ 1,200 คนในช่วงก่อนที่พวกเขาจะสอบกลางและปลายภาคเรียน โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม นักวิจัยให้เด็กกลุ่มแรกเขียนความกังวลที่มีต่อการสอบในอีก 10 นาทีข้างหน้านี้ ส่วนกลุ่มที่สองต้องตีความความเครียดที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ดีและทำให้เราพร้อมสู้กับการสอบครั้งนี้ได้ และกลุ่มสุดท้ายต้องทำตามวิธีการทั้งหมดที่สองกลุ่มแรกทำ

ผลการวิจัยพบว่าการกระทำทั้ง 3 รูปแบบข้างต้นช่วยให้นักเรียนที่วิตกกังวลควบคุมความเครียดได้ดีขึ้นและเพิ่มคะแนนสอบให้พวกเขาได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยให้ลูกจัดการความเครียดได้ดี คือ ผู้ปกครองต้องสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะให้ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ สิ่งที่ทำแล้วชอบ, สิ่งที่ทำแล้วไม่ชอบจนเข้าขั้นวิกฤติ และสิ่งที่ไม่ชอบแต่รับมือได้ พอลูกฝึกจัดกลุ่มความรู้สึกบ่อยๆ ก็จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างความเครียดที่เป็นประโยชน์และเป็นอันตรายต่อตัวเขา

ความเครียดก็ยังพอมีสิ่งดีๆ ปะปนอยู่บ้าง

ข้อดีของความเครียดไม่ใช่แค่การเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เด็กบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายได้เท่านั้น แต่ยังสร้างความยืดหยุ่นด้านจิตวิทยากับเด็กว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวกับความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าครั้งนี้ก็หนักหนายังผ่านมาได้แล้วทำไมครั้งหน้าจะผ่านไปไม่ได้ ฉะนั้น อย่ากลัวไปเลยที่จะปล่อยให้ลูกได้เครียดดูบ้าง แต่ในปริมาณที่พอเหมาะนะ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ที่มา:  washingtonpost

ความกดดันจากครอบครัวก็ทำให้เด็กวัยเรียนฆ่าตัวตายได้จริงหรือ?

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีข่าวสลดใจเกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย เนื่องจากอนาคตที่มีเด็กมัธยมกว่า 20 คนได้ตัดสินใจจากโลกนี้ไป เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังจากที่พวกเขาทราบว่าคะแนนสอบระดับชาติของพวกเขามีคะแนนออกมาเป็น 0 แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องน่าเศร้ากว่านั้น คือ คะแนนสอบเหล่านั้นไม่เป็นความจริง แต่ที่มันออกมาในรูปแบบนั้น เนื่องจากความผิดพลาดของระบบคำนวณคะแนนนั่นเอง ย้อนกลับมาที่ไทยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็มีข่าวนักศึกษาปิดฉากชีวิตตัวเองลงถึง 5 รายด้วยกันในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

จาก 2 กรณีข้างต้นอ้างว่า การถูกกดดันเรื่องการเรียนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เด็กตัดสินใจฆ่าตัวตาย คำถามที่เกิดขึ้นในใจแอด คือ ความกดดันเรื่องการเรียนมีอิทธิพลมากจนทำให้เด็กคนหนึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายได้เลยเหรอ? วันนี้แอดจึงติดต่อคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต มาช่วยไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กัน

ทำไมการถูกกดดันเรื่องการเรียนถึงทำให้เด็กคนหนึ่งสามารถฆ่าตัวตายได้

ถ้าให้พูดตามตรงมีน้อยมากที่เด็กจะฆ่าตัวตายโดยมีสาเหตุหลักมาจากการถูกกดดันเพียงเรื่องเดียว อย่างน้อยมันจะมีเรื่องโรคซึมเศร้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ถ้ามุ่งประเด็นไปที่ความกดดัน เด็กที่คิดสั้นเป็นเด็กที่ถูกกดดันผ่านการเลี้ยงดูและหล่อหลอมมาเป็นเวลานานจากพ่อแม่ของตนเองซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการถูกเลี้ยงดูแบบให้เด็ก “มีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพ”

ลองขยายความเรื่องการเลี้ยงดูแบบมีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพให้ฟังหน่อย

ขออธิบายภาพรวมของการเลี้ยงลูกวัยรุ่นก่อนว่าจะต้องมีระเบียบวินัยกับสัมพันธภาพไปพร้อมๆ กัน โดยครอบครัวที่สอนให้เด็กมีระเบียบวินัยที่ดี เช่น เด็กต้องอ่านหนังสือ รักการอ่าน เตรียมตัวสอบและเด็กก็ทำตาม ส่วนครอบครัวที่สร้างสัมพันธภาพที่ดี ได้แก่ พ่อแม่พูดคุยกับลูกได้เมื่อลูกมีปัญหา ยืดหยุ่นให้ตามสมควร สิ่งที่เด็กจะได้ก็คือได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นและประสบความสำเร็จ

แต่ในกลุ่มของพ่อแม่ที่สอนลูกให้มีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพอย่างที่ถามมา พ่อแม่เหล่านี้จะมีความรู้ทางวิชาการในการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องในระดับหนึ่ง แต่ให้คนอื่นทำหน้าที่แทน พวกเขารู้ว่าการเล่านิทาน พาลูกเข้าสังคมเป็นเรื่องที่ดี แต่จะไปจ้างติวเตอร์ข้างนอกสอนเอา หน้าที่ของพวกเขาจึงเป็นการติดตามว่าลูกทำตามคอร์สที่ติวเตอร์วางไว้หรือไม่? และคาดหวังกับลูกในเป้าหมายระยะสั้นต่อไปเรื่อยๆ เช่น ลูกต้องสอบเข้าสาธิตให้ได้, ลูกต้องสอบให้ได้ที่ดีๆ เนื่องจากพวกเขาคิดว่าการส่งเสียลูกเรียนกับติวเตอร์เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เขาจึงมีความคาดหวังในตัวลูกมาก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กก็คือความเครียดและความกดดันนั่นเองซึ่งถ้าลูกมีความเครียดสูงก็อาจส่งผลให้เด็กคิดสั้นตามข่าวข้างต้นได้

ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิก คิดว่าการกดดันเรื่องเรียนจากพ่อแม่แบบไหนร้ายแรงที่สุด

ถ้าเป็นเรื่องความกดดันก็น่าจะเป็นเรื่องการตั้งเป้าหมายในชีวิตลูกที่เป็นเรื่องใหญ่สุด เพราะทุกวันนี้จะมีการสอนเรื่องกระบวนการคิดเพื่อให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต (Executive function-EF) แก่นหลักของการสอนเรื่องนี้คือการให้เด็กตั้งเป้าหมายและเป็นเป้าหมายที่ไม่ทะเยอทะยานจนเกินไป พ่อแม่จะมีหน้าที่สนับสนุนให้เด็กสามารถทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นให้ได้เท่านั้น แต่ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ คือ คนตั้งเป้าหมายไม่ใช่เด็กแต่เป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ให้ลูกมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายด้วย ดังนั้น มันจึงเป็นการบังคับจึงพัฒนาเป็นการกดดัน

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีเรื่องที่ว่า “พ่อแม่ชมลูกไม่เป็น” ก็เป็นสิ่งที่กดดันลูกได้ เพราะทุกวันนี้พ่อแม่มักชมลูกที่ผลลัพธ์ แต่ไม่ได้ชมลูกที่กระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกตั้งใจเรียนแล้วสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งได้ ผู้ใหญ่มักจะชมว่า  “หนูสอบสาธิตได้ หนูเก่ง” แต่ไม่มีการชมว่า “หนูพยายามเต็มที่แล้ว หนูเก่งมากเลย”

เมื่อย้อนมาที่ข่าวของประเทศอินเดีย ถ้าพ่อแม่เห็นว่าลูกตั้งใจอ่านหนังสือเต็มที่แล้วชื่นชมว่ามองเห็นความพยายามของเขา ผลลัพธ์ออกมาได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ลูกก็จะไม่ได้ถูกกดดันมาก ในขณะที่ถ้าชมเขาที่ผลลัพธ์บ่อย มาถึงคราวที่เขาไม่บรรลุเป้าหมาย ลูกก็จะมองว่าตัวเองไม่เก่งพอ ความพยายามมีไม่มากพอ ไม่มีคุณค่าอะไรเลย งั้นตายดีกว่ามันก็เป็นไปได้

มันเป็นไปได้ไหมว่าเด็กดันคิดไปเองว่าพ่อแม่ไม่พอใจเมื่อเขาทำไม่ได้อย่างที่หวัง ทั้งๆ ที่พ่อแม่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร

เด็กไม่ได้คิดไปเอง แต่เขาเชื่อจริงๆ โดยธรรมชาติการเลี้ยงลูก มันไม่ใช่แค่ 1 ปี แต่มันคือตลอดชีวิตของลูกไง อย่างถ้าผู้ปกครองเป็นลูกหมอ พูดมาตลอดเลยว่าลูกต้องเรียนเก่งๆ โตมาจะได้มาเป็นหมอ มาช่วยกันเปิดคลินิก มันก็เป็นการหล่อหลอมเขาชีวิตแล้วว่าต้องได้แบบนี้เท่านั้นเด็กจึงไม่ได้คิดไปเองหรือด่วนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

เหมือนกับว่าที่พูดมาทั้งหมดคือการกดดันแบบตั้งใจแล้วมันมีบ้างไหมที่ผู้ปกครองจะกดดันลูกโดยไม่รู้ตัวบ้าง

ส่วนมากจะเป็นคำพูดที่เห็นชัดๆ เลย ซึ่งก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

  1. คำพูดเปรยๆ ซ้ำๆ ว่าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน เพราะถึงจะไม่ได้พูดกดดันแต่การพูดย้ำก็ถือเป็นการคาดหวัง เช่น อยากให้ลูกเป็นหมอ, อยากให้ลูกเป็นวิศวกร
  2. พูดเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่พบบ่อยมากในชีวิตประจำวันของเด็ก โดยส่วนมากจะเป็นการชมบุคคลที่สามด้วยคำว่า “ดีจังเลย” ให้ลูกตัวเองได้ยินซึ่งลูกก็จะรู้ตัวว่าถ้าเราทำไม่ได้ก็คือเราแย่

ตัวอย่างคำพูดเปรียบเทียบ  

– พ่อก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับลูกนะ แต่ว่าลูกป้าสอบเตรียมอุดมได้ ดีมากเลย ถ้าพ่อเป็นพ่อแม่เขาก็คงจะภูมิใจมาก

– ตระกูลเราทุกคนจบเตรียมอุดม ไม่ได้อะไรหรอก ลูกได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าพี่สาวลูกเอย ลูกป้า ทุกคนเขาก็จบจากที่นี่กัน พ่อว่ามันก็ดีนะ

ถ้าคำพูดข้างต้นเป็นคำพูดที่กดดันลูก แล้วคำพูดแบบไหนที่จะช่วยเป็นแรงผลักดันที่ดีต่อลูกบ้าง

ก่อนจะพูดถึงเรื่องคำพูด ควรให้ลูกได้เจอเป้าหมายของลูกก่อน จากนั้นก็พูดให้กำลังใจด้วยการบอกให้เขาทำให้เต็มที่

ตัวอย่างคำพูดที่เป็นแรงผลักดันให้ลูก

  • หนูทำได้ โอ้ ดีมากเลยลูก ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่จะสนับสนุนเต็มที่
  • ทำให้เต็มที่นะลูก ผลจะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร พ่อแม่ไม่ว่าอะไรหนูเลย แค่อยากให้หนูมีความสุขกับสิ่งที่หนูทำ

สุดท้ายถ้าลูกทำไม่ได้อย่างที่หวัง ผู้ปกครองควรทำและพูดกับลูกอย่างไร เพื่อไม่ให้ลูกคิดสั้น

ให้กำลังใจลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลย แต่มันก็ยังแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ ให้กำลังใจลูกในสิ่งที่ผิดหวังแต่มีโอกาสแก้ไขได้กับให้กำลังใจลูกในสิ่งที่ผิดหวังแต่แก้ไขอะไรไม่ได้

สำหรับสิ่งที่แก้ไขได้ก็ให้กำลังใจ เช่น ลูกแข่งขันกีฬาแล้วลูกแพ้ ผู้ปกครองสามารถให้กำลังใจลูกได้ว่านี่เป็นก้าวแรกของหนู หนูก็ต้องพยายามต่อไปนะ อย่าเพิ่งท้อนะลูก ยังมีการแข่งอีกหลายครั้ง เป็นต้น

ส่วนถ้าลูกผิดหวังในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้อย่างการสอบ พ่อแม่ต้องระวังคำพูดพอสมควร เนื่องจากมันทำให้เด็กเครียดมาก สร้างความกดดันให้เยอะเป็นพิเศษ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือพูดให้ลูกลดความคาดหวังลงมา โดยทำให้เขาเข้าใจว่าทุกอย่างไม่จำเป็นจะต้องได้ตามที่คิด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น เขาคาดหวังว่าจะสอบได้ที่ 1 เราก็บอกเขาว่า หนูไม่จำเป็นจะต้องได้ที่ 1 ก็ได้นะลูก พ่อแม่แค่เห็นหนูพยายามอย่างเต็มที่ พ่อแม่ก็ภูมิใจแล้ว

ถึงแม้พี่เจมส์จะกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าความกดดันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เด็กฆ่าตัวตายได้ แต่การแสดงออกของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย สั่งสอน การอยู่ร่วมใช้ชีวิตกับเด็กมาทั้งชีวิตของเขาก็ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ว่าพ่อแม่คาดหวังสิ่งใดจากเขาเช่นกัน มันจึงเป็นความกดดันที่ไม่ได้เผยตัวตนชัดเจนแต่ก็มีผลต่อหัวใจดวงเล็กๆ เหล่านั้นพอสมควร

แล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งที่เผลอกดดันลูกเรื่องการเรียนหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

Scroll to top