บล็อก

‘พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟัง’

พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟังนักจิตวิทยาคลินิกแนะให้พ่อแม่ฟังลูกมากขึ้น แต่พูดน้อยลง

เข้าใจเลยว่าที่พ่อแม่ต้องบ่นต้องสอนก็อยากให้ลูกได้ดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคำพูดของพูดแม่ดันไม่เข้าหูลูกๆ เลย คำพูดเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร?

John Duffy นักจิตวิทยาคลินิกและเป็นนักเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ลูกจะกรอกตามองบน พูดจาไม่ไพเราะหรือต่อต้านใส่พ่อแม่ เพราะทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพ่อแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกว่าต้องคุยกับลูกเพราะมันเป็นหน้าที่ การสนใจสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่าลูก การจู้จี้ เจ้ากี้เจ้าการลูกและที่สำคัญคือการพูดเยอะๆ แต่ไม่ฟังลูกเลย

คำพูดของพ่อแม่ที่มีประสิทธิภาพ VS ไม่มีประสิทธิภาพ

Melanie Greenberg นักจิตวิทยาคลินิกบอกว่าเด็กจะสามารถจำหรือเก็บข้อมูลในขณะที่อยู่ในวงสนทนาได้ประมาณ 30 วินาทีหรือประมาณ 2-3 ประโยคของผู้พูดซึ่งหมายความว่าถ้าเกินเวลาดังกล่าวเด็กก็อาจจะจำคำพูดของพ่อแม่ไม่ได้เลย (เศร้า)

ตัวอย่างของการพูดเยอะแล้วไม่มีประสิทธิภาพ “แม่ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะให้หนูไปเรียนเต้นกับติวเข้ามหา’ลัยพร้อมกันอย่างที่หนูขอเลยดีมั้ย? หนูก็รู้ว่ามันไม่น่าเรียนพร้อมกันได้ใช่ป่ะ? แบบเต้นก็เรียนปาไป 3 วันละจันทร์พุธศุกร์ ติวก็ติวทุกวันเวลาก็เหลื่อมกันด้วย แม่ว่าไม่โอเคหรอก เวลามันไม่พอ ไหนจะต้องมาเครียดเรื่องตัดชุดให้หนูเต้นโคฟเวอร์อีก…” ถือเป็นประโยคที่ยาวมากและจับประเด็นไม่ได้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไร

ในขณะที่อีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ประสิทธิภาพ สั้นๆ กระชับ “ถ้าลูกอยากทั้งเรียนเต้นทั้งติวพร้อมกันในเทอมนี้ แม่ว่าวันนี้เรามาคุยกันหน่อยว่าจะทำยังไงกับเรื่องเวลาที่เหลื่อมกัน โอเคมั้ย?” เห็นได้ชัดว่าประโยคนี้สั้นและจับใจความได้ง่ายขึ้นว่าแม่ต้องการขอให้ลูกทำอะไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟัง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟังคำของคุณ

  1. ใช้คำพูดให้น้อยลง พูดแค่คุณต้องบอก เอาให้ชัดและรัดกุมในคำไม่กี่คำ
  2. ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะการใช้น้ำเสียงที่อ่อนจะทำให้ลูกอยากตอบและตั้งใจฟัง
  3. อาศัยความอดทน มันก็ต้องมีบ้างแหละที่จะรู้สึกหงุดหงิดลูกตัวเองที่ไม่เชื่อฟัง แต่มันเป็นเรื่องปกติที่บ้านอื่นก็เจอ มันเป็นวัยของลูกที่เริ่มโตแล้วตีตัวออกห่างพ่อแม่ ดังนั้น จึงอยากให้พ่อแม่อดทนและดูเขาพวกเขาด้วยวิธีการเหล่านี้ต่อไป

เครดิต

washingtonpost , psychologytoday , huffpost

สัมภาษณ์น้องพรามณ์ ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

#แม่เป็นห่วงได้แต่ไม่ต้องพูดเยอะ

เดือดซะเหลือเกิน!! คำพูดข้างต้นของน้องพราหมณ์ เด็กดื้อเงียบที่ออกรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน  ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านที่แม่ถามอะไรก็ไม่ค่อยอยากตอบ ต้นเหตุมาจากการที่แม่พูดเยอะ อธิบายเยอะด้วยความเป็นห่วง แต่ว่ามันไม่โอเคกับลูกเสมอไป ลองมาดูมุมมองของน้องพรามณ์กันว่ามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

ทำไมก่อนหน้านี้ถึงเลือกเงียบใส่แม่?

หนูคิดว่าพอพูดอะไรไปแล้วแม่ก็ไม่ค่อยฟัง พูดไปก็ไม่ชนะเขา เหมือนถ้าพูดไปยังไงเขาก็เลือกทำในสิ่งที่เขาคิดว่าทำถูก โดยที่ไม่จำเป็นต้องฟังเราเลยก็ได้

ลองยกตัวอย่างเรื่องที่แม่ไม่ฟังเราให้หน่อย

อย่างเรื่องทำงาน ปกติหนูจะรับงานโฆษณาบ้าง แต่มีช่วงหนึ่งที่หนูไม่อยากทำงานเพราะหนูไม่ชอบงานนั้น แม่ก็จะมาละ จะมาพูดประมาณว่า “ทำไมไม่ทำ”, “ทำไมไม่ลองไปดูล่ะ” พูดแบบนี้เยอะๆ ซ้ำๆ จนหนูอารมณ์เสีย แค่หนูบอกว่าไม่ชอบมันก็น่าจะพอแล้ว เพราะหนูคิดว่าการที่เราทำสิ่งที่ไม่ชอบ งานมันก็จะออกมาไม่ดี แต่ตอนนั้นแม่ไม่หยุด หนูก็เลย ได้ ไม่พูดต่อแล้ว

นอกจากนี้ก็เวลาหนูไปเที่ยว แม่จะถามว่าไปไหน ไปกับใคร บางทีหนูก็แบบขี้เกียจตอบ ก็เลยแบบไม่อยากคุยด้วยและ แล้วทีนี้แม่ก็จะแบบ ก็แค่ถามเอง แต่น้ำเสียงเขาจะแบบไม่ค่อยพอใจ หนูก็เลยไม่อยากคุยด้วย

คุณแม่เริ่มเป็นแบบนี้ ตั้งแต่หนูอายุเท่าไร

น่าจะตั้งแต่ 10 กว่าขวบ แม่ก็เริ่มเป็นแบบนี้แล้ว

ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอย่างไร?

หนูรำคาญก็แม่พูดมาก เรารู้สึกว่าเราพูดแค่นี้คือจบแล้ว แต่แม่ก็ยังถามต่อนู่นนี่นั่น แม่ต้องการอะไร

หนูหวังอะไรจากการที่เงียบใส่แม่?

ไม่ได้หวังค่ะ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายมันจะจบยังไงก็เลยคิดว่าพูดไปมันก็ไม่มีประโยชน์

แต่เรื่องเจาะหู ถึงแม่จะห้าม หนูก็ยังไปเจาะหูมาเพิ่มไม่ใช่เหรอ?

หนูรู้อยู่แล้วว่าถ้าหนูไปขอเขา หนูก็ไม่ได้เจาะก็เลยแอบไปเจาะเลยดีกว่า มาเห็นทีหลังยังไงก็ห้ามเราไม่ได้แล้ว

หลังจากไปออกรายการรอลูกเลิกเรียน แม้ในรายการแม่จะทำให้เราพูดไม่ได้พอกลับไปแล้วแม่ยังทำตามคำแนะนำของหมอให้เราเห็นอยู่ไหม?

ทำค่ะ ช่วงนี้จะมีบ้างบางเรื่องที่แม่จะฟังเราเพียงฝ่ายเดียว ไม่ค่อยพูดเยอะแล้ว เช่น เรื่องเลือกคณะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะบอกเรียนอันนั้นดีกว่า อันนี้ดีกว่า เพราะเขาไม่อยากให้เราเรียนนิเทศ แต่ตอนนี้เวลาที่ได้คุยเรื่องนี้ คือ เรียนที่อยากเข้าเลย หนูก็รู้สึกว่าสบายใจดี ไม่ต้องเครียดมาก ไม่ต้องมาทะเลาะกับแม่เรื่องนี้

หลังจากที่แม่พยายามปรับตัวแล้วเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหนูกับแม่เป็นอย่างไร?

ก็ดีขึ้นนิดนึงมั้งคะ เขาก็มาลูบหัว มากอด แต่ก่อนไม่ค่อยทำ เอาจริงๆ หนูก็รู้สึกแปลกๆ นะคะ จะทำ ไม่ทำก็เฉยๆ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ที่ดีขึ้นก็อย่างที่บอกเรื่องชวนทะเลาะ มันลดลงไปบ้าง อย่างเรื่องงานที่หนูทำปกติจะเถียงกันบ่อย เพราะหนูไม่อยากทำ แต่แม่อยากให้ทำ ตอนนี้แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเท่าไรแล้ว

พอเห็นคุณแม่ทั้งที่พูดเยอะกับปรับตัวแล้ว หนูพอเข้าใจไหมว่าทำไมแม่ถึงทำอย่างนั้น?

เข้าใจค่ะ เขาน่าจะเป็นห่วงเราแหละ อีกอย่างเขาก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว เราพอเข้าใจได้

เข้าใจแล้ว แต่ถ้าแม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกล่ะ หนูจะทำยังไง?

ก็คงไม่ฟังเขาอีกแหละค่ะ (หัวเราะ) จะให้หนูทำยังไงอ่ะคะ

พอได้คุยกับน้องพรามณ์แล้วแอดว่าแอดก็เข้าใจทั้งสองฝ่ายนะว่าที่พ่อแม่อธิบายเยอะก็เพราะความห่วง ส่วนน้องพรามณ์ที่เงียบก็เพราะตัดความรำคาญ เลยคิดว่ามันควรหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ได้

ถ้าพ่อแม่ยังหาทางออกไม่ได้ก็ลองทำตามเทคนิคของคุณหมอวิจากรายการรอลูกเลิกเรียนดู คือ พูดสั้นๆ ว่าไม่ชอบอะไร บอกความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้นแล้วก็ขอร้องให้ลูกไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เยิ่นเย้อก็จะทำให้ลูกรับรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการและไม่รำคาญได้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

สัมภาษณ์แม่เปิ้ล ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

#ทำไมความเป็นห่วงของแม่จึงกลายเป็นการบ่น

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่เคยเป็นห่วงลูกมากๆ คอยบอก คอยเตือนลูกในทุกๆ เรื่องแต่ลูกไม่ค่อยสนใจ ลองอ่านเรื่องราวของคุณแม่ท่านนี้ดูครับ

คุณเปิ้ล คือตัวแทนคุณแม่ที่มีลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรลูกก็จะไม่เชื่อฟัง ยกตัวอย่าง เรื่องที่เธอไม่อยากให้ลูกเจาะหู แต่ลูกดันเจาะ รวมไปถึงการที่เธอถูกลูกเงียบใส่บ่อยๆ จนเธอรู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเองแล้วคิดเสมอว่าเธอทำอะไรผิดพลาดไป พยายามหาคำตอบจากลูก แต่ลูกก็ไม่ตอบ เลยไม่รู้ว่าต้องแก้ที่ตรงไหน แต่โชคยังดีที่เธอได้มาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนจึงได้คำแนะนำดีๆ จากคุณหมอไป มาดูกันว่าปัญหาที่แท้จริงของเรื่องนี้คืออะไรแล้วตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกจะดีมากแค่ไหน ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้ครับ

หลังจากที่ตัดสินใจเข้าร่วมรายการและเล่าปัญหาของครอบครัวของคุณแม่ให้หมอฟังเรียบร้อยแล้ว คุณหมอได้บอกไหมว่าปัญหามันเกิดจากอะไร?

ปัญหามันเกิดจากที่แม่พูดเยอะเกินไปจนกลายเป็นบ่นลูกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมนี้ของแม่มันทำให้ลูกฟังแล้วรำคาญ ถึงแม้เราจะอธิบายไปด้วยความหวังดีก็ตามซึ่งยอมรับเลยว่าตอนแรกมีความรู้สึกย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณหมอบอกนิดหน่อยเพราะเราคิดว่า ใช่ เราพูดเยอะจริง แต่มันคือการอธิบายมีเหตุและผล อธิบายว่าทำไมถึงไม่ให้ทำ มันไม่น่าถึงขนาดที่ว่าคนอื่นฟังแล้วคือบ่น

แต่คุณหมอก็พูดคำหนึ่งให้เราฉุกคิดได้เลย คือ “ขอถามนิดหนึ่งว่าน้องเจาะหูแล้วน้องตายไหม” เราก็อึ้งไปเลย มาย้อนคิดไปถึงเรื่องทั่วไปที่เด็กคนอื่นๆ เป็นกัน เช่น การใส่ถุงเท้าผิดระเบียบ เรามองว่าไม่ควรใส่แต่เด็กคนอื่นๆ ก็เคยทำไม่ใช่เหรอ? มันเลยทำให้แม่ถอยออกมาสักหนึ่งก้าวแล้วก็มองตัวเองว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันอาจจะมากเกินไปใช่ไหม จนเขามองว่ามันน่ารำคาญ

พอรู้ถึงปัญหาแล้ว คุณหมอแนะนำให้แก้ไขอย่างไรบ้าง?

คุณหมอบอกว่าให้พูดกับลูกสั้นลง ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะ บอกสิ่งที่เราต้องการและบอกเหตุผลพร้อมกับความรู้สึกที่เป็นห่วงลูกเข้าไป เพราะก่อนหน้านี้ เราไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้เลย มีแต่เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไรเฉยๆ เนื่องจากเราคิดว่าของอย่างนี้มันรู้กันอยู่แล้ว ลูกต้องรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่มีแต่ความหวังดีให้ลูก ไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงความรู้สึกหรอก

ถึงแม้ว่าแม่จะพยายามทำตามที่คุณหมอบอกทุกอย่างแล้วตามที่พวกเราเห็นในรายการ แต่สุดท้ายมันไม่ได้เห็นผลในทันที คุณแม่รู้สึกอย่างไร?

ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำเลย อยู่ๆ เรามาเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือมันก็ต้องไม่เห็นผลอยู่แล้ว เพราะเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาเพื่อให้ลูกได้ปรับตัว อยู่ดีๆ แม่มาเปลี่ยนไป พูดสิ่งที่ไม่เคยพูด เข้ามากอด มาหอมแบบที่ไม่ค่อยทำ เด็กก็ต้องรู้สึกว่า แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมแม่เปลี่ยนไปแล้วแม่จะมาอะไรกับฉันประมาณนี้ ประกอบกับการที่เรานอนอยู่คนละห้องกับลูก เวลาที่เขาใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกับน้องสาวกับคุณยาย เขาเลยจะสนิทกับ 2 คนนั้นมากกว่า

ถ้าอย่างนั้นพอถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 3 เดือนแล้วหลังจากบันทึกเทปไป เทคนิคของคุณหมอมันเห็นผลลัพธ์ที่ดีไหม?

เห็นค่ะ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ได้เลยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูก เราพูดกับลูกมากขึ้น โดยที่ตัวแม่เองพูดน้อยลง เน้นฟังลูกพูดมากกว่า รวมไปถึงเทคนิคที่คุณหมอสอนว่าให้เราบอกลูกในสิ่งที่อยากให้ทำพร้อมแสดงความรู้สึกดีๆ ให้ไปก็ถือว่าโอเคนะคะ ลูกเชื่อฟังเรา

ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วเขาใส่เสื้อแขนกุด ซึ่งเราไม่อยากให้เขาใส่แบบนี้เลย เป็นห่วงเขา แม่ก็เลยบอกเขาไปว่า “เสื้อตัวนี้สวยดีนะลูก แต่ว่าถ้าหนูจะนั่งรถตู้หรือรถประจำทางก็หาเสื้อมาคลุมหน่อย แม่เป็นห่วง” ซึ่งเขาก็บอกเราว่า “หรอคะแม่ ใส่เสื้อคลุมดีกว่าใช่ไหม” เขาก็เดินไปใส่เสื้อคลุมของเขาเองเลย ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราจะไม่ค่อยอ่อนโยนต่อกัน พูดจากับลูกก็จะออกห้วนหน่อย ประมาณว่า “โห ใส่เสื้อขนาดนี้ แม่ว่ามันโป๊ไปปะ ใส่เสื้อคลุมหน่อย” แต่ก็จะไม่เพิ่มเติมว่าที่ให้ใส่เพราะเป็นห่วง

ความรู้สึกของคุณแม่ตอนที่น้องทำตามอย่างว่าง่ายเป็นอย่างไรบ้าง?

ความรู้สึกก็คือตกใจเหมือนกันนะว่า “เห้ย เออ มันก็โอเคนะ” สิ่งที่เราพยายามที่จะปรับ แก้ เพิ่มเติม มันก็ได้ผล

อยากกลับไปเป็นคุณแม่คนนั้นอีกไหม เพราะอะไร?

ถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่แล้ว เพราะมีความรู้สึกว่า ณ จุดนั้น มันมีแต่ คือเราคิดว่าสิ่งที่เราให้ลูกไป มันดีทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำกลับมาให้เรานั้นมันทำให้เราเสียใจ ช่วงนั้นมีแต่ความคิดที่ขุ่นมัวว่าฉันก็ให้สิ่งที่ดีไปแล้ว ทำไม่ถึงเลือก แนะนำไปแล้วทำไมถึงไม่ทำ ทำไมถึงไม่ใช่ฟังกันบ้างขนาดนั้นเลยค่ะ

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

ปัญหาหลักๆ ต้องดูว่าเราให้ความใกล้ชิดกับลูกมากน้อยแค่ไหนเพราะว่าสังคมไทยการแสดงออกซึ่งความรักทางคำพูดและภาษากายยังค่อนข้างมีน้อย เพราะถ้าดูจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ของแม่นี่ก็น้อยมากที่จะแสดงความรักแบบนี้ พอเด็กเริ่มโต ความห่างทางกายก็เริ่มมี เช่น การกอด การสัมผัส การจับมือ จูงมือ ยิ่งพูดคำว่ารักนี่ยิ่งค่อนข้างน้อยเลย ยกเว้นจะเป็นช่วงเทศกาล แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการพูดคำว่ารักหรือกอดกันแค่ในวันเทศกาลมาเป็นทุกๆ วัน มันก็จะช่วยให้สนิทสนมมีมากขึ้นแล้วทุกอย่างก็จะดีเอง

ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางคำพูดหรือทางกายก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างที่คุณแม่เปิ้ลบอกถ้าเราสื่อความรู้สึกให้ลูกรู้ว่ารักในทุกๆ วัน ปัญหาที่ค้างคาใจต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไปแล้วจะถูกแทนที่ด้วยความสุขของครอบครัวเรานั่นเอง

สุดท้าย แม้ในรายการแม่เปิ้ลทำตามคุณหมอแล้วมันไม่เห็นผลในทันที แต่หลังจากนั้น คุณแม่ก็ได้ทบทวนและมองเห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เธอปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภายในบ้านและพวกเราก็พบสัญญาณที่ดีขึ้นจากครอบครัวนี้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ทำอย่างไร..ถ้าลูกเป็นเด็กดื้อเงียบ

แค่เห็นคำว่าดื้อพ่อแม่ก็ถึงกับเอามือกุมหัวกันให้วุ่นแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ลูกคนนี้เชื่อฟัง แต่ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กดื้อเงียบล่ะ คุณจะทำอย่างไรดีนะ

อาการดื้อเงียบ คือ อาการที่ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ผู้ปกครองบอกหรือเตือนอะไรในครั้งแรกเหมือนจะเชื่อฟังและรับปากไว้ แต่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยเบลอ ไม่ทำตามที่ตกลงกับพ่อแม่ซะอย่างนั้น

ยกตัวอย่างจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ในช่วงที่คุณแม่เปิ้ลเล่าพฤติกรรมของลูกให้ฟังว่าลูกของเธอก็เป็นคนมีพฤติกรรมต่อต้าน มีครั้งหนึ่งที่คุณแม่ห้ามไม่ให้น้องไปเจาะหูเพราะเป็นห่วง เนื่องจากน้องเป็นน้ำเหลืองไม่ดี แผลหายยาก ตอนแรกน้องก็เหมือนจะฟัง แต่ไปๆ มาๆ ก็มาเห็นว่าน้องมีรูหูเพิ่มขึ้นอีก 2 รู นี่จึงเป็นนิสัยของเด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้านหรือดื้อเงียบนั่นเอง

เด็กดื้อเงียบเกิดจากผู้ปกครองชอบห้ามลูกทำนู่น ทำนี่ตามที่เขาต้องการพร้อมกับอธิบายเหตุผลที่ดูเยิ่นเย้อมากเกินไป เพราะแม้ว่าจะมีเจตนาดีที่เป็นห่วงลูก กลัวลูกได้รับอันตรายไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจึงห้ามลูกทำสิ่งนั้น แต่สำหรับลูกเมื่อพ่อแม่พูดเยอะ อธิบายเยอะจะกลายเป็น “การบ่น” ทันทีเหมือนพูดเยอะแต่สาระมีอยู่นิดเดียว ทำให้ลูกตอบเออออเพื่อตัดความรำคาญเท่านั้นแต่สุดท้ายก็ไม่ฟังและทำตามใจชอบอยู่ดี

นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดได้จากการถูกผู้ปกครองเลี้ยงดูอย่างเอาใจหรือไม่ก็ไม่ใส่ใจเลยทำให้เด็กไม่รู้จักการใช้เหตุผล ขาดการคิดวิเคราะห์ กล่าวคือเด็กไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ต่อให้สุดท้ายพ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือนก็เลือกที่จะไม่รับฟังและทำตามที่ตัวเองคิดต่อไป

เมื่อผู้ปกครองสังเกตว่าลูกของตนมีอาการดื้อเงียบแล้วอย่าเพิ่งท้อใจไปนะครับ เรามีวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกของคุณค่อยๆ ลดอาการนี้ลงไป โดยอาศัยการสื่อสารเป็นสำคัญ รวมไปถึงความสุขของผู้ปกครองขณะพูดคุยและระยะเวลาเพื่อให้เขาปรับตัว วันนี้แอดได้สรุปเทคนิคทำให้ลูกเลิกดื้อเงียบตามแบบฉบับรายการรอลูกเลิกเรียนมาให้ทุกคน ดังนี้

  1. ผู้ปกครองต้องทำใจให้เป็นสุข หมายถึงการสร้างบรรยากาศที่ดีขณะที่พูดกับลูก ไม่มีอคติในใจอะไร
  2. บอกพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ชอบให้ลูกรู้ การบอกพฤติกรรมที่ไม่ชอบไม่ใช่การโทษลูก เช่น บอกว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้” เพราะถือเป็นการตำหนิลูก แต่ควรมุ่งไปที่พฤติกรรมนั้นๆ เลย เช่น หากพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเจาะหู ก็ต้องบอกลูกว่า “เจาะหูนี่มันไม่ดีเลยเนาะ” เป็นต้น
  3. แฝงความรู้สึกลงไปในคำพูด เมื่อผู้ปกครองบอกจุดประสงค์ไปแล้วก็ควรบอกเหตุผลว่าทำไมต้องพูดถึงสิ่งนี้ เป็นห่วงอย่างไร เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร เช่น “พอเจาะหูแล้วเรามารู้ทีหลังว่าเป็นน้ำเหลืองไม่ดีทำให้แผลหายยากนี่แย่เลย”
  4. บอกลูกว่าเราต้องการให้เขาทำอะไร พูดให้ตรงประเด็นไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะถ้ามันแต่อธิบายจะยิ่งทำให้ลูกรำคาญแทน ตัวอ่างประโยคที่ใช้ คือ “แม่ไม่อยากให้เจาะหู เพราะหนูน้ำเหลืองไม่ดี แม่เป็นห่วงนะ”

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคนิคเหล่านี้อาจไม่ได้เห็นผลในทันที เพราะถ้าลูกไม่เคยเห็นผู้ปกครองพูดจาแบบนี้มาก่อนก็อาจจะงงและยังปรับตัวไม่ทันได้ ผู้ปกครองจึงควรอดทนและพยายามทำต่อไปเพื่อให้ลูกรู้สึกชินและกลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันทั้งของลูกและคุณดีกว่า นอกจากนี้ พวกเราอยากให้พ่อแม่มองว่าเด็กดื้อเงียบไม่ใช่เด็กที่ผิดปกติ แต่ต้องการการเอาใจใส่ รับฟัง มากกว่าการบ่นซึ่งต้องเริ่มจากการปรับตัวของผู้ปกครองและอาศัยระยะเวลาเพื่อให้เด็กปรับตัวตามได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

แน่นอนว่าไม่มีใครที่อยากเป็นพ่อแม่ที่เยอะ ขี้บ่น ทั้งหมดมันเกิดจากความรักและห่วงจึงทำให้พ่อแม่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าพ่อแม่แสดงความเป็นห่วงด้วยวิธีที่ลูกวัยรุ่นจะฟังมันก็ย่อมดีกว่าที่จะใช้วิธีการนี้ที่สร้างความขุ่นมัวในใจให้กับทั้งท่านและลูกนะครับ

สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

“ความเครียด” ใช่ว่าจะแย่!!

ความเครียด ใช่ว่าจะแย่!! นักจิตวิทยาเผย..อย่ากังวลกับความเครียดของลูกเพราะมันช่วยลูกคุณได้

เป็นงงกันไป..เมื่อมีนักจิตวิทยาบอกว่าอย่าไปกังวลหากลูกต้องเผชิญกับความเครียด

พ่อแม่ส่วนใหญ่จะคิดว่าความเครียดมันเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และยิ่งปล่อยให้ความเครียดสะสมย่อมทำร้ายลูกเป็นแน่ ฉะนั้น ถ้าลูกมีความเครียด พ่อแม่ควรจะหาวิธีป้องกันหรือช่วยลูกลดแรงกดดันนั้น แต่ลิซ่า ดามัวร์ นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเครียดของเด็กผู้หญิงบอกว่าความเครียดบางอย่างอาจสร้างบาดแผลให้ลูกได้จริง แต่มันก็ยังมีความเครียดที่ที่ส่งผลดีอยู่เช่นกัน

 

ความเครียดที่ดี..มีจริงหรอ?

ฟังๆ ดูแล้วอาจขัดหู ขัดอารมณ์กันสักหน่อย “ความเครียดที่ดี” มีที่ไหนซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หากใครหลายคนคิดแบบนี้เพราะมันง่ายมากที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ตกอยู่ในกรอบความคิดที่ว่า

“ถ้ารู้สึกแย่ = สิ่งไม่ดีต่อตัวเรา”

แต่ถ้าลองนึกดูให้ดีกรอบความคิดนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวอย่างคนออกกำลังกาย คงไม่มีใครรู้สึกดีที่ต้องเข็นตัวเองไปยิมเพื่อยกลูกเหล็กหนักๆ ตลอดหรอก ของอย่างนี้มันต้องมีท้อกันบ้าง แต่สุดท้ายเจ้าลูกเหล็กที่ว่ามันก็นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีของเราไม่ใช่เหรอ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นักแสดงบนเวที เมื่อถามพวกเขาถึงเรื่องความเครียด พวกเขาบอกว่าความเครียดนี่แหละที่เป็นตัวที่ทำให้การแสดงของเขาออกมาดี แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป

ฉะนั้น ความเครียดที่ดี (healthy stress) ที่พูดถึงคือความเครียดที่เป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับลูก สามารถทำให้ลูกจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำและสามารถพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้หลากหลายรูปแบบ ความเครียดจึงเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้ลูกคุณเติบโตขึ้นและก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองได้ แต่ต้องย้ำให้ชัดว่าควรมีความเครียดแค่ในปริมาณที่เหมาะสมและดำเนินไปในทางที่ถูกต้องเท่านั้น

ให้เวลาตัวเอง 10 นาทีก่อนจะเผชิญหน้ากับความเครียด

ไม่ว่าอย่างไรเราทุกคนคงหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากับความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการสอบ การพูดต่อหน้าที่สาธารณะหรือสถานการณ์ต่างๆ อีกมากมาย ฉะนั้น เราจะแปรเปลี่ยนความเครียดที่ทำลายสุขภาพมาเป็นความเครียดที่ช่วยผลักดันความสามารถของเราได้ นักวิจัยบอกว่าหากเราให้เวลาตัวเอง 10 นาทีทบทวนความกังวลที่มีในขณะนั้น เราก็จะสามารถจัดการความเครียดและเผชิญหน้าต่อสถานการณ์นั้นได้ดีมากขึ้น

การวิจัยของ The National Academy of Sciences ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองเรื่องนี้ผ่านนักเรียนประมาณ 1,200 คนในช่วงก่อนที่พวกเขาจะสอบกลางและปลายภาคเรียน โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม นักวิจัยให้เด็กกลุ่มแรกเขียนความกังวลที่มีต่อการสอบในอีก 10 นาทีข้างหน้านี้ ส่วนกลุ่มที่สองต้องตีความความเครียดที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ดีและทำให้เราพร้อมสู้กับการสอบครั้งนี้ได้ และกลุ่มสุดท้ายต้องทำตามวิธีการทั้งหมดที่สองกลุ่มแรกทำ

ผลการวิจัยพบว่าการกระทำทั้ง 3 รูปแบบข้างต้นช่วยให้นักเรียนที่วิตกกังวลควบคุมความเครียดได้ดีขึ้นและเพิ่มคะแนนสอบให้พวกเขาได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยให้ลูกจัดการความเครียดได้ดี คือ ผู้ปกครองต้องสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะให้ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ สิ่งที่ทำแล้วชอบ, สิ่งที่ทำแล้วไม่ชอบจนเข้าขั้นวิกฤติ และสิ่งที่ไม่ชอบแต่รับมือได้ พอลูกฝึกจัดกลุ่มความรู้สึกบ่อยๆ ก็จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างความเครียดที่เป็นประโยชน์และเป็นอันตรายต่อตัวเขา

ความเครียดก็ยังพอมีสิ่งดีๆ ปะปนอยู่บ้าง

ข้อดีของความเครียดไม่ใช่แค่การเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เด็กบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายได้เท่านั้น แต่ยังสร้างความยืดหยุ่นด้านจิตวิทยากับเด็กว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวกับความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าครั้งนี้ก็หนักหนายังผ่านมาได้แล้วทำไมครั้งหน้าจะผ่านไปไม่ได้ ฉะนั้น อย่ากลัวไปเลยที่จะปล่อยให้ลูกได้เครียดดูบ้าง แต่ในปริมาณที่พอเหมาะนะ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ปกครองท่านไหนที่คิดว่าการสื่อสารภายในบ้านไม่ราบรื่น มีความเครียดและความอึดอัดปกคลุมอยู่ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ที่มา:  washingtonpost

ความกดดันจากครอบครัวก็ทำให้เด็กวัยเรียนฆ่าตัวตายได้จริงหรือ?

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีข่าวสลดใจเกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย เนื่องจากอนาคตที่มีเด็กมัธยมกว่า 20 คนได้ตัดสินใจจากโลกนี้ไป เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังจากที่พวกเขาทราบว่าคะแนนสอบระดับชาติของพวกเขามีคะแนนออกมาเป็น 0 แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องน่าเศร้ากว่านั้น คือ คะแนนสอบเหล่านั้นไม่เป็นความจริง แต่ที่มันออกมาในรูปแบบนั้น เนื่องจากความผิดพลาดของระบบคำนวณคะแนนนั่นเอง ย้อนกลับมาที่ไทยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็มีข่าวนักศึกษาปิดฉากชีวิตตัวเองลงถึง 5 รายด้วยกันในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

จาก 2 กรณีข้างต้นอ้างว่า การถูกกดดันเรื่องการเรียนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เด็กตัดสินใจฆ่าตัวตาย คำถามที่เกิดขึ้นในใจแอด คือ ความกดดันเรื่องการเรียนมีอิทธิพลมากจนทำให้เด็กคนหนึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายได้เลยเหรอ? วันนี้แอดจึงติดต่อคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต มาช่วยไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กัน

ทำไมการถูกกดดันเรื่องการเรียนถึงทำให้เด็กคนหนึ่งสามารถฆ่าตัวตายได้

ถ้าให้พูดตามตรงมีน้อยมากที่เด็กจะฆ่าตัวตายโดยมีสาเหตุหลักมาจากการถูกกดดันเพียงเรื่องเดียว อย่างน้อยมันจะมีเรื่องโรคซึมเศร้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ถ้ามุ่งประเด็นไปที่ความกดดัน เด็กที่คิดสั้นเป็นเด็กที่ถูกกดดันผ่านการเลี้ยงดูและหล่อหลอมมาเป็นเวลานานจากพ่อแม่ของตนเองซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการถูกเลี้ยงดูแบบให้เด็ก “มีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพ”

ลองขยายความเรื่องการเลี้ยงดูแบบมีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพให้ฟังหน่อย

ขออธิบายภาพรวมของการเลี้ยงลูกวัยรุ่นก่อนว่าจะต้องมีระเบียบวินัยกับสัมพันธภาพไปพร้อมๆ กัน โดยครอบครัวที่สอนให้เด็กมีระเบียบวินัยที่ดี เช่น เด็กต้องอ่านหนังสือ รักการอ่าน เตรียมตัวสอบและเด็กก็ทำตาม ส่วนครอบครัวที่สร้างสัมพันธภาพที่ดี ได้แก่ พ่อแม่พูดคุยกับลูกได้เมื่อลูกมีปัญหา ยืดหยุ่นให้ตามสมควร สิ่งที่เด็กจะได้ก็คือได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นและประสบความสำเร็จ

แต่ในกลุ่มของพ่อแม่ที่สอนลูกให้มีวินัยแต่ไม่มีสัมพันธภาพอย่างที่ถามมา พ่อแม่เหล่านี้จะมีความรู้ทางวิชาการในการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องในระดับหนึ่ง แต่ให้คนอื่นทำหน้าที่แทน พวกเขารู้ว่าการเล่านิทาน พาลูกเข้าสังคมเป็นเรื่องที่ดี แต่จะไปจ้างติวเตอร์ข้างนอกสอนเอา หน้าที่ของพวกเขาจึงเป็นการติดตามว่าลูกทำตามคอร์สที่ติวเตอร์วางไว้หรือไม่? และคาดหวังกับลูกในเป้าหมายระยะสั้นต่อไปเรื่อยๆ เช่น ลูกต้องสอบเข้าสาธิตให้ได้, ลูกต้องสอบให้ได้ที่ดีๆ เนื่องจากพวกเขาคิดว่าการส่งเสียลูกเรียนกับติวเตอร์เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เขาจึงมีความคาดหวังในตัวลูกมาก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กก็คือความเครียดและความกดดันนั่นเองซึ่งถ้าลูกมีความเครียดสูงก็อาจส่งผลให้เด็กคิดสั้นตามข่าวข้างต้นได้

ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิก คิดว่าการกดดันเรื่องเรียนจากพ่อแม่แบบไหนร้ายแรงที่สุด

ถ้าเป็นเรื่องความกดดันก็น่าจะเป็นเรื่องการตั้งเป้าหมายในชีวิตลูกที่เป็นเรื่องใหญ่สุด เพราะทุกวันนี้จะมีการสอนเรื่องกระบวนการคิดเพื่อให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต (Executive function-EF) แก่นหลักของการสอนเรื่องนี้คือการให้เด็กตั้งเป้าหมายและเป็นเป้าหมายที่ไม่ทะเยอทะยานจนเกินไป พ่อแม่จะมีหน้าที่สนับสนุนให้เด็กสามารถทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นให้ได้เท่านั้น แต่ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ คือ คนตั้งเป้าหมายไม่ใช่เด็กแต่เป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ให้ลูกมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายด้วย ดังนั้น มันจึงเป็นการบังคับจึงพัฒนาเป็นการกดดัน

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีเรื่องที่ว่า “พ่อแม่ชมลูกไม่เป็น” ก็เป็นสิ่งที่กดดันลูกได้ เพราะทุกวันนี้พ่อแม่มักชมลูกที่ผลลัพธ์ แต่ไม่ได้ชมลูกที่กระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกตั้งใจเรียนแล้วสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งได้ ผู้ใหญ่มักจะชมว่า  “หนูสอบสาธิตได้ หนูเก่ง” แต่ไม่มีการชมว่า “หนูพยายามเต็มที่แล้ว หนูเก่งมากเลย”

เมื่อย้อนมาที่ข่าวของประเทศอินเดีย ถ้าพ่อแม่เห็นว่าลูกตั้งใจอ่านหนังสือเต็มที่แล้วชื่นชมว่ามองเห็นความพยายามของเขา ผลลัพธ์ออกมาได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ลูกก็จะไม่ได้ถูกกดดันมาก ในขณะที่ถ้าชมเขาที่ผลลัพธ์บ่อย มาถึงคราวที่เขาไม่บรรลุเป้าหมาย ลูกก็จะมองว่าตัวเองไม่เก่งพอ ความพยายามมีไม่มากพอ ไม่มีคุณค่าอะไรเลย งั้นตายดีกว่ามันก็เป็นไปได้

มันเป็นไปได้ไหมว่าเด็กดันคิดไปเองว่าพ่อแม่ไม่พอใจเมื่อเขาทำไม่ได้อย่างที่หวัง ทั้งๆ ที่พ่อแม่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร

เด็กไม่ได้คิดไปเอง แต่เขาเชื่อจริงๆ โดยธรรมชาติการเลี้ยงลูก มันไม่ใช่แค่ 1 ปี แต่มันคือตลอดชีวิตของลูกไง อย่างถ้าผู้ปกครองเป็นลูกหมอ พูดมาตลอดเลยว่าลูกต้องเรียนเก่งๆ โตมาจะได้มาเป็นหมอ มาช่วยกันเปิดคลินิก มันก็เป็นการหล่อหลอมเขาชีวิตแล้วว่าต้องได้แบบนี้เท่านั้นเด็กจึงไม่ได้คิดไปเองหรือด่วนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

เหมือนกับว่าที่พูดมาทั้งหมดคือการกดดันแบบตั้งใจแล้วมันมีบ้างไหมที่ผู้ปกครองจะกดดันลูกโดยไม่รู้ตัวบ้าง

ส่วนมากจะเป็นคำพูดที่เห็นชัดๆ เลย ซึ่งก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

  1. คำพูดเปรยๆ ซ้ำๆ ว่าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน เพราะถึงจะไม่ได้พูดกดดันแต่การพูดย้ำก็ถือเป็นการคาดหวัง เช่น อยากให้ลูกเป็นหมอ, อยากให้ลูกเป็นวิศวกร
  2. พูดเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่พบบ่อยมากในชีวิตประจำวันของเด็ก โดยส่วนมากจะเป็นการชมบุคคลที่สามด้วยคำว่า “ดีจังเลย” ให้ลูกตัวเองได้ยินซึ่งลูกก็จะรู้ตัวว่าถ้าเราทำไม่ได้ก็คือเราแย่

ตัวอย่างคำพูดเปรียบเทียบ  

– พ่อก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับลูกนะ แต่ว่าลูกป้าสอบเตรียมอุดมได้ ดีมากเลย ถ้าพ่อเป็นพ่อแม่เขาก็คงจะภูมิใจมาก

– ตระกูลเราทุกคนจบเตรียมอุดม ไม่ได้อะไรหรอก ลูกได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าพี่สาวลูกเอย ลูกป้า ทุกคนเขาก็จบจากที่นี่กัน พ่อว่ามันก็ดีนะ

ถ้าคำพูดข้างต้นเป็นคำพูดที่กดดันลูก แล้วคำพูดแบบไหนที่จะช่วยเป็นแรงผลักดันที่ดีต่อลูกบ้าง

ก่อนจะพูดถึงเรื่องคำพูด ควรให้ลูกได้เจอเป้าหมายของลูกก่อน จากนั้นก็พูดให้กำลังใจด้วยการบอกให้เขาทำให้เต็มที่

ตัวอย่างคำพูดที่เป็นแรงผลักดันให้ลูก

  • หนูทำได้ โอ้ ดีมากเลยลูก ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่จะสนับสนุนเต็มที่
  • ทำให้เต็มที่นะลูก ผลจะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร พ่อแม่ไม่ว่าอะไรหนูเลย แค่อยากให้หนูมีความสุขกับสิ่งที่หนูทำ

สุดท้ายถ้าลูกทำไม่ได้อย่างที่หวัง ผู้ปกครองควรทำและพูดกับลูกอย่างไร เพื่อไม่ให้ลูกคิดสั้น

ให้กำลังใจลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลย แต่มันก็ยังแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ ให้กำลังใจลูกในสิ่งที่ผิดหวังแต่มีโอกาสแก้ไขได้กับให้กำลังใจลูกในสิ่งที่ผิดหวังแต่แก้ไขอะไรไม่ได้

สำหรับสิ่งที่แก้ไขได้ก็ให้กำลังใจ เช่น ลูกแข่งขันกีฬาแล้วลูกแพ้ ผู้ปกครองสามารถให้กำลังใจลูกได้ว่านี่เป็นก้าวแรกของหนู หนูก็ต้องพยายามต่อไปนะ อย่าเพิ่งท้อนะลูก ยังมีการแข่งอีกหลายครั้ง เป็นต้น

ส่วนถ้าลูกผิดหวังในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้อย่างการสอบ พ่อแม่ต้องระวังคำพูดพอสมควร เนื่องจากมันทำให้เด็กเครียดมาก สร้างความกดดันให้เยอะเป็นพิเศษ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือพูดให้ลูกลดความคาดหวังลงมา โดยทำให้เขาเข้าใจว่าทุกอย่างไม่จำเป็นจะต้องได้ตามที่คิด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น เขาคาดหวังว่าจะสอบได้ที่ 1 เราก็บอกเขาว่า หนูไม่จำเป็นจะต้องได้ที่ 1 ก็ได้นะลูก พ่อแม่แค่เห็นหนูพยายามอย่างเต็มที่ พ่อแม่ก็ภูมิใจแล้ว

ถึงแม้พี่เจมส์จะกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าความกดดันไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เด็กฆ่าตัวตายได้ แต่การแสดงออกของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย สั่งสอน การอยู่ร่วมใช้ชีวิตกับเด็กมาทั้งชีวิตของเขาก็ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ว่าพ่อแม่คาดหวังสิ่งใดจากเขาเช่นกัน มันจึงเป็นความกดดันที่ไม่ได้เผยตัวตนชัดเจนแต่ก็มีผลต่อหัวใจดวงเล็กๆ เหล่านั้นพอสมควร

แล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งที่เผลอกดดันลูกเรื่องการเรียนหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

สัมภาษณ์น้องวีกีส ตอนลูกกดดันเรื่องการเรียน

ความรักกับความกลัวเป็นสองความรู้สึกที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกันกับสิ่งเดียวกันเหมือนอย่างที่น้องวีกีส-เบญจาภา เมฆเบญจาภิวัฒน์เคยรู้สึกทั้งรักทั้งกลัวพ่อของเธอจนต้องติดต่อทางรายการเพื่อให้ช่วยยุติความรู้สึก “กลัว” ที่มีต่อพ่อเสียที

น้องวีกีสบอกกับพวกเราว่าเธอกับพ่อสนิทกันมาก พูดคุย เล่นกันได้แทบทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงเรื่องเรียนทีไรพ่อคนเดิมที่น่ารักของเธอก็จะมีท่าทีเปลี่ยนไปทันที คุณจะกลายเป็นคนที่คอยกดดันเธอจนเธอรู้สึกไม่ค่อยดีและกลัวคุณพ่อในบทบาทนี้เสมอ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณพ่อได้รับคำแนะนำเรื่องการสื่อสารจากหมอวิผ่านรายการรอลูกเลิกเรียน เธอก็รู้สึกได้ว่าพ่อเปลี่ยนไปอีกแล้ว แต่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น

พ่อของน้องวีกีสดีขึ้นอย่างไร ติดตามเรื่องราวปัญหาเรื่องความกดดันเรื่องการเรียนจากบทสัมภาษณ์น้องวีกีสผู้เคยถูกพ่อกดดันเรื่องเรียนได้ที่นี่ครับ

ขอย้อนถามถึงพฤติกรรมของพ่อที่คอยกดดันหนูหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

ขออธิบายก่อนว่าโดยปกติป๊าเป็นคนสอนเนื้อหาการเรียนเราได้ทุกวิชาแล้วก็สอนตลอดอยู่แล้ว บางครั้งพ่อก็เป็นตัวตั้งตัวตีที่จะสอนเราเอง สมมติว่าวันนี้ในห้องเรียน เราเรียนวิชาเลขถึงบท 2 ถ้าวันนั้นเราว่างด้วยกันทั้งคู่ พ่อก็จะสอนนำไปบทที่ 3 ไปเลยค่ะ ส่วนอีกกรณีหนึ่งหนูจะเป็นคนบอกให้พ่อสอนเองก็ต่อเมื่อมีการบ้านที่หนูทำไม่ได้ มันเลยเป็นแล้วแต่กรณีๆ ไปว่าใครจะเริ่มก่อน ไม่ได้มีอะไรตายตัว

แต่ถ้าถามถึงพฤติกรรมอะไรที่พ่อกดดันหนู มันก็คือระหว่างที่พ่อสอนหนูนั่นแหละค่ะ พ่อจะคอยจี้เราบ่อยๆ และชอบย้ำคำพูดเดิมๆ ซ้ำๆ ใส่เรา เหมือนคอยพูดว่า “จะสอบวันนี้แล้วนะๆๆ” นอกจากนี้ก็จะเป็นการเร่งสอนแบบไปไวมากจนบางทีหนูไม่เข้าใจว่าจะเร่งทำไม ทั้งที่พวกเราก็ยังมีเวลาอยู่นะ

หนูเริ่มรู้สึกว่าพ่อมีการกดดันหนูตั้งแต่ตอนไหน?

จำได้ว่าตั้งแต่ประถมพ่อก็ได้สอนหนูด้วยตัวเขาเองแบบนี้แล้ว ท่านไม่เคยส่งพี่ๆ แล้วก็หนูเรียนพิเศษกันเลยจนตอนนี้พี่ๆ เขาเข้ามหาวิทยาลัยกันได้หมดแล้วเหลือหนูคนเดียวที่เขาสอนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ แล้วสิ่งที่รู้สึกว่ากดดันก็จะเป็นลักษณะการสอนของพ่อที่เหมือนกับว่าถ้าวันนี้หนูกลับจากโรงเรียนแล้วก็ต้องมาเรียนกับพ่อ 2-3 ชั่วโมง สมมติว่าหนูเรียนไม่เข้าใจขึ้นมา ท่านก็จะไม่ยอมให้เลิก แต่ก็คือมียืดหยุ่นบ้างนิดหน่อย แบบพ่อจะบอกเราว่าต้องทำถึงบทนี้นะถึงจะปล่อยประมาณนี้

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่หนูไม่เข้าใจบทเรียนที่พ่อสอนแล้วท่านไม่ยอมให้เราเลิกให้ฟังหน่อย?

มันจะเป็นตอนที่หนูต้องได้เรียนฟิสิกส์กับพ่อ พอถึงวิชานี้ทีไรหนูจะรู้สึกเบื่อๆ เพราะเราก็ไม่ได้ชอบวิชานี้ พ่อก็จะดึงความสนใจด้วยการดุ แล้วสิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุดพ่อก็จะให้ทำข้ามข้อได้ ประมาณว่าทำไปแต่ละข้อไม่ต้องเป๊ะมากก็ได้ แต่ต้องได้จำนวนเยอะๆ เหมือนอย่างที่บอกไปว่าพ่อจะเร่งหนูแล้วพูดว่าไม่มีเวลาแล้วนะ

ความรู้สึกในใจของหนูตอนที่พ่อเป็นแบบนี้ ก็คือ กดดันแล้วก็ไม่ชอบเท่าไร มันส่งผลให้หนูทำโจทย์ตามพ่อสั่งออกมาไม่ค่อยดี พอหนูทำได้ไม่ดี พ่อก็จะว่าหนูว่าสอนไปหลายรอบแล้วทำไมไม่จำ หนูก็ไม่ชอบเลยที่พ่อพูดแบบนี้ แต่มันดันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ

เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น หนูได้แสดงออกอย่างไรให้พ่อรู้ไหมว่าไม่ชอบ?

หนูไม่ได้แสดงออกอะไรเลย เพราะไม่อยากให้เรื่องมันยาว รวมถึงพอเป็นเรื่องเรียนหนูก็จะกลัวพ่อหน่อยๆ ด้วยค่ะ เพราะปกติแล้วหนูก็สนิทกับพ่อเวลานอกการเรียนการสอน พ่อจะแตกต่างไปเป็นคนละคน พ่อจะมีอารมณ์หงุดหงิดให้เห็น ชักสีหน้า น้ำเสียงผิดไปจากปกติที่จะมีแววขี้เล่นๆ เวลาที่เราทำตามที่พ่อบอกไม่ได้ พอถึงชั่วโมงที่พ่อสอนมันเลยจะมีความรู้สึกนี้เด้งขึ้นมาในใจเสมอ คือ “โอ้ย ไม่อยากเรียนเลย” หรือ “โอ้ย พ่อมาอีกแล้ว” ความรู้สึกหนูเหมือนไม่อยากเจอคุณพ่อร่างนี้เลย

หนูได้พยายามปรึกษาใครเพื่อหาทางออกเรื่องนี้บ้างไหม?

ไม่ได้ปรึกษาใครเลย สิ่งที่ใกล้เคียงคำว่าปรึกษาที่สุดก็คือการบ่นหรือพูดลอยๆ ให้พี่ทั้งสองคนฟัง พี่ก็จะปลอบหนูว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่คือตัวพี่ไม่เคยมาบ่นเลย พ่อสอนอะไรก็คือทำได้หมด

พอได้มาออกรายการรอลูกเลิกเรียนแล้ว ในช่วงที่พ่อพูดเปิดใจกับหนู หนูรู้สึกอย่างไร?

มันอธิบายความรู้สึกว่าเป็นความดีใจหรือเสียใจไม่ได้ แต่คือเรารู้สึกว่า หึ้ย! เราได้คุยกับพ่อเรื่องนี้แล้วสักที รู้สึกเหมือนเรากับพ่อกำลังปรับความเข้าใจกันซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยได้คุยเรื่องนี้เท่าไร แต่ตอนที่หนูกำลังตัดสินใจจะบอกว่าพ่อกดดันเราอย่างไรบ้าง ช่วงที่หนูพูดในรายการว่าพ่อชอบพูดคำว่า “จะสอบแล้วนะๆ” หนูก็มีการลังเลอยู่เหมือนกันนะคะว่าจะพูดออกไปให้พ่อรับรู้ดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายเราก็พูดออกไปมันก็รู้สึกว่าโล่งดีค่ะ

หลังจากออกรายการ ผลลัพธ์เรื่องการกดดันของพ่อที่มีต่อหนูเป็นอย่างไรบ้าง?

มันดีขึ้นค่ะ รู้สึกได้ว่าท่านเข้าใจหนูมากขึ้น เวลาที่สอนก็อ่อนโยนลง ใจดีขึ้น อย่างเช่นเวลาที่เราไม่เข้าใจข้อนั้น ป๊าก็จะมาสอนแล้วก็เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ พยายามสอนแบบใหม่ๆ จนกว่าหนูจะเข้าใจซึ่งเมื่อก่อนนี้มันไม่ใช่แบบนี้ จะมีแต่ดุพ่วงมากับน้ำเสียงกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป ถอนหายใจแบบ “เฮ้อ!!” แรงๆ ใส่หนูซึ่งแน่นอนว่าหนูรู้สึกเฟลมาก แต่ท่านก็ยังสอนแบบเดิมๆ ย้ำแบบเดิมๆ และหนูก็ทำไม่ได้เหมือนเดิม

พอมีตัวอย่างเหตุการณ์ที่หนูรู้สึกว่าพ่อไม่กดดันเหมือนเดิมแล้วบ้างไหม ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย?

ตอนที่พ่อสอนวิชาเลขค่ะ พ่อเหมือนไล่ๆ หาวิธีการสอนแบบใหม่ พยายามหารูปแบบการสอนที่คิดว่าถ้าสอนเราแบบนี้จะทำให้เราเข้าใจ พร้อมอธิบายให้เราฟังหลากหลายแบบมากขึ้น ใช้น้ำเสียงระหว่างการสอนที่โอเค ไม่มีอารมณ์โมโหร่วมไปด้วย

พอพ่อซอฟต์ลง หนูผ่อนคลายลงค่ะ มันทำให้หนูตั้งใจทำมากขึ้นด้วย รู้จักแบ่งเวลามากขึ้น แบบวันนี้เอาเท่านี้พอ ไม่กดดันตัวเองให้ต้องอัดเนื้อหาเยอะๆ เหมือนเมื่อก่อนค่ะ

สุดท้าย หนูค้นพบอะไรหลังจากได้ออกรายการนี้?

หนูว่ารายการนี้มันทำให้หนูกับพ่อเข้าใจกันและกันมากขึ้นเพราะว่าเราได้คุยกัน ได้ปรับความเข้าใจกันค่ะ

ไม่ว่าจะมีเรื่องไม่เข้าใจกันแค่ไหน สุดท้ายการพูดคุยระหว่างผู้ปกครองกับลูกก็ยังเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยปรับให้คนต่างอายุ ต่างความคิดปรับตัวเข้าหากันได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองกดดันลูกเรื่องการเรียนหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

สัมภาษณ์พ่อโอ๋ ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

“ค่านิยม” ของคนไทยที่อยากให้ลูกเก่งด้านวิชาการนั้นไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ที่เพิ่งจะมาพูดกันเช่นเดียวกับ “การตั้งความคาดหวัง” ให้ลูกต้องเข้ามหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่ถูกพูดถึงมานานว่าสิ่งเหล่านี้ หากมีมากไปล้วนแต่กดดันลูกได้

ไม่ต่างจากครอบครัวของคุณพ่อโอ๋-สุวัฒน์ เมฆเบญจาภิวัฒน์ คุณพ่อที่ตั้งใจอยากให้ลูกทุกคนได้ดีทางด้านวิชาการ เคี่ยวเข็นลูกทุกคนผ่านการสอนเนื้อหาวิชาต่างๆ ด้วยตัวของเขาเองซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาก็คุ้มค่าไม่น้อย เพราะลูกสองคนแรกของเค้าสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศได้ซึ่งดูเหมือนจะไปได้สวย แต่แล้ววันหนึ่งเขาได้เห็นน้ำตาของลูกคนเล็กและต้นเหตุดันเป็น “ความกดดัน” ที่เขาสร้างให้ลูกด้วยตัวของเขาเอง มาดูกันว่าเขาจะแก้ปัญหากับลูกคนเล็กได้หรือไม่ แล้วเค้าทำอย่างไร?

ช่วยเล่าเรื่องที่คุณพ่อกดดันลูกคนเล็กเรื่องเรียนให้ฟังหน่อยว่าเป็นอย่างไร

เราคิดมาเสมอว่าการที่จะทำให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ ลูกจะต้องทำตามที่เราวางหมุดไว้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ลูกต้องทำอย่างนี้ ถึงจะกดดันแต่ลูกต้องยอมรับ ไม่อย่างนั้นลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่าทุกอย่างที่คิดมันเป็นการกดดันที่เรากดดันลูกโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วย เพราะว่าถึงแม้เราจะมีวิธีการพาลูกไปถึงฝันด้วยวิธีการที่เข้มข้นแบบนี้ แต่ลูกก็ไม่ได้แสดงออกให้เรารู้เลยว่าเขากดดันอะไร เขามักจะยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่พูดไม่บ่นอะไร เราก็เลยไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง

วิธีการที่เข้มข้นของคุณพ่อเป็นอย่างไร

เราจะสอนเขาเรียนเนื้อหาในทุกๆ วิชาด้วยตัวเองที่บ้าน หลังจากที่เขาเลิกเรียนซึ่งในแต่ละวันก็ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเรียนกี่ชั่วโมง แค่เขาว่าง เราว่างก็เกิดการเรียนการสอนขึ้น เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นทั้งการบ้านของเขาหรือถ้าสอนการบ้านเสร็จเราก็จะสอนเรื่องใหม่นำหน้าสิ่งที่ครูสอนออกไปอีก

ฟังดูแล้วมันก็ไม่ได้ทำให้น้องกดดันตรงไหน

จริงๆ มันก็มีบ้างเวลาที่เราสอนแล้วลูกไม่เข้าใจทำให้ต้องสอนซ้ำหลายครั้งแล้วลูกก็ยังไม่เข้าใจอีก เราก็จะหงุดหงิดและขึ้นเสียงใส่เขา บ่นด้วยว่า “ทำไมยังไม่เข้าใจ สอนมาหลายรอบแล้วนะ” ซึ่งเวลาที่เรามีอารมณ์แบบนี้ ลูกก็จะเกร็งๆ ดูกลัวๆ และโฟกัสในการเรียนการสอนในวันนั้นมากกว่าปกติ แต่เราก็ยังยืนยันที่จะทำแบบเดิมต่อไป เพราะน้องก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

จนมาวันหนึ่งที่มันทำให้ผมเก็บมาคิดเลย คือ เรื่องมันเริ่มจากที่เราไปรับลูกที่โรงเรียน จำได้ว่าวันนั้นลูกเดินมาเปิดประตูรถแล้วร้องไห้เข้ามาเลย เราแปลกใจมากๆ ว่าลูกเราเป็นอะไร ทำไมถึงร้องไห้ โดนเพื่อนแกล้งมาหรือเปล่า? แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ เขาบอกเราว่าที่ร้องไห้เพราะสอบตกและจริงๆ ไม่ได้อยากร้องไห้ด้วย แต่ห้ามน้ำตาไม่ได้ มันไหลออกมาเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ติดค้างในใจอยู่นานมากๆ เพราะลูกก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เราก็ไม่อยากซักไซ้ลูก คิดแต่ว่าถ้าเขาจะพูดก็พูดให้ฟังเองจนสุดท้ายมันมาคลี่คลายในวันที่เปิดใจผ่านรายการรอลูกเลิกเรียน

เล่าให้ฟังหน่อยว่ารายการรอลูกเลิกเรียนช่วยให้เรื่องที่ค้างคาใจของคุณพ่อคลี่คลายอย่างไร

บอกตรงๆ ว่าตอนแรกที่เราได้เข้าไปเล่าให้คุณหมอฟังว่าเกิดปัญหากับน้องวีกีสอย่างไรบ้างแล้วคุณหมอก็ให้คำแนะนำมา เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยจากคำแนะนำของคุณหมอเป็นเพราะว่าจาก 8 ใน 10 ที่คุณหมอแนะนำมานั้น เรามั่นใจว่าเราทำมาหมดแล้ว แต่ในเมื่อคุณหมอแนะนำ เราก็คิดตรงนี้มันก็คงเป็นเหมือนทางเลือกหนึ่งที่น่าจะลองดูเฉยๆ

แต่ที่มันมาปิ๊งจริงๆ ทำให้เราคิดได้ คือ ตอนที่ซ่อนกล้องน้องวีกีส วันนั้นน้องบอกออกมาเองเลยว่าเรากดดันน้องมาตลอด น้องไม่ชอบเวลาที่เราพูดอะไรย้ำๆ ซ้ำๆ เช่น “ใกล้สอบแล้วนะ ใกล้สอบแล้วนะ” มันกดดัน ซึ่งถ้าถามว่ารู้ตัวไหมมันก็รู้ตัวแหละ แต่อย่างที่บอกว่าเค้าไม่พูดทำให้เราคิดว่าเราก็ไม่ผิดนี่นา ซึ่งพอเค้าพูดขึ้นมา เราเริ่มรู้สึกว่าเค้าคงเต็มที่แล้วเลยทำให้เราคิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ควรจะทำให้ลูกรู้สึกกดดันขนาดนั้น

หลังจากที่มีการเปิดใจเรื่องนี้ระหว่างกัน คุณพ่อได้เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง

ข้อหนึ่ง คือ เราก็คาดหวังกับน้องน้อยลงเหมือนกับเราคุยกับตัวเองมากว่าว่าเค้าควรมีชีวิตของเค้า ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้เทพ แต่เค้าก็หาเส้นทางที่ไปได้ดีของเค้าได้

ข้อสอง เปิดทางให้ลูกมากขึ้น คือ ให้ลูกลองมองคณะอื่นที่คณะที่คะแนนต่ำลงไปไหม? ไม่จำต้องเป็นแพทย์ เภสัช หรือ ทันตแพทย์ ถ้าเราไม่ชอบก็ไม่ต้องไปเป็นก็ได้และเมื่อก่อนพ่อก็จะพูดคำว่า “จุฬาฯ” ให้เค้าฟังบ่อยๆ เหมือนกับว่าอยากให้เค้าได้เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับพี่ๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว

ข้อสุดท้ายเวลาที่สอนลูก เราก็จะใส่ความเข้มข้นในการสอนน้อยลง ค่อยๆ อธิบายให้เค้าเข้าใจ ไม่ก็หาวิธีใหม่ๆ มาอธิบายให้เค้าฟังจนกว่าจะเข้าใจ รวมถึงหงุดหงิดหรือใส่อารมณ์กับลูกน้อยลง

ขอโฟกัสที่ 2 ข้อแรกก่อนพอพ่อเริ่มเปิดทางให้น้องได้คิดได้เลือกเองแบบนี้แล้ว สิ่งที่น้องเลือกเป็นอย่างไรบ้าง

หลังจากที่บอกให้ลูกไปดูคณะอื่นบ้าง เราก็ให้พี่และตัวเค้าไปดูงานแนะนำคณะ แนะนำมหาวิทยาลัยที่จัดขึ้นงานหนึ่ง วันนั้นเราไม่ได้ไปด้วยเพราะติดธุระ เขาก็กลับมาบอกเราว่าเขาสนใจคณะบริหารกับนิเทศศาสตร์แล้ว

พ่อขอยอมรับว่าเรายังไม่โอเคกับเรื่องนี้เท่าไร เนื่องจากความคิดของพ่อคือจะเรียนคณะไหนพ่อก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่ในอนาคตจะเป็นอะไร แต่คุณจะมีวิชาชีพเป็นแกนไว้ก่อน ง่ายๆ คือถ้าคุณเรียนบริหาร มันก็มีทุกๆ มหาวิทยาลัยซึ่งต้องอย่าลืมว่าเราทุกคนอยู่ในการแข่งขันของตลาดแรงงาน ณ ขณะนั้น การเรียนวิชาชีพจึงจะมีแต้มต่อมากกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเค้า มันเป็นสิทธิ์ของเค้าเอง ถ้าเค้าเลือกจริงๆ เราก็คงต้องให้ข้อมูลเค้า เค้าต้องมีชีวิตของเค้า ทางของเค้าเรียนสิ่งที่เค้ารักดีกว่า

กลับมาที่เรื่องการสอนของพ่อ พอเปลี่ยนวิธีการสอนให้ดูอ่อนโยนลง น้องยังแสดงพฤติกรรมเกร็งๆ เหมือนเดิมไหม

พ่อก็รู้สึกได้เหมือนกันนะว่าเค้าผ่อนคลายในเวลาเรียน สำหรับเมื่อก่อน คือ พูดไปแล้วว่าต้องทำแบบนี้ ต้องได้แบบนี้สิ มันต้องทำให้ได้แบบนี้ เค้าก็จะทำตามทุกอย่าง แต่ตอนนี้ไม่ได้เกร็งเหมือนเดิมแล้ว เรียนไป ชิวกับสิ่งรอบตัวไปด้วยเหมือนกัน

พอมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เคยกดดันน้องวีกีส คุณพ่อรู้สึกอย่างไรบ้าง

อ่า (หัวเราะ) รู้สึกผิดหน่อยๆ เพราะจริงๆ แล้ว เหมือนกับเราไม่รู้ว่าเรากดดัน เหมือนแค่ปักหมุดไว้ตรงนี้ ถ้าเราปล่อยชิวแล้วมันจะไปถึงสิ่งที่ต้องการเหรอ แต่เราก็เอียงไปที่หมุดนี้มากจนลืมไปเลยว่าที่เราทำอยู่มันเกินไป ตอนนี้สิ่งที่เราพยายามทำก็คือดูแลน้อยลง กดดันให้น้อยลง เรียกว่า ทำน้อยได้มากดีกว่า

สิ่งที่อยากแนะนำผู้ปกครองท่านอื่นที่มีปัญหาเดียวกัน

จะมีเหรอแบบผม (หัวเราะ) เป็นเคสที่หายาก แต่ถ้าเป็นเหมือนกันก็จะแนะนำว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่ถูกเสมอไป เราอาจจะหาเส้นทางอื่น มุมมองอื่นดูบ้างเผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น

แล้วในวันนี้คุณพ่อที่มีมุมมองเดิมๆ คนนั้นยังปรากฏตัวให้เห็นอยู่ไหม?

ในขณะนี้ยัง เพราะเราก็ไม่อยากกลับไปเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้ดีหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ถ้าไม่มากไปเรามาเปลี่ยนจากการกดดันมากๆ ให้เป็นการกดดันที่น้อยลงแต่ได้ผลมากอย่างคุณพ่อท่านนี้ดูไหมครับ?

เลี้ยงลูก พ.ศ.นี้ เหนื่อยหัวใจเกินไปหรือเปล่า?

“เหนื่อยกายไม่เท่าไร แต่เหนื่อยใจสุดจะทน”

ตั้งแต่ที่จำความได้แอดมินมักจะโดนคุณแม่ของตัวเองดุด้วยประโยคข้างต้นนี้อยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับไว้เลยว่าตลอดเวลาที่แม่พูดคำนี้ให้แอดแทบจะไม่สำนึกหรือมีความรู้สึกร่วมใดๆ กับท่านเลย เพราะคิดเสมอว่ามันล้วนเป็นคำพูดที่เกินจริงและการเลี้ยงดูลูกไม่ว่าจะเป็นคุณแม่บ้านไหน มันก็คงไม่เหนื่อยใจอะไรขนาดนั้น แต่พอเวลาผ่านไป แม้จะนานสักหน่อย แอดก็เริ่มมีความคิด ‘เออ เชื่อแม่สักหน่อยก็ดีแฮะ’ พ่อแม่เดี๋ยวนี้การส่งลูกเรียนก็เหมือนกับผู้ปกครองได้ลงไปเรียนเองอีกครั้งเลย

 เลี้ยงลูก พ..นี้ เลี้ยงอย่างไร

จากจดหมายข่าวประชากรและการพัฒนาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้สรุปข้อมูลการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. การเลี้ยงลูกในปัจจุบันเป็นเรื่องยากเพราะสังคมวางกรอบเอาไว้ว่า ความเก่ง ความฉลาดและความเป็นเลิศของเด็กในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านวิชาการ คือ ค่านิยมที่ต้องยึดถือ
  2. ความมุ่งหวังของพ่อแม่คือให้ลูกมีผลการเรียนดีเยี่ยมเพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยชื่อดัง รวมถึงเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตอันสดใสต่อไป
  3. พ่อแม่หลายคนส่งลูกเรียนพิเศษตั้งแต่ยังไม่เข้าชั้นอนุบาล
  4. แม้จะมีพ่อแม่ที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งลูกเรียนพิเศษ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเปลี่ยนใจ เนื่องจากลูกสู้เพื่อนที่เรียนพิเศษไม่ได้ ส่งผลให้ลูกไม่ชอบการเรียน หมดความเชื่อมั่นและหมดสนุกกับการเรียนไปโดยปริยาย
  5. พ่อแม่ที่ค่อนข้างมีฐานะจะยิ่งตั้งความคาดหวังกับลูกไว้สูง โดยเกณฑ์วัดที่พวกเขาไว้วางใจก็คือตัวพวกเขาเอง พวกเขาต้องการให้ลูกเก่งกว่าหรืออย่างน้อยต้องมีความสามารถเท่ากับตัวพวกเขาเองถึงจะรู้สึกดี

จากข้อมูลข้างต้นพอจะสรุปได้ว่าผู้ปกครองคาดหวังกับลูกเรื่องการเรียนเอาไว้สูงมาก วางแผนทุกอย่างไว้ในหัวหมดแล้วจนแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้ลูกได้คิดว่าเขาอยากใส่อะไรลงไปด้วยตัวเองเลย มันเลยเกิดคำถามขึ้นว่าลูกมีความสุขหรือว่ากดดันจากสิ่งที่พ่อแม่วางไว้ให้กันแน่?

ถ้าเครียดไม่มีความสุขเมื่อถูกกดัน ลูกจะแสดงออกอย่างไร

การเดินไปให้ถึงจุดหมายมันไม่เคยง่าย ถ้าไม่จริงจังหรือปล่อยปละละเลยก็อาจทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย พ่อแม่จึงต้องกระตุ้นให้ลูกเรียนหนัก เข้มงวดทั้งเรื่องการอ่านหนังสือ การเรียนพิเศษจนลูกอาจไม่มีความสุขเท่าที่ควร

การแสดงออกทางพฤติกรรมเนื่องจากความเครียดในวัยรุ่นแบ่งออกได้ ทางใหญ่ๆ คือ

  1. วัยรุ่นมีความเก็บกดและมักพาตัวเองหนีออกจากสถานการณ์ที่กดดัน เพราะวัยรุ่นจะไม่โวยวายหรือแสดงท่าทีเพราะรู้ตัวว่าแสดงออกไปก็คงถูกต่อว่าจึงเลือกวิธีพาตัวเองเลี่ยงจากสถานที่ที่รู้สึกกดดันดีกว่า โดยมักจะไปเล่นเกมหรือไปปรึกษาเพื่อนเป็นส่วนใหญ่
  2. ใช้วิธีทำร้ายจิตใจพ่อแม่ วัยรุ่นที่เลือกใช้วิธีนี้เนื่องจากเคยพยายามสื่อสารสิ่งที่ต้องการบอกให้พ่อแม่รู้แล้ว แต่พ่อแม่กลับไม่ยอมรับ เด็กเหล่านี้เลยต้อง “ประชด” ให้พ่อแม่ไม่พอใจ เพื่อที่จะได้เข้าใจเขาบ้างว่าเขารู้สึกอย่างไร
  3. หากเขารู้สึกไม่มีคุณค่า ทางเลือกที่แย่ที่สุดก็คือการจบชีวิต เพราะเขาไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรกลับไปตั้งหลักว่าเด็กไม่มีความสุขเพราะอะไรและช่วยกันหาทางออก โดยไม่กล่าวหาว่าใครเป็นคนผิด ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าเขามีคุณค่าเสมอแล้วเขาจะไม่รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นศูนย์และเลือกใช้วิธีที่น่าสงสารเพื่อพาตัวเองออกจากความกดดัน

คำพูดลักษณะไหนที่กดดันลูกบ้าง

มาดูกันว่าคำพูดแบบไหนบ้างที่สร้างความรู้สึกกดดันให้กับลูกของคุณและไม่ควรนำมาใช้อย่างยิ่ง

  1. คำพูดที่เป็นการติมากกว่าชม การพุ่งประเด็นไปที่ความผิดพลาดของลูกมีค่าเท่ากับผู้ปกครองมองข้ามสิ่งดีๆ ที่ลูกทำทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อหนึ่งของพ่อแม่ที่ยังเป็นการเข้าใจผิดเสมอมา นั่นก็คือ การคิดว่าเด็กไม่จำเป็นต้องได้รับคำชมเมื่อพวกเขาทำได้ดี เพราะการชมอาจทำให้พวกเขาเหลิงหรือบางคนก็คิดว่าต้องไม่ชมเพื่อสร้างความกดดันให้ลูกทำได้ดี เช่น ลูกทำผลการเรียนได้ดีขึ้นจากภาคการเรียนก่อนหน้านี้ แต่ผู้ปกครองไม่ชมพร้อมยังบอกลูกว่ายังทำได้ดีไม่พออีก เป็นต้น
  2. คำพูดสร้างสถานการณ์ให้ต้องกดดันเกินจริง เช่น พูดว่า “หากลูกไม่ทำแต้มให้ได้มากที่สุดในเกม ลูกจะไม่มีโอกาสได้เล่นเกมอีกครั้ง” หรือ “ถ้าลูกสอบไม่ถึง 9.5 คะแนน ลูกจะไม่ได้อยู่กลุ่มเด็กหัวกะทินะ” คำพูดเหล่านี้ล้วนแต่มีความหมายว่าลูกของพวกเขามีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวในการทำและต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็คือจบซึ่งคำพูดแบบนี้จะสร้างความกดดันให้กับลูกของคุณ
  3. คำพูดเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น เช่น “พี่ชายของหนูสอบได้เกรด 4 ทุกวิชาอีกแล้ว เพราะเขาอ่านหนังสือทุกวัน” หรือ “เห็นเจ้าโอ๊ตไหมลูก? เขาได้ท็อปวิชาภาษาอังกฤษนะ แม่เชื่ว่าลูกก็ทำได้ ขอแค่ตั้งใจกว่านี้” การเปรียบเทียบลูกของคุณกับเด็กคนอื่นตลอดเวลาจะทำให้ลูกคิดว่าตัวเองต้องอยู่ในการแข่งขันตลอดเวลาและมักจะไม่มีความสุขในการทำสิ่งๆ นั้นจนสุดท้ายอยากเลิกทำไปเอง ฉะนั้น ถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ควรจะให้ลูกแข่งขันกับตัวเองโดยการพัฒนาจากเดิมให้ดีขึ้นและให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และฝึกฝนของลูกให้มากขึ้น

พูดอย่างไร..ไม่ให้กดดันลูกเรื่องการเรียน

หลังจากที่ทราบคำพูดที่สร้างความกดดันให้กับลูกไปแล้ว ตอนนี้เราลองมาดูคำพูดที่ผู้ปกครองควรใช้เพื่อลดความกดดันของลูกลงและเสริมให้ลูกมีแรงจูงใจในการเรียนต่อไป โดยตัวอย่างและวิธีพูดเหล่านี้ เรานำมาจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกกดดันเรื่องการเรียนที่ได้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กอย่างแพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์มาเผยกลเม็ดเด็ดดวงที่จะทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องดุและกดดันลูกจนเกินไปกันครับ

ตัวอย่างประโยคที่คุณหมอแนะนำ

  1. “ดูลูกคร่ำเคร่งกับเรื่องเรียนมาก ลูกตั้งใจมาก พ่อดีใจและภูมิใจที่เห็นลูกตั้งใจนะ”

ประโยคนี้เป็นการใช้ “I message” ที่พ่อพูดในสิ่งที่พ่ออยากพูด ต้องการให้ลูกรับรู้ว่าพ่อคิดอย่างไร โดยที่ลูกไม่ต้องเดาเอาเอง นอกจากนี้ “I message” ก็ยังรวมถึงคำชม คำพูดที่ไม่ใช่การบ่นหรือการยัดเยียดเหตุผลใส่คำชม เพราะเทคนิคการชมที่ดี คือ ชมลูกชมให้สุด ไม่ต้องไปต่อท้ายคำชมด้วยคำพูดที่ว่า “มันก็เพื่ออนาคตของหนูนะ” เพราะถ้าใส่เหตุผล มันเหมือนไม่ได้ชมออกมาจากใจจริงๆ คนฟังอาจไม่รับรู้ถึงความรู้สึกได้

  1. “พ่อไม่แน่ใจนะลูกว่าที่หนูตั้งใจแบบนี้เพราะพ่อทุ่มเทสอนหนูมากจนหนูรู้สึกว่าต้องทำให้มันดีหรือเปล่า? กลัวจะทำให้พ่อเสียใจหรือเปล่าถ้าเกิดหนูทำได้ไม่ดี”

ตัวอย่างประโยคนี้เป็น “การสะท้อนความรู้สึก” ของลูกที่พ่อรับรู้ได้เอง ถ้าพ่อรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไรให้พูดออกไปแล้วลองถามลูกดูว่า “มันเป็นจริงอย่างที่พ่อคิดไหม?” เพราะถ้าสิ่งที่ผู้ปกครองพูดออกไปเป็นเรื่องที่ลูกรู้สึกจริง ลูกจะรับรู้ได้เองว่าพ่อก็ให้ความสนใจตัวเขาเหมือนกันซึ่งถือเป็นกาวที่สมานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับลูกได้ดีเลยล่ะ

  1. “ถ้าวันนี้ยังไม่พร้อมเล่าเรื่องให้พ่อฟังก็ไม่เป็นไรนะลูก แต่รู้ไว้นะว่าพ่อพร้อมฟังลูกเสมอ”

ตัวอย่างประโยคนี้เป็นตัวช่วยชั้นดีสำหรับผู้ปกครองที่ไม่รู้จะเปิดประเด็นคุยกับลูกเรื่องความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ภายในใจอย่างไรและถือเป็นประโยคที่เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดสิ่งที่เขาต้องการพูดมานานแต่ไม่กล้าเอ่ยปากให้ผู้ปกครองได้รับรู้สักที ผู้ปกครองที่ยังไม่เคยเปิดใจคุยกับลูก ทั้งๆ ที่ยังรู้สึกค้างคาอยู่ก็สามารถนำคำพูดนี้ไปใช้ได้เลยครับ

ตัวอย่างประโยคทั้งหมดที่คุณหมอวิแนะนำมาไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่ไหมครับ? หากยังนึกไม่ออกแต่อยากคุยกับลูกก็นึกถึงคำพูดเหล่านี้แล้วนำไปใช้ดูได้เลยนะครับ

พ่อแม่ท่านไหนที่อยากรู็ว่าตัวเองกดดันลูกเรื่องการเรียนหรือไม่ ทดสอบตนเองได้ที่

พ่อแม่ท่านใดอยากศึกษาเรื่องการสื่อสารกับลูกรวมถึงเทคนิคการพูดคุยกับลูกแบบนี้ได้ที่

 

เครดิต

ipsr.mahidol , chula.ac.th , honestdocs.co

สู้เขานะวัยรุ่น..เป็นเด็กไม่รู้จักโตมันก็โอเค

ภาพลูกๆ สวมหูฟัง ตาจ้องโทรศัพท์ ไม่สนใจสิ่งรอบกายภายในบ้านคงเป็นภาพที่คุ้นตาตลอดช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมาของผู้ปกครองหลายท่าน กระตุ้นความรู้สึกขัดใจว่าเจ้าลูกคนนี้จะติดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารนี้อะไรนักหนา โดยไม่เห็นสื่อสารกับใคร มีแต่ยิ้มให้กับภาพการ์ตูนสำหรับเด็กตรงหน้า หรือวิดีโอการแสดงของนักร้องต่างชาติชื่อดัง รวมไปถึงการรัวมือเป็นระวิงให้กับเกมที่เขากำลังอินในขณะนั้นโดยไม่มีเสียงบ่นว่าเหนื่อย เมื่อยออกมาซักแอะ

‘ลูกก็โตแล้วนะ ทำไมยังทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที’ เลยเป็นชุดความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจของผู้ปกครองหลายท่านไม่มากก็น้อย หลายคนกังวลว่าลูกจะเสพและติดสิ่งเหล่านี้มากเกินไปจนพาลให้เสียการเรียนและขาดความรับผิดชอบต่องานบ้านที่ได้รับมอบหมาย เมื่อความกังวลกลายเป็นความไม่พอใจในพฤติกรรมของลูก ผู้ปกครองที่เก็บเรื่องนี้ไปคิดไม่ตกก็ได้แปรเปลี่ยนบ้านที่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสุขเป็นสนามอารมณ์ที่ต้องมีปากมีเสียงกับลูกไม่เว้นแต่ละวัน และอาจเผลอหลุดปากดั่งประโยคข้างต้นที่สร้างความหงุดหงิดให้กับลูกออกไปเพราะคิดว่าจะดึงสติลูกได้

คำถาม คือ เด็กไม่รู้จักโตนั้นใช่คนที่ชอบเล่นเกม ชอบดูการ์ตูนหรือคนที่ชอบติดตามนักร้องไอดอลจริงหรือเปล่า? หรือว่าพฤติกรรมเหล่านี้มันเป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่รู้สึกชอบและเลือกรักสิ่งต่างๆ ได้อย่างอิสระเพียงเท่านั้น วันนี้แอดจึงอยากชวนพ่อแม่มาทำความเข้าใจธรรมชาติกัน

โดยปกติแล้วเด็กน้อยที่เติบโตย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลง 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย, การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สังคมและการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ในวันนี้แอดขอกล่าวถึงเพียงการเปลี่ยนแปลงทางทางจิตใจที่มุ่งไปที่ประเด็นเรื่องความชอบ ความรัก ความพอใจของเด็กวัยนี้

เหตุผลที่ว่าทำไมลูกก็โตแล้ว แต่ทำไมเขายังชอบการ์ตูน ติดเกม บ้าดารานักร้องและต่อให้พ่อแม่ไม่ชอบใจ ออกปากห้ามต่างๆ นานา เขาก็ยังจะชื่นชอบและดูต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อนนั้นมาจากธรรมชาติของวัยรุ่นในหลายๆ ปัจจัยด้วยกันซึ่งสรุปได้เป็น 3 ปัจจัย ดังนี้

ประการที่ 1 วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบความตื่นเต้น ท้าทาย พวกเขามักจะสร้างความตื่นเต้นท้าทายกับการที่กระทำผิดต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางบ้านและกฎของสังคม อย่างกรณีที่พ่อแม่ตั้งกฎไว้ว่าให้เลิกเล่นเกมตามเวลาที่กำหนด แต่เราก็จะเห็นว่าหลายๆ ครั้ง (หรือแทบทุกครั้ง) ที่ลูกๆ ไม่ได้ทำตามกฎข้อนี้เลย

ประการที่ 2 วัยรุ่นมีความต้องการอิสรภาพมาก ไม่ชอบให้พ่อแม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวของเขาและไม่ชอบการโดนบังคับที่เข้มงวดมากเกินไป สังเกตได้จากการที่เขาขอห้องส่วนตัวหรือมีอารมณ์หงุดหงิดเมื่อพ่อแม่ซักถามเหมือนสอบสวนเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไป เป็นต้น

ประการที่ 3 วัยรุ่นรักความยุติธรรมอย่างรุนแรง ถ้ารู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม จะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบทันที ในข้อนี้จะเห็นได้ชัดต่อเมื่อตัวของวัยรุ่นเองไม่ได้รับความยุติธรรม ยกตัวอย่างเรื่องลูกชอบดูการ์ตูน ถึงแม้ว่าคุณคิดว่าเขาโตแล้ว ไม่ควรดูการ์ตูน แต่เขาไม่ได้มองว่าไม่สมควร ไม่ได้มองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องผิดและก็ไม่เข้าใจมากๆ ด้วยว่าคุณจะห้ามเขาดูการ์ตูนทำไม

กล่าวโดยสรุป คือ ความรู้สึกนึกคิดของเด็กวัยรุ่นตอนกลาง (14-16 ปี ) เป็นช่วงวัยที่มีความคิดที่ลึกซึ้ง (abstract) ใฝ่หาอุดมการณ์และค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อความเป็นตัวของตัวเอง และหลีกเลี่ยงความรู้สึกแบบเด็กๆ ที่ต้องคอยพึ่งพาหรืออยู่ในกรอบที่พ่อแม่กำหนดให้พวกเขาจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงทำตามใจตนเองมากกว่าเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่างนั่นเอง

ความเชื่อที่ว่าการชอบอะไรเป็นเด็กๆ ของลูกทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าลูกของตัวเองทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตนั้นยังมีอยู่ซึ่งความเชื่อนี้ยังขัดแย้งกับข้อมูลทางจิตวิทยาของเว็บไซต์ psychologytoday จากบทความ Can You Spot 10 Signs of a Childish Adult? ที่กล่าวถึงสัญญาณทั้ง 10 อย่างที่บ่งบอกว่าลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่จิตใจยังเป็นเด็กนั้นให้สังเกตจากพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

การใช้อารมณ์เป็นใหญ่, คอยกล่าวโทษผู้อื่นแม้ความผิดนั้นเป็นของตัวเขาเอง, โกหกเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน, ตั้งฉายาที่ไม่เหมาะสมให้กับผู้อื่น, หุนหันพลันแล่น พ่นคำพูดร้ายกาจใส่ผู้อื่น, เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นเสมอ, ชอบรังแกเด็กคนอื่นๆ, หลงตัวเองและใช้ความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง, สร้างกลไกป้องกันตัวเองด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าท่า รวมไปถึงไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองจึงไม่ยอมปรับปรุงตัว

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากลูกของคุณยังสามารถให้กำลังใจตัวเองได้ในยามที่เขาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ยังมีความอดทนมากพอแม้จะมีความล่าช้ามาก่อกวนจิตใจ จัดการความเครียดได้ดี มีความเป็นผู้นำ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เพียงเท่านี้เขาก็ถือว่าเป็นเด็กที่น่ารักและมีวุฒิภาวะมากพอแล้ว

ฉะนั้น หากลูกของคุณไม่ได้มีพฤติกรรมเข้าข่าย 10 สัญญาณที่กล่าวไว้ข้างต้น แถมยังมีมุมที่น่าเอ็นดูแบบวัยรุ่นที่รู้จักความก็วางใจได้เลยว่าลูกของคุณนั้นไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้จักโตแล้วล่ะ

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ผู้ปกครองทำใจยอมรับกิจกรรมสุดโปรดของลูกที่คุณมองว่าเป็นการกระทำของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ดูการ์ตูน หรือไปตามติดศิลปินดาราที่ชื่นชอบ แต่ถ้าลองเปิดใจบางครั้งมันอาจจะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับตัวคุณและลูกได้อย่าง 2 บุคคลตัวอย่างต่อไปนี้ก็เป็นได้

  1. ลิซ่าจากวง Blackpink นักร้องเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเริ่มเส้นทางนี้ด้วยการชื่นชอบเพลง K-pop และมีความฝันว่าสักวันจะได้ยืนอยู่บนเวทีในฐานะศิลปิน K-pop ด้วยความพยายาม การไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ประกอบกับแรงผลักดันจาก “แม่” ของเธอที่ไม่ได้ห้ามให้เธอเดินตามความฝัน อนุญาตให้เธอได้ไปร่วมการคัดเลือกเป็นเด็กฝึกค่ายเพลงชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้อย่าง YG Entertainment และได้เป็นนักร้องเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างทุกวันนี้
  2. ปรีชา พรเพชรไพบูลย์ หรือ ลีโอ ผู้เล่นมืออาชีพหรือนักเล่นเกมฝีมือดีจากทีมบุรีรัมย์ อาร์คติควูฟ (แชมป์รายการ Valor Tournament Season 1 และ RoV Guild War Season 1) อดีตเด็กติดเกมที่ยกระดับตัวเองให้เป็นนักเล่นเกมมืออาชีพ เพียงแค่เล่นเกมเขาคนนี้ก็มีรายได้ขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท/เดือนแล้ว เขาเปลี่ยนเสียงต่อต้านจากพ่อแม่ที่หวังให้เขามุ่งด้านวิชาการเป็นเสียงเชียร์ให้กับเขาในทุกๆ แมตช์ที่ลงแข่งด้วยแรงศรัทธาที่ว่าเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระบวกกับความตั้งใจทำให้เขาจึงได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ถึงการเปิดใจจะไม่ได้การันตีว่าลูกของคุณจะประสบความสำเร็จได้เท่ากับ 2 บุคคลตัวอย่างที่แอดกล่าวถึง แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาจะไม่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่เขากำหนดด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่อนาคตของพวกเขา แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตพวกเขาขับเคลื่อนไปได้อย่างมีความสุขเท่านั้นเอง

ลองนึกย้อนดูดีๆ ครับว่าตกลงลูกของคุณไม่รู้จักโตจริงๆ หรือเขาแค่กล้าทำในสิ่งที่รัก โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะอายุเท่าไรหรือต้องแคร์สายตาของใคร เพราะชีวิตคงไม่มีความหมายอะไรถ้าต้องอยู่ในกรอบที่คนอื่นกำหนดไว้ว่าโตแล้วห้ามชอบอะไรเหมือนเด็กๆ ไม่งั้นจะเป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต

คงไม่มากเกินไปใช่ไหมครับ? หากคุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตให้เด็กไม่รู้จักโตของคุณได้มีสนามเด็กเล่นเป็นของตัวเองอีกครั้ง

สุดท้าย หากผู้ปกครองท่านไหนที่อยากทำความเข้าใจกับลูกในประเด็นนี้มากขึ้น แต่ไม่มั่นใจว่าจะเข้าไปคุยกับลูกอย่างไรดีก็ลองทำแบบทดสอบฉบับนี้ดูได้ แบบทดสอบจะช่วยประเมินว่าคุณสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน

นอกจากนี้ ยังสามารถเรียนรู้เทคนิคการพูดคุยสื่อสารกับลูกได้ที่

 

ที่มา

baanjomyutnicfd.cf.mahidol.ac.thpsychologytodayworkpointnewsBlackpink Interviewmatichon, komchadluek

สัมภาษณ์แม่แอ๊ด ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

ปัญหาไม่ช่วยงานบ้านของลูกถือเป็นปัญหาครอบครัวที่ไม่ยิ่งใหญ่ แต่สร้างสีสันชีวิตให้กับมนุษย์แม่เป็นอย่างมาก เพราะเดี๋ยวนี้นอกจากแม่จะออกไปทำงานนอกบ้านตัวเป็นเกลียวแล้วยังต้องกลับมาทำงานบ้านที่เห็นแล้วท้อทุกวันอีก ซึ่งงานบ้านมันไม่ได้มีแค่กวาดบ้าน ถูบ้านแต่ยังมีรายละเอียดยิบย่อยมากมายจนต้องวานคนในบ้านช่วยเหลือ หรือบางท่านอาจจะมองว่าลูกโตแล้ว การฝึกให้รับผิดชอบในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องฝึกกันบ้าง และแน่นอนว่าเรื่องงานบ้านแทบไม่มีใครอยากแตะแล้วเลือกเมินใส่ ไม่ทำหรือบางทีทำแต่ก็ทำพอเป็นพิธีไป

ไม่ต่างไปจากกรณีของคุณแม่แอ๊ดซึ่งมีลูกสาวคนหนึ่งโตพอจะช่วยงานของเธอได้แล้ว แต่ว่าเธอก็ยังทะเลาะกับลูกเรื่องการใช้งานบ้านกันนี่แหละ จนบางครั้งยิ่งใหญ่ขนาดหลุดใช้คำพูดที่รุนแรงออกไปโดยไม่นึกถึงใจอีกฝ่ายว่า “ทำไมมึงทำอย่างนี้ กูเหนื่อยนะ!” (เดือดมาก) แต่ตอนนี้คุณแม่แอ๊ดบอกว่าสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว งั้นเรามาดูกันว่าคุณแม่จัดการเรื่องลูกไม่ช่วยงานบ้านอย่างไร

ปัญหาของคุณแม่กับน้องต้นข้าวเป็นอย่างไร?

ที่บ้านเราจะมีปัญหาเรื่องการให้ลูกเป็นลูกมือช่วยแม่ขายกับข้าวเพราะแม่ขายคนเดียว แม่เลยขอให้เขามาช่วยหลังเลิกเรียนทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งที่น้องต้นข้าว (ลูกสาว) เสนอขึ้นมาว่าต่อไปกลับบ้านคงไม่ได้ออกมาช่วยเลยนะ ขอกลับบ้านมาพักก่อนจนถึง 6 โมงแทน เพราะจะเอาเวลาไปพักผ่อน ทำการบ้านก่อน เราก็เข้าใจแล้วตอบตกลงไป แต่ก็ย้ำกับน้องต้นข้าวว่าพอ 6 โมงก็ต้องลงมาช่วยทันทีเลยนะ

จากที่เล่ามาดูเหมือนว่าจะมีข้อตกลงที่ดีกับทั้งสองฝ่ายแล้วมันยังมีปัญหาอีกเหรอ?

มีค่ะ เพราะพอแม่ยอมให้น้องลงมาตอน 6  โมงเย็นแล้ว แต่เป็นน้องเองที่ทำตามที่พูดไมได้ ยกตัวอย่างเช่นตอนนั้นแม่ดูนาฬิกา มันถึง 6 โมงเย็นแล้ว เราก็จะเรียกน้องลงมาช่วย น้องได้ยินนะ แต่ว่าไม่ขานรับ เราเลยเรียกซ้ำ ครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งที่สามก็แล้ว ไม่มีการตอบกลับจนเรียกซ้ำบ่อยๆ อารมณ์ของแม่มันก็เริ่มขึ้น บางทีเรายุ่งมากด้วยจนเผลอหลุดขึ้นมึงขึ้นกูใส่น้องเลยค่ะว่า “ทำไมมึงทำอย่างนี้ กูเหนื่อยนะ!”  สุดท้ายก็เลยทะเลาะกัน

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็มีฝั่งที่แม่เป็นต้นเหตุเหมือนกันค่ะ เวลาน้องต้นข้าวลงมาช่วยแม่จะมีบ้างที่เราชอบใช้น้องแบบไม่ครบให้จบในทีเดียว เพราะเราก็ลืมบ้าง เลยบอกน้องซ้ำไปว่า “แม่ลืมอันนี้ไป ลูกไปซื้อให้แม่หน่อย” ซึ่งก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ จนบางครั้งน้องก็โมโหพูดใส่เราว่า “ทำไมไม่ใช้ทีเดียวเลยล่ะ” มันก็เลยเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน

สิ่งเหล่านี้มันเลยทำให้คุณแม่ตัดสินใจสมัครเข้ามาร่วมรายการใช่ไหมครับ?

ใช่ค่ะ เพราะแม่คิดว่ารายการนี้น่าจะมีทางออกให้ ช่วยแนะนำที่เราคิดไม่ถึงว่าเราต้องทำอย่างไรถึงจะปรับความเข้าใจกับลูกได้

แล้วพอได้มาออกรายการคุณหมอแนะนำคุณแม่ในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

สำหรับกรณีของแม่ คุณหมอบอกว่าให้ชมลูกบ้าง เพราะบางทีลูกก็ต้องการคำชมจากเรา เพราะก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยชมน้องเลย ถึงแม้น้องจะเป็นคนที่เรียนเก่งมากแค่ไหน แม่ก็ไม่เคยแสดงออกด้วยคำชมหรือกอดน้องเลย น้องชอบเอาคะแนนสอบมาอวด แม่ก็ตอบไปแค่ “อื้ม!” แล้วก็จบไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดีใจนะ จริงๆ เราก็มีความรู้สึกอยู่ข้างในอยู่แล้ว แค่ไม่ได้แสดงออกมา คุณหมอเลยแนะนำให้ปรับตัวเองในเรื่องนี้มากขึ้น

หลังจากที่รู้ว่าวิธีแก้ต้องปรับที่ตัวเรา ไม่ใช่ลูก คุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือมีเสียงต่อต้านในใจไหม

ไม่ค่ะ แม่เห็นด้วยกับหมอนะ คิดว่าเราก็น่าจะปรับตัวกับวัยรุ่น เพราะน้องก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่บางทีเราอารมณ์ร้อนเกินไป แม่ก็คิดว่าคุณหมอพูดจาดี ชี้ช่องทางให้เห็นจริงๆ ว่ามันมีทางออกที่แก้ปัญหานี้ได้ เพราะว่าแม่ไม่เคยชมลูกเลยอย่างที่หมอพูด

แล้วหลังจากวันที่เปิดใจกันแม่ยังทำตามที่หมอบอกอยู่ไหม?

ทำอยู่ค่ะ แต่ยอมรับว่ายังไม่ได้ทำได้ดีเยี่ยมถึง 100 เปอร์เซนต์ แต่เราก็พยายามเต็มที่ พวกเรายังมีทะเลาะกันบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ว่าไม่ถึงกับรุนแรง เราสามารถดึงสติตัวเองกลับมาได้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่พอขึ้นแล้วมันจะไปเลย

ผลลัพธ์มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนหรือเปล่า?

แม่ว่าดีขึ้น ทั้งบรรยากาศในบ้านและแม่รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองปลดล็อก จากที่เราตกอยู่ในภวังค์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่พอไปเจอคุณหมอปุ๊บ มันโล่งใจ เหมือนกับคุณหมอช่วยเปิดทางให้เราว่าเราต้องพยายามเข้าใจน้อง เพราะสำหรับแม่วัยรุ่นเข้าใจยาก แต่ถึงอย่างนั้นแม่ว่าการใช้อารมณ์ของน้องต้นข้าวเวลาเผชิญหน้ากันก็ลดลงเหมือนกันนะ เพราะน้องเคยอารมณ์ร้อน แค่ไปสะกิดปุ๊บก็ขึ้นเหมือนแม่เลย ต่างคนต่างขึ้นมันเลยไปกันใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้คือดีขึ้นแล้ว เพราะพวกเราก็พยายามปรับตัวเข้าหากันทั้งคู่

สิ่งสำคัญที่จะไม่ทำให้ครอบครัวอื่นมีปัญหาเหมือนคุณแม่คืออะไร?

เรื่องอารมณ์ เพราะว่าเป็นคนใจร้อน ก็อยากบอกพ่อแม่ที่เป็นเหมือนกันว่าให้ลดเรื่องอารมณ์โมโหลง เพราะว่าน้องกำลังอยู่ในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น มีอารมณ์ร้อนก็เป็นเรื่องธรรมดา บางทีต่างคนต่างอารมณ์ร้อน มาเจอกันก็ทะเลาะกันทันทีซึ่งมันไม่ส่งผลดีแน่นอน เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าลูกเราเป็นเด็กก้าวร้าวหรือเปล่า?น

เรื่องสำคัญอีกอย่าง คือ การเปิดใจ ถ้าเรามีเรื่องอะไรในใจก็ให้เผยออกมา ไม่ต้องเก็บไว้ในใจทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูก มันจะทำให้เราช่วยกันแก้ไข และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พ่อแม่เข้าหาก่อนเพราะบางทีลูกก็กลัวว่าบอกแม่แล้วแม่จะด่าไหมหรือบอกแล้วจะมีใครช่วยหรือเปล่า การที่พ่อแม่เริ่มก่อนมันจึงทำให้ลูกอุ่นใจที่จะบอกกับเราเมื่อมีปัญหา

รู้สึกยังไงที่ได้มาร่วมรายการนี้?

รู้สึกดีใจเพราะเหมือนตัวเองได้ปลดล็อกตัวเองหลังจากที่ล็อกมานาน ได้ระบายความในใจให้คุณหมอฟังและคุณหมอก็เปิดทางสว่างให้เรา บางทีเราไม่รู้ว่าคำพูดนิดเดียวทำให้ลูกรู้สึกแย่ได้ ขอบคุณคุณหมอ ขอบคุณรายการที่ทำให้เราได้รับเทคนิคดีๆ มันทำให้เราได้พูดคุยกับลูกหลายๆ อย่างซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยพูดแต่เราก็ได้พูด มันก็เลยทำให้แม่รู้สึกว่าโชคดีที่เราได้ไปรายการนี้

อยากฝากอะไรถึงคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นบ้าง?

อยากให้ดูรายการรอลูกเลิกเรียนเพราะมีประโยชน์มากๆ เพราะปัญหาครอบครัวมันมีหลายเรื่องจริงๆ บางทีเราก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแต่ก็เป็น บางเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สำหรับเด็กมันคือเรื่องใหญ่ รายการนี้จะช่วยให้พ่อแม่รู้สึกดีขึ้น เข้าใจลูกมากขึ้น ได้เปิดใจคุยกันมากขึ้นค่ะ

เรื่องไม่ช่วยงานบ้านอาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็สร้างปัญหาให้ผู้ปกครองกับลูกทะเลาะกันได้ ซึ่งเหตุผลหลักๆ มาจากการใช้คำพูดที่รุนแรงจนกระทบจิตใจของอีกฝ่ายจนทะเลาะ คืนดีกัน ทะเลาะกันใหม่จนกลายเป็นปัญหาสะสมได้

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้ดีหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

สัมภาษณ์น้องต้นข้าว ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ต้องทำงานบ้าน เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มอบหมายให้ลูกทำงานบ้านก็ตั้งใจจะฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเห็นเสียงบ่นปนหงุดหงิดว่าลูกไม่ช่วยทำงานบ้านอยู่เสมอ

วันนี้แอดก็เลยถือโอกาสคุยกับน้องต้นข้าว เด็กสาวที่แม่บอกว่าไม่ค่อยช่วยทำงานบ้าน เรียกให้ลงมาช่วยงานก็ไม่ยอมขานกลับจนต้องขึ้นเสียงใส่ เราลองมาดูกันสิว่าทำไมเด็กวัยรุ่นคนนี้ถึงโดนแม่ตัวเองมองว่าไม่ช่วยงานล่ะ

ทำไมก่อนหน้านี้หนูถึงไม่ค่อยได้ช่วยแม่ทำงานบ้าน?

จริงๆ ไม่ใช่ว่าหนูไม่ช่วยงานแม่ แต่ตอนที่ขึ้น ม.2 งานมันเยอะขึ้นมาก มีทั้งโครงงาน ทั้งการบ้าน เรียกได้ว่าอยู่โรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว กลับมาบ้านก็ยังต้องช่วยแม่อีก กว่าจะเก็บร้านก็ 4 ทุ่มแล้ว หนูแทบไม่มีเวลาทำการบ้านเลย ถ้าทำก็ทำเสร็จตอนเที่ยงคืน วันถัดไปก็ตื่นสายไปโรงเรียนไม่ทัน โดนพ่อด่าอีก หนูไม่โอเคก็เลยขอแม่ช่วยงานหลัง 6 โมงเย็นแทนซึ่งแม่ก็ยอมรับข้อเสนอหนู

ดูเหมือนตกลงกันได้แล้ว แล้วปัญหาอยู่ที่ตรงไหนครับ

เอาจริงๆ แล้วเหมือนว่ามันจะดีขึ้นนะคะ แต่หนูก็ยังทะเลาะกับแม่เรื่องนี้เหมือนเดิมทั้งเรื่องที่แม่เรียกหนูแล้วหนูไม่ตอบ ความจริงแล้ว เวลาที่อยู่บนบ้านแล้วแม่ตะโกนเรียกหนูจากข้างล่าง บางครั้งหนูก็ขานแล้วแต่แม่ไม่ได้ยินหรือบางทีน้องของหนูก็หลับอยู่หนูเลยไม่อยากตะโกนกลับไป กลัวน้องตื่นซึ่งพอหนูไม่ขานปุ๊บมันก็กลายเป็นประเด็นว่าแม่เรียกหลายรอบแล้ว ทำไมยังไม่ตอบซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราทะเลาะกันค่ะ

ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยๆ คือ การที่แม่ชอบใช้หนูถี่ๆ อย่างเช่นแม่ชอบใช้ไปซื้อของไม่พร้อมกันทั้งๆ ที่มันสามารถสั่งทีเดียวแล้วหนูก็ออกไปทีเดียวแล้วกลับมาบ้านได้ แต่อันนี้คือหนูต้องเดินไป-กลับร้านค้า 2-3 รอบบ่อยครั้งเลยค่ะ

เวลาที่แม่ใช้ให้ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน หนูรู้สึกอย่างไร

รู้สึกหงุดหงิดค่ะ เหมือนบางทีแม่ใช้ให้ไปล้างแก้วหน่อย เรากำลังหยิบตะกร้าแก้ว แม่ก็พูดว่าเดี๋ยวไปล้างจานด้วยนะ ยังไม่พอก็ใช้เราไปเด็ดกะเพราด้วยนะ หนูก็เลยขึ้นก็เลยตะคอกกลับไปว่า “ตกลงจะให้ทำอะไรก่อน!!” แม่ก็จะตะคอกกลับเลยว่า “เออ ไม่ใช้แล้ว เดี๋ยวกูทำเอง” มันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยๆ จนบางครั้งหนูรู้สึกน้อยใจมากๆ เพราะคำพูดของแม่จนบางครั้งหนูก็เลือกที่จะเดินมานั่งเงียบๆ ไม่ทำตามที่แม่บอก แต่บางครั้งก็ทำตามเพราะไม่อยากให้แม่โกรธ แต่ก็จะเป็นการทำตามคำสั่งแบบทำไปก็น้อยใจไป

แต่ในเมื่อต้องทำงานด้วยกันอยู่ทุกวัน หนูกับแม่คืนดีกันอย่างไร

มันมีหลายอย่างค่ะ บางทีก็เป็นหนูที่เป็นฝ่ายขอโทษแม่ก่อนหรือบางทีแม่ดุๆ อยู่ก็หลุดขำออกมาเองเพราะเราเล่นตลกใส่ บางครั้งต่างฝ่ายต่างขอเวลาไปนั่งสงบสติอารมณ์สักพักหนึ่งก็คืนดีกันแล้ว เราไม่ได้โกรธกันนานค่ะ

แต่มันก็ไม่ได้ว่าจะเป็นเรื่องดีนะคะเพราะว่าหนูก็ยังรู้สึกค้างคาบ้าง เพราะเราต้องยอมแม่เกือบตลอดเลย สิ่งที่แม่ทำชอบทำให้หนูคิดว่า “ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้วะ เราไม่ได้ผิดไม่ใช่หรอ” แต่เราก็ต้องยอมแม่เพราะแม่เถียงเก่ง ยกตัวอย่างเช่น แม่เป็นคนเอาสายชาร์จพ่อไปวางไว้ที่หน้าห้องน้ำแล้วพ่อก็ตามหา พอเจอก็ถามว่าใครเอาไปวางในที่ที่ไม่ใช่ที่เก็บของมัน แม่ก็โทษหนูว่าหนูเป็นคนทำ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ พ่อก็มาด่าหนู พอหนูบอกว่าแม่ไม่ใช่หรอที่เอาไปวาง แม่ก็จะว่าๆ หนูก็ต้องยอมค่ะ

ถ้าดูจากรายการเราจะเห็นหนูกับแม่เปิดใจคุยกันเรื่องนี้ โดยปกติแล้วได้คุยกันแบบนี้บ่อยไหม?

ตอนก่อนออกรายการ ไม่มีการพูดเปิดใจเลย แต่พอเปิดใจกันวันนั้นหนูก็รู้สึกว่าหนูเข้าใจแม่มากขึ้นว่าแม่ทำแบบนั้นทำไม ทั้งการที่แม่ชอบตะคอก ชอบใส่อารมณ์และดูเหมือนว่าแม่ไม่มีเหตุผล ทั้งหมดนั้นมันเป็นเพราะว่าแม่เหนื่อยและพอเราตะคอกกลับไปมันก็ยิ่งทำให้แม่ที่เหนื่อยอยู่แล้วอารมณ์ขึ้นมากกว่าเดิม มันก็เลยทำให้หนูเข้าใจแม่และเสียใจที่เมื่อก่อนหนูเลือกเถียงแม่กลับไป

พอเปิดใจระหว่างกันและกันแล้ว หนูรู้สึกอย่างไร

รู้สึกดีที่ได้ปลดปล่อย เพราะเราได้บอกให้แม่เข้าใจในมุมของเราและได้ขอโทษแม่ด้วย หนูบอกแม่ไปว่าที่ทำแบบนั้นไปบางทีมันเป็นแค่อารมณ์ขึ้น ไม่ได้ตั้งใจพูด ตอนพูดไม่ได้คิด และหลังจากไปออกรายการก็ได้เคลียร์กันเพิ่มขึ้น เราก็สัญญากับแม่ว่าเราจะพยายามไม่ตะคอกแม่และไม่หงุดหงิดใส่แม่แล้ว ส่วนแม่ก็บอกหนูว่าแม่ก็จะพยายามใช้งานหนูทีละอย่างและก็ไม่ค่อยใช้อารมณ์กับหนูเหมือนกันค่ะ

พอให้สัญญาใจกันแล้ว แม่ยังใช้หนูถี่เหมือนเดิมหรือเปล่า?

ไม่ค่ะ เดี๋ยวนี้แม่เปลี่ยนไปเลย อย่างเวลาที่หนูล้างแก้วอยู่ แม่ก็จะพูดว่า “เดี๋ยวล้างแก้วเสร็จแล้วค่อยไปล้างจานนะลูก” แม่เปลี่ยนคำพูดซึ่งมันดูนุ่มนวล ชัดเจนและเหมือนกับว่าแม่เข้าใจหนูมากขึ้น ยอมรับเลยว่าหนูก็รู้สึกดีค่ะ คิดว่าทุกอย่างมันต้องดีขึ้น ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

เปอร์เซ็นต์ที่เหลือมันคือเรื่องอะไร

เวลาหนูถามเรื่องงานของแม่บางทีแม่ก็ไม่ยอมตอบ แม่จะพูดกับเราว่าขี้เกียจตอบ สมมติถามว่าลูกค้าคนนี้กับอีกคนสั่งข้าวกี่กล่อง หนูจะได้ใส่ถุงได้ถูก แบบถ้าเขาสั่งสามกล่องหนูจะได้ใช้ถุงใหญ่ แต่แม่ก็จะไม่ตอบ ถามครั้งที่สองว่าอันนี้กี่กล่อง แม่ก็ยังไม่ตอบ พอครั้งที่สามหนูก็ต้องขึ้นเสียงว่า “แม่! อันนี้! กี่กล่อง!!” แม่ก็จะตอบกลับมาว่า “จะถามอะไรนักหนา เดี๋ยวกูบอกเองแหละ” พอเป็นแบบนี้ก็จะทำให้มีปากมีเสียงกันแล้ว แต่เราก็คิดว่าเข้าใจแม่มากขึ้น เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยทะเลาะกัน บางทีที่ทะเลาะก็จะมีการยิงมุกตลกเข้าไปเผื่อสถานการณ์มันจะดีขึ้นซึ่งมันก็ดีขึ้นจริง บรรยากาศที่กำลังจะเดือดก็ผ่อนคลายลง แม่ก็จะหลุดขำเราประมาณนี้ค่ะ

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่แม่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ให้หนูไปส่งข้าวค่ะ แม่ก็บอกว่าไปส่งข้าวให้แม่หน่อยนะ พอส่งเสร็จแล้วก็แวะกินน้ำปั่นได้เลย ช่วงนี้แดดมันร้อนแม่เข้าใจ หนูก็รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ เพราะปกติแล้วแม่จะไม่ค่อยให้หนูไปกินน้ำพวกนี้ แม่ชอบว่ามันแพง กินไปก็อ้วน แต่เดี๋ยวนี้คืออนุญาตให้เรากินเลยก็เลยรู้สึกดีกับแม่ขึ้นไปอีกค่ะ

อยากฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันบ้าง

อยากจะบอกทุกคนว่าถ้ามีปัญหากับพ่อหรือแม่ก็อยากให้เปิดใจคุยกันดีๆ โดยไม่ต้องใช้อารมณ์ อยากให้คุยด้วยเหตุผล ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องคุยทุกเรื่องให้มันดูเครียดไปหมด หากได้เปิดใจกับแม่มากขึ้นก็จะสามารถเข้าใจเขาได้หลายๆ อย่างเลยล่ะ

พอได้คุยกับน้องต้นข้าวก็ทำให้รู้เรื่องว่าการสื่อสารที่ดีในครอบครัวมันครอบคลุมกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านจริงๆ เพราะถ้ามองเผินๆ เรื่องการรับผิดชอบงานบ้านกับเรื่องการสื่อสารกันดูไม่น่าเกี่ยวข้องกันได้ แต่กลับกลายเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ลูกรู้สึกอยากทำหรือไม่อยากทำตามคำสั่งของพ่อแม่ได้เลย

พ่อแม่ท่านใดที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องช่วยงานบ้านได้ดีขนาดไหน?

ติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

Scroll to top