บล็อก

วิธีชวนลูกคุยเรื่องความรักในวัยที่มี “ความลับมากที่สุด”

รู้หรือไม่? ลูกของคุณจะมีความลับมากที่สุดตอนไหน

คำตอบ คือ ช่วงอายุ 13-16 ปีและถ้ายิ่งกำลังอินเลิฟอยู่ด้วยล่ะก็จะให้พวกเขาพูดออกมาก็ยากหน่อยครับ

รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เคยกล่าวไว้ว่าวัยรุ่นอายุ 13-16 ปีเป็นช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศอย่างเทสโทสเตอโรนสูงมากประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนที่แสวงหาความสุข หรือที่เรียกว่า Limbic reward system มีการตอบสนองมากกว่าปกติ

เมื่อทั้งสองปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นมาพร้อมกันก็ทำให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็น อยากทำอะไรใหม่ๆ ที่ตื่นเต้นเร้าใจและเริ่มต้องการพื้นที่ส่วนตัว เพราะพวกเขากำลังเรียนรู้การเป็นผู้ใหญ่เพื่อสร้างความสัมพันธ์และอยากได้รับการยอมรับจากคนภายนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัวตัวเอง เช่น เพื่อน แฟน ฉะนั้น พ่อแม่ก็อย่าเพิ่งเครียดไป หากลูกไม่ค่อยพูดด้วย โดยเฉพาะเรื่องความรักของเขา

อย่างไรก็ตาม แม้การพูดคุยเรื่องราวความรักกับลูกในวัยนี้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็พอมีเทคนิคให้พ่อแม่ได้เริ่มการสนทนาเรื่องนี้กับลูกได้อยู่ครับ

  1. อธิบายให้ลูกรู้ว่าความรักที่ดีเป็นอย่างไร โดยอธิบายว่าความสัมพันธ์ที่ดีนั้นมาจากความเคารพ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ การสื่อสารและการให้ความช่วยเหลือ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
  2. อธิบายให้ลูกเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ‘ความหลงใหล’ กับ ‘ความรัก’ เนื่องจากทั้งสองอย่างมีความคล้ายคลึงกัน พ่อแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าความหลงใหล คือ ความรู้สึกชอบมากๆ แทบกินไม่ได้ นอนไม่หลับเมื่อไม่ได้เจอ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็วต่างจากความรักที่คนสองคนจะใช้เวลาศึกษานิสัยกันและกันไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่
  3. คุยกับลูกเรื่องเพศสัมพันธ์ ตอนนี้เป็นยุคของการเปิดกว้าง พ่อแม่อย่าอายเลยครับที่จะคุยเรื่องนี้กับลูก ให้พวกเขาได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้จากคุณดีกว่าไปศึกษาเองจากที่ไหนก็ไม่รู้นะครับ เทคนิคการคุยนั้นก็แนะนำว่าให้เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่าการบอกตรงๆ เพราะลูกอาจจะไม่ฟังได้ โดยเรื่องที่คุยก็จะเป็นข้อดีข้อเสียของเพศสัมพันธ์ คุณค่าทางจริยธรรม ความรับผิดชอบ ความเชื่อส่วนตัวและยึดตามหลักศาสนาที่คุณนับถือ
  4. ตั้งขอบเขตให้ลูกว่าวัยนี้รักได้เท่าไหน การตั้งกฎถือเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างเช่นการท้องในวัยเรียน ฉะนั้น พ่อแม่ควรคุยกับลูกเรื่องกำหนดเวลากลับบ้านซึ่งต้องคุยแบบไม่บังคับให้เป็นข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย
  5. บอกให้ลูกรู้ว่าคุณสนับสนุนให้เขามีรักที่ดี อาจจะเป็นการรับ-ส่งลูกเวลาที่ลูกออกเดท คอยให้คำปรึกษาหรือแสดงออกให้เห็นว่าคุณเห็นใจเวลาที่เขาเสียใจ แม้กระทั่งลองเล่าเรื่องราวความรักของคุณให้เขาฟังบ้างก็ได้เพื่อให้เขารู้ว่าคุณคอยเป็นที่พึ่งสำหรับเขาได้ตลอดเวลา
  6. ใช้คำพูดที่เปิดกว้างและไม่จำกัดเพศ เวลาจะถามลูกเรื่องความรัก ความรักไม่ได้เกิดขึ้นได้ระหว่างเพศตรงข้ามเท่านั้น ฉะนั้น หากคุณมีคำถามเรื่องแฟนกับลูก ลองใช้คำพูดกลางๆ อย่างประโยคที่ว่า “ตอนนี้ลูกกำลังสนใจใครอยู่หรือเปล่า?” แทนที่จะใช้คำว่า “ลูกชอบผู้ชายคนไหนอยู่หรอ?” สำหรับลูกสาว หรือ “ลูกชอบใครอยู่หรือเปล่า? ใครเป็นผู้หญิงโชคดีคนนั้นน้า?” สำหรับลูกชาย เพราะการพูดแบบนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกเปิดใจกับคุณเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของเขาหรือเธอได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญมันทำให้พสกเขารู้สึกสบายใจและเป็นตัวของตัวเองได้ในวันที่เขามีความรัก
  7. เคารพความคิดของลูกเวลาที่คุยกันเรื่องความรักของเขา พูดจาสุภาพและให้ความเคารพเรื่องความรักของลูกผ่านการเคารพความเป็นตัวตน ความคิดเห็นและความเชื่อของเขา เพราะการสื่อสารด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงออกถึงสิ่งที่เขาคิดมันจะช่วยพัฒนาการเห็นคุณค่าในตัวเองให้ลูกได้

วิธีเริ่มต้นพูดคุยกับลูกเรื่องความรักมีอยู่มากมาย แต่ใจความสำคัญของการพูดคุยเรื่องนี้ คือ ความเข้าใจ กล่าวคือถ้ายังไม่พร้อมที่จะบอกเรื่องความรักของเขา พ่อแม่ก็ไม่ควรคะยั้นคะยอให้เขาพูดปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ หากวันไหนเขาพร้อม เวลามีปัญหาเขาก็จะเดินมาหาเราเองและวันนั้นพ่อแม่จะเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาเลย

Sourcethepotential.org , goodtherapy.org

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์แม่อิ๋ว – น้องอิง ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

วิธีทำให้ลูกเล่าเรื่องแฟนให้พ่อแม่ฟังอย่างหมดเปลือก ฉบับแม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์

คุณพ่อคุณแม่เคยเป็นกันไหม เวลาเปิดประเด็นเรื่องความรักของลูกทีไร ลูกก็จะไม่บอก เอาแต่เขินบิดไป บิดมาจนสุดท้ายพ่อแม่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแฟนลูกน่ะมีไหม?

แม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์ก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เธอก็สนิทกับลูกมากๆ เรื่องอื่นๆ คุยได้เต็มที่ แต่พอถามถึงรุ่นพี่สุดหล่อของ “น้องอิง” ลูกสาวของแม่อิ๋วคนนี้ก็จะปิดปากเงียบ ไม่บอกหรือเวลาบอกก็บอกปัดๆ ว่าแฟนหนูก็นักร้องเกาหลีไงแม่!!

แต่แม่อิ๋วของเราไม่อยากให้ลูกปิดบังเธอในเรื่องนี้ มาดูกันว่าแม่อิ๋วจะทำอย่างไรและวิธีนี้ได้ผลแค่ไหน ไปติดตามกันครับ

แม่ลองเล่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากมาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนหน่อย

แม่อิ๋ว : ปัญหาของบ้านเรา คือ ลูกไม่ยอมเล่าเรื่องแฟนให้แม่ฟัง คนในบ้านเขาจะเล่าให้ย่าฟังคนเดียวซึ่งเราเข้าใจได้ว่าเพราะน้องอยู่กับจันทร์ถึงศุกร์ก็ต้องสนิทกันเป็นธรรมดา แต่แม่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้เขาถึงเล่าให้ย่าฟัง แต่ไม่เล่าให้เราฟังเลย เรารู้เรื่องจากย่ามาอีกที แม่ก็เลยพยายามหาทางให้เรามีบทบาทในเรื่องนี้กับลูกมากขึ้น

น้องอิง : จริงๆ เรื่องอื่นหนูก็คุยกับแม่นะคะ แต่ว่าเรื่องแฟนหนูก็จะเขินแม่ ไม่รู้จะบอกยังไง อีกอย่างก็คือกลัวแม่ดุด้วย อาจจะหวงหนูมากๆ เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว แถมเคยบอกกับหนูว่าให้ตั้งใจเรียนก่อนอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องความรักเลย

ตอนนั้นน้องอิงบอกกับย่าเรื่องแฟนอย่างไรบ้าง

น้องอิง : ก็บอกแบบเขินๆ นั่นแหละค่ะ ตอนนั้นอยู่ด้วยกันกับย่าแค่ 2 คน เลยบอกไปว่า “เนี่ย ตอนนี้หนูมีคนคุยแล้วนะ” ย่าก็ตอบว่าคุยได้ก็ไม่ว่า แต่ก็สอนว่าต้องรู้จักระวังตัว รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแค่นั้นเอง

แม่อิ๋ว : แต่สำหรับแม่ไม่เคยมีแบบนี้เลยนะคะ เวลาเราเปิดประเด็นเรื่องแฟนทีไร ทั้งๆ ที่เราพูดแบบแซวลูกซึ่งในความคิดของเรามองว่ามันน่าจะเป็นวิธีที่ดีในการเข้าหาลูก แต่สุดท้ายไม่ใช่ เราจะได้แต่คำตอบเดิมๆ ว่า “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” หรือไม่ก็เบี่ยงประเด็นไปที่นักร้องเกาหลี แบบ “ใช่ มีหลายคนเลย อยู่เกาหลีน่ะแม่” เป็นอย่างนั้นไป

แต่ว่าเวลาที่แม่ไปเจอย่า ย่าก็จะมีเรื่องของเขามากมายมาเล่าให้เราฟังตลอด พอไปถามซ้ำให้แน่ใจก็ได้คำตอบเดิม “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” แม่ก็แบบอะไรคือปกติ อะไรคือเล่าให้ย่าฟังแต่ไม่เล่าให้แม่จะเก็บไว้ทำไม

น้องอิง : ก็ตอนนั้นหนูรู้สึกเขินๆ หนูก็เลยบอกปัดไป และบางทีหนูก็ยังไม่แน่ใจ แค่คุยกับคนนั้นเล่นๆ อยู่เลยไม่อยากบอกใครเลย

แม่อิ๋ว : (แทรกขึ้นมา น้ำเสียงติดตลก) ก็แม่อยากรู้ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ แม่ก็อยากรู้แค่นั้นแหละว่าคุยกับใคร มันก็ใช่ว่าเธอจะเป็นแฟนกับเขาจริงจังซะที่ไหน เธอเรียนอยู่ แหม๊!!

น้องอิง : ก็หนูคุยเล่นๆ หลายคน

แม่อิ๋ว : ที่อยากรู้ก็ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ

ผู้สัมภาษณ์ : เอ้าๆ อย่าตีกัน

ทุกคน : (หัวเราะ)

นอกจากแซวแล้วคุณแม่เคยพูดแบบจริงจังไหม

แม่อิ๋ว : ถ้าเป็นแบบจริงจังก็ยังไม่เคยเลย เพราะบางทีเรารับข้อมูลจากย่ามา ย่าก็บอกว่าอย่าไปถามมันนะ เดี๋ยวมันไม่กล้าเล่าให้ย่าฟังก็เลยอาศัยรายการเป็นช่องทางที่จะบอกน้องว่าเราอยากเปิดใจคุยเรื่องนี้กับเขา เราพร้อมรับฟัง พร้อมให้คำแนะนำนะ เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าแม่โอเคกับการคุยกับเพื่อนต่างเพศแม้จะอยู่ในวัยเรียนก็ตาม แม่มองว่าพวกเขาคุยแบบเป็นเพื่อนกัน คอยให้กำลังใจเรื่องเรียนอะไรแบบนี้ เราก็อยากจะให้เขาบอกเรามาก เราจะได้พูดอย่างนี้กับลูก แต่ลูกก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เราเลย

ลูก : จริงๆ ก็อยากบอกแม่นะคะ แต่บางทีเป็นเรื่องที่แบบพอคุยกับย่าได้แล้วก็คุยก่อน เพราะเราไม่ได้อยู่กับแม่ และย่าก็ให้คำปรึกษาได้โอเคกับใจเราแล้วทำตามได้ แต่มันก็ยังมีบางเรื่องที่เราก็ต้องบอกแม่ เรื่องนั้นเราก็บอก

แม่ : แม่ก็โอเคนะที่ลูกเลือกปรึกษา คนในครอบครัวที่ไม่ใช่พูดกับคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะให้คำปรึกษากับลูกเรายังไง แต่ว่าเราแค่อยากมีบทบาทแบบนั้นบ้าง

พอเข้าร่วมรายการแล้ว คุณหมอแนะนำอะไรให้คุณแม่บ้าง

แม่อิ๋ว : อย่างแรกเลย คือ แม่ต้องทำให้ลูกรู้ก่อนว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำ มันไม่ใช่สิ่งผิด มันคือสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน อย่างเรื่องการมีแฟน แม่ต้องเปิดประเด็นก่อนว่า เพื่อนเรามีแฟนไหม ถ้าลูกจะมีก็มีได้นะ แต่ต้องอยู่ขอบเขตที่เหมาะสม วิธีนี้เหมือนเราเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่คิด ไม่ใช่จะไปบังคับว่าคุยกันไม่ได้ ถ้าคุยแล้วลูกจะเสียคน เดี๋ยวเธอจะมีปัญหา เดี๋ยวเธอจะเรียนไม่จบ อย่างนี้จะเป็นการปิดกั้นลูกมากเกินไปจนทำให้เขากังวลแล้วจะไม่กล้าบอกแม่

อย่างที่สอง คือ หลีกเลี่ยงการออกคำสั่ง เช่น “ฉันต้องการให้เธอทำแบบนี้” “ฉันไม่อยากให้เธอเป็นแบบนี้” แต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นเชิงขอร้อง เช่น “แม่อยากให้หนูทำแบบนี้” พร้อมให้เหตุผลกับเขา เขาก็จะรู้สึกดีกับคำพูดของเรา

แม่มองว่าวิธีนี้มันได้ผลลัพธ์ที่ดีไหม

แม่อิ๋ว : ดีค่ะ มันทำให้น้องกล้าที่จะพูดกับเรามากขึ้น เกือบทุกเรื่องเลย เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราถาม เขาจะมีคำตอบให้เรามากกว่าเดิม นอกจากคำว่า “ก็ปกติอ่ะแม่” อย่างเรื่องที่โรงเรียน แม่ถามว่าเรียนเป็นไงมั่ง น้องก็จะตอบว่าวันนี้ครูให้การบ้านมาเยอะก็จะมีการเล่าชีวิตประจำวัน ซึ่งแม่คิดว่าครอบครัวอื่นก็น่าจะปกติ แต่ว่าของเราไม่ค่อยปกติเท่าไรซึ่งมันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แม่ก็คิดว่ามันก็เป็นโอกาสที่ดีเพราะว่าถ้าในอนาคตมันมีเรื่องที่ใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่านี้ เขาก็คงจะกล้าบอกเรา

น้องอิง : สำหรับหนูถ้าให้เทียบแต่ก่อนกับตอนนี้ หนูว่าวิธีของคุณหมอก็ช่วยพวกเราได้เยอะเหมือนกันนะคะ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูจะมีกลัวบ้าง เขินบ้าง ไม่รู้จะเริ่มพูดกับแม่ยังไง แต่เดี๋ยวนี้หนูกับแม่ก็คือคุยกันได้ทุกเรื่องเป็นปกติเลยค่ะ อยากพูดก็พูดเลย

น้องอิงมองว่าถ้ายังไม่ปรึกษาพ่อแม่มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรามั่ง

น้องอิง : ถ้าสมมติเราไม่ปรึกษาพ่อแม่แต่ไปปรึกษาเพื่อนแทน คำปรึกษาที่เพื่อนให้มันก็อาจจะไม่ดีพอ และบางทีเพื่อนอาจจะยุยงให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ วัยรุ่นมันอยากรู้ อยากลองแล้วบางทีมันก็ผิดพลาดไปก็เลยไม่อยากให้เชื่อเพื่อนมากขนาดนั้นถ้ามันเกินไป หนูเลยคิดว่าต้องปรึกษาคนที่แบบมีวุฒิภาวะ อย่างคนในครอบครัวหรือพ่อแม่ เพราะคำปรึกษาน่าจะดีกว่าและเต็มไปด้วยความหวังดีค่ะ

ตอนนี้แม่ยังใช้เทคนิคของคุณหมออยู่ไหม

แม่อิ๋ว : ก็ยังใช้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ แม่ว่าพอเราใช้การขอร้องแทนการบังคับ ลูกก็น่าจะรู้สึกเห็นใจเรา อยากทำตามคำขอ เพราะมันไม่ขืนจิตใจกันเกินไป อีกอย่างวัยรุ่นจะมีความคิดของเขา ถ้าเราแรงไป เขาก็จะแรงกลับ ถ้าเราใช้วิธีที่พูดแบบอ่อนโยน เขาก็น่าจะอ่อนโยนกับเราเหมือนกัน

แล้วตอนนี้มองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม

น้องอิง : ก็พัฒนามากขึ้นอยู่ค่ะ บางเรื่องก็แค่บ่นให้แม่ฟัง แต่หนูก็บ่นให้แม่ฟังได้เหมือนเพื่อนเลย ^^

ตลอดการสัมภาษณ์มีสิ่งหนึ่งที่แอดเห็นได้ชัดจากแม่อิ๋ว คือ การไม่ยอมแพ้ ลองคิดดูว่าถ้าแม่อิ๋วท้อใจที่น้องอิงเอาเรื่องแฟนไปบอกย่าคนเดียวหรือยอมแพ้ตั้งแต่รู้ว่าการแซวน้องก็ไม่ได้ผล แม่อิ๋วกับน้องก็คงจะยังคุยกันไม่ได้ทุกเรื่องอย่างทุกวันนี้หรอกจริงไหมครับ?

พ่อแม่ท่านไหนที่กำลังท้อเพราะคุยกับลูกไม่ได้ทุกเรื่อง ลูกไม่ยอมเปิดใจ แอดก็ขอให้อย่าเพิ่งยอมแพ้กันนะครับ ลองหาวิธีสื่อสารกับเขาดีๆ อย่างการพูดจาอ่อนโยนหรือไม่บังคับอย่างที่แม่อิ๋วใช้ก็ได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังเลย

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

เมื่อลูกระบายความในใจใส่สมุดแทนที่จะเล่าให้เราฟัง

วันนี้แอดได้คุยกับคุณแม่ในเพจของเราท่านหนึ่ง เขาบอกว่าเคยเป็นแม่ที่ลูกไม่เคยปรึกษาปัญหาอะไรกับเธอเลยจนคิดว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร จนวันหนึ่งบังเอิญไปเจอสมุดบันทึกของลูกแล้วเปิดอ่าน เธอตกใจมากที่เห็นว่าลูกเขียนคำว่า “เกลียด” เพื่อนคนหนึ่งและระบายลงในสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างยาวซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่รู้อะไรเลย

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ลูกคุยปัญหาเรื่องนี้กับเธอ มาดูกันว่าเธอจะทำอย่างไรจากบทสัมภาษณ์นี้ครับ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณแม่รู้ว่าลูกมีปัญหาแต่ไม่ยอมบอกคืออะไร

แม่เริ่มรู้ว่าลูกมีปัญหาก็ตอนครูที่ปรึกษาของเขาบอกว่าลูกเราด่าเพื่อนด้วยคำพูดหยาบคาย เขาหงุดหงิดที่เพื่อนมาจุกจิกถามเรื่องยี่ห้อของที่ใช้บ่อยๆ เขาด่าว่า “ถ้าแกสนใจเรื่องเรียนเหมือนที่สนใจเxอกเรื่องชาวบ้านป่านนี้แกเรียนได้เกรด 4 ไปแล้ว อีxอก”

คุณแม่ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องทะเลาะกันทั่วไปของเด็กๆ หรือครับ

ไม่ค่ะ แม่คิดว่าร้ายแรงกว่านั้น เพราะว่าลูกของเรามีทัศนคติที่ไม่ดีกับเพื่อนคนนี้มากๆ ขนาดเขียนระบายความในใจลงสมุดบันทึกว่าเกลียดเพื่อนคนนี้มาก มันไม่ใช่เรื่องปกติของน้องเพราะเขาจะเป็นมิตรกับทุกคน แค่เขียนว่าเกลียด แม่ก็มองว่ามันไม่ปกติแล้ว สำหรับคนนี้คือเขาเขียนเน้นคำไปด้วย แปลว่ามันสุดสำหรับเขาจริงๆ พอเจอเรื่องที่ครูบอกรวมกับสมุดบันทึกของน้อง แม่ก็หันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมลูกถึงไม่เล่าให้ฟังเลยค่ะ

พอปัญหามันเกิดขึ้นกับลูกแบบนี้ แม่แล้วแม่แก้ปัญหาอย่างไร

ทำใจให้สงบก่อนเลยค่ะ รอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียนพอขึ้นรถเลยถามเรื่องต่างๆ ตามปกติก่อน จนถึงบ้านเลยลองถามว่า..

แม่ : วันนี้มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้แม่ฟังอีกมั้ย เรื่องดีหรือไม่ดีแม่ก็อยากรู้นะ

เขาก็คงรู้ตัวว่าแม่น่าจะรู้เรื่องที่เขาทำแล้ว เขาก็นิ่ง แต่น้ำตาไหล แม่เลยเกริ่นนำ

แม่ : แม่พอจะรู้นะ แต่แม่อยากฟังในมุมของหนูบ้าง

เขาเลยยอมเล่าให้ฟัง ก็ตรงตามที่อาจารย์เล่าให้ฟังเลยค่ะ

ลูก : แม่คิดยังไงกับเรื่องนี้ แม่โกรธหนูมั้ย หนูขอโทษ

แม่ : แม่ไม่โกรธหนูนะ แม่เข้าใจความรู้สึกของหนู ถ้าเป็นแม่ แม่ก็หงุดหงิดเหมือนกัน และแม่จะไม่อยู่เฉยๆ ให้เพื่อนเซ้าซี้ แม่จะบอกกับเขาให้หยุดทำพฤติกรรมแบบนี้กับแม่ แต่คราวหน้าแม่อยากให้หนูเลือกใช้คำพูดที่ดีกว่านี้หน่อย เพราะไม่อย่างนั้นเหตุการณ์มันอาจจะบานปลาย

สุดท้ายเราก็บอกลูกด้วยว่าแม่ไม่ได้ดุหนู แต่แม่แค่อยากแนะนำเพราะแม่เป็นห่วงหนู จากนั้นพอลูกมีเรื่องอะไรก็บอกเราหมดเลยค่ะ

ทำไมถึงต้องเน้นเรื่องไม่ได้ดุน้องครับ

แม่ลองคิดย้อนไปตอนแม่เป็นเด็ก แม่ก็ไม่ค่อยเล่าอะไรให้คุณยายฟังเหมือนกันเพราะคุณยายบ่นหนักมาก ไปเล่าให้ฟังแล้วจะโดนดุทุกที เลยเลือกที่จะไม่เล่าให้ฟัง

พอมาถึงตอนนี้เลยคิดว่าลูกเองก็คงกลัวแม่ดุเหมือนกัน ซึ่งเขาคิดไปเองว่าแม่ต้องดุแน่ๆ มันเป็นความคิดของเด็กๆ ส่วนใหญ่ ในเมื่อเขาไม่กล้าเล่า แม่ก็ต้องเป็นฝ่ายถามเอง แต่ถามแบบปกติ ไม่ได้คาดคั้น ไม่ใช่การสอบสวนนะคะ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกไว้ใจแม่

ลองสรุปขั้นตอนของคุณแม่สั้นๆ ให้เราหน่อยครับ

เริ่มจากการทำใจให้สงบ ไม่มีอารมณ์โกรธหรือโมโหแฝงอยู่แล้วลองถามเรื่องทั่วไปก่อนจะเข้าเรื่องที่เราต้องการถามค่ะ

ในมุมมองของแม่มันได้ผลจริงไหม

ได้ผลดีเลยค่ะ ลูกบอกแม่หมดเลย อย่างเรื่องเพื่อนคนนั้นลูกก็บอกเราหมดว่าเพื่อนคนนี้ชอบแกล้ง ชอบต่อว่าลูกเรา เวลาวิชาไหนลูกเราได้คะแนนดีกว่าเขาก็หมั่นไส้ วิชาไหนได้น้อยกว่าก็บอกว่าโง่ เรื่องทั่วไปก็จะชอบถามเรื่องสิ่งของที่ลูกเราใช้ เช่น เสื้อกันหนาวที่ใส่ยี่ห้ออะไร ของแท้หรือปลอมจนลูกรู้สึกหงุดหงิด มีแกล้งเอารองเท้านักเรียนเขาไปซ่อน เคยปารองเท้าใส่หัวเขาด้วย

ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางได้รู้เลย ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมากค่ะ ลูกยิ้มได้ตลอด แม่ลูกสนิทกันกว่าเดิม เวลามีปัญหาอะไรเขาจะเดินทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูเข้ามาหาแม่เลยค่ะ ทะเลาะกับเพื่อน งอนเพื่อน นี่แม่รู้หมดแล้วค่ะ

หลังจากได้คุยกับแม่ท่านนี้ก็พบว่าพ่อแม่สร้างความไว้ใจให้ลูกได้ เพียงแค่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกกลัว เน้นความอ่อนโยนเพื่อให้ลูกรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ด้วยก็ชนะใจลูกได้แล้ว ลองมาเป็นสมุดบันทึกเล่มใหม่ของลูกพร้อมๆ กันดูครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

นักจิตเผย..เด็กชอบรังแกคนอื่นก็น่าสงสารไม่แพ้เด็กที่ถูกรังแก

ในยุคที่สื่อช่วยกันรณรงค์ให้หยุดการกลั่นแกล้งกันอย่างหนักเพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าบนโลกใบนี้จริงๆ โดยมากแล้วจะเผยให้เห็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำและตอกย้ำซ้ำๆ ว่ามันสร้างบาดแผลให้คนเหล่านี้มากแค่ไหนเพื่อให้คนที่ชอบแกล้งหยุดสิ่งที่ทำซะ

เนื่องด้วยไทยเป็นประเทศที่มีเด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นอันดับที่ 2 แอดเลยติดต่อคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต เพื่อคุยเรื่องการเยียวยาคนถูกกระทำ แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าเพราะพี่เจมส์บอกว่าคนที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่คนถูกแกล้ง แต่คนแกล้งก็สมควรได้รับการเยียวยาเช่นกันเพราะพวกเขาน่าสงสารกว่าด้วยซ้ำ

มาดูกันว่าทำไมพี่เจมส์ถึงคิดแบบนี้ได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กวัยรุ่นรังแกคนอื่น

เด็กที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นมันมาจาก 2 อย่าง คือ

  1. เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เพราะโดยธรรมชาติของเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีพลังเยอะ หลายครั้งที่เด็กเหล่านี้อยากเล่นกับคนอื่นก็เล่นดีๆ ไม่เป็นจึงทำให้พลั้งมือเล่นแรงกับเพื่อน
  2. เด็กที่มีปมในใจ มันเกิดจากการเลี้ยงดู 2 แบบ แบบแรกคือเด็กถูกเลี้ยงในครอบครัวที่กดดันลูกและใช้ความรุนแรงส่งผลให้เด็กมีความเครียดเพราะไม่สามารถแสดงออกเวลาอยู่กับในครอบครัวได้จึงเอาความไม่สบายใจของตัวเองมาลงที่คนอื่น ส่วนแบบที่สอง คือ พ่อแม่เลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย ลูกอยากทำอะไรก็ทำ โดยที่ไม่สอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ผลลัพธ์ที่ได้คือลูกก็ไม่รู้ว่าควรเล่นกับคนอื่นอย่างไรถึงจะเหมาะสมจึงมีโอกาสหล่อหลอมเป็นคนที่รังแกคนอื่นได้

จากประสบการณ์ของพี่เจมส์ มองออกไหมว่าเด็กเหล่านี้คิดอะไรอยู่ถึงได้ชอบแกล้งคนอื่น

พวกเขาแทบไม่คิดอะไรเลยและแทบทั้งหมดก็ทำลงไปโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยนะว่าทำผิด พวกเขาคิดแต่ว่า “ก็แค่อยากเล่นอะ” แต่ที่เด็กคิดได้อย่างนี้เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่เคยสอนว่าการเล่นแบบไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย มีเคสหนึ่งผู้ปกครองอยากให้ลูกไปเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองบอกว่าเดินเข้าไปตีเขาเลยจะได้เล่นกับเขา ถามว่าเด็กจะรู้ไหมว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แน่นอนว่าไม่รู้ ยิ่งโดนแม่บอกแบบนั้นยิ่งคิดว่าทำได้

ลองยกตัวอย่างสัก 1 กรณีให้พวกเราหน่อยครับ

สมัยที่พี่ทำงานอยู่สถานสงเคราะห์ มีเด็กอยู่รายหนึ่งอายุ 12 ขวบ ไอคิวดี ฉลาดมาก แต่มาอยู่สถานสงเคราะห์เพราะมีพฤติกรรมรุนแรงมากจนผู้ปกครองเอาไม่อยู่ถูกส่งมาที่นี่

ตอนที่เขามาแรกๆ ก็ป่วนมากเลยนะ แกล้งคนอื่นไปทั่วและแรงๆ ทั้งนั้น มีครั้งหนึ่งเขากดหัวเด็ก 7-8 ขวบลงในอ่างปลา ขณะที่น้องคนนั้นกำลังก้มดูปลาอยู่ พอเราไปถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น เขาตอบพี่ว่า “ก็แค่อยากเล่นกับน้องเฉยๆ อ่ะ” มีอีกเหตุการณ์ที่พี่ก็ปวดหัวไม่แพ้กัน คือ ที่สถานสงเคราะห์จะมีห้องเก็บเสื้อผ้ารวมของทุกคนไว้ 1 ห้องใหญ่ๆ แต่ละคนจะมีล็อกเกอร์เป็นของตัวเอง ทีนี้เจ้าเด็กคนนี้มันก็แกล้งเพื่อน โดยรอจังหวะที่เพื่อนเข้าไปคนเดียวแล้วล็อกประตูจากด้านนอกพร้อมหนีไปและไม่บอกใคร เพื่อนที่ติดอยู่ข้างในก็ร้องไห้ ทุบตีประตูใหญ่เลย พอถามเด็กคนนี้ว่าทำทำไม เขาก็ตอบเหมือนเดิมว่า “อยากเล่น”

ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้

น้องคนนี้มีปมเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างปล่อยปละละเลยมากๆ ไม่มีใครสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่มีพ่อ แม่ก็ส่งลูกต่อให้คนนู้นเลี้ยง คนนั้นเลี้ยง 2-3 ปีเปลี่ยนที เมื่อเด็กไม่ได้รับความรักจากแม่ก็ทำให้อยู่กับคนอื่นไม่ได้ แม่เลยพาไปอยู่กับแฟนใหม่แม่ที่ต่างประเทศซึ่งก็ไม่ได้ดีขึ้นเพราะแม่ทุบตี พ่อใหม่ก็สอนให้น้องหัดขโมยของจะได้ไม่เสียเปรียบใคร เท่านี้ก็พอมองออกแล้วว่าเด็กที่ถูกห้อมล้อมเรื่องแย่ๆ แบบนี้โตมาจะเป็นอย่างไร ก่อนที่จะได้มาอยู่สถานสงเคราะห์เขาก็ได้กลับมาเรียนในโรงเรียนนะ แต่ครูก็คุมเขาไม่ไหว ทั้งเขวี้ยงคอมลงจากตึก ถือมีดแทงครู รุนแรงทั้งนั้น แม่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงก็เลยพาไปอยู่บ้านเฉยๆ ประมาณเดือน 1 สุดท้ายพ่อแม่ก็ลากเด็กมาอยู่สถานสงเคราะห์

แล้วพี่เจมส์เยียวยาเขาอย่างไร

พูดเลยว่ากรณีนี้ใช้พลังในการบำบัดเยอะมาก สิ่งที่ทำให้เด็กคนนี้ดีขึ้นได้ก็คือให้เวลากับเขาเยอะๆ สอนเด็กคนนี้ให้เข้าใจเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เพราะเด็กแบบนี้จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปมันจะส่งผลต่ออารมณ์ของคนอื่นยังไง ซึ่งการสอนก็คือเอาสีหน้าที่แสดงอารมณ์แต่ละแบบมาแยกให้เขาดูเลยว่าสีหน้าแบบนี้คือรู้สึกแบบไหน รวมถึงยกเหตุการณ์สมมติขึ้นมา เช่น ถ้าหนูเป็นคนขายของ ขายดินสอได้กำไรแท่งละ 1 บาทแล้วจู่ๆ มีคนมาขโมยดินสอไป 10 แท่งแล้วหนูต้องขาดทุนไป 10 บาท หนูจะรู้สึกอย่างไร เป็นต้น พอเขาเริ่มรู้เรื่องพวกนี้เราก็เริ่มสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรมมากขึ้น อีกอย่างคือแสดงความรักด้วยการกอดและบอกรักเขาซึ่งมันเวิร์ค เด็กคนนี้เข้าหาเราตลอด เขาเปิดใจกับเรามากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ดีขึ้นส่งผลให้เด็กคนนี้ดีขึ้นจนพี่ทำเรื่องให้เด็กได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่เพราะไม่มีปัญหาแล้ว

ในมุมมองพี่ระหว่างการเยียวยาเด็กที่ชอบรังแกกับเด็กที่ถูกรังแก เรื่องไหนควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนมากกว่ากัน

ทั้งคู่นะ เพราะเด็กที่ถูกรังแกก็น่าสงสาร คนที่รังแกคนอื่นก็น่าสงสาร แต่หลายครั้งถ้าเราไปรู้ว่าเด็กที่รังแกคนอื่นมีประสบการณ์ชีวิตอย่างไรบ้าง เขาก็น่าสงสารมากกว่าคนที่ถูกรังแกอีก มีกรณีหนึ่งออกข่าวเลยพี่ก็ติดตามอยู่ มีเด็กป.6 คนหนึ่งรังแกเด็กป.4 ด้วยการสาดแอลกอฮอล์แล้วจุดไฟเผา คนอื่นๆ ต่างพากันประณามว่าเด็กคนนี้ไม่ดีผ่านสื่อมากมาย แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าที่น้องทำไปเพราะอยากมีเพื่อนเล่น เพราะเขาเป็นเด็กที่ไม่ได้รับความรัก พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง อยู่โรงเรียนก็ไม่มีเพื่อนสักคน เหตุการณ์วันนั้นก็เกิดขึ้นเพราะเด็กป.4 บอกว่าเสื้อของตัวเองกันไฟได้ เด็กป.6 ก็ถามก่อนนะว่าแน่ใจหรอ แล้วเด็กก็ท้าทายกันจนสุดท้ายมันจบที่ตรงนั้น เด็กป.6 ก็เศร้า ถือว่าแย่เลยล่ะ

จากที่ฟังมาจุดจบมันแย่ทั้งนั้นเลย แต่จริงๆ แล้วความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับเด็กชอบรังแกคืออะไร

การพัฒนาของการรังแกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดและทำร้ายคนอื่นขนาดไหน บางทีถึงขั้นผิดกฎหมาย ติดคุกกันไปหรือบางทีทำให้คนอื่นเสียชีวิตเลยก็มี มันหยุดตัวเองไม่ได้ พูดกันตามความจริงแล้วการแกล้งคนอื่นสนุกจะตายจริงไหม

สมมติว่าลูกกลายเป็นเด็กที่ชอบรังแกแล้ว ความรุนแรงมันต้องไปถึงจุดไหนผู้ปกครองควรหาทางแก้ไขให้หยุดพฤติกรรมนี้

เอาจริงๆ ถ้าเด็กกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาแล้วก็ควรหาหมอ ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญแล้วเพราะมันสะสมมานาน เมื่อก่อนพ่อไม่เคยสอนเรื่องคุณธรรมกับลูกเลย อยู่ดีๆ มาสอนซะงั้น คิดว่าลูกจะเชื่อไหมก็ต้องเป็นไปได้ยากมาก มันเลยขีดที่เราจะช่วยได้แล้ว แต่สิ่งที่พอจะช่วยได้บ้างคือต้องกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ให้ความใกล้ชิดที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง

พี่เลยอยากให้พ่อแม่สอนเรื่องการเข้าใจความรู้สึกกับลูกให้ดีๆ มันเป็นแก่นที่สำคัญที่สุดเลยว่าการที่เราทำอะไรกับคนอื่น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าผู้ปกครองสอนให้เขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เด็กๆ พร้อมกับเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย มันก็จะทำให้เด็กเองได้เรียนรู้และไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดี

มาถึงตรงนี้ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดจะหักมุม แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย มันสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว เด็กที่รังแกคนอื่นต่างได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องราวในอดีตของตัวเองทั้งนั้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มาจากการถูกเลี้ยงดูแบบที่ไม่สมบูรณ์จึงหล่อหลอมพวกเขากลายเป็นเด็กชอบกลั่นแกล้ง ฉะนั้น ผู้ปกครองท่านไหนที่ไม่อยากปลูกฝังลูกให้กลายเป็นเด็กชอบแกล้ง ลองสอนเรื่องการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของคนอื่นให้กับลูกตั้งแต่เล็กๆ อย่างที่พี่เจมส์แนะนำ รับรองว่าไม่มีอะไรเสียหายครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

พ่อแม่แบบไหนที่ลูกไม่กล้าเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่แบบไหนที่ไม่ว่าลูกมีปัญหาหนักแค่ไหนก็ไม่กล้าเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่วัยรุ่นหลายคนอยากให้ลูกของตัวเองเข้ามาปรึกษาในเวลาที่มีปัญหาทั้งนั้น เพราะบางทีการปล่อยให้ลูกตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาก็มีโอกาสที่จะทำให้เรื่องราวบานปลายได้

พ่อแม่แบบไหนที่ลูกไม่กล้าปรึกษา

แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่เมื่อมีปัญหาส่วนตัวเป็นเพราะว่าความกลัว ไม่ว่าจะเป็นการโดนดุหรือการถูกทำโทษจากพ่อแม่นั่นเอง

องค์การแพธ (องค์กรพัฒนาเอกชนสาธารณประโยชน์) ให้ข้อมูลไว้ว่าคำพูดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีจากพ่อแม่สามารถทำให้ลูกไม่กล้ามาปรึกษาปัญหาต่างๆ ของเขาได้ โดยเฉพาะคำพูดเชิงตำหนิลูกที่มีความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น

  1. การพูดจับผิดและดักคอลูก เช่น “บอกมานะว่า…” หรือ “อย่าให้รู้เชียวนะ”
  2. การพูดโดยตั้งคำถามที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้อธิบาย เช่น ประโยคที่ลงท้ายว่า “..ใช่หรือเปล่า”, “ทำไมถึงทำแบบนี้” “ทำไมไม่ปรึกษากันตั้งแต่แรก”
  3. การไม่ยอมรับฟังลูก เพราะคิดจะสอนจะสั่งลูกอย่างเดียว โดยไม่ฟังคำอธิบาย
  4. คำพูดที่ไม่แสดงออกถึงความห่วงใย เช่น “กล้าดียังไงถึงปล่อยให้เรื่องมันใหญ่ขนาดนี้โดยไม่บอกพ่อสักนิด นี่ยังเห็นว่าเป็นพ่ออยู่หรือเปล่า?”

ฉะนั้น เราจึงไม่ควรสร้างความกลัวจนทำให้ลูกไม่กล้าปรึกษา ผ่านการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษา ดังนี้

พ่อแม่ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่แบบที่ 1 : พ่อแม่ที่สร้างความสบายใจให้กับลูก

ลองสร้างความสบายใจให้กับลูกโดยการเข้าไปคุยกับเขาก่อนด้วยประโยคง่ายๆ อย่างวันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้างด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย สบายๆ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเขาแล้วจึงตามด้วยการถามถึงปัญหาที่ลูกเก็บเอาไว้

พ่อแม่แบบที่ 2 : พ่อแม่ที่เข้าใจปัญหาของลูก

อย่าเอาความคิดของคุณไปตัดสินว่าปัญหาของลูกเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะอย่าลืมว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคุณกับของลูกไม่เท่ากัน ลูกต้องการคนที่เข้าใจเขา เขาถึงจะพูดความจริงในใจออกมาให้คุณรับรู้

พ่อแม่แบบที่ 3 : พ่อแม่ที่สนใจปัญหาของเขา

ไม่มีใครอยากจะปรึกษาคนที่ไม่ยอมรับฟังสิ่งที่ตัวเองพูดทั้งนั้น ลูกก็เช่นกัน ถ้าคุณแสดงท่าทีฟังเขาแบบผ่านๆ ลูกก็คงรู้สึกเสียใจไม่น้อยและเลือกไม่ปรึกษาคุณอีกเลย

พ่อแม่แบบที่ 4 : พ่อแม่ที่ไม่ปักใจเชื่อว่าลูกเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่เอ่ยปาก

ฟังลูกให้จบก่อนค่อยตัดสิน เมื่อรู้ว่าลูกทำผิดเป็นปกติที่พ่อแม่จะอยากสอนสิ่งที่ถูกให้กับลูก แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ควรจะรอให้ลูกเล่าปัญหาของเขาให้จบก่อน เพราะเขามาปรึกษาคุณแล้ว แน่นอนว่าเขาต้องการคนรับฟัง ฉะนั้น รอให้เขาพูดจบก่อนแล้วค่อยๆ สอนแบบไม่ตำหนิก็จะช่วยได้

พ่อแม่แบบที่ 5 : พ่อแม่ที่จัดการปัญหาให้เขาได้ทุกเมื่อ

สำหรับข้อนี้ พ่อแม่ต้องสร้างผลงานหน่อยแล้ว เพราะถ้าลูกเห็นว่าพ่อแม่พึ่งพาไม่ได้ ไม่เคยช่วยเขาได้เลย เขาก็จะไม่ปรึกษาคุณครับ

พ่อแม่แบบที่ 6 : พ่อแม่ที่เขามั่นใจว่าจะไม่ซ้ำเติมเขาเมื่อพูดปัญหาออกไป

ไม่มีใครอยากถูกขุดคุ้ยความผิดของตัวเองออกมาหรอก ไม่เว้นแม้แต่ลูกของคุณก็คงไม่อยากให้คุณพูดถึงความผิดพลาดของเขาในอดีตซ้ำๆ เพราะถ้ายิ่งตอกย้ำก็ยิ่งสร้างปมให้เขาเจ็บปวดได้ ฉะนั้น อย่าทำแบบนี้เลยนะครับ

พ่อแม่แบบที่ 7 : พ่อแม่ที่รักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับลูก

เรื่องบางเรื่องลูกก็คงไม่อยากให้คุณรับรู้จริงๆ อย่าไปคะยั้นคะยอ ตั้งคำถามกับเขามากๆ เพราะนอกจากจะไม่บอกแล้ว อาจสร้างความอึดอัดใจให้กับลูกของคุณได้

พ่อแม่แบบที่ 8 : พ่อแม่ที่เก็บความลับของลูกได้

อย่าเอาความลับของลูกไปเล่าต่อเด็ดขาด เพราะลูกจะรู้สึกว่าคุณไม่เคารพปัญหาของเขาและเป็นการทำให้เขารู้สึกอายที่ปัญหาของเขาเป็นเรื่องขบขันของคนอื่น

ฉะนั้น หากคุณอยากเป็นคนแรกๆ ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษาก็ลองนำเทคนิคที่เรานำมาฝากข้างต้นไปใช้ได้ครับ

Sourceaboutmom.co , aomyiim , talkaboutsex.thaihealth

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์พ่อต่าย – น้องใบเตย ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

คุณเคยประสบปัญหาลูกเก็บงำความทุกข์ไว้คนเดียวไม่ยอมบอกคุณให้รู้บ้างไหม?

ถ้าใช่ คุณก็คงไม่ต่างกับพ่อต่าย-ภูมิพัฒน์​ สุคำวังที่กว่าจะรู้ว่าลูกมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะลูกหรือน้องใบเตยถูกคนในโรงเรียนเข้าใจผิดว่าเป็นคนก่อปัญหาทะเลาะกับคนในโรงเรียน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่ด้วยความรักเพื่อนและไม่ได้รับคำเตือนจากพ่อแม่ทำให้น้องตัดสินใจทำเรื่องที่ผิดไป

พ่อต่ายรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากและอยากจะเปลี่ยนพฤติกรรมน้องใบเตยให้เล่าปัญหาที่ของเธอให้เขาฟังทั้งหมด มาดูกันว่าพ่อต่ายจะทำอย่างไร วิธีนี้ได้ผลแค่ไหน ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พ่อต่ายกับน้องใบเตยได้เลยครับ

ช่วยเล่าปัญหาของน้องใบเตยให้เราฟังหน่อย?

พ่อต่าย : เราเคืองลูกที่ไม่ยอมบอกปัญหาที่โรงเรียนให้ฟัง เราอยากให้ลูกเล่าความจริงให้เราฟัง โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเท่านั้น

จากที่ฟังก็ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาหนักอกหนักใจเท่าไรนะครับ?

พ่อต่าย : ไม่ใช่เลย เพราะเขากับเพื่อนดันไปมีเรื่องกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง และเหมือนลูกเราไปออกตัวแทนเพื่อนคนเดียวเลย ไปท้าทาย ไปด่าอีกฝ่ายผ่านสื่อโซเชียลจนกระทั่งพวกเขาไหวตัวทัน ไม่โต้ตอบแล้วก็แคปหน้าจอเป็นหลักฐานส่งครูครับ เราไม่โทษว่าฝั่งไหนผิดหรือถูก เข้าใจว่าเป็นปัญหาของเด็กวัยรุ่น แต่ลูกไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังเลย เราต้องมารู้จากปากคนอื่น แถมพอเราสอบถาม น้องก็ไม่ตอบ นิ่งใส่แทน

ใบเตย : เหตุผลที่หนูไม่กล้าบอกเพราะหนูกลัวว่าพ่อจะดุ จะตี แต่ถ้าถามว่าสนิทกับพ่อมากแค่ไหน หนูก็ยังให้พ่อเต็มสิบนะคะ เพราะถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป หนูก็จะคุยกับพ่อเป็นปกติเลย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่หนูทำผิดหนูก็จะไม่กล้าบอกเลยค่ะ

พ่อต่าย : ใช่ฮะ ปกติแล้วเราสนิทกัน ผมจะขี้เล่นกับเขา แหย่กัน คุยกัน เขกหัวกันมั่งก็ยังมีเลย ลูกก็ตอบโต้เฮฮาเหมือนกัน แต่อาจด้วยที่ผมเป็นคนเสียงดัง จุกจิกจู้จี้ เรื่องมาก พอเจอเรื่องนี้ เขาก็เลยกลัวโดนทำโทษ ผมเคยบอกเขาว่าถ้าตี ตีจริง

ขอย้อนไปตอนที่คุณพ่อรู้เหตุการณ์ วันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

ใบเตย : วันนั้นใจหนูตกไปถึงตาตุ่มเลยค่ะ (หัวเราะ) หนูกำลังนอนอยู่ ไม่ค่อยสบายด้วยแล้วพ่อก็เรียกมาคุย ถามแบบคาดคั้นตามสไตล์ หนูก็ร้องไห้อย่างเดียวแล้วก็ไม่ตอบ พ่อบอกไม่ให้เล่นมือถือแล้วก็ออกไป

พ่อต่าย : จุดนี้แหละที่ทำให้โกรธ ก็คือถ้าลูกบอกก่อนนะ เราก็ยังหาทางแก้ไข สอนเขาได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้วก็เตือนเขาได้ทัน แต่เมื่อปัญหามันเกิดขึ้นมา ทุกคนจะมองว่าจุดเริ่มต้นเกิดที่ลูกเราว่าลูกเราผิดซึ่งเป็นจริงไหม เขาไม่รู้ สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกเราผิดทุกประตูเลย ไม่มีสิทธิ์ที่จะแก้ไขอะไรได้

ก่อนที่จะไปถึงวิธีของคุณหมอ พ่อใช้วิธีไหนเพื่อให้น้องเปิดปากพูดปัญหาของตัวเอง?

พ่อต่าย : หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น เราก็ดุและก็มีแต่ตั้งคำถามใส่เขา ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงไม่มาคุย ไม่มาปรึกษา ด้วยอารมณ์โมโห เราถามแบบคาดคั้นจนเขากลัวเลยไม่ได้รับคำตอบจากปากเขาเลย

ใบเตย : ใช่เลยค่ะ หนูไม่กล้าตอบเพราะแบบนี้ ถ้าเป็นไปได้ผู้ปกครองท่านอื่นอย่านำวิธีนี้ไปใช้นะคะ มันเกิดขึ้นกับหนูมาแล้ว ลูกกลัวจริงๆ เวลาโดนพ่อถามจี้ๆ แบบนี้

พอเข้าร่วมรายการแล้วคุณหมอแนะนำอะไรบ้าง?

พ่อต่าย : เอาตรงๆ ผมจำได้ไม่เป๊ะ แต่สิ่งที่ผมทำตั้งแต่ได้วิธีการจากคุณหมอมาจนถึงวันนี้ คือ การไม่คาดคั้นหรือตั้งคำถามซึ่งคุณหมอแนะนำว่าอย่าตั้งคำถามโดยคาดคั้นคำตอบจากลูกแล้วก็ต้องยอมให้ลูกได้พูดบ้างได้อธิบายบ้าง ผมเห็นว่ามันมีส่วนดีนะครับ เพราะลองนึกย้อนไปตอนเราเป็นวัยรุ่น ผมเองก็ไม่ชอบที่ใครมาตั้งคำถาม “ทำไมอ่ะ.. อะไรอ่ะ.. ยังไงอ่ะ” มันก็มีความรู้สึกว่า มายุ่งอะไรกับเรานักหนา แต่ถ้าเราคุยแบบเพื่อน คุยแบบเข้าใจกัน มันจะเป็นการที่เราไม่ต้องมาคาดคั้นเลย เขาจะเข้ามาเล่าให้เราฟังเองเลยว่าวันนี้หนูไปเจอนู่นนี่มา มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้นะ มันผิดกันกับก่อนหน้านี้เลย

ใบเตย : พ่อต่างจากตอนก่อนร่วมรายการจริงๆ ตอนนี้หนูเลยกล้าคุยกับพ่อมากขึ้น เช่น เรื่องที่หนูคุยกับเพื่อนผู้ชายแต่พ่อแม่นึกว่าหนูไปมีแฟน ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูจะปล่อยให้ทั้งคู่ดุแล้วท่านก็ไป แต่เดี๋ยวนี้หนูก็จะบอกกับพ่อไปตรงๆ เลยว่าแกล้งเล่นเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องจริง หนูคุยกับเพื่อนผู้ชายแบบนี้เป็นปกติ

พ่อต่าย : เขาจะฟังเราดุอย่างเดียว มันเลยทำให้เราสงสัย ไม่รู้ว่าเป็นบ้าบ้าคิดไปเองหรือเป็นเพราะเราห่วงลูกเลยไปคาดคั้น แต่เดี๋ยวนี้เราจะเปลี่ยนเป็นถามแบบทีเล่นทีจริง อย่าง “จริงหรอ?.. ชัวร์เปล่า?..” เขาก็จะตอบว่าชัวร์พ่อ พ่อดูได้เลยแล้วก็ยื่นโทรศัพท์ให้เราดูตรงนั้นเลย เราสบายใจ เขาก็สบายใจครับ

น้องใบเตยชอบคุณพ่อเวอร์ชั่นก่อนหรือหลังเข้าร่วมรายการมากกว่ากัน?

ใบเตย : ชอบเวอร์ชั่นหลังจากถ่ายรายการแล้วค่ะ เพราะพ่อไม่คาดคั้นเหมือนแต่ก่อนและยอมให้หนูได้ไปเที่ยว ไปดูหนังกับเพื่อนหลังเลิกเรียนแล้วค่ะ แต่ก่อนคือไม่ยอมให้หนูไปเลยจนเพื่อนล้อ

ผู้สัมภาษณ์ : ขอโทษนะครับ แค่ดูหนังคุณพ่อก็ไม่อนุญาตเลยหรอครับ

พ่อต่าย : ถูกต้องครับ

ผู้สัมภาษณ์ : ว้าววววว!! สุดยอดครับพ่อ

ทุกคน : (หัวเราะ)

ผู้สัมภาษณ์ : เชิญพูดต่อเลยครับน้องใบเตย

ใบเตย : ตอนนั้นหนูเข้าไปเจอตอนที่น้องของหนูจะขอไปเที่ยวกับเพื่อนด้วยพอดีแล้วพ่อก็อนุญาต หนูเลยพูดด้วยอารมณ์น้อยใจว่า “ทีหนูขอ ไม่เคยให้ไปเลย” พ่อก็บอกว่า “ไม่ให้ไป พ่อหวง” พ่อก็ชอบพูดเล่นอย่างนี้ แล้วหนูก็ทำเป็นแบบนอยด์ ไม่คุยด้วยแล้วพ่อก็บอกว่า.. ยังไงนะ จำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

พ่อต่าย : มันนานแล้ว หลายเดือนแล้วจำไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ)

ใบเตย : แต่สุดท้ายพ่อก็ยอม หนูรู้สึกดีใจมากๆ มันเป็นครั้งแรกที่ขอได้เลย ก็คือเพื่อนชวนไปใช่ไหม ปกติเพื่อนก็จะชอบชวนไปเล่นๆ เพราะเพื่อนรู้ว่าหนูไปไม่ได้อยู่แล้ว (พ่อ : พวกเพื่อนๆ อึ้งกันเป็นแถว) แล้วเพื่อนๆ ก็บอกว่า “คราวนี้ต้องไปให้ได้นะใบเตย” น้ำเสียงโน้มน้าวเราสุดๆ แล้วพ่อจะแบบว่า “ห้ามมีผู้ชายไปนะ ถ้าพ่อจับได้ พ่อจะไม่ให้ไปอีกเลย” หนูก็เลยบอกว่าจะถ่ายรูปมาให้ดูเลย

พ่อต่าย : มันก็ถ่ายมาทุกขั้นตอนเลย จะเข้าโรงหนังอยู่แล้วก็ยังจะถ่ายมาให้ดูอีกลูกคนนี้

พ่อพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ไหม

พ่อต่าย : พอใจครับ ลูกเปิดเผยมากขึ้น กล้าเล่าความเป็นจริงให้เราฟังมากขึ้น เรามีปฏิสัมพันธ์ความเป็นพ่อกับลูกมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้เราอายุเยอะแล้วแต่ต้องลงไปเป็นเหมือนวัยรุ่น ไปเข้าใจ ไปเล่น ไปรู้ ไปสัมผัสตัวตนของลูก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือคำแนะนำจากหมอหรือทีมงาน แม้แต่เพื่อนร่วมรายการด้วยกัน ผมก็เก็บมาเป็นข้อมูลแล้วปรับตัวเพื่อเป็นเพื่อนเขาได้อย่างสนิทใจ ไม่มีอีกแล้วที่ขอดูโทรศัพท์ด้วยอารมณ์ที่ขัดขืน ตอนนี้เวลาขอดู เขาก็ยื่นให้ดูโดยที่ไม่มีคำพูดว่าจะดูทำไม ผมว่าเท่านี้มันคือความสบายใจแล้ว

คุณพ่ออยากแนะนำเทคนิคไหนเป็นพิเศษที่ทำให้ลูกนำปัญหาหนักใจมาเล่าให้เราฟัง

พ่อต่าย : พ่อแม่ควรความอ่อนโยน ความเข้าใจ และการเข้าถึงจิตใจของลูก คอยรับฟังปัญหาจากเขา มันสละเวลาแค่นิดเดียว ไม่นานหรอกครับเพื่อแลกกับความสุขของลูก ของครอบครัวของคุณจะได้มีความสุข เพียงเข้าถึงจิตใจเขาได้ ปัญหามันจะไม่เกิดเลยครับ

ช่วยโน้มน้าวเพื่อนที่ไม่ชอบเอาปัญหามาเล่าให้พ่อแม่ฟังเลิกพฤติกรรมนี้หน่อย

ใบเตย : ให้ลองมองพ่อเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เราสนิทด้วยแล้วก็เข้าไปปรึกษาเลยค่า ไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง จริงๆ แล้วพ่อก็ให้คำปรึกษาเราได้ดีนะคะ ไม่เป็นอย่างที่คิดเลย ตอนนี้ยกให้เป็นที่ปรึกษา No.1 เลยค่ะ

ฝากบอกอะไรกับแฟนๆ รายการรอลูกเลิกเรียนหน่อยครับ

พ่อต่าย : รายการนี้ทำให้เราพ่อลูกเข้าใจกันมากขึ้น แก้ไขปมต่างๆ ให้คลี่คลายลงซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ดี แล้วก็อยากจะฝากไปถึงคนที่ดูรายการว่าคำพูดของคุณหมอลองนำไปปฏิบัติใช้ได้นะครับ มันสามารถใช้ได้ตลอด แล้วมันจะทำให้ปัญหาในเรื่องของวัยรุ่น คลี่คลายลงด้วยครับ สิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมเลย อยากขอบคุณทีมงานด้วย ทางทีมงานทุกคนน่ารักมากและทุกคนโอเคให้แนวคิดให้เหมือนกับสิ่งที่เราขาดหายไปได้กลับคืนมา

การสัมภาษณ์ครั้งนี้มันเป็นการสัมภาษณ์ที่หัวใจของแอดรู้สึกพองโตตลอดเวลาเลยครับ มันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ น้ำเสียงที่มีความสุข แอดสัมผัสได้จริงๆ ว่าความสัมพันธ์ของพ่อต่าย-น้องใบเตยอยู่ในสถานการณ์ที่ดีไปจนถึงดีมากที่พ่อลูกจะมีให้กันได้ ถ้าเป็นไปได้ใครที่มีปัญหาคล้ายๆ กับครอบครัวที่น่ารักครอบครัวนี้ ลองนำวิธีของคุณหมอจากรายการไปใช้ดูได้นะครับ ^^

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ถ้าลูกเลิกเล่นมือถือไม่ได้เราก็เล่นกับลูกซะเลย

ถ้าคุณเป็นพ่อหรือแม่ คุณเคยชวนลูกเล่นเกมหรือเปล่า?

ถ้าไม่เคย แต่แม่คนนี้เคย

แม่โส-ณรญา  อัดสถิ แม่ที่อยากให้ลูกเลิกติดเกม ทำทั้งดุ บ่น ว่า บังคับให้ลูกไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างการส่งลูกไปเรียนพิเศษ แต่สุดท้ายลูกก็ยังเลิกไม่ได้ มันเลยทำให้เธอยึดโทรศัพท์ลูกซึ่งเป็นวิธีการที่เธอคิดผิดที่ได้ทำที่สุดเพราะลูกเกือบเสียคน ถูกเชิญออกจากโรงเรียนไปเลย แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็มาเจอวิธีการที่ทำให้ลูกเลิกติดเกมได้ มาดูกันว่าเธอผ่านอะไรมาบ้างและแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้วยวิธีไหนได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

ลองเล่าพฤติกรรมตอนที่แม่เห็นว่าลูกติดเกมให้ฟังหน่อย

ลูกเล่นเกมทั้งวัน เดินก็เล่น กินข้าวก็เล่น ทุกเวลาเขาเล่นตลอด ตอนที่ยังนอนห้องเดียวกันก็เอาผ้าคลุมโปงแอบแม่เล่น เรียกได้ว่าทุ่มเททุกอย่างให้เกม ที่แย่กว่านั้นมีการหลอกขอเงินแม่ไปเติมเกมด้วยขนาดนั้นเลย

แล้วคุณแม่มาเริ่มรู้ตัวว่าต้องปรับพฤติกรรมน้องตอนไหน

ก็ตอนที่จับได้ว่าน้องเอาเงินที่เราให้ไปเติมเกมนั่นแหละ น้องหลอกเราว่าจะเอาเงินไปจ่ายค่ากิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนซึ่งเราก็เชื่อเพราะเห็นว่าเรียนโรงเรียนเอกชน มันเป็นไปได้ แต่พอมันหนักเข้า เราไปถามเพื่อนเขา เพื่อนเขาบอกว่าลูกเราติดเกมหนักมากและที่เรารับไม่ได้เลยคือลูกโกหกเราว่าไม่ได้ติดเกม เขาไม่ยอมรับ เราเลยคิดว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง

คุณแม่เริ่มแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนที่โรงเรียนมันต้องจ่ายค่าขอเงินแม่ไปเติม

จำกัดเวลาเล่น ให้เล่นถึง 21.00 น. กับยึดโทรศัพท์แต่เป็นวิธีที่ไม่ได้ผลดีเลย ลูกพูดจาฮึดฮัด ไม่พอใจ พูดจาไม่ดี คือพูดทุกอย่างให้แรงที่สุด เคยส่งลูกไปเรียนพิเศษเพื่อที่จะได้ไม่มีเวลาเล่น แต่ปรากฏว่า ลูกก็นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร ในช่วงเวลานั้นลูกต่อต้านไปหมด ไม่พูดไม่คุยกับเราเลยและเคยเกือบเสียคนถึงขั้นเชิญออกจากโรงเรียนเพราะเรื่องนี้ด้วย พอเราไม่ให้เขาใช้โทรศัพท์เขาก็ต้องหาเพื่อน แต่เขาดันไปคบเพื่อนที่พากันหนีเรียน สูบบุหรี่และเพื่อนคนนั้นถูกตรวจพบว่าฉี่ม่วง อาจารย์เลยเชิญออกเพราะจะทำให้โรงเรียนเสื่อมเสีย

แล้วลูกคุณแม่ได้ออกจากโรงเรียนไหมเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นอย่างไร

ไม่ค่ะ โชคดีมากที่อาจารย์ท่านหนึ่งเสนอทางออกว่าถ้าลูกเราสัญญาว่าจะแก้ผลการเรียนที่ได้เกรด 0 ทั้ง 3 ตัวก็จะให้เรียนต่อ ลูกเราก็รับปากและลูกก็ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นได้จริง ลูกก็ปรับปรุงตัวและเกรดลูกก็เพิ่มขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเราก็เลยเริ่มให้ลูกเล่นโทรศัพท์ได้มากขึ้นและผลการเรียนลูกก็ไม่ได้ตกลงไป

เหตุการณ์นั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของแม่ในเรื่องลูกติดโทรศัพท์เลยไหม

ใช่ค่ะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แม่รู้ว่ามันไม่ได้เป็นที่โทรศัพท์ มันเป็นที่ตัวแม่มากกว่าที่บังคับลูกมากเกินไปจนทำให้ลูกไม่มีความสุขและคิดขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น มันเหมือนคนไม่เข้าใจลูกเลย แม่อยากเข้าไปในโลกของลูกก็เลยเริ่มเล่นเกมเพื่อจะได้พูดภาษาเดียวกับเขาและแม่ก็ค้นพบข้อดีของเกมได้ว่านอกจากจะสานสัมพันธ์กับลูกได้แล้วยังหาเงินได้ด้วย แม่ก็เลยชวนเขาและเพื่อนๆ เล่นเกม Hay day สร้างฟาร์มขายไปด้วยกันเลยค่ะ (หัวเราะ)

แม่พูดจริงเหรอครับ?

จริงสิคะ ตอนนี้เด็กๆ ทั้งลูกของแม่และเพื่อนของลูกก็ขายได้คนละฟาร์มกันแล้ว คิดเป็นเงิน 300  บาท ขยันเล่นกันใหญ่เลยค่ะ

มันเหมือนกับว่าลูกก็ยิ่งต้องใช้เวลาเล่นเกมมากขึ้น แม่โอเคกับเรื่องนี้เหรอ

แม่โอเคค่ะ เพราะก็ไม่ได้เล่นมากไปกว่าเดิมและมีแนวโน้มน้อยลงด้วย จากที่เล่นเกมอย่างเดียว ลูกเริ่มเข้ากูเกิ้ลเสิร์ชหาวิธีเล่นเกมอย่างไรให้อัพเลเวลได้เร็ว มีการวางแผนในการเล่นเกมมากขึ้น ไม่โวยวายเสียงดังเหมือนเดิมก็ดีแล้วค่ะ บางทีเขาก็บอกว่าเบื่อเกมแล้วก็ออกไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนก็มีนะคะ  แม่เข้าใจแล้วว่าเรื่องแบบนี้มันหักดิบไม่ได้

สามารถพูดได้ไหมว่าลูกไม่ติดเกมแล้ว

เราว่าก็จาก 100 เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะเหลือ  60 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเราเรียก ลูกไม่ละสายตา ไม่คุยเลย เดี๋ยวนี้เริ่มมีวางโทรศัพท์ได้ เดินมาหา แล้วเขาก็เหมือนมีงานบ้าน อย่างรีดผ้า แม่ก็ไม่รีดให้แล้ว เวลาในการเล่นมันก็หายไป และเขาก็ไม่ก้าวร้าว ไม่พูดจากกับเราแบบห้วนๆ เช่น “อะไร!” “อีกแล้ว!” “ทำไมพึ่งมาบอก!” อีกแล้ว

ดูเหมือนลูกแม่พูดง่ายมากๆ เลย แม่คิดว่าเกิดจากอะไร

มันมาจากการที่เราปรับตัวเข้าหากันทั้งหมดเลยค่ะ ครั้งหนึ่งแม่เคยพูดกับลูกว่า แม่ก็เป็นแม่ครั้งแรกเหมือนกัน ลูกก็เป็นลูกครั้งแรกเหมือนกัน ทุกคนเป็นครั้งแรก เราลองมาปรับตัวกันดูไหม ตอนนั้นมีคนอื่นช่วยพูดด้วยว่าอย่าทำให้แม่เสียใจนะ ลูกก็บอกว่าได้ แล้วแม่ก็เริ่มปรับตัวเข้าไปอยู่ในโลกของลูก ลูกก็ปรับตัวด้วยการเล่นเกมน้อยลงเพราะเข้าใจว่าแม่เป็นห่วง

ตอนนี้มันยังมีแม่อีกหลายๆ คนที่ยังไม่เอาตัวเองไปอยู่ในโลกของลูก คุณแม่มีความคิดเห็นอย่างไรกับแม่แบบนี้

แม่ว่าต้องดูคำพูดที่พูดกับลูก มันเป็นอารมณ์ของเราล้วนๆ มันไม่ได้มีอารมณ์ของลูกเข้ามาเลยอ่ะ ถ้าลูกเห็นว่าแม่ยิ่งแข็ง ลูกก็ยิ่งแข็ง ถ้าลูกเห็นเราอ่อน เขาก็อ่อนลงบ้าง ถ้าทุกคนแข็งใส่กัน มันก็จะตู้มไปเลย เราต้องทำอะไรที่ลูกชอบ ไม่ใช่ว่าทำอะไรที่คิดว่าลูกจะชอบ

บอกพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเลิกติดเกมหน่อยว่าสิ่งสำคัญที่เขาต้องทำคืออะไร

อย่างแรกคือลดความเข้มงวดกับลูกลง เพราะบางทีลูกอาจไม่อยากคุยกับเรา ลูกเลยหันไปเล่นโทรศัพท์ เขาจะคิดว่าโทรศัพท์เข้าใจเขาที่สุด เราคิดว่าลูกเล่นโทรศัพท์ไม่ใช่ปัญหาแต่แม่ต้องสอนลูกว่าลูกดูยูทูบสิ ลูกดูกูเกิ้ลสิลูก รวมไปถึงการใช้คำรุนแรง อย่าง “ไปไหนก็ไปนี้” ขึ้นกูขึ้นมึงบางครั้งก็อาจจะได้นะ แต่ถ้าคนไม่เคยใช้อย่าใช้เลย ลูกไม่รู้สึกดีกับคำพูดแบบนี้หรอก และที่สำคัญการยึดโทรศัพท์เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำจริงๆ มันเหมือนกับลูกไม่มีที่ให้ผ่อนคลายแล้วอาจจะหาทางออกแย่ๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับลูกเราก็ได้

แอดว่าจริงๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ต้องทำถึงขั้นลงไปเล่นเกมกับลูกก็ได้ หากไม่ได้ชอบ แต่ควรจะมีการพูดคุยกับลูกว่าลูกต้องการอะไรและตัวคุณเองต้องการอะไรแล้วมาหาจุดกึ่งกลางกัน ก็จะลดเรื่องความขัดแย้งระหว่างกันไปได้เยอะเลยครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

นักจิตเตือน! พ่อแม่ 3 แบบที่ไม่มีทางมองออกว่าลูกมีความลับในใจ

เพียงความน้อยใจของลูกที่ไม่เคยบอกให้พ่อแม่รับรู้กลับสร้างความเสียใจให้พวกเขาอย่างมหาศาล เนื่องจากตอนต้นปีมันมีข่าวๆ หนึ่งบอกว่าเด็กฆ่าตัวตายเพราะพ่อแม่ดุที่ติดโทรศัพท์ แต่พ่อแม่กลับดูไม่ออกว่าลูกน้อยใจที่โดนว่าไปอย่างนั้น (ลิ้งค์ข่าว : sanook.com)

คำถาม คือ ทำไมพ่อแม่ถึงดูไม่ออกว่าลูกมีเรื่องทุกข์ในใจ วันนี้พวกเราจึงชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิตมาคุยเรื่องความลับในใจลูกว่าพ่อแม่จะรับรู้ได้อย่างไร? และพ่อแม่ควรทำอย่างไร ลูกถึงจะยกให้เราเป็นที่ปรึกษาปัญหาของเขาได้ทุกเมื่อ

หากใครพร้อมแล้วไปดูกันครับ

สาเหตุใดบ้างที่ทำให้ลูกมีความลับต่อพ่อแม่

จากที่พี่วิเคราะห์ พี่มองว่ามันเกิดจากวิธีการเลี้ยงลูกของพ่อแม่หมดเลยแล้วจะแบ่งออกง่ายๆ เป็น  3 สาเหตุ ดังนี้

  1. พ่อแม่ที่ชอบใช้ความกลัวมาสอนลูก สมมติว่าพ่อไปเห็นลูกเพื่อนท้องในวัยเรียนก็จะเอาเรื่องราวของลูกเพื่อนมาพูดให้ลูกฟังในทางที่ไม่ดี เช่น แกดูลูกเพื่อนพ่อสิ มันห่างกับแกไม่กี่ปีเอง ตอนนี้มันท้อง มันต้องลาออกจากโรงเรียนไปเตรียมเลี้ยงลูกแล้ว แกอย่าไปมีแฟนนะ ไม่งั้นได้ออกจากบ้านแน่” ซึ่งลูกก็จะไม่เข้าใจว่าการท้องในวัยเรียนมันไม่ดีอย่างไร แต่เข้าใจแค่ว่าพ่อไม่ชอบที่ลูกจะเป็นแบบนั้น ถ้าลูกยังไม่มีแฟนก็เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าลูกคงไม่บอกพ่อ
  2. มีมุมมองในเรื่องต่างๆ ต่างกับลูก เช่น เรื่องติดเกม พ่อแม่จะมองเกมว่าเป็นเรื่องแย่มากๆ ไม่มีข้อดีเลยพาลจะทำให้ขาดความรับผิดชอบ แต่ลูกดันมองเห็นข้อดีของเกมว่ามีส่วนช่วยผ่อนคลายจากการเรียนหนังสือ เมื่อทั้งคู่หาจุดกึ่งกลางไม่ได้ก็จะมีการบังคับและบงการจากพ่อแม่เกิดขึ้นทำให้เด็กไม่อยากจะพูดด้วย
  3. พ่อแม่ที่สร้างบรรยากาศดีๆ ในบ้านไม่ได้ ไม่มีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ใช้คำพูดที่ไม่ถนอมน้ำใจหรือถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อลูก

ทั้งสามอย่างนี้จะทำให้ลูกไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคนในบ้านส่งผลให้เขาไม่อยากพูด อยากบอก เพราะพูดไปอย่างไรพ่อแม่ก็ไม่ฟัง

พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีความในใจอยู่

การพูดคุยภายในบ้านจะน้อยลง สังเกตได้จากลูกจะไม่เล่าเรื่องที่โรงเรียน ไม่เล่าเรื่องส่วนตัว ไม่เล่าเรื่องความคิด ไม่เล่าอะไรเลย มันก็ยิ่งชัดเจนว่าบรรยากาศแย่ นอกจากนี้ จะเป็นเรื่องการชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียว ขลุกตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหนหรือจะเป็นทางตรงกันข้ามไปเลย คือ ลูกไม่ค่อยอยากกลับบ้าน วันเสาร์ อาทิตย์อยู่แต่ข้างนอก ไม่อยากกลับบ้าน

แล้วทำอย่างไรลูกถึงอยากจะบอกความในใจกับเรา

คำตอบคือยากมากๆ ที่จะรู้ แต่มันก็มีเงื่อนไขที่ทำให้มองออก คือ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวต้องดีพอ พ่อแม่ต้องฟังลูกด้วยใจไม่ใช่แค่เนื้อหา รู้เจตนาของลูกว่าลูกต้องการอะไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกบอกว่า “พรุ่งนี้มีการแข่งขันโครงงานที่โรงเรียน หนูกลัวทำเจ๊งจังเลยแม่” หลายคนอาจคิดว่าลูกอยากบอกให้รู้เฉยๆ ว่าเขากำลังจะทำอะไรก็เลยไม่ได้ตอบอะไรน้องไป แต่จริงๆ แล้วเจตนาคืออยากให้แม่ให้กำลังใจ เป็นต้น     นอกจากนี้ การฟังที่ดีต้องฟังแบบไม่ตัดสิน ฟังแบบไม่บังคับ ฟังแบบให้เสนอแนะและฟังแบบให้ทางเลือก รวมไปถึงอย่าเจ้ากี้เจ้าการหรือจัดการให้ลูกไปซะหมด ลูกจึงจะกล้าปรึกษาเรามากขึ้น

ตามที่ข่าวบอกว่าลูกฆ่าตัวตายสาเหตุเกิดจากอาการน้อยใจ แค่ความน้อยใจมันมีอิทธิพลขนาดฆ่าตัวตายได้เลยหรอ

เป็นได้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด พี่เชื่อว่ามันมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่สะสมก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว ลองคิดดูว่าพ่อแม่กลับบ้านมา มาบ่นว่า “เห้ย! ลูกติดมือถือจัง ทำไมไม่ไปอ่านหนังสือล่ะ” แล้วลูกฆ่าตัวตายเลย มันไม่จริงไง เราก็ต้องมามองแล้วว่าเป็นที่เรื่องความสัมพันธ์ของที่บ้านมันต้องแย่มาก่อนแล้วและผู้ปกครองเองก็ต้องเคยบ่นเรื่องอื่นมาเยอะก่อนที่จะมาจบเรื่องๆ นี้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่เป็นเรื่องเล็กๆ เพียงเสี้ยวเดียวของก้อนน้ำแข็งทั้งหมด แต่ดันเป็นเหตุการณ์ท้ายสุดที่เกิดขึ้น  แต่ถ้าถามว่าเด็กมันน้อยใจเรื่องแค่นี้จริงหรือเปล่า คำตอบคือมันไม่จริงอยู่แล้ว มันมีสิ่งอื่นที่ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

นอกจากเรื่องความน้อยใจแล้วมีสิ่งอื่นอีกไหมที่พ่อแม่ทำไปแล้วลูกกล้าทำถึงขั้นฆ่าตัวตายได้

โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่อยากฆ่าตัวตายคือคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีใคร ถ้าลูกรู้สึกว่าครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ไม่เข้าใจเขา เขารู้สึกว่าชีวิตเขาไม่มีความหวัง มันก็จะพาเขาเข้าไปสู่การฆ่าตัวตายหมด

พ่อแม่ควรดุหรือทำโทษลูกอย่างไรถึงจะสมเหตุสมผล

ควรสอนลูกด้วยเหตุผล รับฟังอีกฝ่ายว่าเขาคิดว่าอย่างไรทำไมถึงทำลงไปแบบนั้น แม้กระทั่งเมื่อถึงตอนที่ลงโทษลูกแล้ว หากเขาต่อรองก็ควรฟังเขาด้วย ถือว่าเป็นการยกประโยชน์ให้จำเลยครึ่ง ลงโทษต่อรองกันครึ่งเดียวก็ยังดี คือ ให้เขารู้สึกว่าได้ต่อรอง พ่อแม่ฟังเขาถึงแม้ว่าเขาจะทำผิดก็ตาม

มีการแบ่งความเข้มข้นไหมว่า ถ้าลูกทำผิดมากต้องทำโทษแค่ไหนหรือทำผิดน้อยควรทำโทษอย่างไร

มันบอกเป็นลิมิตไม่ได้เพราะลิมิตของแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน แต่พี่ว่าเราควรคุยเรื่องสอนลูกแบบไหนหรือยังไงดีกว่าก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลไม่ใช้อารมณ์ในการคุย อย่าสอนเรื่องความกลัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบางบ้านจะใช้อารมณ์ เช่น ถ้าพี่คนโตไปแย่งของน้อง แม่ก็ไปกระชากพี่มาแล้วก็ตีๆๆ มันไม่ได้อธิบายเหตุผลก่อนลงโทษตรงนี้ข้ามไป 1 ระดับ มันผิดเพราะมันทำให้เด็กไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วคืออะไร เกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ต้องตี

ถ้าพ่อแม่เผลอดุลูกแรงไป ควรทำอย่างไร

ขอโทษ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี ในกรณีที่ลูกทำผิดจริงๆ ต้องอธิบายว่าเขาทำผิดตรงไหนให้ชัดเจนและเราก็ไม่ต้องขอโทษเขา ส่วนถ้าเราคิดว่าเราน่าจะผิดก็ต้องวิเคราะห์ก่อนว่าสิ่งที่เราทำมันเหมาะสมหรือเปล่า มันรุนแรงไปไหม ถึงถูกต้องแต่รุนแรงไปก็ขอโทษได้นะ แต่ต้องบอกว่าที่เราขอโทษเพราะเราทำรุนแรงไป  แต่หนูก็ทำผิดจริงๆ หนูยอมรับไหม อธิบายและคุยกันด้วยเหตุผลอย่างนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือผู้ใหญ่ทำผิด แต่ก็ไม่ยอมรับ ไม่ขอโทษ ลูกก็ไม่โอเค ความสัมพันธ์มันก็เลยแย่

ความลับของลูกมีค่าเท่ากับการเปิดใจของพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่สร้างความมั่นใจให้ลูกได้ว่าพร้อมรับฟัง พร้อมเสนอแนะและมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับเขา เขาก็ยินดีที่จะบอกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุกข์ เรื่องสุขหรือทุกๆ เรื่องในชีวิตเขา

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ช็อก!! เด็กไทยเล่นโซเชียลเกิน 7 ชั่วโมง

ช็อก!! เด็กไทยเล่นโซเชียลเกิน 7 ชั่วโมงแม้ในวันที่มีเรียน

แล้วพ่อแม่ควรรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

ไม้เรียวในมือครูสั่นแล้ว!!

เมื่อสถิติของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ออกมาว่าเด็กไทยอายุน้อยกว่า 18 ปี เล่นโซเชียลมีเดียเฉลี่ยนานเกิน 7 ชั่วโมงในวันที่มีเรียนและเล่นนานเกิน 9 ชั่วโมงในวันหยุดซึ่งเด็กๆ ใช้เวลาไปกับการดูยูทูบมากที่สุด รองลงมา คือ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์และเล่นเกมออนไลน์ ตามลำดับ

ให้ลูกเล่นมือถือกี่ชั่วโมงดี?

ตอนนี้ยังไม่มีผลวิจัยที่ชี้ชัดว่าเด็กวัยนี้จะต้องเล่นมือถือกี่ชั่วโมงต่อวัน แต่มีผลวิจัยที่บอกถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหากใช้มือถือนานเกินไป ตามนี้ครับ

  • ผลวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าเด็กใช้มือถือเกิน 7 ชม. ต่อวัน ส่งผลเปลือกสมองบาง ไอคิวต่ำและความทรงจำลดลง
  • ผลการศึกษาจากฐานข้อมูล Springer (ผู้ให้บริการเนื้อหาเกี่ยวกับการแพทย์) พบว่าวัยรุ่นอายุ 12-18 ปีที่ใช้มือถือเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไปมีความข้องเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า การขาดความรับผิดชอบและเกรดที่ต่ำลง

นอกจากนี้ ก็ยังมีผลวิจัยจากงานเสวนา “คู่มือรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ และเฝ้าระวังสื่อไม่ปลอดภัยต่อเด็กและเยาวชน” ระบุว่าการเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานานมีผลกระทบทางสมองและด้านอารมณ์จะรุนแรงขึ้นในอนาคต

ผลเสียของการติดมือถือมีเยอะน่าดูเลยครับ แต่พ่อแม่ไม่ต้องกังวลไปเพราะแอดได้สรุปวิธีแก้ไขปัญหานี้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

  1. พูดอย่างเปิดใจว่าไม่อยากให้เล่นโทรศัพท์เยอะเกินไปเพราะเป็นห่วงสุขภาพของลูก แต่ก่อนจะพูดพ่อแม่ควรรอให้ลูกว่างจากเกมก่อนเพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด
  2. ตั้งกฎการใช้มือถือ พ่อแม่จะต้องตกลงกับลูกว่าในหนึ่งวันลูกสามารถเล่นมือถือได้กี่ชั่วโมง กำหนดช่วงเวลาเล่นและเลิกให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ทะเลาะกันในภายหลัง
  3. สอดส่องการเล่นมือถือของลูกแต่ไม่ใช่จับผิด บางทีลูกก็เล่นมือถือจนลืมเวลา ในฐานะคนในครอบครัวก็เตือนลูกได้เลย ถ้ามันเลยเวลาที่ตกลงกันไว้จริงๆ และควรใช้คำพูดที่ดีกับลูก เช่น ตาสุดท้ายนะลูก ถึงเวลาเลิกเล่นเกมแล้ว เป็นต้น
  4. ชวนลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการชวนไปดูหนัง ร้องคาราโอเกะหรือกิจกรรมที่ลูกชอบ คนในครอบครัวจะได้มีเวลาร่วมกันมากขึ้น
  5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ในเมื่อคุณตั้งกฎไม่ให้ลูกติดมือถือ คุณก็ต้องไม่ติดมือถือเช่นกัน เพราะลูกจะดูคุณเป็นตัวอย่าง

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับลูกของคุณดู ถ้าได้ผลลัพธ์อย่างไร มาบอกกันบ้างนะครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์แม่แอ๋ว – น้องอุ้ม ตอน ลูกติดมือถือ

ถ้าลูกติดเกมโทรศัพท์คุณจะทำอย่างไร?

แอดไม่รู้ว่าแต่ละบ้านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร แต่บ้านหลังนี้ของแม่แอ๋ว คุณแม่ที่ปรากฏตัวในรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกติดมือถือก็สรรหาวิธีล้านแปดมาหยุดนิสัยติดโทรศัพท์ของลูกแต่ก็ยังไม่เป็นผล หนำซ้ำลูกยังไม่รู้ตัวอีกว่าที่แม่ทำไปเพราะอยากให้ลูกอยู่ห่างมือถือ

มาดูกันว่าเธอใช้วิธีไหนแล้วดี วิธีไหนพลาดได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลยครับ…

แม่ช่วยเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ : อุ้มติดโทรศัพท์มากๆ เล่นอย่างเดียวแทบไม่คุยอะไรกับพ่อกับแม่เลย เวลาที่เราเข้าไปคุยด้วยแกก็จะโมโห เกรี้ยวกราด อย่างเวลาเราชวนอุ้มมากินข้าวเขาก็จะพูดว่า “อย่ามายุ่ง” บ่อยมาก เหมือนไม่สนใจอะไรเลยนอกจากเกมที่อยู่ตรงหน้า

แล้วทำไมตอนนั้นหนูถึงทำแบบนั้น

อุ้ม : แม่พูดบ่อย สมมติหนูเล่นเกมอยู่ มันยังไม่จบตา แม่ก็จะพูดไป 2-3 รอบ ก็พูดจนกว่าหนูจะออกไป เรียกแบบอุ้มมากินข้าวนะลูก อุ้มมากินข้าวนะ ซ้ำไปซ้ำมา บางทีหนูก็เลยโมโหนิดนึง

ส่วนตัวคิดว่าตัวเองติดเกมหนักไหม

อุ้ม : ก็เล่นหนัก แต่ตอนนั้นไม่รู้ตัวก็คิดว่าคนอื่นก็คงเล่นเหมือนกัน (ผู้สัมภาษณ์ : เต็มสิบหนูให้เท่าไร) ก็เต็มสิบเลยค่ะ เพราะหนูมีสังคมออนไลน์ของหนู ทั้งเพื่อนในเกม เพื่อนแต่งนิยายและเพื่อนที่ดูการ์ตูนด้วยกัน มันก็เลยคุยติดลม วันนึงก็คุยกันตั้งแต่ตื่นมาจนถึง 4-5 ทุ่มเลย

จุดแตกหักมันอยู่ตรงไหน

แม่ : ตอนนั้นแม่เอาโทรศัพท์น้องเขวี้ยงทิ้งไปเลยค่ะ เหมือนกับว่าน้องจะเล่นเกมหนักเกินไป ไม่ฟังอะไรเราเลย ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ยอมกินข้าว แม่ก็เลยเดินดุ่มๆ  เข้าไปคว้าโทรศัพท์แล้วเขวี้ยงออกไป พร้อมพูดว่า “ทำไม ชอบมันขนาดนั้นเลยหรอ รักมันขนาดนั้นเลยหรอ” ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเหมือนเข้ากับเขาได้ยากไปเลย

อุ้ม : จำได้ว่าตอนนั้นหนูก็ทำหน้าโมโห ทำตาขวางแล้วก็ไปเก็บโทรศัพท์แล้วก็ปิดประตู เข้าห้องล็อกประตู ความรู้สึกคือโกรธแม่มากๆ ไม่เข้าใจว่าทำแม่ถึงต้องทำแบบนี้ แต่ว่าตอนนั้นหนูก็ไม่ได้โกรธแม่นานมากนะคะ ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็หายโกรธ เพราะแม่มาง้อ เอากุญแจมาเปิดประตูแล้วก็เข้ามากอดแล้วก็ขอโทษ ตอนแรกก็ยังไม่หายโกรธ แม่ก็เลยอ้อนไปเรื่อยๆ ก็เลยหาย (หัวเราะ)

สำหรับอุ้มเป็นเหตุการณ์เดียวกันไหม

อุ้ม : ของหนูคือตอนที่หนูขอแม่ไปอยู่คนเดียว หนูก็ไม่รู้ว่าหนูจะอยู่คนเดียวแล้วรอดไหม? แต่ก็เป็นช่วงที่หนูค่อนข้างหงุดหงิดแม่ด้วย หนูก็เลยคิดว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีกว่าจะได้ไม่ต้องฟังแม่บ่น

แม่ : ส่วนใหญ่ที่บ่นก็จะเป็นเรื่องกินข้าว แม่อยากให้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็อย่างที่เขาบอกแม่เข้าไปตอแยกับเขาไม่ถูกจังหวะ เขาก็เลยหงุดหงิด แต่ตอนนั้นมันก็เหมือนเป็นอารมณ์ที่ไม่เข้าใจกันและกันด้วยนะ เหมือนแม่มีความน้อยใจเล็กๆ ที่ลูกไม่ช่วยงานบ้านเลย แต่ลูกคนอื่นๆ ที่แม่รู้จักกลับช่วยพ่อแม่เขา เราอยากให้เขาเป็นแบบนั้นบ้าง เพราะคิดว่าเขาก็โตพอที่จะทำได้แล้ว ไม่ใช่เอาแต่เล่นโทรศัพท์อย่างเดียว แต่เราก็ไม่เคยบอกลูกไปตรงๆ เลย

เราร้องไห้บ่อยมาก พยายามหาทางทุกอย่างที่จะทำให้ลูกเลิกติดโทรศัพท์ได้ทั้งทักเพจจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และก็เพจ Toolmorrow ที่บอกว่ามีวิธีแก้ไขปัญหานี้เลยทำให้เราตัดสินใจเข้าร่วมรายการนี้แหละ

เคยรู้มาก่อนไหมว่าแม่พยายามอย่างมาที่จะแก้ปัญหาติดเกมของหนู

อุ้ม : เคยค่ะ แต่หนูก็ไม่ได้สนใจ คิดว่ามันไม่เป็นไรหรอกก็เลยไม่ได้เคลียร์ใจกับแม่เรื่องนี้สักที

ก่อนที่จะมาร่วมรายการ แม่มีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง

แม่ : พาเขาไปเที่ยวเดือนละ 2-3 ครั้ง อย่างไปร้องคาราโอเกะ ดูหนัง มันเป็นช่วงเวลาที่เราลงความเห็นกับแฟนว่าน้องไม่จับโทรศัพท์จริงๆ ตลอด 2-3 ชั่วโมงนั้นมีค่ามาก เรารู้สึกได้ใช้เวลาร่วมกับลูกเต็มที่ แต่ว่ามันก็ได้แค่นั้น พอกลับบ้านก็เหมือนเดิม

อุ้ม : หนูไม่เห็นรู้เลยว่าแม่ทำเพราะอยากให้หนูหยุดเล่นโทรศัพท์ หนูก็คิดว่าแค่พาไปเที่ยวเฉยๆ คล้ายๆ ทัศนศึกษา แบบครูพาไปเที่ยว หนูกลับมาก็เลยทำเหมือนเดิม (ทุกคน : หัวเราะ)

แล้วพอมาร่วมรายการคุณหมอแนะนำคุณแม่อย่างไรบ้าง

แม่ : เรื่องแรกคือความเข้าใจ คุณหมอบอกว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าความคิดเรากับลูกมันไม่เหมือนกันแน่นอน ต้องรู้จักฟังที่ลูกพูดและคุยกันจนกว่าจะเข้าใจ เรื่องการชมก็สำคัญ เรานี่ไม่เคยชมลูกเลย ทั้งๆ ที่ครูก็ชมว่าน้องเรียนเก่งมากๆ แต่เราเอาแต่ภูมิใจ ไม่ได้ชม รวมถึงเรื่องการเปิดใจ เราไม่เคยนั่งคุยกับเขาอย่างจริงจัง อย่างที่บอกเรื่องอยากให้ลูกไม่ช่วยทำความสะอาดบ้าน เราไม่เคยบอกเขานะ แต่อยากให้เขามาช่วยเราเอง คุณหมอเลยบอกว่าเรื่องนี้สำคัญต้องทำเพราะจะทำให้ลูกรู้ว่าเราคิดอย่างไร

เมื่อนำไปใช้แล้วน้องมีการพัฒนาขึ้นไหม

แม่ : บอกตามตรงเลยเรื่องติดโทรศัพท์ก็ยังไม่น้อยลงเท่าไร แต่ว่าได้คุยมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ชวนออกไปข้างนอกก็ไปด้วย แต่ก่อนคือไม่ไป หนูจะอยู่แต่กับโทรศัพท์ แล้วที่พัฒนาขึ้นอย่างประหลาดใจเลยคือลูกได้เป็นสภานักเรียน ทั้งที่แต่ก่อนไม่เอาเลย แค่โรงเรียนจัดงานวันเด็ก เราบังคับให้ไป ยังงอแงเลย แต่คิดดูสิตอนนี้ลูกได้เป็นสภานักเรียน ถึงแม้เขาจะบอกว่าแค่เพื่อนชวนทำ เราก็ภูมิใจที่เขาทำ

อุ้ม : แม่ก็เกินไป สภานักเรียนก็ไม่ได้มีอะไรมากนี่คะ ตอนนี้ยังไม่รู้ตำแหน่งของหนูด้วยซ้ำ แต่ก็เล็งๆ ว่าจะเป็นสายระเบียบอยู่ น้องๆ ที่โรงเรียนยิ่งใส่กระโปรงสั้นกันเยอะอยู่ด้วย หนูเลยว่าหนูต้องไปจัดการซะหน่อยแล้ว (ทุกคน : หัวเราะ)

หลังจากนำเทคนิคคุณหมอไปใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับลูก ในความคิดของแม่มีอะไรบ้าง

แม่ : เกิดขึ้นเยอะเลย แต่เหมือนลูกจะไม่รู้ตัวว่าเขาทำอะไรได้ดีขึ้นบ้าง ที่แน่ๆ สำหรับแม่นะ คือ การอาบน้ำ ปกติเขาไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าว ไม่ชวนคุย แต่หลังๆ ช่วงปิดเทอมที่แล้วเขาทำทุกอย่างเลย มีการแชทมาถามว่าแม่เลิกงานตอนไหนเนี่ย ทั้งที่ปกติเราจะเปิดแชทก่อนตลอด แล้วก็ยังมาอวดแม่บ่อยๆ ว่า หนูอาบน้ำแล้วนะๆ เหมือนพยายามบอกว่าหนูกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองนะแม่

อุ้ม : ก็ที่ไม่อยากอาบเพราะมันเสียเวลาเล่นเกมอ่ะแม่ (ผู้สัมภาษณ์ : เราเลยอาบตอนกลางคืนก็พอเนาะ) เปล่าค่ะ ไม่อาบเลย 4 วันก็ไม่อาบ ถ้าไม่ออกบ้าน หนูก็ไม่อาบเลย 55555

ตอนนี้ยังใช้เทคนิคเหล่านี้อยู่ไหม

แม่ : ใช้ค่ะ เพราะสำหรับเรามันใช้ได้ผลจริงๆ ลูกเราดีขึ้น สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือเรื่องการเข้าใจลูก เราต้องเข้าใจว่าวัยนี้ถ้าเขาเล่นอะไรอยู่แล้วเราไปพูดอะไรไปนี่เขาก็จะไม่ฟังเราหรอก เขาจะมองว่าเราบ่นมากกว่าเป็นห่วง ฉะนั้น เราต้องรอให้เขาเล่นให้จบก่อน ค่อยบอกสิ่งที่เราต้องการแล้วเขาก็จะทำตามที่เราบอก ไม่ต่อต้านเหมือนมันถูกจังหวะไปหมด มันโอเคมากๆ เลยค่ะ

อุ้ม : สำหรับหนู หนูก็ว่าดีนะเพราะแม่ไม่บ่นแล้ว รอให้หนูเล่นเสร็จก่อน มันต่างจากเมื่อก่อนมากที่เห็นเด่นชัดที่สุดจะเป็นอารมณ์ของหนู ถ้าแม่จู้จี้จุกจิก มันก็จะเกิดอาการรำคาญแล้วก็คิดต่อว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีไหม รำคาญแม่อะไรอย่างนี้ และพอแม่ไม่มาจู้จี้แล้วก็รู้สึกอยู่ด้วยกันได้แล้วค่ะ

อยากฝากบอกอะไรกับคนที่ประสบปัญหาเดียวกันบ้าง

แม่ : อยากให้ลองมาดูรายการนี้กันนะคะ แม่ก็ไม่รู้ว่าวิธีที่แม่ทำไปนั้นมันผิดถูกไปจากคุณหมอแค่ไหน เรายินดีรับคำติชมจากทุกท่านและอยากบอกว่าวิธีของคุณหมอมันได้ผลจริงๆ สามารถไปทำดูได้

อุ้ม : สำหรับหนูอยากฝากถึงคนที่ติดเกมเหมือนกันค่ะว่าถึงเกมจะมีความสำคัญกับคนชอบเล่นเกมอย่างพวกเราแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในเกมเขาก็เป็นแค่คนนอก ถ้าเราเป็นอะไรไป เขาก็แค่หาคนใหม่มาเล่นแทน แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ เขาหาใครมาแทนเราไม่ได้แล้วนะ อยากให้ทุกคนนึกถึงคนใกล้ตัวด้วยค่ะ

ถึงสุดท้ายน้องจะยังเล่นเกมต่อไป แต่ก็สามารถพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะช่วยงานบ้าน เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน แม่เรียกไปกินข้าวก็ไป เรียกไปเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุด คือ อาบน้ำถี่ขึ้น (แซวๆ) แต่สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ แม่แอ๋วกับน้องอุ้มใส่ใจกันและกันมากขึ้น อย่างแม่แอ๋วก็เข้าใจว่าตอนที่น้องเล่นเกม น้องไม่ชอบให้ใครมากวน แม่ก็ไม่กวน รอจังหวะที่น้องเล่นเสร็จค่อยเข้าไปคุย ส่วนน้องอุ้มก็เข้าใจว่าแม่เป็นห่วงก็ทำตามที่แม่บอก ไม่ได้หงุดหงิดอย่างที่เคย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

Scroll to top