บล็อก

ไม่ช่วยงานบ้าน = ขี้เกียจ?

ไม่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ลูกคนนี้ขี้เกียจจริงเหรอ?

ปัญหาลูกไม่ช่วยงานบ้านเป็นปัญหาสุดฮิตระดับตำนาน ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีสักครั้งที่พ่อแม่จะบ่นใส่ลูก ไม่ว่าจะเป็นบอกให้ลูกไปล้างจานอย่างนุ่มนวลครั้งที่หนึ่ง ลูกก็เงียบใส่ ไม่เป็นไรเอาใหม่ บอกไปล้างจานครั้งที่สอง อ้าว เมินกันเฉย ไม่ทนแล้วนะเพิ่มความดังให้สุดเสียงแล้วตะโกนออกไปว่า “มาล้างจานได้แล้วโว้x!!” เชื่อสิว่าต้องมีจะปรี๊ดแตกกันบ้าง แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะเมื่อลูกเจอไม้นี้ก็จะยอมทำตามแต่โดยดี แม้บางทีจะไม่เต็มใจก็ตาม

แอดมินก็เข้าใจว่าแม่ทุกคนเหนื่อยกับการพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ แบบนี้ทุกวัน แต่อยากให้คุณแม่มั่นใจได้เลยว่าคุณไม่ได้เหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียวอย่างแน่นอน เพราะทางฝั่งของลูกก็ไม่น้อยหน้า เขาก็มีมุมเหนื่อยๆ ที่พ่อแม่ไม่รู้อยู่เหมือนกันครับ

หน้าที่หลักเด็กไทย คือ เรียนเยอะ

นอกเหนือไปจากเรื่องงานบ้านแล้ว สิ่งที่เรื่องที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญไม่แพ้กันนั้น อันดับหนึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเรียนอย่างแน่นอน

หากใครได้เห็นข้อมูลนี้ของ UNESCO อาจคิดไปไกลได้ว่าเด็กไทยคงเป็นประเภทคลั่งเรียนทีเดียว เพราะข้อมูลระบุว่าเด็กนักเรียนไทยอายุ 9-13 ปีมีจำนวนชั่วโมงเรียนมากที่สุดในโลก เป็นเวลา 1,200 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้นับเฉพาะที่เรียนในโรงเรียนเท่านั้น ยังไม่นับรวมเวลาเรียนพิเศษอื่นๆ อีก

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทราบชั่วโมงเรียนพิเศษที่แน่ชัด แต่ว่ารายละเอียดของเรื่องเรียนไม่ได้หยุดอยู่แต่ที่โรงเรียนกับที่เรียนพิเศษเท่านั้น เพราะเมื่อเด็กกลับมาบ้านเขายังต้องทำการบ้านของแต่ละวิชาที่คาดเดาไม่ได้ว่าวันนี้จะต้องใช้เวลาทำมากหรือน้อยแค่ไหนจนต้องโต้รุ่งไปถึงเช้าเลยไหม

ถือว่าเด็กไทยเรียนเยอะไม่ใช่เล่นๆ มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่าทำไมเด็กถึงได้งอแงไม่อยากทำงานบ้าน

หน้าที่รอง คือ งานบ้านที่พ่อแม่ไม่รักษาคำพูด

เรียนหนักแค่ไหนก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการเฉยใส่งานบ้าน เพราะลูกก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวและงานบ้านก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ลูกรู้จักรับผิดชอบมากขึ้นได้ มันจึงเป็นการดีที่ผู้ปกครองจะสนับสนุนให้ลูกทำ แต่รู้หรือไม่อะไรที่อยู่เบื้องหลังการปฏิเสธการทำงานบ้านของลูก คำตอบนั้นก็คือการไม่รักษาคำพูดของพ่อแม่

โดยปกติแล้วแต่ละบ้านก็จะมีการตกลงว่าใครทำหน้าที่อะไรเป็นกิจจะลักษณะอยู่แล้ว แต่เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ลูกงอแงไม่ยอมทำนั้น ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่มันคือการที่พ่อแม่สั่งนอกเหนือจากข้อตกลงที่ได้ให้กันไว้ เด็กเลยต่อต้านพ่อแม่ด้วยการเลือกไม่ทำตามคำสั่งไปเลย เนื่องจากพลังของการรักษาคำพูดนั้นมีคุณค่ากับจิตใจลูกไม่น้อย ทั้งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อใจเพื่อประครองความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับลูก ในทางตรงกันข้ามหากผิดสัญญาพ่อแม่ก็จะกลายเป็นคนที่ลูกไม่ให้ความเชื่อถือ คาดเดาไม่ได้และลูกจะรู้สึกไม่ไว้ใจ

ฉะนั้น ผู้ปกครองควรรักษาคำพูดต่อพวกเขาด้วยการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนและไม่ไปก้าวก่ายข้อตกลงที่ให้ไว้กับลูก

การที่เราไม่ขอความร่วมมืออะไรกับลูกเลยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเหมือนกัน เพราะถือเป็นต้นตอการผลิตเด็กที่ขาดระเบียบวินัย ความรับผิดชอบและความมุมานะพยายามในการทำสิ่งต่างๆ และเมื่อเด็กไม่ได้ถูกกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ถูกทางก็อาจจะทำให้โตไปเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอนาคตได้ ซึ่งไม่ดีแน่ถ้าคนๆ นั้นจะเป็นลูกของเราเอง

ฉะนั้น การปลูกฝังให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองยังเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ควรชัดเจนว่าลูกต้องรับผิดชอบส่วนไหนและไม่ควรก้าวก่ายความรู้สึกดีๆ ของลูก หากเขาเลือกจะปฏิเสธในวันที่ขอร้องให้เขาช่วยงาน นอกเหนือหน้าที่ที่เขาได้รับ

แต่หากมีกรณีจำเป็นต้องวานลูกนอกเหนือจากหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบจริงๆ เราก็พอมีเทคนิคดีๆ มาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เช่นกันครับ โดยเรานำเทคนิคนี้มาจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้านที่ได้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กอย่างแพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์มาเผยเคล็ดลับสุดยอดที่จะทำให้ลูกช่วยงานเราได้อย่างไม่ฝืนใจกันครับ

  1. ถ้าลูกมีอะไรมาอวดก็ควรพูด ชม

บางครั้งการที่เราหวังอยากได้ความรักจากใครเราก็ควรจะให้เขาก่อน อย่างคำชมก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย หากเราจะหยิบยื่นความรู้สึกดีๆ ให้ลูกออมไว้เป็นกระปุกแห่งความภูมิใจไว้แล้วเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือจากลูก มันก็จะไมเหลือความรู้สึกตะขิดตะขวงใจในการให้ความช่วยเหลือเราในครั้งนี้

  1. อย่าลืมพูด I messageหรือประเด็นหลักที่อยากให้ลูกทำ

ย้ำกันอีกครั้งว่าการขอความช่วยเหลือเรื่องานบ้านจากลูกไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำ แต่เราต้องเน้นไปที่ประเด็นหลักที่อยากให้ลูกช่วย ไม่ใช่ให้คำพูดทำร้ายความรู้สึกเป็นของแถมเมื่อลูกปฏิเสธ เช่น “เออ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ เดี๋ยวกูทำเอง” คำพูดมอบพลังลบ ใครฟังก็คงไม่อยากทำกันใช่ไหม? ลองเปลี่ยนเป็นการอ้อนอย่าง “ช่วยแม่หน่อยนะลูก แม่ทำไม่ทันจริงๆ” ถ้าเป็นอย่างนี้..ก็ไม่เป็นการยากที่คนฟังจะให้ความช่วยเหลือกับผู้พูด

  1. สะท้อนให้ลูกรู้ว่าเรานี่แหละเข้าใจเขามากที่สุด

การสะท้อนความรู้สึกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำก่อนที่จะวานให้ลูกช่วยทำงานต่างๆ เป็นเหมือนการสร้างและสะสมความรู้สึกดีๆ ให้กับลูกและเมื่อวันไหนที่เราต้องการความช่วยเหลือจากเขา มันก็จะเป็นเรื่องง่ายดายในทันทีเพราะลูกจะทำด้วยความเต็มใจ

ตัวอย่างการสะท้อนความรู้สึก คือ การพูดสิ่งที่เราสังเกตเห็นจากตัวลูก เช่น หากเราสังเกตเห็นว่าลูกมีความกังวลใจเรื่องเรียน เราอาจจะบอกเขาว่า “แม่เข้าใจที่ลูกกังวลเรื่องการเรียนนะ แต่ลูกไม่ต้องเครียดมาก ทำตัวสบายๆ ไม่ต้องกดดันตัวเองนะลูก มีอะไรก็บอกแม่ได้” เพียงเท่านี้ลูกก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่คุณมีให้และอาจส่งผลให้เขาช่วยเหลือคุณในอนาคต

ถึงตรงนี้แล้วยังมองว่าการที่ลูกไม่ช่วยทำงานบ้านมาจากสาเหตุที่ลูกขี้เกียจอย่างเดียวอยู่ไหม?  ผู้ปกครองท่านไหนที่เพิ่งทราบหรือมองเห็นว่าความเหนื่อยต่างหากที่ทำให้ลูกไม่ช่วยเราก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ เพราะเราจะได้รู้ว่าอาจเป็นที่คุณและลูกสื่อสารกันน้อยเกินไปจึงทำให้ไม่รู้ความในใจของกันและกันมากนั้น

พ่อแม่ท่านไหนที่อยากรู็ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกได้ดีพอหรือไม่โดยเฉพาะเรื่องการขอให้ลูกช่วยทำงานบ้าน

พ่อแม่ท่านใดอยากศึกษาเรื่องการสื่อสารกับลูกรวมถึงเทคนิคการพูดคุยกับลูกแบบนี้ได้ที่

รู้ไหม?..ความอายมันน่ากลัว

รวม 5 “โรคกลัว” ที่มาจากคนไม่กล้าแสดงออก

‘โรคกลัวเข็ม’ ‘โรคกลัวกระเทียม’ ‘โรคกลัวเนเธอแลนด์’ ‘โรคกลัวการลืมตาข้างเดียว’ ฯลฯ ตัวอย่างเล็กๆ ของสารพัดโรคกลัวแปลกๆ ที่คุณอาจคิดว่าไม่น่ามีใครเป็นกัน แต่เป็นไปแล้ว อาการกลัวสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกเรียกว่า Phobia

โรคกลัวหรือ Phobia เป็นโรคทางจิตเวชที่ผู้ป่วยมีความกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผลเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัวจึงพยายามหลีกเลี่ยง ไม่พาตัวเองเข้าไปในสภาพแวดล้อมแบบนั้นอีก

ถึงแม้ว่าโรคกลัวจะเกิดจากความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล แต่วันนี้เราได้รวบรวมโรคกลัวเรื่องแปลกๆ 5 โรคที่มีที่มาจากอาการเขินอายหรือคนที่ไม่กล้าแสดงออกครับ เราลองมาทำความรู้จักกับทั้ง 5 โรคนี้ด้วยกันดีกว่า

โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia)

โรคกลัวการเข้าสังคม คือ โรคที่ผู้ป่วยจะรู้สึกวิตกกังวลหรือเกรงกลัวต่อหนึ่งหรือหลายสถานการณ์ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การพูดต่อหน้าคนจำนวนมากหรือการออกไปกินข้าวนอกบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ พวกเขาจะมีความคิดในแง่ลบต่อตัวเอง ผู้อื่น คิดว่าผู้คนที่จ้องมองมาคอยจ้องจะจับผิดและวิจารณ์ทุกครั้งซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบในการใช้ชีวิต การทำงานและการศึกษาเป็นอย่างมาก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคนี้คือความเขินอาย การได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก รวมไปถึงการถูกพ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมหรือถูกบังคับ

ส่วนวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้กับตัวเอง เริ่มได้จากการเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง เข้าสังคมบ่อยๆ ฝึกพูดในที่สาธารณะ หากมีเวลาว่างอาจลองสมัครเข้าคอร์สฝึกพูดก็จะมีประโยชน์กับตัวเราเองไม่น้อยเลย

โรคกลัวตัวเองทำได้ไม่ดีพอ (Atelophobia)

โรคกลัวตัวเองทำได้ไม่ดีพอ คือ โรคที่ผู้ป่วยกลัวความไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เข้าใจง่าย ลองจินตนาการถึงคนที่กว่าจะสร้างผลงานออกมาได้สักชิ้นต้องใช้เวลานานสองนาน ทำแล้วลบใหม่ แก้แล้วแก้อีกเป็นสิบๆ รอบ พอใจในผลงานตัวเองยาก คนแบบนี้แหละที่เป็นโรคกลัวตัวเองทำได้ไม่ดีพอ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ อยู่ในครอบครัวที่มีการแข่งขันสูงตั้งแต่วัยเด็กทำให้ติดเป็นนิสัยว่าต้องชนะ ต้องเป็นที่หนึ่งและต้องไม่ผิดพลาดจนมีความวิตกเสมอว่าสิ่งที่จะทำจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด และเมื่อใดที่ผลไม่เป็นดั่งใจคิดคนกลุ่มนี้ยิ่งรู้สึกว่าล้มเหลวอย่างรุนแรง เกิดความเครียดและอาจส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมา

การรักษาแบ่งออกเป็น 3 ทางเลือก ได้แก่ การบำบัดรักษาโรคกลัวตามแนวทางการหยั่งเห็น, การบำบัดรักษาโรคกลัวตามแนวทางพฤติกรรมบำบัดและการรักษาด้วยยา

โรคกลัวสถานที่สาธารณะ (Agoraphobia)

โรคกลัวสถานที่สาธารณะเป็นโรคที่กลัวสถานที่ใหม่ๆ และสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เช่น การต่อแถวเข้าคิวในธนาคาร, การเดินทางหรือที่โล่งแจ้งต่างๆ ไม่เพียงแต่สถานที่ที่มีคนจำนวนมากเท่านั้น ในห้องคับแคบก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกลัวได้ เพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัย การควบคุมสถานการณ์ไม่ได้และอึดอัดใจทำให้ผู้ป่วยมักหลีกเลี่ยงการไปสถานที่เหล่านี้ หมกตัวอยู่ในบ้าน ไม่กล้าออกไปไหนเป็นปีๆ

ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพียงแต่คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า, เคยใช้สารเสพติด, เคยประสบกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ อย่างเช่น คนใกล้ตัวเสียชีวิตนั้นมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง นอกจากนี้ โรคนี้ยังเกิดกับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า

วิธีการรักษาสามารถทำได้โดยการพบแพทย์เพื่อรับการทำจิตบำบัด, รับประทานยาคลายกังวลและยาต้านอาการซึมเศร้า รวมถึงปรับพฤติกรรมให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ เป็นต้น

โรคกลัวการทำงาน (Ergophobia)

โรคกลัวการทำงาน ไม่ใช่โรคที่เกิดจากคนเกียจคร้าน แต่เป็นโรคที่ผู้ป่วยรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น การกลัวตกงาน, กลัวทำงานออกมาไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้ เช่น การไปพบลูกค้าหรือการนำเสนองานเจ้านายหรือความกังวลต่างๆ มากมายที่อยู่ในบรรยากาศของการทำงาน ผู้ป่วยมักจะกลัวและกังวลไปหมด

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคนี้อาจเกิดจากการได้รับประสบการณ์ในการทำงานที่ไม่ดี เช่น ถูกไล่ออก, ถูกเพื่อนร่วมงานล้อเลียนจนอับอาย นอกจากนี้ ยังเกิดได้จากสถานการณ์อื่นที่ไม่ได้มาจากที่ทำงาน เช่น การออกไปรายงานหน้าชั้นเรียนในวัยเด็กที่ไม่น่าจดจำก็ส่งผลให้หวาดกลัวการนำเสนองานต่อหน้าหัวหน้างานได้เช่นกันและหากไม่รีบรักษาอาการนี้ก็เป็นไปได้มากที่จะส่งผลเสียให้กับผู้ป่วยโรคนี้

ส่วนวิธีการรักษา ได้แก่ การรับประทานยา การรับทำจิตบำบัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือทำคู่กันไปทั้งสองอย่างได้

โรคกลัวการตัดสินใจ (Decidophobia)

โรคกลัวการตัดสินใจเป็นโรคของผู้ตามชั้นดี เพราะผู้ป่วยเป็นโรคนี้ไม่สามารถชั่งน้ำหนักหรือประเมินข้อดีหรือข้อเสียต่อสิ่งต่างๆ ได้ เมื่อถึงคราวที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเองกลับทำไม่ได้ ต้องอาศัยผู้อื่นตัดสินใจให้เสมอ

สาเหตุหลักๆ ของคนเป็นโรคนี้เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ไม่เคยถูกกระตุ้นให้ต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองเลย ผู้ปกครองจะเป็นคนที่ตัดสินใจให้เสมอ รวมถึงปมในอดีตที่เคยตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองแล้วพลาดเลยส่งผลให้ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองอีก

ส่วนวิธีแก้ไข คือ การรับทำบำบัดจากแพทย์หรือนักบำบัดโรคกลัว การสะกดจิตหรือเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึกๆ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจต้องรับยาเพื่อลดความวิตกกังวลของตัวเองลง

ถ้าเรามองเผินๆ คงคิดว่าคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกหรือมีอาการเขินอายคงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่จุดเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อมันเริ่มเกาะตัวรวมกันมากขึ้นก็แทบเป็นรอยด่างขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลามากในการลบ ฉะนั้น การเรียนรู้ที่จะไม่อายก็เป็นสิ่งที่น่าเปิดใจและอาจจะดียิ่งกว่า ถ้าส่งต่อคำแนะนำดีๆ เหล่านี้ให้แก่คนที่คุณรัก

แต่ถ้าลูกของคุณเป็นคนขี้อาย ไม่ได้ร้ายแรงขนาดขั้นเป็นโรคกลัว ลองชวนลูกของท่านมานั่งดูรายการรอลูกเลิก เรียน ตอน ลูกขี้อายด้วยกันที่

นอกจากนี้ การสื่อสารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่มีส่วนช่วยให้ลูกกล้าแสดงออกมากขึ้น ดังนั้น หากผู้ปกครองยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกอยู่ในระดับดีเพียงใด แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

 

 

ที่มา:

honestdocs , www21.ha.org.hk , health.kapook.com ,  pobpad.com , pantip.com , th.wikipedia.org , medicinenet.com , bustle.com , immafatcat.blogspot.com

“กำลังใจจากครอบครัว” สำคัญขนาดไหน?

แค่รอยยิ้มพ่อแม่ ลูกก็ไม่อยากยอมแพ้

สังเกตเหมือนกันไหมครับว่าข่าวเด็กสู้ชีวิตมักมีกำลังใจเล็กๆ ซ่อนอยู่เสมอ

ไม่ต่างจากข่าวนี้ที่แอดมินเจอมาเลย มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเล็กๆ หนึ่งครอบครัวที่ไม่ได้เพียบพร้อมด้านทรัพย์สินเงินทอง อีกทั้งกำลังสำคัญอย่างแม่ของบ้านก็ป่วยหนักจนทำให้เสาหลักตกอยู่ที่พ่อเพียงคนเดียว ลูกสาวของบ้านจึงตัดสินใจทำงานช่วยพ่อหาเลี้ยงครอบครัวไปพร้อมๆ กับการเรียนที่เด็กคนนี้ก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ

มันน่าสนใจตรงที่ว่าพ่อไม่เคยชมน้องต่อหน้าเลยสักครั้ง แต่น้องก็ยังทำหน้าที่ของเขาได้เป็นอย่างดี เพราะกำลังใจที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็น “รอยยิ้ม” ของพ่อแม่ของเขานั่นเอง วันนี้เราจึงได้เชิญนักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ คุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต มาขยายความเรื่องกำลังใจจากพ่อแม่นั้นสำคัญกับลูกขนาดไหน (อ่านข่าวฉบับเต็ม https://mgronline.com/news1/detail/9620000023219)

การให้กำลังใจลูกเมื่อครอบครัวประสบวิกฤติที่ต้องร่วมกันฝ่าฟันมีความสำคัญอย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่นผมยังไม่อยากให้มองไปถึงการให้กำลังใจเมื่อครอบครัวประสบภาวะวิกฤติ ขอยกตัวอย่างปัญหาทางด้านการเงินละกัน บางครั้งพ่อแม่เลือกที่จะแบกรับภาระเหล่านี้ไว้แค่สองคน โดยไม่มีใครปริปากพูดความจริงนี้ให้คนในบ้านรับรู้แล้วตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไป ไม่ว่าจะคิดว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นหรือว่าตอนนี้ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายนี้ไหวอยู่

แต่อะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นดั่งใจคิด สถานการณ์ทางบ้านไม่ได้ดีขึ้น พ่อแม่เริ่มรับมือไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากบอกลูกว่าช่วยปรับตัวหน่อย ปัญหามันก็เกิดขึ้นตรงนี้สิ ลูกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปรับตัว เพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับครอบครัว ดังนั้น ขั้นตอนแรกเมื่อบ้านเข้าสู่วิกฤติคุณต้องคุยกับคนในบ้านให้เข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และมีมาตรการจัดการกับปัญหานี้ร่วมกันอย่างไรบ้าง ลูกจะได้ไม่ช็อก ปรับตัวได้ทัน ตอนนี้แหละที่ครอบครัวจะให้กำลังใจกันและกัน อดทนฟันฝ่าวิกฤติร่วมกันต่อไป

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครอบครัวจะประสบปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็กอย่างเรื่อง “ความขี้อาย” ของลูกการได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ คุณคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่?

สำคัญมากๆ คนเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ยากให้คนที่รักให้กำลังใจกันอยู่แล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองพิเศษขึ้นมานะ แต่เมื่อลองสังเกตวัยรุ่นดีๆ แล้วจะพบว่าเขาจะติดเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เพราะเขาสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาทั้งหมดแทบจะเป็นเชิงบวกเสมอ แตกต่างจากที่บ้าน เพราะส่วนมากจะเป็นการพูดคุยเชิงลบมากกว่าทำให้เด็กกดดันแล้วไม่อยากพูดอะไรด้วยเลย

แต่ในบางครั้งการที่ลูกขี้อายมากๆ จนไม่กล้าทำอะไรเองเลย มันอาจสร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้ปกครองได้ไม่ใช่เหรอ?

ตรงนี้คงต้องถามย้อนกลับไปว่าการที่ลูกจะเป็นอย่างนี้ มันเกิดจากการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ที่มีมาตั้งแต่เด็กๆ หรือเปล่า ถ้ายกตัวอย่างเด็กที่ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองเลย เช่น ไปซื้อของเอง ไปสั่งกับข้าวกินเองไม่ได้ ต้องคอยให้พ่อแม่สั่งให้เสมอนั้น มันก็คงมาจากการที่เขาเคยถูกเลี้ยงดูมาอย่างไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรเองเลยตั้งแต่เด็กๆ แต่พอโตขึ้น ผู้ปกครองก็คิดว่าเด็กมันโตแล้ว ควรทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว อยู่ดีๆ ก็บอกให้เขาไปสั่งอาหารเอง คิดว่าลูกจะทำได้หรือไม่? คำตอบ คือ “ยาก” ที่ลูกจะทำตาม เพราะลูกเองก็คาดหวังให้พ่อแม่ทำให้เหมือนเดิม ต่างกลับแม่ที่คาดหวังกับลูกในสิ่งที่ไม่เคยสอน มันเลยเป็นสิ่งที่ยากที่ลูกจะทำอะไรได้ด้วยตัวเองนั่นแหละ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมขี้อายของลูกก็สามารถแก้ไขได้ เพียงต้องอาศัยการฝึกฝนและเวลาให้ลูกได้เรียนรู้ซึ่งในขั้นตอนแรกๆ ผู้ปกครองจะช่วยเขาทำก่อน เปิดทางให้เขาสบายใจแล้วค่อยปล่อยให้เขาได้ลองทำด้วยตัวเอง เช่น ถ้าลูกอยากกินเครป คุณอาจจะไปบอกคนขายว่าสั่งเครป 1 อัน แล้วให้ลูกบอกคนขายว่าจะเอาไส้อะไรด้วยตัวเอง เป็นต้น

คำพูดแบบไหนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกโดยที่เขาไม่กดดันเกินไป?

ไม่ยากเลย แค่พูดว่า “ลูกทำได้ เชื่อแม่สิ ลูกของแม่เก่งอยู่แล้ว”

แล้วคำพูดแบบไหนที่ไม่เหมาะจะใช้กับลูกในสถานการณ์เดียวกันนี้?

“ของแค่นี้เอง ยังทำไม่ได้อีกหรอ” “ของแค่นี้ทำไมไม่กล้าพูด” คำว่า “ของแค่นี้เอง..” “เรื่องแค่นี้เอง..” มันเป็นการคาดคั้นและบีบบังคับให้ลูกกระทำอะไรสักอย่าง โดยที่เขาไม่พร้อมหรือเต็มใจทำ แต่ถามว่าทำไหม เขาทำแน่เพราะด้วยความกลัวหรือเกรงใจพ่อแม่ แต่การบังคับไม่ได้ช่วยให้เขาพัฒนาเรื่องความกล้าแสดงออกมากขึ้นเลย ทางที่ดีเปลี่ยนจากการพูดแบบบังคับให้เป็นการชักชวนให้เขาทำจะส่งผลดีกว่า เพราะลูกจะทำและทำด้วยใจของเขาเอง บางครั้งแม้ไม่บอกก็ลงมือทำได้ด้วยตัวเองก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญเหมือนกัน

จากเนื้อหาข่าวมีส่วนหนึ่งที่น้องพลอยบอกว่า “รอยยิ้ม” ของพ่อแม่เป็นกำลังใจที่สำคัญให้กับเขา ทางจิตวิทยาแล้วการที่พ่อแม่ยิ้มให้ลูกมีผลมากหรือไม่?

รอยยิ้ม ท่าทางหรือน้ำเสียงมีส่วนสำคัญอย่างมาก บางครั้งก็สำคัญกว่าคำพูดซะอีก ลองจินตนาการตามว่าผมเป็นพ่อ คุณเป็นลูก สมมติผมชมคุณว่า “เก่งจังเลย ทำดีแล้ว” แต่มีน้ำเสียงเรียบเฉย สีหน้าไม่ได้แสดงออกถึงความดีใจแม้แต่น้อย คุณจะรู้สึกหรือสัมผัสได้ว่าผมชมคุณไหม? (ผู้เขียน : ไม่ครับ) ฉะนั้น การให้กำลังใจของพ่อแม่ก็ต้องมีความจริงใจและซื่อตรงกับลูกเสมอ เพราะคนฟังเขาดูออก

สมมติว่าผู้ปกครองนำคำแนะนำที่ได้ไปใช้แล้วไม่ได้ผล เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าลูกไม่ชอบกับวิธีการเหล่านี้?

แน่นอนว่าการให้กำลังใจตามที่บอกไปนั้น อาจใช้กับลูกไม่ได้ทุกคน เพราะการเลี้ยงลูกแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน คุณลองคิดดูว่าถ้าเมื่อก่อน คุณไม่เคยชมเขาเลย อยู่ดีๆ ก็มาชม ลูกก็อาจจะสงสัยว่าคุณกินยาอะไรผิดไปหรือเปล่า เมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้ มาถึงตรงนี้ คุณจะต้องอดทนต่อพฤติกรรมต่อต้านของลูกสักระยะและอย่าลืมชมเขาต่อไปให้ลูกใช้เวลาได้ซึมซับบรรยากาศใหม่ๆ เหล่านี้ พร้อมกับอธิบายให้เขาเข้าใจว่าที่คุณทำไปเพราะอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองตามคำแนะนำของหมอเพื่อที่จะเป็นแม่ของลูกในเวอร์ชันที่ดีขึ้น หวังว่าลูกจะเข้าใจนะ เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์แม่ที่น่ารักกับลูกขี้อายแล้ว

กำลังใจ คือ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก ดังนั้น ผู้ปกครองพอมองออกหรือยังครับว่ากำลังใจสำคัญไฉน? ^^

นอกจากการให้กำลังใจลูก การสื่อสารที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจเทคนิคการสื่อสารกับลูกในสถานการณ์ต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้ที่

สัมภาษณ์น้องลิลลี่ ตอน ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

“ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง มันใช่เหรอ~!!” แอดมินอุทานเสียงสูงหลังจากที่รู้ว่ามีคนที่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง แต่ว่ามันมีคนแบบนั้นจริงๆ นะ น้องลิลลี่-นาถลดา อ่อนละม้าย อดีตเด็กประถมที่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง ต้องวานแม่สั่งให้เสมอ แต่ขอบอกเลยว่าตอนนี้น้องกล้าสั่งเองแล้วนะจ๊ะ หลังจากมาร่วมถ่ายทำรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน เด็กไม่มั่นใจในตัวเองกับพวกเรา อะไรที่ทำให้น้องลิลลี่สั่งอาหารด้วยตัวเองขึ้นมาแล้วที่มาของการไม่กล้าสั่งนี้มาจากไหน ตามมาดูได้ที่บทสัมภาษณ์ของน้องลิลลี่กันเลย!!

ทำไมหนูถึงไม่กล้าสั่งอาหารด้วยตัวเองล่ะ?

มันเริ่มมาจากการที่หนูสั่งข้าวผิดแล้วไม่กล้าท้วงแม่ค้าค่ะ เพราะในใจลึกๆ หนูกลัวโดนเขาว่า แบบที่ทำมาไม่ถูกเพราะหนูสั่งผิดต่างหากไม่ใช่เขาที่ทำผิดไปมันเลยทำให้หนูยอมกินข้าวที่ไม่ได้สั่งมาตลอด แล้วพอโดนว่าหนูก็จะรู้สึกอายๆ ค่ะ ต่างจากเวลาที่มีแม่อยู่ หนูแค่บอกแม่ว่าอยากกินอะไร แม่ก็สั่งให้หนูได้ตามที่หนูอยากกินทั้งหมด หนูคิดว่ามันดีกว่าที่ไม่ต้องโดนด่าและได้กินของที่ต้องการด้วย

แล้วเวลาที่แม่ไม่อยู่ หนูทำยังไงบ้าง?

จริงๆ หนูก็กล้าสั่งเป็นบางอย่างนะคะ ถ้าเป็นร้านที่สนิทด้วยก็จะกล้า แต่ถ้าไม่สนิทเลยก็จะให้แม่สั่งให้เป็นประจำหรือไม่ก็ถ้ามีเพื่อนหรือน้องอยู่ใกล้ๆ ก็จะพาพวกเขาไปเป็นเพื่อน ก็คือต้องมีคนอยู่ด้วยหนูถึงจะกล้าพูด กล้าสั่ง เพราะรู้สึกสบายใจ ถ้าไม่มีใครอยู่ด้วยมันจะรู้สึกเหงาๆ ไม่กล้าสั่งเลย

หลังจากการถ่ายทำรายการแล้วหนูกล้าแสดงออกมากขึ้นแล้วหรือยัง?

กล้ามากขึ้นแล้ว โดยสาเหตุหลักๆ ก็มาจากแม่เลยค่ะ อย่างที่บอกคือหนูเป็นคนไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้า เวลาหนูอยากกินอะไรก็ฝากแม่เป็นคนกลางให้เสมอ ทีนี้มีครั้งหนึ่งที่แม่ปรี๊ดแตกแล้วตะคอกใส่หนูว่า “จะกินก็ไปสั่ง ถ้าไม่สั่งก็ไม่ต้องกิน!!” จุดนี้แหละยิ่งทำให้คนที่ไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว พาลไม่สั่ง ไม่กินอะไรเลยค่ะ มีอาการงอนแม่นิดๆ ปนมาด้วย ถึงแม้แม่จะมาง้อหนูหลังจากนั้น ถามหนูว่ายังอยากกินอยู่ไหม หนูก็บอกเขาเลยว่าไม่เอา ไม่อยากกินแล้วประมาณนี้ค่ะ

แต่พอออกรายการปุ๊บแม่ก็เริ่มๆ เปลี่ยนไป มันไม่ใช่หนูเป็นฝ่ายบอกแม่แล้วว่าหนูอยากกินอะไรบ้าง แต่เป็นแม่ที่ถามหนูเองว่าอยากกินอะไรไหม หนูก็บอกสิ่งที่อยากกินกับเขาไป บางครั้งแม่ก็จะสั่งให้เอง บางครั้งแม่ก็บอกว่าลองทำดู สรุปว่าหนูก็กล้าสั่งเองนะคะพอแม่ไม่ตะคอกใส่หนู มันเหมือนกับว่าความกังวลของหนูมันลดลง มันก็เลยทำให้หนูกล้าสั่งอาหารกินเอง

คิดว่ารายการมีส่วนช่วยให้แม่ของหนูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม?

คิดว่ามีค่ะ เพราะคุณหมอวิก็แนะนำวิธีการคุยกับลูกให้แม่ ทีมงานของรายการก็ช่วยคุยกับแม่ให้ว่าไม่ต้องดุอะไรหนูขนาดนั้น หนูสังเกตได้เลยว่าแม่ดีขึ้น พูดจากับหนูอ่อนโยนขึ้น

หนูรู้สึกอย่างไรกับแม่ในเวอร์ชั่นที่ดุ VS แม่เวอร์ชั่นอ่อนโยน?

เวลาแม่ดุแล้วแม่น่ากลัว แม่เป็นคนไม่ค่อยง้อใคร แต่หลังจากที่แม่ใจดีแล้ว เวลาหนูบอกว่า แม่อยากกินอันนี้ แม่ก็บอกไปซื้อสิ หนูก็บอกแม่ว่าไม่กล้า แม่ไปซื้อให้หน่อย แม่ก็จะโอเค ไปซื้อให้ก็ได้ แม่ก็ไปซื้อให้

อย่างที่หนูบอกว่าพอออกรายการแล้วมันทำให้หนูกล้าแสดงออกมากขึ้น หนูคิดว่ามันส่งผลต่อหนูอย่างไร?

ก็ดีค่ะ มันทำให้หนูคิดได้นะคะว่าถ้าหนูไม่มั่นใจในตัวเอง หนูก็จะไม่กล้าทำอะไรเลยซึ่งมันต้องส่งผลเสียกับหนูแน่ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องสั่งอาหารแล้วหนูก็ไม่ได้กินสิ่งที่หนูชอบอย่างเดียวนะคะ อย่างเรื่องเรียน ตอนนี้หนูก็เริ่มฝึกไปพูดหน้าห้องแล้วนะคะ แต่ถ้าหนูไม่ออกไปพรีเซ้นต์งานหน้าห้อง ยังมัวแต่ไม่กล้าเหมือนเมื่อก่อน บอกครูว่าให้เพื่อนไปพูดแทนได้ไหม หนูก็คงจะยังไม่กล้าอยู่เหมือนเดิมและคะแนนก็ไม่ได้คะแนนแบบนี้

ตอนออกไปพรีเซ้นต์งานเป็นอย่างไรบ้าง?

วันนั้นพรีเซ้นต์งานกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ค่ะ แบ่งพูดเนื้อหารายงานกับเพื่อนอีกคนคนละครึ่งค่ะ ตอนออกไปพูดก็จะมีเพื่อนบางคนที่ขำบ้าง แต่ในใจหนูก็คิดแต่ว่าต้องทำให้สำเร็จค่ะ ไม่งั้นครูจะไม่ให้คะแนน ถึงวันนั้นจะพรีเซ้นต์ไม่ได้ดีเท่าไรแต่หนูก็ทำได้สำเร็จนะคะ

หนูคิดว่ารายการนี้มีส่วนให้หนูกล้าแสดงออกมากขึ้นไหม เพราะอะไร?

มีค่ะ เพราะหลังจากออกรายการ แม่ก็จะคอยบอกตลอดเวลาว่าต้องทำให้ได้และคอยแนะนำหนู อย่างตอนที่เราไปกินข้าวหรือไปซื้อของด้วยกัน แม่ก็จะบอกว่า ไปจ่ายเถอะ ต้องทำให้ได้นะ ไม่งั้นโตไปแล้วจะช่วยเหลือตัวเองได้ยังไง ซึ่งน้ำเสียงของแม่ไม่ได้ดุมากเลย กำลังดี ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ฟังแล้วรู้สึกกลัว

รู้สึกอย่างไรที่ได้ออกรายการนี้?

รู้สึกดีใจ เพราะว่าได้ออกรายการแม่ก็จะชอบแซวว่าได้ออกรายการเนาะ เดี๋ยวคนเค้าก็รู้จักเพิ่มขึ้นหรอก นอกจากนี้ แม่ยังเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยที่เมื่อก่อนเวลาอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา แม่ก็จะยังไม่พูด ไม่สนใจหนู แต่หลังจากออกรายการก็กลายเป็นว่าแม่พูดกับหนูมากขึ้น มีการเล่นมุกอะไรกันด้วยทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเลย กว่าจะได้คุยกันก็ต้องเป็นเรื่องจริงจังเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ คือ หนูเข้าไปถามแม่ว่าหนูสวยไหม  แม่ก็ตอบว่าสวย แล้วก็ถามต่อว่าแม่รักหนูไหม ร๊ากกก หนูก็ดีใจแล้วก็เขิน มันเลยทำให้หนูกล้าเข้าไปคุยกับแม่มากขึ้นด้วยค่ะ

คำถามสุดท้ายครับ ล่าสุดสั่งอะไรมากิน?

ข้าวกะเพราหน่อไม้ที่โรงเรียนค่ะ ไปกับเพื่อนนะคะ แต่หนูสั่งกินเองค่ะ ^^

ระหว่างที่ได้คุยกับน้องลิลลี่มันทำให้แอดมินมีข้อสงสัยเรื่องหนึ่งผุดอยู่ในหัวตลอดเวลาเลยว่านี่เหรอ คนที่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง เพราะน้ำเสียงสดใสและคำพูดคำจาฉะฉานทำให้แอดจินตนาการไว้ผิดไปหมดเลย มันก็คงเป็นอย่างที่น้องบอกล่ะว่าพอแม่ทำให้น้องคลายกังวลลงได้ มันก็ทำให้น้องกล้าสั่งอาหาร กล้าทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสื่อสารที่ดีภายในบ้านนั้นสำคัญจริงๆ

หากใครยังไม่ได้ดูรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง ก็ตามไปดูพร้อมกันที่

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกในเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเองได้ดีหรือไม่นั้น แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

สุดท้าย อย่าลืมนะครับว่าการสื่อสารที่ดีสร้างความสุขให้ครอบครัวได้จริงๆ

สัมภาษณ์แม่จิ๋ว ตอนลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

ถ้าอยู่ดีๆ มีคนมาบอกให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนหนึ่งคน คุณจะทำไหม?

คุณแม่ท่านนี้เลือกทำแบบไม่มีเงื่อนไขเลยหลังจากได้เข้าร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนของเรา เธอบอกกับเราว่าเธออยากลองเป็นคุณแม่ที่เข้าใจลูกเหมือนกับได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจเขา เป็นผู้ฟังคนโปรดของลูกที่ไม่ว่าลูกมีเรื่องดีหรือร้ายก็เลือกจะเล่าให้ได้ฟังเสมอ คุณแม่ท่านนี้ชื่อว่า จิ๋ว-พิชชาภา ประชารักษ์ คุณแม่ที่เคยดุมาก ชอบพูดตรงๆ รำคาญก็บอกว่ารำคาญ แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปแล้วเพราะว่าลูกคนที่เธอบอกว่ารำคาญนักหนานั่นแหละ มาดูกันว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก

คุณแม่คาดหวังอะไรก่อนที่จะสมัครเข้าร่วมรายการกับเรา?

ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะไม่คิดว่าเรากับลูกมีปัญหารุนแรง แต่พอครอบครัวเราได้รับคัดเลือก ได้เข้าไปคุยกับหมอจริงๆ ความคิดพี่ก็เปลี่ยนไป จากที่คิดว่าเรากับลูกไม่ได้ทะเลาะกัน แค่ชอบงอนกัน สักพักก็หายแล้วคุยกันตามปกติ แต่หมอบอกว่าไม่ใช่ ลูกต้องมีอะไรในใจ แต่ไม่กล้าบอกแม่ซึ่งพอเราทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพี่กับลูก มันก็จริงอย่างที่หมอว่าทุกอย่างลูกจะไม่ค่อยเข้าหาเรา ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน เราเลยเริ่มคาดหวังว่าจะได้เทคนิคดีๆ ไปใช้เลี้ยงลูก เราอยากเข้าไปนั่งในใจลูกให้ได้

คุณหมอให้เทคนิคอะไรกับคุณแม่บ้าง?

ด้วยความที่พี่เป็นคนที่ชอบวีนใส่ลูก คุณหมอก็เลยให้เทคนิคการพูดกับลูก หมอบอกว่าก่อนที่จะวีนใส่ลูก ลองนึกถึงความดีของลูก เพราะมันจะช่วยให้เรามองปัญหาที่กำลังเผชิญเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยแล้วค่อยๆ บอกความรู้สึกของเราให้ลูกเข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไรแทนการวีน

อย่างกรณีของลูกพี่เป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเองเวลาอยู่แปลกที่แปลกถิ่น คุณหมอก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเด็กบางคน ฉะนั้น พี่ควรจะบอกความรู้สึกกับลูกไปว่า “ที่แม่ดุหนูเป็นเพราะว่าแม่เป็นห่วงเรื่องไม่มั่นใจในตัวเองแบบนี้” แล้วพยายามพูดเชิงชักชวนให้ลูกลองทำก็ถือเป็นการสื่อสารให้ลูกรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อเขา

วิธีที่คุณหมอบอกมันเป็นการให้คุณแม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่ให้ลูกเปลี่ยน คุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือมีเสียงต่อต้านในใจไหม?

ไม่มีค่ะ เพราะพี่ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าอยากให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนที่ตัวเราก่อน เมื่อเราลดทิฐิแล้วเข้าหาลูกก่อน ความสัมพันธ์มันก็จะต้องดีขึ้นแน่นอนจึงทำตามที่หมอบอก

หลังจากรายการออกคุณแม่ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ไหม?

ยังใช้อยู่นะคะ แต่ยอมรับว่าบางครั้งเราก็เผลอดุใส่น้อง แต่พอรู้สึกตัวเราก็บอกให้เขาเข้าใจว่าที่เราดุไปเพราะเป็นห่วงกลัวเขาไม่กล้าซึ่งน้องเขาก็เข้าใจและเราสังเกตได้ว่าน้องมีพัฒนาการด้านความกล้ามากขึ้น เดี๋ยวนี้เขากล้าสั่งเมนูที่อยากกินด้วยตัวเองบ่อยๆ แล้วนะ อย่างตอนนั้นน้องบอกอยากกินโกโก้ไข่มุก เราก็จะบอกว่าหนูก็เดินไปซื้อสิ เดี๋ยวแม่ยืนรอตรงนี้ ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าหรอก เราบอกว่าเดี๋ยวเดินไปเป็นเพื่อนแล้วสั่งเองนะ เขาก็โอเค พอพักหลังมาบอกเขาว่าให้หนูเดินไปซื้อเองเลย แม่จะรออยู่ตรงนี้ เขาก็ทำได้ ค่อยๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับน้องดีขึ้นหลายอย่างเลยนะ เรื่องแรก คือ น้องจะเข้าหาเรามากขึ้น เข้ามากอด มาหอม บอกว่ารักแม่ตลอดเลย อย่างที่สองไม่เจ้าอารมณ์เหมือนเมื่อก่อนที่พอเราพูดแรงไป เขาก็พูดแรงกลับ เช่น เวลาพี่บอกว่ารำคาญตอนที่เขาเข้ามาใกล้ๆ เขาก็จะตอบกลับมาว่า “เออ ไปก็ได้” ด้วยอารมณ์โมโห

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าจากโรงเรียนให้พี่ฟังทุกวัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยบอกอะไรพี่ รวมถึงความมั่นใจเพิ่มขึ้น อย่างที่บอกว่าไปไหนก็เลือกของเอง จ่ายตังค์เอง ซื้อเองได้ แม่แค่ยืนรออยู่ห่างๆ หรือช่วยออกความเห็นว่าเลือกของชิ้นไหนดีทำนองนี้มากกว่า

มีเทคนิคที่คุณหมอแนะนำไหนที่ใช้ ไม่ได้ผล กับครอบครัวคุณแม่บ้างหรือเปล่า?

ไม่มีนะคะ ทุกอย่างได้ผลหมดแต่มีบางอย่างมันไม่ได้ผลทันทีเท่านั้นเอง เพราะน้องยังเด็กและบางครั้งเขาก็มีอาการต่อต้านบ้าง เช่น เราบอกให้เขาไปหุงข้าว เขาก็ยังไม่ทำทันที บอกเราว่าแป๊บนึงนะแม่ เวลาผ่านไปซักพัก เราเห็นเขาไม่ทำ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ลุกไปหยิบหม้อกะจะหุงข้าวเอง เขาก็รีบมาแย่งหม้อข้าวไปแล้วหุงให้เราเรียบร้อยเลย

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

แม่คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ทั่วๆ ไปก็รู้ว่าการใส่อารมณ์กับลูกมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะเขาจะจดจำการกระทำของพ่อแม่แล้วทำตาม ทั้งกับเราและผู้อื่นได้ ถ้าเกิดเราอยากให้ลูกเปลี่ยน คุณต้องเปลี่ยนที่ตัวคุณก่อน เพราะว่าคุณคือตัวอย่างของลูก ถ้าเกิดคุณพูดดีกับลูก ลูกก็จะพูดดีกับคุณ คุณใส่อารมณ์กับลูก ลูกก็ใส่อารมณ์กับคุณเหมือนกัน มันก็คือการสะท้อนกลับซึ่งกันและกันค่ะ

รู้สึกดีใจ เพราะได้รับเลือกมาออกรายการแสดงว่าครอบครัวของเรามันต้องมีอะไรพิเศษอยู่ และอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ดีใจที่เราได้เทคนิคการเลี้ยงลูกดีๆ จากคุณหมอมาใช้เลี้ยงลูกโดยตรงเลย เพราะเรามั่นใจได้เลยว่าถ้าไม่ได้ไปอัดรายการนี้ ไม่ได้ไปคุยกับคุณหมอ ไม่ได้เรียนรู้เทคนิคการพูด การสื่อสารกับลูกก็คงยังเป็นสภาพเดิมอยู่ ที่ชอบใส่อารมณ์กับลูก ไม่พอใจก็วีน ซึ่งแน่นอนว่าลูกก็คงจะยังเป็นเหมือนเดิมที่ไม่มีความมั่นใจ เราก็อดห่วงไม่ได้

ไม่ใช่แค่เฉพาะเคสของแม่เคสเดียว มันมีเคสอื่นๆ รวมกัน 10 เคส ที่จะเผยปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่นในเรื่องที่แตกต่างกันไป แต่เป็นปัญหาที่ไม่ว่าครอบครัวไหนที่มีลูกวัยนี้ต้องเจอเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าปัญหาเรื่องไหนจะชัดเจนมากที่สุดเท่านั้นเอง

เราเลยเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ได้ดูทั้ง 10 เคส รับรองเลยว่าสถาบันครอบครัวจะอบอุ่น จะดีมาก มีความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีกันมากๆ มั่นใจว่าต้องเป็นอย่างนั้นค่ะ

ใครว่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครสักคนจะทำให้คนที่ยอมเปลี่ยนเป็นฝ่ายที่เสียใจไม่ได้แล้วนะ เพราะตลอดการสนทนากับคุณแม่จิ๋วนั้นแอดรับรู้ได้ว่าคุณแม่มีความสุขที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกมันดีขึ้น แค่นำเทคนิคการสื่อสารที่ดีไปปรับใช้กับลูกเท่านั้นเอง

คุณก็สามารถนำเรียนรู้เทคนิคดีๆ จากรายการไปใช้ได้เช่นกัน

ถ้าคุณอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ไม่ไหวบอกไหว!!

ไม่ไหวบอกไหว!! ความมั่นใจของลูกพ่อแม่นี่แหละต้องขุดมันขึ้นมา

อาการตุ้มๆ ต่อมๆ ตอนที่ครูสุ่มเรียกชื่อนักเรียนให้ตอบคำถามทีละคน หรือแม้การแสดงท่าทีเลิ่กลั่กเสมอเวลาที่ต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่ แต่กลับเพลิดเพลินและมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ อย่าง การนอนอยู่บ้านเฉยๆ ดูทีวี เล่นแชทกับเพื่อน ทั้งหมดนี้เป็นอาการ “ขี้อาย” ของเด็กๆ ที่เราสามารถเห็นได้ทั่วไป แต่ว่าถ้าเจ้าเด็กขี้อายคนนี้ดันกลายเป็นลูกของเราซะนี่ เชื่อว่าพ่อแม่ร้อยทั้งร้อยก็คงกังวลไม่น้อยเลยล่ะ

ลักษณะของ เด็กขี้อาย

วิธีสังเกตเด็กขี้อายไม่ได้ดูจากบุคลิกภาพของเขา แต่ดูออกได้จากท่าทางต่างๆ ที่เขาแสดงออกมามากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การเหลือบมองแล้วหลบสายตา ชอบจ้องมองพื้นเป็นประจำ สงวนท่าทีดูไม่เป็นธรรมชาติ เลิ่กลั่กและลังเล ส่วนการพูดก็พูดเสียงเบา ไม่เจื้อยแจ้ว ไม่ช่างเจรจาฉอเลาะกับใครเท่าไรนัก

ระดับความขี้อายก็แตกต่างกันไปอีก เด็กบางคนไม่ชอบการอยู่รวมกลุ่มก็เลือกที่จะไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนเด็กบางคนที่ปรับตัวได้ช้าไม่ได้หมายความว่าไม่อยากมีกลุ่มเพื่อน แต่ขอเวลาทำใจสักหน่อยก็สามารถปรับตัวได้ในที่สุดและเข้าร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีอาการขี้อายมากๆ จะหลบเลี่ยงการพบปะกับสังคมและมักจะถูกแยกออกจากกลุ่ม อาการขี้อายจึงอาจเป็นปัญหาที่น่าวิตกในกรณีที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อน ครู และบุคคลอื่นๆ ในสังคม

เหตุใดลูกแม่ถึง ขี้อาย

ลูกขี้อายมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือ
1. พื้นฐานนิสัยและอารมณ์ของเด็กเองเป็นสิ่งที่มีติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด แบ่งได้เป็น 4 แบบ คือ
1.1 เด็กปรับตัวง่าย เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เก่ง อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ยิ้มง่าย สมาธิดี ไม่ซนมาก
1.2 เด็กปรับตัวยาก คุณพ่อคุณแม่อาจเหนื่อยหน่อยเพราะเป็นเด็กที่มีนิสัยตรงข้ามกับเด็กเลี้ยงง่ายเลยลูกจะกินนอนไม่เป็นเวลา  หงุดหงิดง่าย  งอแงเก่ง                    อารมณ์ไม่คงที่และที่สำคัญไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดุคอยเตือนอยู่เสมอ
1.3 เด็กปรับตัวช้า พื้นฐานนิสัยและอารมณ์ข้อนี้แหละที่อยู่ในเด็กขี้อาย เพราะเด็กกลุ่มนี้จะขี้กังวล ทำอะไรแต่ละอย่างคิดหน้าคิดหลังก่อนเสมอจนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายถึงเข้ากับคนอื่นได้
1.4 เด็กนิสัยผสม บอกตรงๆ ว่าเด็กประเภทนี้ ผู้ใหญ่คงดูออกยากนิดนึง เพราะเขาจะทำอะไรตามอารมณ์เสมอ บางครั้งก็ปรับตัวได้  บางครั้งก็มีความกังวลให้ได้เห็นหรือบางทีก็หงุดหงิดง่ายซะงั้น

2.สิ่งแวดล้อมของเด็กซึ่งมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่าเลี้ยงเขามาแบบไหน ในกรณีเด็กขี้อายมาจากการเลี้ยงดูแบบไม่ให้อิสระกับเด็ก มักจะออกคำสั่งอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ฟังความเห็นของลูกเลยจึงทำให้ลูกไม่กล้าคิด กลัวผิด ไม่กล้าตัดสินใจจนกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง

ถ้ายังอาย ลูกจะ อด อะไรบ้าง

ปัญหาของการไม่กล้าแสดงออกของลูกอาจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกของคุณอาจพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตได้เหมือนกัน ฉะนั้น เราลองมาดูกันว่าถ้าลูกเราเข้าสู่วัยรุ่นแล้วยังขี้อายอยู่ เขาจะพลาดโอกาสดีๆ อะไรบ้าง

  1. ลดโอกาสในการพัฒนาและฝึกทักษะการเข้าสังคม
  2. มีเพื่อนน้อย
  3. ลดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีความสนุกสนานและการแข่งขันที่ต้องร่วมเล่นกับผู้อื่น เช่น การกีฬา, การเต้น, การแสดงและการเล่นดนตรี
  4. ลดคุณค่าในตัวเอง มีความพึงพอใจในตัวเองต่ำและเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น
  5. ลดความสามารถในการตัดสินใจ
  6. มีระดับความกังวลสูง
  7. มีการแสดงออกทางร่างกายว่าเขินอายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการหน้าแดง, พูดติดอ่างและตัวสั่นเทา

เปลี่ยนจาก อายให้กลายเป็น กล้า

ถึงลูกจะขี้อายแต่พ่อแม่อย่าหมดหวัง มันมีวิธีการแก้ไขอยู่

จากรายการรอลูกเลิกเรียนตอนล่าสุดของเรา แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่าการแก้อาการขี้อายของลูกนั้นเป็นไปได้และพ่อแม่ก็เป็นตัวช่วยสำคัญของลูกในเรื่องนี้ด้วย โดยหมอวิได้บอกได้บอกวิธีแก้ไขปัญหาอาการขี้อายของลูกได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. พ่อแม่ต้องยอมรับว่าลูกไม่เหมือนเรา ข้อนี้ถือเป็นด่านสำคัญมากๆ ที่พ่อแม่ต้องลงมือทำ เพราะถ้าหากพ่อแม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นไม่ได้ ในกรณีนี้คือลูกขี้อายจนน่าหงุดหงิด มันก็จะส่งผลให้พ่อแม่หงุดหงิดและตะคอกใส่ลูกเหมือนเดิมเมื่อลูกทำไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรยอมรับว่าลูกไม่ใช่เรา ไม่มีทางมีนิสัยเหมือนกันและควรภูมิใจในสิ่งที่ลูกเป็น
  2. สะท้อนความรู้สึก อาการเขินอายของลูกบางครั้งก็สร้างอารมณ์หงุดหงิดใจให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่และจบลงด้วยการทะเลาะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ฉะนั้น วิธีการหยุดทะเลาะที่ง่ายที่สุด คือ การเข้าใจความรู้สึกของลูก พูดประโยคที่น่าฟังให้ลูกได้ยิน ยกตัวอย่างจากรายการที่น้องลิลลี่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง ในตอนแรกแม่แสดงอารมณ์หงุดหงิดถึงขั้นพูดว่า “ถ้าไม่กินก็ไม่ต้องกิน” แต่พอหลังการทดลองแล้ว แม่ก็ได้เปลี่ยนคำพูดเป็น “ทำไม(ไม่สั่งเอง)ล่ะ น้อยใจแม่หรอ” “น้อยใจที่แม่ไม่ไปสั่งให้หรอ” “งั้นเดี๋ยวแม่ไปสั่งให้หนูใหม่ก็ได้” คำพูดในลักษณะนี้ก็จะช่วยให้ลูกสงบอารมณ์ตรงนั้นลงได้
  3. การฝึกทักษะทางสังคมทั้ง 3 ขั้นให้กับลูก โดยแอดขออนุญาตยกสถานการณ์ “การสั่งอาหาร” เป็นตัวอย่างและไล่เรียงไปทีละขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 พ่อแม่ทำให้ลูกทั้งหมดก่อน ขั้นตอนนี้เหมือนเป็นการปรับพื้นฐานให้กับลูก ให้ลูกได้เรียนรู้ผ่านการกระทำที่ถูกต้องของเรา เช่น เดินไปสั่งอาหารที่ลูกอยากกินให้เขาเลย

ขั้นที่ 2 ทำด้วยกัน เมื่อลูกได้เรียนรู้ผ่านการสังเกตการณ์แล้ว ลองฝึกเขาให้ลงสนามจริงกัน แต่ยังไม่ปล่อยให้เขาลุยเดี่ยวนะ เพราะการมีพ่อแม่อยู่ข้างๆ ในการเริ่มทำสิ่งใหม่จะทำให้ลูกผ่อนคลายและอุ่นใจที่จะทำเรื่องต่างๆ ให้สำเร็จไปได้ ในขั้นตอนนี้ คือ คุณแม่ต้องพาเขาไปสั่งอาหาร โดยอาจจะบอกแม่ค้าว่าสั่งก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม แต่ให้ลูกสั่งรายละเอียดต่างๆ ตามที่เขาอยากกินเอง

ขั้นที่ 3 ปล่อยให้ลูกลงมือทำด้วยตัวเอง เมื่อถึงขั้นนี้คุณแม่ต้องปล่อยให้เขาได้ลองบินเดี่ยวแล้ว แรกๆ เขาอาจจะเรียกให้คุณไปสั่งให้ แต่คุณต้องลองให้เขาไปสั่งเอง โดยใช้คำพูดที่เป็นการชักชวน ไม่ใช่การบีบบังคับ เช่น ลองไปสั่งดูนะลูก และตบท้ายด้วยการให้กำลังใจว่า “ลูกทำได้ แม่เชื่อมั่นในตัวหนู” เป็นต้น

  1. การชม สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เพื่อสร้างกำลังใจให้ลูกทำต่อไป

ตัวอย่างคำชมเมื่อลูกกล้าทำอะไรด้วยตัวเอง

  • วันนี้ลูกเก่งมากเลย
  • แม่ภูมิใจในตัวลูก
  • ทำได้ขนาดนี้เจ๋งมากๆ สมแล้วที่เป็นลูกของแม่

คำพูดให้กำลังใจมันไม่ยากเลยใช่ไหม? ถ้าลองสังเกตดูให้ดีไม่มีคำพูดไหนเลยที่ต้องประดิษฐ์ให้สวยหรู เพราะคำเหล่านี้มีคุณค่าในตัวมันเองหมดแล้ว

คุณมีทักษะการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขนาดไหน แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ส่วนพ่อแม่อยากศึกษาเทคนิคการสื่อสารกับลูกไม่เพียงแค่เรื่องการให้กำลังใจ สามารถเรียนรู้ได้ที่

 

เครดิต

https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/healthyliving/shyness-and-children
https://www.facebook.com/237160756408180/photos/237196586404597
http://taamkru.com/th/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2/
https://www.amarinbabyandkids.com/health/kids-psychiatric-diseases/
Scroll to top