afterschool

สู้เขานะวัยรุ่น..เป็นเด็กไม่รู้จักโตมันก็โอเค

ภาพลูกๆ สวมหูฟัง ตาจ้องโทรศัพท์ ไม่สนใจสิ่งรอบกายภายในบ้านคงเป็นภาพที่คุ้นตาตลอดช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมาของผู้ปกครองหลายท่าน กระตุ้นความรู้สึกขัดใจว่าเจ้าลูกคนนี้จะติดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารนี้อะไรนักหนา โดยไม่เห็นสื่อสารกับใคร มีแต่ยิ้มให้กับภาพการ์ตูนสำหรับเด็กตรงหน้า หรือวิดีโอการแสดงของนักร้องต่างชาติชื่อดัง รวมไปถึงการรัวมือเป็นระวิงให้กับเกมที่เขากำลังอินในขณะนั้นโดยไม่มีเสียงบ่นว่าเหนื่อย เมื่อยออกมาซักแอะ

‘ลูกก็โตแล้วนะ ทำไมยังทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที’ เลยเป็นชุดความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจของผู้ปกครองหลายท่านไม่มากก็น้อย หลายคนกังวลว่าลูกจะเสพและติดสิ่งเหล่านี้มากเกินไปจนพาลให้เสียการเรียนและขาดความรับผิดชอบต่องานบ้านที่ได้รับมอบหมาย เมื่อความกังวลกลายเป็นความไม่พอใจในพฤติกรรมของลูก ผู้ปกครองที่เก็บเรื่องนี้ไปคิดไม่ตกก็ได้แปรเปลี่ยนบ้านที่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสุขเป็นสนามอารมณ์ที่ต้องมีปากมีเสียงกับลูกไม่เว้นแต่ละวัน และอาจเผลอหลุดปากดั่งประโยคข้างต้นที่สร้างความหงุดหงิดให้กับลูกออกไปเพราะคิดว่าจะดึงสติลูกได้

คำถาม คือ เด็กไม่รู้จักโตนั้นใช่คนที่ชอบเล่นเกม ชอบดูการ์ตูนหรือคนที่ชอบติดตามนักร้องไอดอลจริงหรือเปล่า? หรือว่าพฤติกรรมเหล่านี้มันเป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่รู้สึกชอบและเลือกรักสิ่งต่างๆ ได้อย่างอิสระเพียงเท่านั้น วันนี้แอดจึงอยากชวนพ่อแม่มาทำความเข้าใจธรรมชาติกัน

โดยปกติแล้วเด็กน้อยที่เติบโตย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลง 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย, การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สังคมและการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ในวันนี้แอดขอกล่าวถึงเพียงการเปลี่ยนแปลงทางทางจิตใจที่มุ่งไปที่ประเด็นเรื่องความชอบ ความรัก ความพอใจของเด็กวัยนี้

เหตุผลที่ว่าทำไมลูกก็โตแล้ว แต่ทำไมเขายังชอบการ์ตูน ติดเกม บ้าดารานักร้องและต่อให้พ่อแม่ไม่ชอบใจ ออกปากห้ามต่างๆ นานา เขาก็ยังจะชื่นชอบและดูต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อนนั้นมาจากธรรมชาติของวัยรุ่นในหลายๆ ปัจจัยด้วยกันซึ่งสรุปได้เป็น 3 ปัจจัย ดังนี้

ประการที่ 1 วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบความตื่นเต้น ท้าทาย พวกเขามักจะสร้างความตื่นเต้นท้าทายกับการที่กระทำผิดต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางบ้านและกฎของสังคม อย่างกรณีที่พ่อแม่ตั้งกฎไว้ว่าให้เลิกเล่นเกมตามเวลาที่กำหนด แต่เราก็จะเห็นว่าหลายๆ ครั้ง (หรือแทบทุกครั้ง) ที่ลูกๆ ไม่ได้ทำตามกฎข้อนี้เลย

ประการที่ 2 วัยรุ่นมีความต้องการอิสรภาพมาก ไม่ชอบให้พ่อแม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวของเขาและไม่ชอบการโดนบังคับที่เข้มงวดมากเกินไป สังเกตได้จากการที่เขาขอห้องส่วนตัวหรือมีอารมณ์หงุดหงิดเมื่อพ่อแม่ซักถามเหมือนสอบสวนเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไป เป็นต้น

ประการที่ 3 วัยรุ่นรักความยุติธรรมอย่างรุนแรง ถ้ารู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม จะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบทันที ในข้อนี้จะเห็นได้ชัดต่อเมื่อตัวของวัยรุ่นเองไม่ได้รับความยุติธรรม ยกตัวอย่างเรื่องลูกชอบดูการ์ตูน ถึงแม้ว่าคุณคิดว่าเขาโตแล้ว ไม่ควรดูการ์ตูน แต่เขาไม่ได้มองว่าไม่สมควร ไม่ได้มองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องผิดและก็ไม่เข้าใจมากๆ ด้วยว่าคุณจะห้ามเขาดูการ์ตูนทำไม

กล่าวโดยสรุป คือ ความรู้สึกนึกคิดของเด็กวัยรุ่นตอนกลาง (14-16 ปี ) เป็นช่วงวัยที่มีความคิดที่ลึกซึ้ง (abstract) ใฝ่หาอุดมการณ์และค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อความเป็นตัวของตัวเอง และหลีกเลี่ยงความรู้สึกแบบเด็กๆ ที่ต้องคอยพึ่งพาหรืออยู่ในกรอบที่พ่อแม่กำหนดให้พวกเขาจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงทำตามใจตนเองมากกว่าเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่างนั่นเอง

ความเชื่อที่ว่าการชอบอะไรเป็นเด็กๆ ของลูกทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าลูกของตัวเองทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตนั้นยังมีอยู่ซึ่งความเชื่อนี้ยังขัดแย้งกับข้อมูลทางจิตวิทยาของเว็บไซต์ psychologytoday จากบทความ Can You Spot 10 Signs of a Childish Adult? ที่กล่าวถึงสัญญาณทั้ง 10 อย่างที่บ่งบอกว่าลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่จิตใจยังเป็นเด็กนั้นให้สังเกตจากพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

การใช้อารมณ์เป็นใหญ่, คอยกล่าวโทษผู้อื่นแม้ความผิดนั้นเป็นของตัวเขาเอง, โกหกเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน, ตั้งฉายาที่ไม่เหมาะสมให้กับผู้อื่น, หุนหันพลันแล่น พ่นคำพูดร้ายกาจใส่ผู้อื่น, เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นเสมอ, ชอบรังแกเด็กคนอื่นๆ, หลงตัวเองและใช้ความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง, สร้างกลไกป้องกันตัวเองด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าท่า รวมไปถึงไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองจึงไม่ยอมปรับปรุงตัว

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากลูกของคุณยังสามารถให้กำลังใจตัวเองได้ในยามที่เขาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ยังมีความอดทนมากพอแม้จะมีความล่าช้ามาก่อกวนจิตใจ จัดการความเครียดได้ดี มีความเป็นผู้นำ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เพียงเท่านี้เขาก็ถือว่าเป็นเด็กที่น่ารักและมีวุฒิภาวะมากพอแล้ว

ฉะนั้น หากลูกของคุณไม่ได้มีพฤติกรรมเข้าข่าย 10 สัญญาณที่กล่าวไว้ข้างต้น แถมยังมีมุมที่น่าเอ็นดูแบบวัยรุ่นที่รู้จักความก็วางใจได้เลยว่าลูกของคุณนั้นไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้จักโตแล้วล่ะ

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ผู้ปกครองทำใจยอมรับกิจกรรมสุดโปรดของลูกที่คุณมองว่าเป็นการกระทำของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ดูการ์ตูน หรือไปตามติดศิลปินดาราที่ชื่นชอบ แต่ถ้าลองเปิดใจบางครั้งมันอาจจะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับตัวคุณและลูกได้อย่าง 2 บุคคลตัวอย่างต่อไปนี้ก็เป็นได้

  1. ลิซ่าจากวง Blackpink นักร้องเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเริ่มเส้นทางนี้ด้วยการชื่นชอบเพลง K-pop และมีความฝันว่าสักวันจะได้ยืนอยู่บนเวทีในฐานะศิลปิน K-pop ด้วยความพยายาม การไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ประกอบกับแรงผลักดันจาก “แม่” ของเธอที่ไม่ได้ห้ามให้เธอเดินตามความฝัน อนุญาตให้เธอได้ไปร่วมการคัดเลือกเป็นเด็กฝึกค่ายเพลงชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้อย่าง YG Entertainment และได้เป็นนักร้องเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างทุกวันนี้
  2. ปรีชา พรเพชรไพบูลย์ หรือ ลีโอ ผู้เล่นมืออาชีพหรือนักเล่นเกมฝีมือดีจากทีมบุรีรัมย์ อาร์คติควูฟ (แชมป์รายการ Valor Tournament Season 1 และ RoV Guild War Season 1) อดีตเด็กติดเกมที่ยกระดับตัวเองให้เป็นนักเล่นเกมมืออาชีพ เพียงแค่เล่นเกมเขาคนนี้ก็มีรายได้ขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท/เดือนแล้ว เขาเปลี่ยนเสียงต่อต้านจากพ่อแม่ที่หวังให้เขามุ่งด้านวิชาการเป็นเสียงเชียร์ให้กับเขาในทุกๆ แมตช์ที่ลงแข่งด้วยแรงศรัทธาที่ว่าเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระบวกกับความตั้งใจทำให้เขาจึงได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ถึงการเปิดใจจะไม่ได้การันตีว่าลูกของคุณจะประสบความสำเร็จได้เท่ากับ 2 บุคคลตัวอย่างที่แอดกล่าวถึง แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาจะไม่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่เขากำหนดด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่อนาคตของพวกเขา แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตพวกเขาขับเคลื่อนไปได้อย่างมีความสุขเท่านั้นเอง

ลองนึกย้อนดูดีๆ ครับว่าตกลงลูกของคุณไม่รู้จักโตจริงๆ หรือเขาแค่กล้าทำในสิ่งที่รัก โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะอายุเท่าไรหรือต้องแคร์สายตาของใคร เพราะชีวิตคงไม่มีความหมายอะไรถ้าต้องอยู่ในกรอบที่คนอื่นกำหนดไว้ว่าโตแล้วห้ามชอบอะไรเหมือนเด็กๆ ไม่งั้นจะเป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต

คงไม่มากเกินไปใช่ไหมครับ? หากคุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตให้เด็กไม่รู้จักโตของคุณได้มีสนามเด็กเล่นเป็นของตัวเองอีกครั้ง

สุดท้าย หากผู้ปกครองท่านไหนที่อยากทำความเข้าใจกับลูกในประเด็นนี้มากขึ้น แต่ไม่มั่นใจว่าจะเข้าไปคุยกับลูกอย่างไรดีก็ลองทำแบบทดสอบฉบับนี้ดูได้ แบบทดสอบจะช่วยประเมินว่าคุณสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน

นอกจากนี้ ยังสามารถเรียนรู้เทคนิคการพูดคุยสื่อสารกับลูกได้ที่

 

ที่มา

baanjomyutnicfd.cf.mahidol.ac.thpsychologytodayworkpointnewsBlackpink Interviewmatichon, komchadluek

สัมภาษณ์แม่แอ๊ด ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

ปัญหาไม่ช่วยงานบ้านของลูกถือเป็นปัญหาครอบครัวที่ไม่ยิ่งใหญ่ แต่สร้างสีสันชีวิตให้กับมนุษย์แม่เป็นอย่างมาก เพราะเดี๋ยวนี้นอกจากแม่จะออกไปทำงานนอกบ้านตัวเป็นเกลียวแล้วยังต้องกลับมาทำงานบ้านที่เห็นแล้วท้อทุกวันอีก ซึ่งงานบ้านมันไม่ได้มีแค่กวาดบ้าน ถูบ้านแต่ยังมีรายละเอียดยิบย่อยมากมายจนต้องวานคนในบ้านช่วยเหลือ หรือบางท่านอาจจะมองว่าลูกโตแล้ว การฝึกให้รับผิดชอบในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องฝึกกันบ้าง และแน่นอนว่าเรื่องงานบ้านแทบไม่มีใครอยากแตะแล้วเลือกเมินใส่ ไม่ทำหรือบางทีทำแต่ก็ทำพอเป็นพิธีไป

ไม่ต่างไปจากกรณีของคุณแม่แอ๊ดซึ่งมีลูกสาวคนหนึ่งโตพอจะช่วยงานของเธอได้แล้ว แต่ว่าเธอก็ยังทะเลาะกับลูกเรื่องการใช้งานบ้านกันนี่แหละ จนบางครั้งยิ่งใหญ่ขนาดหลุดใช้คำพูดที่รุนแรงออกไปโดยไม่นึกถึงใจอีกฝ่ายว่า “ทำไมมึงทำอย่างนี้ กูเหนื่อยนะ!” (เดือดมาก) แต่ตอนนี้คุณแม่แอ๊ดบอกว่าสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว งั้นเรามาดูกันว่าคุณแม่จัดการเรื่องลูกไม่ช่วยงานบ้านอย่างไร

ปัญหาของคุณแม่กับน้องต้นข้าวเป็นอย่างไร?

ที่บ้านเราจะมีปัญหาเรื่องการให้ลูกเป็นลูกมือช่วยแม่ขายกับข้าวเพราะแม่ขายคนเดียว แม่เลยขอให้เขามาช่วยหลังเลิกเรียนทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งที่น้องต้นข้าว (ลูกสาว) เสนอขึ้นมาว่าต่อไปกลับบ้านคงไม่ได้ออกมาช่วยเลยนะ ขอกลับบ้านมาพักก่อนจนถึง 6 โมงแทน เพราะจะเอาเวลาไปพักผ่อน ทำการบ้านก่อน เราก็เข้าใจแล้วตอบตกลงไป แต่ก็ย้ำกับน้องต้นข้าวว่าพอ 6 โมงก็ต้องลงมาช่วยทันทีเลยนะ

จากที่เล่ามาดูเหมือนว่าจะมีข้อตกลงที่ดีกับทั้งสองฝ่ายแล้วมันยังมีปัญหาอีกเหรอ?

มีค่ะ เพราะพอแม่ยอมให้น้องลงมาตอน 6  โมงเย็นแล้ว แต่เป็นน้องเองที่ทำตามที่พูดไมได้ ยกตัวอย่างเช่นตอนนั้นแม่ดูนาฬิกา มันถึง 6 โมงเย็นแล้ว เราก็จะเรียกน้องลงมาช่วย น้องได้ยินนะ แต่ว่าไม่ขานรับ เราเลยเรียกซ้ำ ครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งที่สามก็แล้ว ไม่มีการตอบกลับจนเรียกซ้ำบ่อยๆ อารมณ์ของแม่มันก็เริ่มขึ้น บางทีเรายุ่งมากด้วยจนเผลอหลุดขึ้นมึงขึ้นกูใส่น้องเลยค่ะว่า “ทำไมมึงทำอย่างนี้ กูเหนื่อยนะ!”  สุดท้ายก็เลยทะเลาะกัน

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็มีฝั่งที่แม่เป็นต้นเหตุเหมือนกันค่ะ เวลาน้องต้นข้าวลงมาช่วยแม่จะมีบ้างที่เราชอบใช้น้องแบบไม่ครบให้จบในทีเดียว เพราะเราก็ลืมบ้าง เลยบอกน้องซ้ำไปว่า “แม่ลืมอันนี้ไป ลูกไปซื้อให้แม่หน่อย” ซึ่งก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ จนบางครั้งน้องก็โมโหพูดใส่เราว่า “ทำไมไม่ใช้ทีเดียวเลยล่ะ” มันก็เลยเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน

สิ่งเหล่านี้มันเลยทำให้คุณแม่ตัดสินใจสมัครเข้ามาร่วมรายการใช่ไหมครับ?

ใช่ค่ะ เพราะแม่คิดว่ารายการนี้น่าจะมีทางออกให้ ช่วยแนะนำที่เราคิดไม่ถึงว่าเราต้องทำอย่างไรถึงจะปรับความเข้าใจกับลูกได้

แล้วพอได้มาออกรายการคุณหมอแนะนำคุณแม่ในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

สำหรับกรณีของแม่ คุณหมอบอกว่าให้ชมลูกบ้าง เพราะบางทีลูกก็ต้องการคำชมจากเรา เพราะก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยชมน้องเลย ถึงแม้น้องจะเป็นคนที่เรียนเก่งมากแค่ไหน แม่ก็ไม่เคยแสดงออกด้วยคำชมหรือกอดน้องเลย น้องชอบเอาคะแนนสอบมาอวด แม่ก็ตอบไปแค่ “อื้ม!” แล้วก็จบไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดีใจนะ จริงๆ เราก็มีความรู้สึกอยู่ข้างในอยู่แล้ว แค่ไม่ได้แสดงออกมา คุณหมอเลยแนะนำให้ปรับตัวเองในเรื่องนี้มากขึ้น

หลังจากที่รู้ว่าวิธีแก้ต้องปรับที่ตัวเรา ไม่ใช่ลูก คุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือมีเสียงต่อต้านในใจไหม

ไม่ค่ะ แม่เห็นด้วยกับหมอนะ คิดว่าเราก็น่าจะปรับตัวกับวัยรุ่น เพราะน้องก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่บางทีเราอารมณ์ร้อนเกินไป แม่ก็คิดว่าคุณหมอพูดจาดี ชี้ช่องทางให้เห็นจริงๆ ว่ามันมีทางออกที่แก้ปัญหานี้ได้ เพราะว่าแม่ไม่เคยชมลูกเลยอย่างที่หมอพูด

แล้วหลังจากวันที่เปิดใจกันแม่ยังทำตามที่หมอบอกอยู่ไหม?

ทำอยู่ค่ะ แต่ยอมรับว่ายังไม่ได้ทำได้ดีเยี่ยมถึง 100 เปอร์เซนต์ แต่เราก็พยายามเต็มที่ พวกเรายังมีทะเลาะกันบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ว่าไม่ถึงกับรุนแรง เราสามารถดึงสติตัวเองกลับมาได้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่พอขึ้นแล้วมันจะไปเลย

ผลลัพธ์มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนหรือเปล่า?

แม่ว่าดีขึ้น ทั้งบรรยากาศในบ้านและแม่รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองปลดล็อก จากที่เราตกอยู่ในภวังค์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่พอไปเจอคุณหมอปุ๊บ มันโล่งใจ เหมือนกับคุณหมอช่วยเปิดทางให้เราว่าเราต้องพยายามเข้าใจน้อง เพราะสำหรับแม่วัยรุ่นเข้าใจยาก แต่ถึงอย่างนั้นแม่ว่าการใช้อารมณ์ของน้องต้นข้าวเวลาเผชิญหน้ากันก็ลดลงเหมือนกันนะ เพราะน้องเคยอารมณ์ร้อน แค่ไปสะกิดปุ๊บก็ขึ้นเหมือนแม่เลย ต่างคนต่างขึ้นมันเลยไปกันใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้คือดีขึ้นแล้ว เพราะพวกเราก็พยายามปรับตัวเข้าหากันทั้งคู่

สิ่งสำคัญที่จะไม่ทำให้ครอบครัวอื่นมีปัญหาเหมือนคุณแม่คืออะไร?

เรื่องอารมณ์ เพราะว่าเป็นคนใจร้อน ก็อยากบอกพ่อแม่ที่เป็นเหมือนกันว่าให้ลดเรื่องอารมณ์โมโหลง เพราะว่าน้องกำลังอยู่ในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น มีอารมณ์ร้อนก็เป็นเรื่องธรรมดา บางทีต่างคนต่างอารมณ์ร้อน มาเจอกันก็ทะเลาะกันทันทีซึ่งมันไม่ส่งผลดีแน่นอน เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าลูกเราเป็นเด็กก้าวร้าวหรือเปล่า?น

เรื่องสำคัญอีกอย่าง คือ การเปิดใจ ถ้าเรามีเรื่องอะไรในใจก็ให้เผยออกมา ไม่ต้องเก็บไว้ในใจทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูก มันจะทำให้เราช่วยกันแก้ไข และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้พ่อแม่เข้าหาก่อนเพราะบางทีลูกก็กลัวว่าบอกแม่แล้วแม่จะด่าไหมหรือบอกแล้วจะมีใครช่วยหรือเปล่า การที่พ่อแม่เริ่มก่อนมันจึงทำให้ลูกอุ่นใจที่จะบอกกับเราเมื่อมีปัญหา

รู้สึกยังไงที่ได้มาร่วมรายการนี้?

รู้สึกดีใจเพราะเหมือนตัวเองได้ปลดล็อกตัวเองหลังจากที่ล็อกมานาน ได้ระบายความในใจให้คุณหมอฟังและคุณหมอก็เปิดทางสว่างให้เรา บางทีเราไม่รู้ว่าคำพูดนิดเดียวทำให้ลูกรู้สึกแย่ได้ ขอบคุณคุณหมอ ขอบคุณรายการที่ทำให้เราได้รับเทคนิคดีๆ มันทำให้เราได้พูดคุยกับลูกหลายๆ อย่างซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยพูดแต่เราก็ได้พูด มันก็เลยทำให้แม่รู้สึกว่าโชคดีที่เราได้ไปรายการนี้

อยากฝากอะไรถึงคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นบ้าง?

อยากให้ดูรายการรอลูกเลิกเรียนเพราะมีประโยชน์มากๆ เพราะปัญหาครอบครัวมันมีหลายเรื่องจริงๆ บางทีเราก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแต่ก็เป็น บางเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สำหรับเด็กมันคือเรื่องใหญ่ รายการนี้จะช่วยให้พ่อแม่รู้สึกดีขึ้น เข้าใจลูกมากขึ้น ได้เปิดใจคุยกันมากขึ้นค่ะ

เรื่องไม่ช่วยงานบ้านอาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็สร้างปัญหาให้ผู้ปกครองกับลูกทะเลาะกันได้ ซึ่งเหตุผลหลักๆ มาจากการใช้คำพูดที่รุนแรงจนกระทบจิตใจของอีกฝ่ายจนทะเลาะ คืนดีกัน ทะเลาะกันใหม่จนกลายเป็นปัญหาสะสมได้

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้ดีหรือไม่

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

สัมภาษณ์น้องต้นข้าว ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ต้องทำงานบ้าน เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มอบหมายให้ลูกทำงานบ้านก็ตั้งใจจะฝึกให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเห็นเสียงบ่นปนหงุดหงิดว่าลูกไม่ช่วยทำงานบ้านอยู่เสมอ

วันนี้แอดก็เลยถือโอกาสคุยกับน้องต้นข้าว เด็กสาวที่แม่บอกว่าไม่ค่อยช่วยทำงานบ้าน เรียกให้ลงมาช่วยงานก็ไม่ยอมขานกลับจนต้องขึ้นเสียงใส่ เราลองมาดูกันสิว่าทำไมเด็กวัยรุ่นคนนี้ถึงโดนแม่ตัวเองมองว่าไม่ช่วยงานล่ะ

ทำไมก่อนหน้านี้หนูถึงไม่ค่อยได้ช่วยแม่ทำงานบ้าน?

จริงๆ ไม่ใช่ว่าหนูไม่ช่วยงานแม่ แต่ตอนที่ขึ้น ม.2 งานมันเยอะขึ้นมาก มีทั้งโครงงาน ทั้งการบ้าน เรียกได้ว่าอยู่โรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว กลับมาบ้านก็ยังต้องช่วยแม่อีก กว่าจะเก็บร้านก็ 4 ทุ่มแล้ว หนูแทบไม่มีเวลาทำการบ้านเลย ถ้าทำก็ทำเสร็จตอนเที่ยงคืน วันถัดไปก็ตื่นสายไปโรงเรียนไม่ทัน โดนพ่อด่าอีก หนูไม่โอเคก็เลยขอแม่ช่วยงานหลัง 6 โมงเย็นแทนซึ่งแม่ก็ยอมรับข้อเสนอหนู

ดูเหมือนตกลงกันได้แล้ว แล้วปัญหาอยู่ที่ตรงไหนครับ

เอาจริงๆ แล้วเหมือนว่ามันจะดีขึ้นนะคะ แต่หนูก็ยังทะเลาะกับแม่เรื่องนี้เหมือนเดิมทั้งเรื่องที่แม่เรียกหนูแล้วหนูไม่ตอบ ความจริงแล้ว เวลาที่อยู่บนบ้านแล้วแม่ตะโกนเรียกหนูจากข้างล่าง บางครั้งหนูก็ขานแล้วแต่แม่ไม่ได้ยินหรือบางทีน้องของหนูก็หลับอยู่หนูเลยไม่อยากตะโกนกลับไป กลัวน้องตื่นซึ่งพอหนูไม่ขานปุ๊บมันก็กลายเป็นประเด็นว่าแม่เรียกหลายรอบแล้ว ทำไมยังไม่ตอบซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราทะเลาะกันค่ะ

ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยๆ คือ การที่แม่ชอบใช้หนูถี่ๆ อย่างเช่นแม่ชอบใช้ไปซื้อของไม่พร้อมกันทั้งๆ ที่มันสามารถสั่งทีเดียวแล้วหนูก็ออกไปทีเดียวแล้วกลับมาบ้านได้ แต่อันนี้คือหนูต้องเดินไป-กลับร้านค้า 2-3 รอบบ่อยครั้งเลยค่ะ

เวลาที่แม่ใช้ให้ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน หนูรู้สึกอย่างไร

รู้สึกหงุดหงิดค่ะ เหมือนบางทีแม่ใช้ให้ไปล้างแก้วหน่อย เรากำลังหยิบตะกร้าแก้ว แม่ก็พูดว่าเดี๋ยวไปล้างจานด้วยนะ ยังไม่พอก็ใช้เราไปเด็ดกะเพราด้วยนะ หนูก็เลยขึ้นก็เลยตะคอกกลับไปว่า “ตกลงจะให้ทำอะไรก่อน!!” แม่ก็จะตะคอกกลับเลยว่า “เออ ไม่ใช้แล้ว เดี๋ยวกูทำเอง” มันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยๆ จนบางครั้งหนูรู้สึกน้อยใจมากๆ เพราะคำพูดของแม่จนบางครั้งหนูก็เลือกที่จะเดินมานั่งเงียบๆ ไม่ทำตามที่แม่บอก แต่บางครั้งก็ทำตามเพราะไม่อยากให้แม่โกรธ แต่ก็จะเป็นการทำตามคำสั่งแบบทำไปก็น้อยใจไป

แต่ในเมื่อต้องทำงานด้วยกันอยู่ทุกวัน หนูกับแม่คืนดีกันอย่างไร

มันมีหลายอย่างค่ะ บางทีก็เป็นหนูที่เป็นฝ่ายขอโทษแม่ก่อนหรือบางทีแม่ดุๆ อยู่ก็หลุดขำออกมาเองเพราะเราเล่นตลกใส่ บางครั้งต่างฝ่ายต่างขอเวลาไปนั่งสงบสติอารมณ์สักพักหนึ่งก็คืนดีกันแล้ว เราไม่ได้โกรธกันนานค่ะ

แต่มันก็ไม่ได้ว่าจะเป็นเรื่องดีนะคะเพราะว่าหนูก็ยังรู้สึกค้างคาบ้าง เพราะเราต้องยอมแม่เกือบตลอดเลย สิ่งที่แม่ทำชอบทำให้หนูคิดว่า “ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้วะ เราไม่ได้ผิดไม่ใช่หรอ” แต่เราก็ต้องยอมแม่เพราะแม่เถียงเก่ง ยกตัวอย่างเช่น แม่เป็นคนเอาสายชาร์จพ่อไปวางไว้ที่หน้าห้องน้ำแล้วพ่อก็ตามหา พอเจอก็ถามว่าใครเอาไปวางในที่ที่ไม่ใช่ที่เก็บของมัน แม่ก็โทษหนูว่าหนูเป็นคนทำ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ พ่อก็มาด่าหนู พอหนูบอกว่าแม่ไม่ใช่หรอที่เอาไปวาง แม่ก็จะว่าๆ หนูก็ต้องยอมค่ะ

ถ้าดูจากรายการเราจะเห็นหนูกับแม่เปิดใจคุยกันเรื่องนี้ โดยปกติแล้วได้คุยกันแบบนี้บ่อยไหม?

ตอนก่อนออกรายการ ไม่มีการพูดเปิดใจเลย แต่พอเปิดใจกันวันนั้นหนูก็รู้สึกว่าหนูเข้าใจแม่มากขึ้นว่าแม่ทำแบบนั้นทำไม ทั้งการที่แม่ชอบตะคอก ชอบใส่อารมณ์และดูเหมือนว่าแม่ไม่มีเหตุผล ทั้งหมดนั้นมันเป็นเพราะว่าแม่เหนื่อยและพอเราตะคอกกลับไปมันก็ยิ่งทำให้แม่ที่เหนื่อยอยู่แล้วอารมณ์ขึ้นมากกว่าเดิม มันก็เลยทำให้หนูเข้าใจแม่และเสียใจที่เมื่อก่อนหนูเลือกเถียงแม่กลับไป

พอเปิดใจระหว่างกันและกันแล้ว หนูรู้สึกอย่างไร

รู้สึกดีที่ได้ปลดปล่อย เพราะเราได้บอกให้แม่เข้าใจในมุมของเราและได้ขอโทษแม่ด้วย หนูบอกแม่ไปว่าที่ทำแบบนั้นไปบางทีมันเป็นแค่อารมณ์ขึ้น ไม่ได้ตั้งใจพูด ตอนพูดไม่ได้คิด และหลังจากไปออกรายการก็ได้เคลียร์กันเพิ่มขึ้น เราก็สัญญากับแม่ว่าเราจะพยายามไม่ตะคอกแม่และไม่หงุดหงิดใส่แม่แล้ว ส่วนแม่ก็บอกหนูว่าแม่ก็จะพยายามใช้งานหนูทีละอย่างและก็ไม่ค่อยใช้อารมณ์กับหนูเหมือนกันค่ะ

พอให้สัญญาใจกันแล้ว แม่ยังใช้หนูถี่เหมือนเดิมหรือเปล่า?

ไม่ค่ะ เดี๋ยวนี้แม่เปลี่ยนไปเลย อย่างเวลาที่หนูล้างแก้วอยู่ แม่ก็จะพูดว่า “เดี๋ยวล้างแก้วเสร็จแล้วค่อยไปล้างจานนะลูก” แม่เปลี่ยนคำพูดซึ่งมันดูนุ่มนวล ชัดเจนและเหมือนกับว่าแม่เข้าใจหนูมากขึ้น ยอมรับเลยว่าหนูก็รู้สึกดีค่ะ คิดว่าทุกอย่างมันต้องดีขึ้น ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

เปอร์เซ็นต์ที่เหลือมันคือเรื่องอะไร

เวลาหนูถามเรื่องงานของแม่บางทีแม่ก็ไม่ยอมตอบ แม่จะพูดกับเราว่าขี้เกียจตอบ สมมติถามว่าลูกค้าคนนี้กับอีกคนสั่งข้าวกี่กล่อง หนูจะได้ใส่ถุงได้ถูก แบบถ้าเขาสั่งสามกล่องหนูจะได้ใช้ถุงใหญ่ แต่แม่ก็จะไม่ตอบ ถามครั้งที่สองว่าอันนี้กี่กล่อง แม่ก็ยังไม่ตอบ พอครั้งที่สามหนูก็ต้องขึ้นเสียงว่า “แม่! อันนี้! กี่กล่อง!!” แม่ก็จะตอบกลับมาว่า “จะถามอะไรนักหนา เดี๋ยวกูบอกเองแหละ” พอเป็นแบบนี้ก็จะทำให้มีปากมีเสียงกันแล้ว แต่เราก็คิดว่าเข้าใจแม่มากขึ้น เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยทะเลาะกัน บางทีที่ทะเลาะก็จะมีการยิงมุกตลกเข้าไปเผื่อสถานการณ์มันจะดีขึ้นซึ่งมันก็ดีขึ้นจริง บรรยากาศที่กำลังจะเดือดก็ผ่อนคลายลง แม่ก็จะหลุดขำเราประมาณนี้ค่ะ

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่แม่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ให้หนูไปส่งข้าวค่ะ แม่ก็บอกว่าไปส่งข้าวให้แม่หน่อยนะ พอส่งเสร็จแล้วก็แวะกินน้ำปั่นได้เลย ช่วงนี้แดดมันร้อนแม่เข้าใจ หนูก็รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ เพราะปกติแล้วแม่จะไม่ค่อยให้หนูไปกินน้ำพวกนี้ แม่ชอบว่ามันแพง กินไปก็อ้วน แต่เดี๋ยวนี้คืออนุญาตให้เรากินเลยก็เลยรู้สึกดีกับแม่ขึ้นไปอีกค่ะ

อยากฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันบ้าง

อยากจะบอกทุกคนว่าถ้ามีปัญหากับพ่อหรือแม่ก็อยากให้เปิดใจคุยกันดีๆ โดยไม่ต้องใช้อารมณ์ อยากให้คุยด้วยเหตุผล ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องคุยทุกเรื่องให้มันดูเครียดไปหมด หากได้เปิดใจกับแม่มากขึ้นก็จะสามารถเข้าใจเขาได้หลายๆ อย่างเลยล่ะ

พอได้คุยกับน้องต้นข้าวก็ทำให้รู้เรื่องว่าการสื่อสารที่ดีในครอบครัวมันครอบคลุมกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านจริงๆ เพราะถ้ามองเผินๆ เรื่องการรับผิดชอบงานบ้านกับเรื่องการสื่อสารกันดูไม่น่าเกี่ยวข้องกันได้ แต่กลับกลายเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ลูกรู้สึกอยากทำหรือไม่อยากทำตามคำสั่งของพ่อแม่ได้เลย

พ่อแม่ท่านใดที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องช่วยงานบ้านได้ดีขนาดไหน?

ติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

ไม่ช่วยงานบ้าน = ขี้เกียจ?

ไม่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ลูกคนนี้ขี้เกียจจริงเหรอ?

ปัญหาลูกไม่ช่วยงานบ้านเป็นปัญหาสุดฮิตระดับตำนาน ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีสักครั้งที่พ่อแม่จะบ่นใส่ลูก ไม่ว่าจะเป็นบอกให้ลูกไปล้างจานอย่างนุ่มนวลครั้งที่หนึ่ง ลูกก็เงียบใส่ ไม่เป็นไรเอาใหม่ บอกไปล้างจานครั้งที่สอง อ้าว เมินกันเฉย ไม่ทนแล้วนะเพิ่มความดังให้สุดเสียงแล้วตะโกนออกไปว่า “มาล้างจานได้แล้วโว้x!!” เชื่อสิว่าต้องมีจะปรี๊ดแตกกันบ้าง แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะเมื่อลูกเจอไม้นี้ก็จะยอมทำตามแต่โดยดี แม้บางทีจะไม่เต็มใจก็ตาม

แอดมินก็เข้าใจว่าแม่ทุกคนเหนื่อยกับการพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ แบบนี้ทุกวัน แต่อยากให้คุณแม่มั่นใจได้เลยว่าคุณไม่ได้เหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียวอย่างแน่นอน เพราะทางฝั่งของลูกก็ไม่น้อยหน้า เขาก็มีมุมเหนื่อยๆ ที่พ่อแม่ไม่รู้อยู่เหมือนกันครับ

หน้าที่หลักเด็กไทย คือ เรียนเยอะ

นอกเหนือไปจากเรื่องงานบ้านแล้ว สิ่งที่เรื่องที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญไม่แพ้กันนั้น อันดับหนึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเรียนอย่างแน่นอน

หากใครได้เห็นข้อมูลนี้ของ UNESCO อาจคิดไปไกลได้ว่าเด็กไทยคงเป็นประเภทคลั่งเรียนทีเดียว เพราะข้อมูลระบุว่าเด็กนักเรียนไทยอายุ 9-13 ปีมีจำนวนชั่วโมงเรียนมากที่สุดในโลก เป็นเวลา 1,200 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้นับเฉพาะที่เรียนในโรงเรียนเท่านั้น ยังไม่นับรวมเวลาเรียนพิเศษอื่นๆ อีก

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทราบชั่วโมงเรียนพิเศษที่แน่ชัด แต่ว่ารายละเอียดของเรื่องเรียนไม่ได้หยุดอยู่แต่ที่โรงเรียนกับที่เรียนพิเศษเท่านั้น เพราะเมื่อเด็กกลับมาบ้านเขายังต้องทำการบ้านของแต่ละวิชาที่คาดเดาไม่ได้ว่าวันนี้จะต้องใช้เวลาทำมากหรือน้อยแค่ไหนจนต้องโต้รุ่งไปถึงเช้าเลยไหม

ถือว่าเด็กไทยเรียนเยอะไม่ใช่เล่นๆ มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่าทำไมเด็กถึงได้งอแงไม่อยากทำงานบ้าน

หน้าที่รอง คือ งานบ้านที่พ่อแม่ไม่รักษาคำพูด

เรียนหนักแค่ไหนก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการเฉยใส่งานบ้าน เพราะลูกก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวและงานบ้านก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ลูกรู้จักรับผิดชอบมากขึ้นได้ มันจึงเป็นการดีที่ผู้ปกครองจะสนับสนุนให้ลูกทำ แต่รู้หรือไม่อะไรที่อยู่เบื้องหลังการปฏิเสธการทำงานบ้านของลูก คำตอบนั้นก็คือการไม่รักษาคำพูดของพ่อแม่

โดยปกติแล้วแต่ละบ้านก็จะมีการตกลงว่าใครทำหน้าที่อะไรเป็นกิจจะลักษณะอยู่แล้ว แต่เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ลูกงอแงไม่ยอมทำนั้น ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่มันคือการที่พ่อแม่สั่งนอกเหนือจากข้อตกลงที่ได้ให้กันไว้ เด็กเลยต่อต้านพ่อแม่ด้วยการเลือกไม่ทำตามคำสั่งไปเลย เนื่องจากพลังของการรักษาคำพูดนั้นมีคุณค่ากับจิตใจลูกไม่น้อย ทั้งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อใจเพื่อประครองความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับลูก ในทางตรงกันข้ามหากผิดสัญญาพ่อแม่ก็จะกลายเป็นคนที่ลูกไม่ให้ความเชื่อถือ คาดเดาไม่ได้และลูกจะรู้สึกไม่ไว้ใจ

ฉะนั้น ผู้ปกครองควรรักษาคำพูดต่อพวกเขาด้วยการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนและไม่ไปก้าวก่ายข้อตกลงที่ให้ไว้กับลูก

การที่เราไม่ขอความร่วมมืออะไรกับลูกเลยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเหมือนกัน เพราะถือเป็นต้นตอการผลิตเด็กที่ขาดระเบียบวินัย ความรับผิดชอบและความมุมานะพยายามในการทำสิ่งต่างๆ และเมื่อเด็กไม่ได้ถูกกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ถูกทางก็อาจจะทำให้โตไปเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอนาคตได้ ซึ่งไม่ดีแน่ถ้าคนๆ นั้นจะเป็นลูกของเราเอง

ฉะนั้น การปลูกฝังให้ลูกรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองยังเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ควรชัดเจนว่าลูกต้องรับผิดชอบส่วนไหนและไม่ควรก้าวก่ายความรู้สึกดีๆ ของลูก หากเขาเลือกจะปฏิเสธในวันที่ขอร้องให้เขาช่วยงาน นอกเหนือหน้าที่ที่เขาได้รับ

แต่หากมีกรณีจำเป็นต้องวานลูกนอกเหนือจากหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบจริงๆ เราก็พอมีเทคนิคดีๆ มาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เช่นกันครับ โดยเรานำเทคนิคนี้มาจากรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกไม่ช่วยงานบ้านที่ได้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กอย่างแพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์มาเผยเคล็ดลับสุดยอดที่จะทำให้ลูกช่วยงานเราได้อย่างไม่ฝืนใจกันครับ

  1. ถ้าลูกมีอะไรมาอวดก็ควรพูด ชม

บางครั้งการที่เราหวังอยากได้ความรักจากใครเราก็ควรจะให้เขาก่อน อย่างคำชมก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย หากเราจะหยิบยื่นความรู้สึกดีๆ ให้ลูกออมไว้เป็นกระปุกแห่งความภูมิใจไว้แล้วเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือจากลูก มันก็จะไมเหลือความรู้สึกตะขิดตะขวงใจในการให้ความช่วยเหลือเราในครั้งนี้

  1. อย่าลืมพูด I messageหรือประเด็นหลักที่อยากให้ลูกทำ

ย้ำกันอีกครั้งว่าการขอความช่วยเหลือเรื่องานบ้านจากลูกไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำ แต่เราต้องเน้นไปที่ประเด็นหลักที่อยากให้ลูกช่วย ไม่ใช่ให้คำพูดทำร้ายความรู้สึกเป็นของแถมเมื่อลูกปฏิเสธ เช่น “เออ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ เดี๋ยวกูทำเอง” คำพูดมอบพลังลบ ใครฟังก็คงไม่อยากทำกันใช่ไหม? ลองเปลี่ยนเป็นการอ้อนอย่าง “ช่วยแม่หน่อยนะลูก แม่ทำไม่ทันจริงๆ” ถ้าเป็นอย่างนี้..ก็ไม่เป็นการยากที่คนฟังจะให้ความช่วยเหลือกับผู้พูด

  1. สะท้อนให้ลูกรู้ว่าเรานี่แหละเข้าใจเขามากที่สุด

การสะท้อนความรู้สึกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำก่อนที่จะวานให้ลูกช่วยทำงานต่างๆ เป็นเหมือนการสร้างและสะสมความรู้สึกดีๆ ให้กับลูกและเมื่อวันไหนที่เราต้องการความช่วยเหลือจากเขา มันก็จะเป็นเรื่องง่ายดายในทันทีเพราะลูกจะทำด้วยความเต็มใจ

ตัวอย่างการสะท้อนความรู้สึก คือ การพูดสิ่งที่เราสังเกตเห็นจากตัวลูก เช่น หากเราสังเกตเห็นว่าลูกมีความกังวลใจเรื่องเรียน เราอาจจะบอกเขาว่า “แม่เข้าใจที่ลูกกังวลเรื่องการเรียนนะ แต่ลูกไม่ต้องเครียดมาก ทำตัวสบายๆ ไม่ต้องกดดันตัวเองนะลูก มีอะไรก็บอกแม่ได้” เพียงเท่านี้ลูกก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่คุณมีให้และอาจส่งผลให้เขาช่วยเหลือคุณในอนาคต

ถึงตรงนี้แล้วยังมองว่าการที่ลูกไม่ช่วยทำงานบ้านมาจากสาเหตุที่ลูกขี้เกียจอย่างเดียวอยู่ไหม?  ผู้ปกครองท่านไหนที่เพิ่งทราบหรือมองเห็นว่าความเหนื่อยต่างหากที่ทำให้ลูกไม่ช่วยเราก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ เพราะเราจะได้รู้ว่าอาจเป็นที่คุณและลูกสื่อสารกันน้อยเกินไปจึงทำให้ไม่รู้ความในใจของกันและกันมากนั้น

พ่อแม่ท่านไหนที่อยากรู็ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกได้ดีพอหรือไม่โดยเฉพาะเรื่องการขอให้ลูกช่วยทำงานบ้าน

พ่อแม่ท่านใดอยากศึกษาเรื่องการสื่อสารกับลูกรวมถึงเทคนิคการพูดคุยกับลูกแบบนี้ได้ที่

ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

รายการ  “รอลูกเลิกเรียน Afterschool” ตอนที่ 2 ภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของแม่แอ๊ดกับน้องต้นข้าว

ทุกวันหลัง 6 โมงเย็น แม่แอ๊ดจะขอให้น้องต้นข้าวมาช่วยขายของ เนื่องจากที่บ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง มีหลายครั้งที่ต้นข้าวลงมาไม่ตรงเวลาจนขึ้นเสียงทะเลาะกันยกใหญ่

น้องต้นข้าวบอกกับแม่เสมอว่ากลับมาจากโรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะทำการบ้าน ดูแลน้อง ช่วยแม่ขายอาหาร ชีวิตวัยรุ่นทำไมมันเหนื่อยอะไรขนาดนี้!

ร่วมลุ้นไปกับภารกิจ “คุยกับลูกให้ช่วยงานบ้าน” ไปดูพร้อมกันว่าแม่แอ๊ดจะทำภารกิจได้สำเร็จหรือไม่?

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

รู้ไหม?..ความอายมันน่ากลัว

รวม 5 “โรคกลัว” ที่มาจากคนไม่กล้าแสดงออก

‘โรคกลัวเข็ม’ ‘โรคกลัวกระเทียม’ ‘โรคกลัวเนเธอแลนด์’ ‘โรคกลัวการลืมตาข้างเดียว’ ฯลฯ ตัวอย่างเล็กๆ ของสารพัดโรคกลัวแปลกๆ ที่คุณอาจคิดว่าไม่น่ามีใครเป็นกัน แต่เป็นไปแล้ว อาการกลัวสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกเรียกว่า Phobia

โรคกลัวหรือ Phobia เป็นโรคทางจิตเวชที่ผู้ป่วยมีความกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผลเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกกลัวจึงพยายามหลีกเลี่ยง ไม่พาตัวเองเข้าไปในสภาพแวดล้อมแบบนั้นอีก

ถึงแม้ว่าโรคกลัวจะเกิดจากความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล แต่วันนี้เราได้รวบรวมโรคกลัวเรื่องแปลกๆ 5 โรคที่มีที่มาจากอาการเขินอายหรือคนที่ไม่กล้าแสดงออกครับ เราลองมาทำความรู้จักกับทั้ง 5 โรคนี้ด้วยกันดีกว่า

โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia)

โรคกลัวการเข้าสังคม คือ โรคที่ผู้ป่วยจะรู้สึกวิตกกังวลหรือเกรงกลัวต่อหนึ่งหรือหลายสถานการณ์ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การพูดต่อหน้าคนจำนวนมากหรือการออกไปกินข้าวนอกบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ พวกเขาจะมีความคิดในแง่ลบต่อตัวเอง ผู้อื่น คิดว่าผู้คนที่จ้องมองมาคอยจ้องจะจับผิดและวิจารณ์ทุกครั้งซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบในการใช้ชีวิต การทำงานและการศึกษาเป็นอย่างมาก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคนี้คือความเขินอาย การได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก รวมไปถึงการถูกพ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมหรือถูกบังคับ

ส่วนวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้กับตัวเอง เริ่มได้จากการเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง เข้าสังคมบ่อยๆ ฝึกพูดในที่สาธารณะ หากมีเวลาว่างอาจลองสมัครเข้าคอร์สฝึกพูดก็จะมีประโยชน์กับตัวเราเองไม่น้อยเลย

โรคกลัวตัวเองทำได้ไม่ดีพอ (Atelophobia)

โรคกลัวตัวเองทำได้ไม่ดีพอ คือ โรคที่ผู้ป่วยกลัวความไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เข้าใจง่าย ลองจินตนาการถึงคนที่กว่าจะสร้างผลงานออกมาได้สักชิ้นต้องใช้เวลานานสองนาน ทำแล้วลบใหม่ แก้แล้วแก้อีกเป็นสิบๆ รอบ พอใจในผลงานตัวเองยาก คนแบบนี้แหละที่เป็นโรคกลัวตัวเองทำได้ไม่ดีพอ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ อยู่ในครอบครัวที่มีการแข่งขันสูงตั้งแต่วัยเด็กทำให้ติดเป็นนิสัยว่าต้องชนะ ต้องเป็นที่หนึ่งและต้องไม่ผิดพลาดจนมีความวิตกเสมอว่าสิ่งที่จะทำจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด และเมื่อใดที่ผลไม่เป็นดั่งใจคิดคนกลุ่มนี้ยิ่งรู้สึกว่าล้มเหลวอย่างรุนแรง เกิดความเครียดและอาจส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมา

การรักษาแบ่งออกเป็น 3 ทางเลือก ได้แก่ การบำบัดรักษาโรคกลัวตามแนวทางการหยั่งเห็น, การบำบัดรักษาโรคกลัวตามแนวทางพฤติกรรมบำบัดและการรักษาด้วยยา

โรคกลัวสถานที่สาธารณะ (Agoraphobia)

โรคกลัวสถานที่สาธารณะเป็นโรคที่กลัวสถานที่ใหม่ๆ และสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เช่น การต่อแถวเข้าคิวในธนาคาร, การเดินทางหรือที่โล่งแจ้งต่างๆ ไม่เพียงแต่สถานที่ที่มีคนจำนวนมากเท่านั้น ในห้องคับแคบก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกลัวได้ เพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัย การควบคุมสถานการณ์ไม่ได้และอึดอัดใจทำให้ผู้ป่วยมักหลีกเลี่ยงการไปสถานที่เหล่านี้ หมกตัวอยู่ในบ้าน ไม่กล้าออกไปไหนเป็นปีๆ

ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพียงแต่คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า, เคยใช้สารเสพติด, เคยประสบกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ อย่างเช่น คนใกล้ตัวเสียชีวิตนั้นมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง นอกจากนี้ โรคนี้ยังเกิดกับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า

วิธีการรักษาสามารถทำได้โดยการพบแพทย์เพื่อรับการทำจิตบำบัด, รับประทานยาคลายกังวลและยาต้านอาการซึมเศร้า รวมถึงปรับพฤติกรรมให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ เป็นต้น

โรคกลัวการทำงาน (Ergophobia)

โรคกลัวการทำงาน ไม่ใช่โรคที่เกิดจากคนเกียจคร้าน แต่เป็นโรคที่ผู้ป่วยรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น การกลัวตกงาน, กลัวทำงานออกมาไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้ เช่น การไปพบลูกค้าหรือการนำเสนองานเจ้านายหรือความกังวลต่างๆ มากมายที่อยู่ในบรรยากาศของการทำงาน ผู้ป่วยมักจะกลัวและกังวลไปหมด

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคนี้อาจเกิดจากการได้รับประสบการณ์ในการทำงานที่ไม่ดี เช่น ถูกไล่ออก, ถูกเพื่อนร่วมงานล้อเลียนจนอับอาย นอกจากนี้ ยังเกิดได้จากสถานการณ์อื่นที่ไม่ได้มาจากที่ทำงาน เช่น การออกไปรายงานหน้าชั้นเรียนในวัยเด็กที่ไม่น่าจดจำก็ส่งผลให้หวาดกลัวการนำเสนองานต่อหน้าหัวหน้างานได้เช่นกันและหากไม่รีบรักษาอาการนี้ก็เป็นไปได้มากที่จะส่งผลเสียให้กับผู้ป่วยโรคนี้

ส่วนวิธีการรักษา ได้แก่ การรับประทานยา การรับทำจิตบำบัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือทำคู่กันไปทั้งสองอย่างได้

โรคกลัวการตัดสินใจ (Decidophobia)

โรคกลัวการตัดสินใจเป็นโรคของผู้ตามชั้นดี เพราะผู้ป่วยเป็นโรคนี้ไม่สามารถชั่งน้ำหนักหรือประเมินข้อดีหรือข้อเสียต่อสิ่งต่างๆ ได้ เมื่อถึงคราวที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเองกลับทำไม่ได้ ต้องอาศัยผู้อื่นตัดสินใจให้เสมอ

สาเหตุหลักๆ ของคนเป็นโรคนี้เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ไม่เคยถูกกระตุ้นให้ต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองเลย ผู้ปกครองจะเป็นคนที่ตัดสินใจให้เสมอ รวมถึงปมในอดีตที่เคยตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองแล้วพลาดเลยส่งผลให้ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองอีก

ส่วนวิธีแก้ไข คือ การรับทำบำบัดจากแพทย์หรือนักบำบัดโรคกลัว การสะกดจิตหรือเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึกๆ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจต้องรับยาเพื่อลดความวิตกกังวลของตัวเองลง

ถ้าเรามองเผินๆ คงคิดว่าคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกหรือมีอาการเขินอายคงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่จุดเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อมันเริ่มเกาะตัวรวมกันมากขึ้นก็แทบเป็นรอยด่างขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลามากในการลบ ฉะนั้น การเรียนรู้ที่จะไม่อายก็เป็นสิ่งที่น่าเปิดใจและอาจจะดียิ่งกว่า ถ้าส่งต่อคำแนะนำดีๆ เหล่านี้ให้แก่คนที่คุณรัก

แต่ถ้าลูกของคุณเป็นคนขี้อาย ไม่ได้ร้ายแรงขนาดขั้นเป็นโรคกลัว ลองชวนลูกของท่านมานั่งดูรายการรอลูกเลิก เรียน ตอน ลูกขี้อายด้วยกันที่

นอกจากนี้ การสื่อสารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่มีส่วนช่วยให้ลูกกล้าแสดงออกมากขึ้น ดังนั้น หากผู้ปกครองยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกอยู่ในระดับดีเพียงใด แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

 

 

ที่มา:

honestdocs , www21.ha.org.hk , health.kapook.com ,  pobpad.com , pantip.com , th.wikipedia.org , medicinenet.com , bustle.com , immafatcat.blogspot.com

“กำลังใจจากครอบครัว” สำคัญขนาดไหน?

แค่รอยยิ้มพ่อแม่ ลูกก็ไม่อยากยอมแพ้

สังเกตเหมือนกันไหมครับว่าข่าวเด็กสู้ชีวิตมักมีกำลังใจเล็กๆ ซ่อนอยู่เสมอ

ไม่ต่างจากข่าวนี้ที่แอดมินเจอมาเลย มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเล็กๆ หนึ่งครอบครัวที่ไม่ได้เพียบพร้อมด้านทรัพย์สินเงินทอง อีกทั้งกำลังสำคัญอย่างแม่ของบ้านก็ป่วยหนักจนทำให้เสาหลักตกอยู่ที่พ่อเพียงคนเดียว ลูกสาวของบ้านจึงตัดสินใจทำงานช่วยพ่อหาเลี้ยงครอบครัวไปพร้อมๆ กับการเรียนที่เด็กคนนี้ก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ

มันน่าสนใจตรงที่ว่าพ่อไม่เคยชมน้องต่อหน้าเลยสักครั้ง แต่น้องก็ยังทำหน้าที่ของเขาได้เป็นอย่างดี เพราะกำลังใจที่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็น “รอยยิ้ม” ของพ่อแม่ของเขานั่นเอง วันนี้เราจึงได้เชิญนักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ คุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต มาขยายความเรื่องกำลังใจจากพ่อแม่นั้นสำคัญกับลูกขนาดไหน (อ่านข่าวฉบับเต็ม https://mgronline.com/news1/detail/9620000023219)

การให้กำลังใจลูกเมื่อครอบครัวประสบวิกฤติที่ต้องร่วมกันฝ่าฟันมีความสำคัญอย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่นผมยังไม่อยากให้มองไปถึงการให้กำลังใจเมื่อครอบครัวประสบภาวะวิกฤติ ขอยกตัวอย่างปัญหาทางด้านการเงินละกัน บางครั้งพ่อแม่เลือกที่จะแบกรับภาระเหล่านี้ไว้แค่สองคน โดยไม่มีใครปริปากพูดความจริงนี้ให้คนในบ้านรับรู้แล้วตัดสินใจใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไป ไม่ว่าจะคิดว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นหรือว่าตอนนี้ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายนี้ไหวอยู่

แต่อะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นดั่งใจคิด สถานการณ์ทางบ้านไม่ได้ดีขึ้น พ่อแม่เริ่มรับมือไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากบอกลูกว่าช่วยปรับตัวหน่อย ปัญหามันก็เกิดขึ้นตรงนี้สิ ลูกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปรับตัว เพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับครอบครัว ดังนั้น ขั้นตอนแรกเมื่อบ้านเข้าสู่วิกฤติคุณต้องคุยกับคนในบ้านให้เข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และมีมาตรการจัดการกับปัญหานี้ร่วมกันอย่างไรบ้าง ลูกจะได้ไม่ช็อก ปรับตัวได้ทัน ตอนนี้แหละที่ครอบครัวจะให้กำลังใจกันและกัน อดทนฟันฝ่าวิกฤติร่วมกันต่อไป

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครอบครัวจะประสบปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็กอย่างเรื่อง “ความขี้อาย” ของลูกการได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ คุณคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่?

สำคัญมากๆ คนเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ยากให้คนที่รักให้กำลังใจกันอยู่แล้ว มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองพิเศษขึ้นมานะ แต่เมื่อลองสังเกตวัยรุ่นดีๆ แล้วจะพบว่าเขาจะติดเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เพราะเขาสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาทั้งหมดแทบจะเป็นเชิงบวกเสมอ แตกต่างจากที่บ้าน เพราะส่วนมากจะเป็นการพูดคุยเชิงลบมากกว่าทำให้เด็กกดดันแล้วไม่อยากพูดอะไรด้วยเลย

แต่ในบางครั้งการที่ลูกขี้อายมากๆ จนไม่กล้าทำอะไรเองเลย มันอาจสร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้ปกครองได้ไม่ใช่เหรอ?

ตรงนี้คงต้องถามย้อนกลับไปว่าการที่ลูกจะเป็นอย่างนี้ มันเกิดจากการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ที่มีมาตั้งแต่เด็กๆ หรือเปล่า ถ้ายกตัวอย่างเด็กที่ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองเลย เช่น ไปซื้อของเอง ไปสั่งกับข้าวกินเองไม่ได้ ต้องคอยให้พ่อแม่สั่งให้เสมอนั้น มันก็คงมาจากการที่เขาเคยถูกเลี้ยงดูมาอย่างไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรเองเลยตั้งแต่เด็กๆ แต่พอโตขึ้น ผู้ปกครองก็คิดว่าเด็กมันโตแล้ว ควรทำอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว อยู่ดีๆ ก็บอกให้เขาไปสั่งอาหารเอง คิดว่าลูกจะทำได้หรือไม่? คำตอบ คือ “ยาก” ที่ลูกจะทำตาม เพราะลูกเองก็คาดหวังให้พ่อแม่ทำให้เหมือนเดิม ต่างกลับแม่ที่คาดหวังกับลูกในสิ่งที่ไม่เคยสอน มันเลยเป็นสิ่งที่ยากที่ลูกจะทำอะไรได้ด้วยตัวเองนั่นแหละ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมขี้อายของลูกก็สามารถแก้ไขได้ เพียงต้องอาศัยการฝึกฝนและเวลาให้ลูกได้เรียนรู้ซึ่งในขั้นตอนแรกๆ ผู้ปกครองจะช่วยเขาทำก่อน เปิดทางให้เขาสบายใจแล้วค่อยปล่อยให้เขาได้ลองทำด้วยตัวเอง เช่น ถ้าลูกอยากกินเครป คุณอาจจะไปบอกคนขายว่าสั่งเครป 1 อัน แล้วให้ลูกบอกคนขายว่าจะเอาไส้อะไรด้วยตัวเอง เป็นต้น

คำพูดแบบไหนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกโดยที่เขาไม่กดดันเกินไป?

ไม่ยากเลย แค่พูดว่า “ลูกทำได้ เชื่อแม่สิ ลูกของแม่เก่งอยู่แล้ว”

แล้วคำพูดแบบไหนที่ไม่เหมาะจะใช้กับลูกในสถานการณ์เดียวกันนี้?

“ของแค่นี้เอง ยังทำไม่ได้อีกหรอ” “ของแค่นี้ทำไมไม่กล้าพูด” คำว่า “ของแค่นี้เอง..” “เรื่องแค่นี้เอง..” มันเป็นการคาดคั้นและบีบบังคับให้ลูกกระทำอะไรสักอย่าง โดยที่เขาไม่พร้อมหรือเต็มใจทำ แต่ถามว่าทำไหม เขาทำแน่เพราะด้วยความกลัวหรือเกรงใจพ่อแม่ แต่การบังคับไม่ได้ช่วยให้เขาพัฒนาเรื่องความกล้าแสดงออกมากขึ้นเลย ทางที่ดีเปลี่ยนจากการพูดแบบบังคับให้เป็นการชักชวนให้เขาทำจะส่งผลดีกว่า เพราะลูกจะทำและทำด้วยใจของเขาเอง บางครั้งแม้ไม่บอกก็ลงมือทำได้ด้วยตัวเองก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญเหมือนกัน

จากเนื้อหาข่าวมีส่วนหนึ่งที่น้องพลอยบอกว่า “รอยยิ้ม” ของพ่อแม่เป็นกำลังใจที่สำคัญให้กับเขา ทางจิตวิทยาแล้วการที่พ่อแม่ยิ้มให้ลูกมีผลมากหรือไม่?

รอยยิ้ม ท่าทางหรือน้ำเสียงมีส่วนสำคัญอย่างมาก บางครั้งก็สำคัญกว่าคำพูดซะอีก ลองจินตนาการตามว่าผมเป็นพ่อ คุณเป็นลูก สมมติผมชมคุณว่า “เก่งจังเลย ทำดีแล้ว” แต่มีน้ำเสียงเรียบเฉย สีหน้าไม่ได้แสดงออกถึงความดีใจแม้แต่น้อย คุณจะรู้สึกหรือสัมผัสได้ว่าผมชมคุณไหม? (ผู้เขียน : ไม่ครับ) ฉะนั้น การให้กำลังใจของพ่อแม่ก็ต้องมีความจริงใจและซื่อตรงกับลูกเสมอ เพราะคนฟังเขาดูออก

สมมติว่าผู้ปกครองนำคำแนะนำที่ได้ไปใช้แล้วไม่ได้ผล เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าลูกไม่ชอบกับวิธีการเหล่านี้?

แน่นอนว่าการให้กำลังใจตามที่บอกไปนั้น อาจใช้กับลูกไม่ได้ทุกคน เพราะการเลี้ยงลูกแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน คุณลองคิดดูว่าถ้าเมื่อก่อน คุณไม่เคยชมเขาเลย อยู่ดีๆ ก็มาชม ลูกก็อาจจะสงสัยว่าคุณกินยาอะไรผิดไปหรือเปล่า เมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้ มาถึงตรงนี้ คุณจะต้องอดทนต่อพฤติกรรมต่อต้านของลูกสักระยะและอย่าลืมชมเขาต่อไปให้ลูกใช้เวลาได้ซึมซับบรรยากาศใหม่ๆ เหล่านี้ พร้อมกับอธิบายให้เขาเข้าใจว่าที่คุณทำไปเพราะอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองตามคำแนะนำของหมอเพื่อที่จะเป็นแม่ของลูกในเวอร์ชันที่ดีขึ้น หวังว่าลูกจะเข้าใจนะ เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์แม่ที่น่ารักกับลูกขี้อายแล้ว

กำลังใจ คือ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก ดังนั้น ผู้ปกครองพอมองออกหรือยังครับว่ากำลังใจสำคัญไฉน? ^^

นอกจากการให้กำลังใจลูก การสื่อสารที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจเทคนิคการสื่อสารกับลูกในสถานการณ์ต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้ที่

สัมภาษณ์น้องลิลลี่ ตอน ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

“ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง มันใช่เหรอ~!!” แอดมินอุทานเสียงสูงหลังจากที่รู้ว่ามีคนที่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง แต่ว่ามันมีคนแบบนั้นจริงๆ นะ น้องลิลลี่-นาถลดา อ่อนละม้าย อดีตเด็กประถมที่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง ต้องวานแม่สั่งให้เสมอ แต่ขอบอกเลยว่าตอนนี้น้องกล้าสั่งเองแล้วนะจ๊ะ หลังจากมาร่วมถ่ายทำรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน เด็กไม่มั่นใจในตัวเองกับพวกเรา อะไรที่ทำให้น้องลิลลี่สั่งอาหารด้วยตัวเองขึ้นมาแล้วที่มาของการไม่กล้าสั่งนี้มาจากไหน ตามมาดูได้ที่บทสัมภาษณ์ของน้องลิลลี่กันเลย!!

ทำไมหนูถึงไม่กล้าสั่งอาหารด้วยตัวเองล่ะ?

มันเริ่มมาจากการที่หนูสั่งข้าวผิดแล้วไม่กล้าท้วงแม่ค้าค่ะ เพราะในใจลึกๆ หนูกลัวโดนเขาว่า แบบที่ทำมาไม่ถูกเพราะหนูสั่งผิดต่างหากไม่ใช่เขาที่ทำผิดไปมันเลยทำให้หนูยอมกินข้าวที่ไม่ได้สั่งมาตลอด แล้วพอโดนว่าหนูก็จะรู้สึกอายๆ ค่ะ ต่างจากเวลาที่มีแม่อยู่ หนูแค่บอกแม่ว่าอยากกินอะไร แม่ก็สั่งให้หนูได้ตามที่หนูอยากกินทั้งหมด หนูคิดว่ามันดีกว่าที่ไม่ต้องโดนด่าและได้กินของที่ต้องการด้วย

แล้วเวลาที่แม่ไม่อยู่ หนูทำยังไงบ้าง?

จริงๆ หนูก็กล้าสั่งเป็นบางอย่างนะคะ ถ้าเป็นร้านที่สนิทด้วยก็จะกล้า แต่ถ้าไม่สนิทเลยก็จะให้แม่สั่งให้เป็นประจำหรือไม่ก็ถ้ามีเพื่อนหรือน้องอยู่ใกล้ๆ ก็จะพาพวกเขาไปเป็นเพื่อน ก็คือต้องมีคนอยู่ด้วยหนูถึงจะกล้าพูด กล้าสั่ง เพราะรู้สึกสบายใจ ถ้าไม่มีใครอยู่ด้วยมันจะรู้สึกเหงาๆ ไม่กล้าสั่งเลย

หลังจากการถ่ายทำรายการแล้วหนูกล้าแสดงออกมากขึ้นแล้วหรือยัง?

กล้ามากขึ้นแล้ว โดยสาเหตุหลักๆ ก็มาจากแม่เลยค่ะ อย่างที่บอกคือหนูเป็นคนไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้า เวลาหนูอยากกินอะไรก็ฝากแม่เป็นคนกลางให้เสมอ ทีนี้มีครั้งหนึ่งที่แม่ปรี๊ดแตกแล้วตะคอกใส่หนูว่า “จะกินก็ไปสั่ง ถ้าไม่สั่งก็ไม่ต้องกิน!!” จุดนี้แหละยิ่งทำให้คนที่ไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว พาลไม่สั่ง ไม่กินอะไรเลยค่ะ มีอาการงอนแม่นิดๆ ปนมาด้วย ถึงแม้แม่จะมาง้อหนูหลังจากนั้น ถามหนูว่ายังอยากกินอยู่ไหม หนูก็บอกเขาเลยว่าไม่เอา ไม่อยากกินแล้วประมาณนี้ค่ะ

แต่พอออกรายการปุ๊บแม่ก็เริ่มๆ เปลี่ยนไป มันไม่ใช่หนูเป็นฝ่ายบอกแม่แล้วว่าหนูอยากกินอะไรบ้าง แต่เป็นแม่ที่ถามหนูเองว่าอยากกินอะไรไหม หนูก็บอกสิ่งที่อยากกินกับเขาไป บางครั้งแม่ก็จะสั่งให้เอง บางครั้งแม่ก็บอกว่าลองทำดู สรุปว่าหนูก็กล้าสั่งเองนะคะพอแม่ไม่ตะคอกใส่หนู มันเหมือนกับว่าความกังวลของหนูมันลดลง มันก็เลยทำให้หนูกล้าสั่งอาหารกินเอง

คิดว่ารายการมีส่วนช่วยให้แม่ของหนูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม?

คิดว่ามีค่ะ เพราะคุณหมอวิก็แนะนำวิธีการคุยกับลูกให้แม่ ทีมงานของรายการก็ช่วยคุยกับแม่ให้ว่าไม่ต้องดุอะไรหนูขนาดนั้น หนูสังเกตได้เลยว่าแม่ดีขึ้น พูดจากับหนูอ่อนโยนขึ้น

หนูรู้สึกอย่างไรกับแม่ในเวอร์ชั่นที่ดุ VS แม่เวอร์ชั่นอ่อนโยน?

เวลาแม่ดุแล้วแม่น่ากลัว แม่เป็นคนไม่ค่อยง้อใคร แต่หลังจากที่แม่ใจดีแล้ว เวลาหนูบอกว่า แม่อยากกินอันนี้ แม่ก็บอกไปซื้อสิ หนูก็บอกแม่ว่าไม่กล้า แม่ไปซื้อให้หน่อย แม่ก็จะโอเค ไปซื้อให้ก็ได้ แม่ก็ไปซื้อให้

อย่างที่หนูบอกว่าพอออกรายการแล้วมันทำให้หนูกล้าแสดงออกมากขึ้น หนูคิดว่ามันส่งผลต่อหนูอย่างไร?

ก็ดีค่ะ มันทำให้หนูคิดได้นะคะว่าถ้าหนูไม่มั่นใจในตัวเอง หนูก็จะไม่กล้าทำอะไรเลยซึ่งมันต้องส่งผลเสียกับหนูแน่ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องสั่งอาหารแล้วหนูก็ไม่ได้กินสิ่งที่หนูชอบอย่างเดียวนะคะ อย่างเรื่องเรียน ตอนนี้หนูก็เริ่มฝึกไปพูดหน้าห้องแล้วนะคะ แต่ถ้าหนูไม่ออกไปพรีเซ้นต์งานหน้าห้อง ยังมัวแต่ไม่กล้าเหมือนเมื่อก่อน บอกครูว่าให้เพื่อนไปพูดแทนได้ไหม หนูก็คงจะยังไม่กล้าอยู่เหมือนเดิมและคะแนนก็ไม่ได้คะแนนแบบนี้

ตอนออกไปพรีเซ้นต์งานเป็นอย่างไรบ้าง?

วันนั้นพรีเซ้นต์งานกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ค่ะ แบ่งพูดเนื้อหารายงานกับเพื่อนอีกคนคนละครึ่งค่ะ ตอนออกไปพูดก็จะมีเพื่อนบางคนที่ขำบ้าง แต่ในใจหนูก็คิดแต่ว่าต้องทำให้สำเร็จค่ะ ไม่งั้นครูจะไม่ให้คะแนน ถึงวันนั้นจะพรีเซ้นต์ไม่ได้ดีเท่าไรแต่หนูก็ทำได้สำเร็จนะคะ

หนูคิดว่ารายการนี้มีส่วนให้หนูกล้าแสดงออกมากขึ้นไหม เพราะอะไร?

มีค่ะ เพราะหลังจากออกรายการ แม่ก็จะคอยบอกตลอดเวลาว่าต้องทำให้ได้และคอยแนะนำหนู อย่างตอนที่เราไปกินข้าวหรือไปซื้อของด้วยกัน แม่ก็จะบอกว่า ไปจ่ายเถอะ ต้องทำให้ได้นะ ไม่งั้นโตไปแล้วจะช่วยเหลือตัวเองได้ยังไง ซึ่งน้ำเสียงของแม่ไม่ได้ดุมากเลย กำลังดี ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ฟังแล้วรู้สึกกลัว

รู้สึกอย่างไรที่ได้ออกรายการนี้?

รู้สึกดีใจ เพราะว่าได้ออกรายการแม่ก็จะชอบแซวว่าได้ออกรายการเนาะ เดี๋ยวคนเค้าก็รู้จักเพิ่มขึ้นหรอก นอกจากนี้ แม่ยังเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยที่เมื่อก่อนเวลาอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา แม่ก็จะยังไม่พูด ไม่สนใจหนู แต่หลังจากออกรายการก็กลายเป็นว่าแม่พูดกับหนูมากขึ้น มีการเล่นมุกอะไรกันด้วยทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเลย กว่าจะได้คุยกันก็ต้องเป็นเรื่องจริงจังเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ คือ หนูเข้าไปถามแม่ว่าหนูสวยไหม  แม่ก็ตอบว่าสวย แล้วก็ถามต่อว่าแม่รักหนูไหม ร๊ากกก หนูก็ดีใจแล้วก็เขิน มันเลยทำให้หนูกล้าเข้าไปคุยกับแม่มากขึ้นด้วยค่ะ

คำถามสุดท้ายครับ ล่าสุดสั่งอะไรมากิน?

ข้าวกะเพราหน่อไม้ที่โรงเรียนค่ะ ไปกับเพื่อนนะคะ แต่หนูสั่งกินเองค่ะ ^^

ระหว่างที่ได้คุยกับน้องลิลลี่มันทำให้แอดมินมีข้อสงสัยเรื่องหนึ่งผุดอยู่ในหัวตลอดเวลาเลยว่านี่เหรอ คนที่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง เพราะน้ำเสียงสดใสและคำพูดคำจาฉะฉานทำให้แอดจินตนาการไว้ผิดไปหมดเลย มันก็คงเป็นอย่างที่น้องบอกล่ะว่าพอแม่ทำให้น้องคลายกังวลลงได้ มันก็ทำให้น้องกล้าสั่งอาหาร กล้าทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสื่อสารที่ดีภายในบ้านนั้นสำคัญจริงๆ

หากใครยังไม่ได้ดูรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง ก็ตามไปดูพร้อมกันที่

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกในเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเองได้ดีหรือไม่นั้น แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

สุดท้าย อย่าลืมนะครับว่าการสื่อสารที่ดีสร้างความสุขให้ครอบครัวได้จริงๆ

สัมภาษณ์แม่จิ๋ว ตอนลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

ถ้าอยู่ดีๆ มีคนมาบอกให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนหนึ่งคน คุณจะทำไหม?

คุณแม่ท่านนี้เลือกทำแบบไม่มีเงื่อนไขเลยหลังจากได้เข้าร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนของเรา เธอบอกกับเราว่าเธออยากลองเป็นคุณแม่ที่เข้าใจลูกเหมือนกับได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจเขา เป็นผู้ฟังคนโปรดของลูกที่ไม่ว่าลูกมีเรื่องดีหรือร้ายก็เลือกจะเล่าให้ได้ฟังเสมอ คุณแม่ท่านนี้ชื่อว่า จิ๋ว-พิชชาภา ประชารักษ์ คุณแม่ที่เคยดุมาก ชอบพูดตรงๆ รำคาญก็บอกว่ารำคาญ แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปแล้วเพราะว่าลูกคนที่เธอบอกว่ารำคาญนักหนานั่นแหละ มาดูกันว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก

คุณแม่คาดหวังอะไรก่อนที่จะสมัครเข้าร่วมรายการกับเรา?

ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะไม่คิดว่าเรากับลูกมีปัญหารุนแรง แต่พอครอบครัวเราได้รับคัดเลือก ได้เข้าไปคุยกับหมอจริงๆ ความคิดพี่ก็เปลี่ยนไป จากที่คิดว่าเรากับลูกไม่ได้ทะเลาะกัน แค่ชอบงอนกัน สักพักก็หายแล้วคุยกันตามปกติ แต่หมอบอกว่าไม่ใช่ ลูกต้องมีอะไรในใจ แต่ไม่กล้าบอกแม่ซึ่งพอเราทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพี่กับลูก มันก็จริงอย่างที่หมอว่าทุกอย่างลูกจะไม่ค่อยเข้าหาเรา ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน เราเลยเริ่มคาดหวังว่าจะได้เทคนิคดีๆ ไปใช้เลี้ยงลูก เราอยากเข้าไปนั่งในใจลูกให้ได้

คุณหมอให้เทคนิคอะไรกับคุณแม่บ้าง?

ด้วยความที่พี่เป็นคนที่ชอบวีนใส่ลูก คุณหมอก็เลยให้เทคนิคการพูดกับลูก หมอบอกว่าก่อนที่จะวีนใส่ลูก ลองนึกถึงความดีของลูก เพราะมันจะช่วยให้เรามองปัญหาที่กำลังเผชิญเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยแล้วค่อยๆ บอกความรู้สึกของเราให้ลูกเข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไรแทนการวีน

อย่างกรณีของลูกพี่เป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเองเวลาอยู่แปลกที่แปลกถิ่น คุณหมอก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเด็กบางคน ฉะนั้น พี่ควรจะบอกความรู้สึกกับลูกไปว่า “ที่แม่ดุหนูเป็นเพราะว่าแม่เป็นห่วงเรื่องไม่มั่นใจในตัวเองแบบนี้” แล้วพยายามพูดเชิงชักชวนให้ลูกลองทำก็ถือเป็นการสื่อสารให้ลูกรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อเขา

วิธีที่คุณหมอบอกมันเป็นการให้คุณแม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่ให้ลูกเปลี่ยน คุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือมีเสียงต่อต้านในใจไหม?

ไม่มีค่ะ เพราะพี่ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าอยากให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนที่ตัวเราก่อน เมื่อเราลดทิฐิแล้วเข้าหาลูกก่อน ความสัมพันธ์มันก็จะต้องดีขึ้นแน่นอนจึงทำตามที่หมอบอก

หลังจากรายการออกคุณแม่ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ไหม?

ยังใช้อยู่นะคะ แต่ยอมรับว่าบางครั้งเราก็เผลอดุใส่น้อง แต่พอรู้สึกตัวเราก็บอกให้เขาเข้าใจว่าที่เราดุไปเพราะเป็นห่วงกลัวเขาไม่กล้าซึ่งน้องเขาก็เข้าใจและเราสังเกตได้ว่าน้องมีพัฒนาการด้านความกล้ามากขึ้น เดี๋ยวนี้เขากล้าสั่งเมนูที่อยากกินด้วยตัวเองบ่อยๆ แล้วนะ อย่างตอนนั้นน้องบอกอยากกินโกโก้ไข่มุก เราก็จะบอกว่าหนูก็เดินไปซื้อสิ เดี๋ยวแม่ยืนรอตรงนี้ ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าหรอก เราบอกว่าเดี๋ยวเดินไปเป็นเพื่อนแล้วสั่งเองนะ เขาก็โอเค พอพักหลังมาบอกเขาว่าให้หนูเดินไปซื้อเองเลย แม่จะรออยู่ตรงนี้ เขาก็ทำได้ ค่อยๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับน้องดีขึ้นหลายอย่างเลยนะ เรื่องแรก คือ น้องจะเข้าหาเรามากขึ้น เข้ามากอด มาหอม บอกว่ารักแม่ตลอดเลย อย่างที่สองไม่เจ้าอารมณ์เหมือนเมื่อก่อนที่พอเราพูดแรงไป เขาก็พูดแรงกลับ เช่น เวลาพี่บอกว่ารำคาญตอนที่เขาเข้ามาใกล้ๆ เขาก็จะตอบกลับมาว่า “เออ ไปก็ได้” ด้วยอารมณ์โมโห

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าจากโรงเรียนให้พี่ฟังทุกวัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยบอกอะไรพี่ รวมถึงความมั่นใจเพิ่มขึ้น อย่างที่บอกว่าไปไหนก็เลือกของเอง จ่ายตังค์เอง ซื้อเองได้ แม่แค่ยืนรออยู่ห่างๆ หรือช่วยออกความเห็นว่าเลือกของชิ้นไหนดีทำนองนี้มากกว่า

มีเทคนิคที่คุณหมอแนะนำไหนที่ใช้ ไม่ได้ผล กับครอบครัวคุณแม่บ้างหรือเปล่า?

ไม่มีนะคะ ทุกอย่างได้ผลหมดแต่มีบางอย่างมันไม่ได้ผลทันทีเท่านั้นเอง เพราะน้องยังเด็กและบางครั้งเขาก็มีอาการต่อต้านบ้าง เช่น เราบอกให้เขาไปหุงข้าว เขาก็ยังไม่ทำทันที บอกเราว่าแป๊บนึงนะแม่ เวลาผ่านไปซักพัก เราเห็นเขาไม่ทำ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ลุกไปหยิบหม้อกะจะหุงข้าวเอง เขาก็รีบมาแย่งหม้อข้าวไปแล้วหุงให้เราเรียบร้อยเลย

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

แม่คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ทั่วๆ ไปก็รู้ว่าการใส่อารมณ์กับลูกมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะเขาจะจดจำการกระทำของพ่อแม่แล้วทำตาม ทั้งกับเราและผู้อื่นได้ ถ้าเกิดเราอยากให้ลูกเปลี่ยน คุณต้องเปลี่ยนที่ตัวคุณก่อน เพราะว่าคุณคือตัวอย่างของลูก ถ้าเกิดคุณพูดดีกับลูก ลูกก็จะพูดดีกับคุณ คุณใส่อารมณ์กับลูก ลูกก็ใส่อารมณ์กับคุณเหมือนกัน มันก็คือการสะท้อนกลับซึ่งกันและกันค่ะ

รู้สึกดีใจ เพราะได้รับเลือกมาออกรายการแสดงว่าครอบครัวของเรามันต้องมีอะไรพิเศษอยู่ และอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ดีใจที่เราได้เทคนิคการเลี้ยงลูกดีๆ จากคุณหมอมาใช้เลี้ยงลูกโดยตรงเลย เพราะเรามั่นใจได้เลยว่าถ้าไม่ได้ไปอัดรายการนี้ ไม่ได้ไปคุยกับคุณหมอ ไม่ได้เรียนรู้เทคนิคการพูด การสื่อสารกับลูกก็คงยังเป็นสภาพเดิมอยู่ ที่ชอบใส่อารมณ์กับลูก ไม่พอใจก็วีน ซึ่งแน่นอนว่าลูกก็คงจะยังเป็นเหมือนเดิมที่ไม่มีความมั่นใจ เราก็อดห่วงไม่ได้

ไม่ใช่แค่เฉพาะเคสของแม่เคสเดียว มันมีเคสอื่นๆ รวมกัน 10 เคส ที่จะเผยปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่นในเรื่องที่แตกต่างกันไป แต่เป็นปัญหาที่ไม่ว่าครอบครัวไหนที่มีลูกวัยนี้ต้องเจอเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าปัญหาเรื่องไหนจะชัดเจนมากที่สุดเท่านั้นเอง

เราเลยเชื่อว่าถ้าพ่อแม่ได้ดูทั้ง 10 เคส รับรองเลยว่าสถาบันครอบครัวจะอบอุ่น จะดีมาก มีความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีกันมากๆ มั่นใจว่าต้องเป็นอย่างนั้นค่ะ

ใครว่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครสักคนจะทำให้คนที่ยอมเปลี่ยนเป็นฝ่ายที่เสียใจไม่ได้แล้วนะ เพราะตลอดการสนทนากับคุณแม่จิ๋วนั้นแอดรับรู้ได้ว่าคุณแม่มีความสุขที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกมันดีขึ้น แค่นำเทคนิคการสื่อสารที่ดีไปปรับใช้กับลูกเท่านั้นเอง

คุณก็สามารถนำเรียนรู้เทคนิคดีๆ จากรายการไปใช้ได้เช่นกัน

ถ้าคุณอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ไม่ไหวบอกไหว!!

ไม่ไหวบอกไหว!! ความมั่นใจของลูกพ่อแม่นี่แหละต้องขุดมันขึ้นมา

อาการตุ้มๆ ต่อมๆ ตอนที่ครูสุ่มเรียกชื่อนักเรียนให้ตอบคำถามทีละคน หรือแม้การแสดงท่าทีเลิ่กลั่กเสมอเวลาที่ต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่ แต่กลับเพลิดเพลินและมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ อย่าง การนอนอยู่บ้านเฉยๆ ดูทีวี เล่นแชทกับเพื่อน ทั้งหมดนี้เป็นอาการ “ขี้อาย” ของเด็กๆ ที่เราสามารถเห็นได้ทั่วไป แต่ว่าถ้าเจ้าเด็กขี้อายคนนี้ดันกลายเป็นลูกของเราซะนี่ เชื่อว่าพ่อแม่ร้อยทั้งร้อยก็คงกังวลไม่น้อยเลยล่ะ

ลักษณะของ เด็กขี้อาย

วิธีสังเกตเด็กขี้อายไม่ได้ดูจากบุคลิกภาพของเขา แต่ดูออกได้จากท่าทางต่างๆ ที่เขาแสดงออกมามากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การเหลือบมองแล้วหลบสายตา ชอบจ้องมองพื้นเป็นประจำ สงวนท่าทีดูไม่เป็นธรรมชาติ เลิ่กลั่กและลังเล ส่วนการพูดก็พูดเสียงเบา ไม่เจื้อยแจ้ว ไม่ช่างเจรจาฉอเลาะกับใครเท่าไรนัก

ระดับความขี้อายก็แตกต่างกันไปอีก เด็กบางคนไม่ชอบการอยู่รวมกลุ่มก็เลือกที่จะไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนเด็กบางคนที่ปรับตัวได้ช้าไม่ได้หมายความว่าไม่อยากมีกลุ่มเพื่อน แต่ขอเวลาทำใจสักหน่อยก็สามารถปรับตัวได้ในที่สุดและเข้าร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีอาการขี้อายมากๆ จะหลบเลี่ยงการพบปะกับสังคมและมักจะถูกแยกออกจากกลุ่ม อาการขี้อายจึงอาจเป็นปัญหาที่น่าวิตกในกรณีที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อน ครู และบุคคลอื่นๆ ในสังคม

เหตุใดลูกแม่ถึง ขี้อาย

ลูกขี้อายมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือ
1. พื้นฐานนิสัยและอารมณ์ของเด็กเองเป็นสิ่งที่มีติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด แบ่งได้เป็น 4 แบบ คือ
1.1 เด็กปรับตัวง่าย เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เก่ง อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ยิ้มง่าย สมาธิดี ไม่ซนมาก
1.2 เด็กปรับตัวยาก คุณพ่อคุณแม่อาจเหนื่อยหน่อยเพราะเป็นเด็กที่มีนิสัยตรงข้ามกับเด็กเลี้ยงง่ายเลยลูกจะกินนอนไม่เป็นเวลา  หงุดหงิดง่าย  งอแงเก่ง                    อารมณ์ไม่คงที่และที่สำคัญไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดุคอยเตือนอยู่เสมอ
1.3 เด็กปรับตัวช้า พื้นฐานนิสัยและอารมณ์ข้อนี้แหละที่อยู่ในเด็กขี้อาย เพราะเด็กกลุ่มนี้จะขี้กังวล ทำอะไรแต่ละอย่างคิดหน้าคิดหลังก่อนเสมอจนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายถึงเข้ากับคนอื่นได้
1.4 เด็กนิสัยผสม บอกตรงๆ ว่าเด็กประเภทนี้ ผู้ใหญ่คงดูออกยากนิดนึง เพราะเขาจะทำอะไรตามอารมณ์เสมอ บางครั้งก็ปรับตัวได้  บางครั้งก็มีความกังวลให้ได้เห็นหรือบางทีก็หงุดหงิดง่ายซะงั้น

2.สิ่งแวดล้อมของเด็กซึ่งมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่าเลี้ยงเขามาแบบไหน ในกรณีเด็กขี้อายมาจากการเลี้ยงดูแบบไม่ให้อิสระกับเด็ก มักจะออกคำสั่งอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ฟังความเห็นของลูกเลยจึงทำให้ลูกไม่กล้าคิด กลัวผิด ไม่กล้าตัดสินใจจนกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง

ถ้ายังอาย ลูกจะ อด อะไรบ้าง

ปัญหาของการไม่กล้าแสดงออกของลูกอาจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกของคุณอาจพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตได้เหมือนกัน ฉะนั้น เราลองมาดูกันว่าถ้าลูกเราเข้าสู่วัยรุ่นแล้วยังขี้อายอยู่ เขาจะพลาดโอกาสดีๆ อะไรบ้าง

  1. ลดโอกาสในการพัฒนาและฝึกทักษะการเข้าสังคม
  2. มีเพื่อนน้อย
  3. ลดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีความสนุกสนานและการแข่งขันที่ต้องร่วมเล่นกับผู้อื่น เช่น การกีฬา, การเต้น, การแสดงและการเล่นดนตรี
  4. ลดคุณค่าในตัวเอง มีความพึงพอใจในตัวเองต่ำและเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น
  5. ลดความสามารถในการตัดสินใจ
  6. มีระดับความกังวลสูง
  7. มีการแสดงออกทางร่างกายว่าเขินอายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการหน้าแดง, พูดติดอ่างและตัวสั่นเทา

เปลี่ยนจาก อายให้กลายเป็น กล้า

ถึงลูกจะขี้อายแต่พ่อแม่อย่าหมดหวัง มันมีวิธีการแก้ไขอยู่

จากรายการรอลูกเลิกเรียนตอนล่าสุดของเรา แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่าการแก้อาการขี้อายของลูกนั้นเป็นไปได้และพ่อแม่ก็เป็นตัวช่วยสำคัญของลูกในเรื่องนี้ด้วย โดยหมอวิได้บอกได้บอกวิธีแก้ไขปัญหาอาการขี้อายของลูกได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

  1. พ่อแม่ต้องยอมรับว่าลูกไม่เหมือนเรา ข้อนี้ถือเป็นด่านสำคัญมากๆ ที่พ่อแม่ต้องลงมือทำ เพราะถ้าหากพ่อแม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นไม่ได้ ในกรณีนี้คือลูกขี้อายจนน่าหงุดหงิด มันก็จะส่งผลให้พ่อแม่หงุดหงิดและตะคอกใส่ลูกเหมือนเดิมเมื่อลูกทำไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรยอมรับว่าลูกไม่ใช่เรา ไม่มีทางมีนิสัยเหมือนกันและควรภูมิใจในสิ่งที่ลูกเป็น
  2. สะท้อนความรู้สึก อาการเขินอายของลูกบางครั้งก็สร้างอารมณ์หงุดหงิดใจให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่และจบลงด้วยการทะเลาะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ฉะนั้น วิธีการหยุดทะเลาะที่ง่ายที่สุด คือ การเข้าใจความรู้สึกของลูก พูดประโยคที่น่าฟังให้ลูกได้ยิน ยกตัวอย่างจากรายการที่น้องลิลลี่ไม่กล้าสั่งอาหารกินเอง ในตอนแรกแม่แสดงอารมณ์หงุดหงิดถึงขั้นพูดว่า “ถ้าไม่กินก็ไม่ต้องกิน” แต่พอหลังการทดลองแล้ว แม่ก็ได้เปลี่ยนคำพูดเป็น “ทำไม(ไม่สั่งเอง)ล่ะ น้อยใจแม่หรอ” “น้อยใจที่แม่ไม่ไปสั่งให้หรอ” “งั้นเดี๋ยวแม่ไปสั่งให้หนูใหม่ก็ได้” คำพูดในลักษณะนี้ก็จะช่วยให้ลูกสงบอารมณ์ตรงนั้นลงได้
  3. การฝึกทักษะทางสังคมทั้ง 3 ขั้นให้กับลูก โดยแอดขออนุญาตยกสถานการณ์ “การสั่งอาหาร” เป็นตัวอย่างและไล่เรียงไปทีละขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 พ่อแม่ทำให้ลูกทั้งหมดก่อน ขั้นตอนนี้เหมือนเป็นการปรับพื้นฐานให้กับลูก ให้ลูกได้เรียนรู้ผ่านการกระทำที่ถูกต้องของเรา เช่น เดินไปสั่งอาหารที่ลูกอยากกินให้เขาเลย

ขั้นที่ 2 ทำด้วยกัน เมื่อลูกได้เรียนรู้ผ่านการสังเกตการณ์แล้ว ลองฝึกเขาให้ลงสนามจริงกัน แต่ยังไม่ปล่อยให้เขาลุยเดี่ยวนะ เพราะการมีพ่อแม่อยู่ข้างๆ ในการเริ่มทำสิ่งใหม่จะทำให้ลูกผ่อนคลายและอุ่นใจที่จะทำเรื่องต่างๆ ให้สำเร็จไปได้ ในขั้นตอนนี้ คือ คุณแม่ต้องพาเขาไปสั่งอาหาร โดยอาจจะบอกแม่ค้าว่าสั่งก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม แต่ให้ลูกสั่งรายละเอียดต่างๆ ตามที่เขาอยากกินเอง

ขั้นที่ 3 ปล่อยให้ลูกลงมือทำด้วยตัวเอง เมื่อถึงขั้นนี้คุณแม่ต้องปล่อยให้เขาได้ลองบินเดี่ยวแล้ว แรกๆ เขาอาจจะเรียกให้คุณไปสั่งให้ แต่คุณต้องลองให้เขาไปสั่งเอง โดยใช้คำพูดที่เป็นการชักชวน ไม่ใช่การบีบบังคับ เช่น ลองไปสั่งดูนะลูก และตบท้ายด้วยการให้กำลังใจว่า “ลูกทำได้ แม่เชื่อมั่นในตัวหนู” เป็นต้น

  1. การชม สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เพื่อสร้างกำลังใจให้ลูกทำต่อไป

ตัวอย่างคำชมเมื่อลูกกล้าทำอะไรด้วยตัวเอง

  • วันนี้ลูกเก่งมากเลย
  • แม่ภูมิใจในตัวลูก
  • ทำได้ขนาดนี้เจ๋งมากๆ สมแล้วที่เป็นลูกของแม่

คำพูดให้กำลังใจมันไม่ยากเลยใช่ไหม? ถ้าลองสังเกตดูให้ดีไม่มีคำพูดไหนเลยที่ต้องประดิษฐ์ให้สวยหรู เพราะคำเหล่านี้มีคุณค่าในตัวมันเองหมดแล้ว

คุณมีทักษะการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขนาดไหน แบบทดสอบนี้ช่วยคุณได้

ส่วนพ่อแม่อยากศึกษาเทคนิคการสื่อสารกับลูกไม่เพียงแค่เรื่องการให้กำลังใจ สามารถเรียนรู้ได้ที่

 

เครดิต

https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/healthyliving/shyness-and-children
https://www.facebook.com/237160756408180/photos/237196586404597
http://taamkru.com/th/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2/
https://www.amarinbabyandkids.com/health/kids-psychiatric-diseases/
Scroll to top