afterschool

ช็อก!! เด็กไทยเล่นโซเชียลเกิน 7 ชั่วโมง

ช็อก!! เด็กไทยเล่นโซเชียลเกิน 7 ชั่วโมงแม้ในวันที่มีเรียน

แล้วพ่อแม่ควรรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

ไม้เรียวในมือครูสั่นแล้ว!!

เมื่อสถิติของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ออกมาว่าเด็กไทยอายุน้อยกว่า 18 ปี เล่นโซเชียลมีเดียเฉลี่ยนานเกิน 7 ชั่วโมงในวันที่มีเรียนและเล่นนานเกิน 9 ชั่วโมงในวันหยุดซึ่งเด็กๆ ใช้เวลาไปกับการดูยูทูบมากที่สุด รองลงมา คือ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์และเล่นเกมออนไลน์ ตามลำดับ

ให้ลูกเล่นมือถือกี่ชั่วโมงดี?

ตอนนี้ยังไม่มีผลวิจัยที่ชี้ชัดว่าเด็กวัยนี้จะต้องเล่นมือถือกี่ชั่วโมงต่อวัน แต่มีผลวิจัยที่บอกถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหากใช้มือถือนานเกินไป ตามนี้ครับ

  • ผลวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าเด็กใช้มือถือเกิน 7 ชม. ต่อวัน ส่งผลเปลือกสมองบาง ไอคิวต่ำและความทรงจำลดลง
  • ผลการศึกษาจากฐานข้อมูล Springer (ผู้ให้บริการเนื้อหาเกี่ยวกับการแพทย์) พบว่าวัยรุ่นอายุ 12-18 ปีที่ใช้มือถือเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไปมีความข้องเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า การขาดความรับผิดชอบและเกรดที่ต่ำลง

นอกจากนี้ ก็ยังมีผลวิจัยจากงานเสวนา “คู่มือรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ และเฝ้าระวังสื่อไม่ปลอดภัยต่อเด็กและเยาวชน” ระบุว่าการเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานานมีผลกระทบทางสมองและด้านอารมณ์จะรุนแรงขึ้นในอนาคต

ผลเสียของการติดมือถือมีเยอะน่าดูเลยครับ แต่พ่อแม่ไม่ต้องกังวลไปเพราะแอดได้สรุปวิธีแก้ไขปัญหานี้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

  1. พูดอย่างเปิดใจว่าไม่อยากให้เล่นโทรศัพท์เยอะเกินไปเพราะเป็นห่วงสุขภาพของลูก แต่ก่อนจะพูดพ่อแม่ควรรอให้ลูกว่างจากเกมก่อนเพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด
  2. ตั้งกฎการใช้มือถือ พ่อแม่จะต้องตกลงกับลูกว่าในหนึ่งวันลูกสามารถเล่นมือถือได้กี่ชั่วโมง กำหนดช่วงเวลาเล่นและเลิกให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ทะเลาะกันในภายหลัง
  3. สอดส่องการเล่นมือถือของลูกแต่ไม่ใช่จับผิด บางทีลูกก็เล่นมือถือจนลืมเวลา ในฐานะคนในครอบครัวก็เตือนลูกได้เลย ถ้ามันเลยเวลาที่ตกลงกันไว้จริงๆ และควรใช้คำพูดที่ดีกับลูก เช่น ตาสุดท้ายนะลูก ถึงเวลาเลิกเล่นเกมแล้ว เป็นต้น
  4. ชวนลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการชวนไปดูหนัง ร้องคาราโอเกะหรือกิจกรรมที่ลูกชอบ คนในครอบครัวจะได้มีเวลาร่วมกันมากขึ้น
  5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ในเมื่อคุณตั้งกฎไม่ให้ลูกติดมือถือ คุณก็ต้องไม่ติดมือถือเช่นกัน เพราะลูกจะดูคุณเป็นตัวอย่าง

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับลูกของคุณดู ถ้าได้ผลลัพธ์อย่างไร มาบอกกันบ้างนะครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์แม่แอ๋ว – น้องอุ้ม ตอน ลูกติดมือถือ

ถ้าลูกติดเกมโทรศัพท์คุณจะทำอย่างไร?

แอดไม่รู้ว่าแต่ละบ้านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร แต่บ้านหลังนี้ของแม่แอ๋ว คุณแม่ที่ปรากฏตัวในรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกติดมือถือก็สรรหาวิธีล้านแปดมาหยุดนิสัยติดโทรศัพท์ของลูกแต่ก็ยังไม่เป็นผล หนำซ้ำลูกยังไม่รู้ตัวอีกว่าที่แม่ทำไปเพราะอยากให้ลูกอยู่ห่างมือถือ

มาดูกันว่าเธอใช้วิธีไหนแล้วดี วิธีไหนพลาดได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลยครับ…

แม่ช่วยเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ : อุ้มติดโทรศัพท์มากๆ เล่นอย่างเดียวแทบไม่คุยอะไรกับพ่อกับแม่เลย เวลาที่เราเข้าไปคุยด้วยแกก็จะโมโห เกรี้ยวกราด อย่างเวลาเราชวนอุ้มมากินข้าวเขาก็จะพูดว่า “อย่ามายุ่ง” บ่อยมาก เหมือนไม่สนใจอะไรเลยนอกจากเกมที่อยู่ตรงหน้า

แล้วทำไมตอนนั้นหนูถึงทำแบบนั้น

อุ้ม : แม่พูดบ่อย สมมติหนูเล่นเกมอยู่ มันยังไม่จบตา แม่ก็จะพูดไป 2-3 รอบ ก็พูดจนกว่าหนูจะออกไป เรียกแบบอุ้มมากินข้าวนะลูก อุ้มมากินข้าวนะ ซ้ำไปซ้ำมา บางทีหนูก็เลยโมโหนิดนึง

ส่วนตัวคิดว่าตัวเองติดเกมหนักไหม

อุ้ม : ก็เล่นหนัก แต่ตอนนั้นไม่รู้ตัวก็คิดว่าคนอื่นก็คงเล่นเหมือนกัน (ผู้สัมภาษณ์ : เต็มสิบหนูให้เท่าไร) ก็เต็มสิบเลยค่ะ เพราะหนูมีสังคมออนไลน์ของหนู ทั้งเพื่อนในเกม เพื่อนแต่งนิยายและเพื่อนที่ดูการ์ตูนด้วยกัน มันก็เลยคุยติดลม วันนึงก็คุยกันตั้งแต่ตื่นมาจนถึง 4-5 ทุ่มเลย

จุดแตกหักมันอยู่ตรงไหน

แม่ : ตอนนั้นแม่เอาโทรศัพท์น้องเขวี้ยงทิ้งไปเลยค่ะ เหมือนกับว่าน้องจะเล่นเกมหนักเกินไป ไม่ฟังอะไรเราเลย ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ยอมกินข้าว แม่ก็เลยเดินดุ่มๆ  เข้าไปคว้าโทรศัพท์แล้วเขวี้ยงออกไป พร้อมพูดว่า “ทำไม ชอบมันขนาดนั้นเลยหรอ รักมันขนาดนั้นเลยหรอ” ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเหมือนเข้ากับเขาได้ยากไปเลย

อุ้ม : จำได้ว่าตอนนั้นหนูก็ทำหน้าโมโห ทำตาขวางแล้วก็ไปเก็บโทรศัพท์แล้วก็ปิดประตู เข้าห้องล็อกประตู ความรู้สึกคือโกรธแม่มากๆ ไม่เข้าใจว่าทำแม่ถึงต้องทำแบบนี้ แต่ว่าตอนนั้นหนูก็ไม่ได้โกรธแม่นานมากนะคะ ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็หายโกรธ เพราะแม่มาง้อ เอากุญแจมาเปิดประตูแล้วก็เข้ามากอดแล้วก็ขอโทษ ตอนแรกก็ยังไม่หายโกรธ แม่ก็เลยอ้อนไปเรื่อยๆ ก็เลยหาย (หัวเราะ)

สำหรับอุ้มเป็นเหตุการณ์เดียวกันไหม

อุ้ม : ของหนูคือตอนที่หนูขอแม่ไปอยู่คนเดียว หนูก็ไม่รู้ว่าหนูจะอยู่คนเดียวแล้วรอดไหม? แต่ก็เป็นช่วงที่หนูค่อนข้างหงุดหงิดแม่ด้วย หนูก็เลยคิดว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีกว่าจะได้ไม่ต้องฟังแม่บ่น

แม่ : ส่วนใหญ่ที่บ่นก็จะเป็นเรื่องกินข้าว แม่อยากให้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็อย่างที่เขาบอกแม่เข้าไปตอแยกับเขาไม่ถูกจังหวะ เขาก็เลยหงุดหงิด แต่ตอนนั้นมันก็เหมือนเป็นอารมณ์ที่ไม่เข้าใจกันและกันด้วยนะ เหมือนแม่มีความน้อยใจเล็กๆ ที่ลูกไม่ช่วยงานบ้านเลย แต่ลูกคนอื่นๆ ที่แม่รู้จักกลับช่วยพ่อแม่เขา เราอยากให้เขาเป็นแบบนั้นบ้าง เพราะคิดว่าเขาก็โตพอที่จะทำได้แล้ว ไม่ใช่เอาแต่เล่นโทรศัพท์อย่างเดียว แต่เราก็ไม่เคยบอกลูกไปตรงๆ เลย

เราร้องไห้บ่อยมาก พยายามหาทางทุกอย่างที่จะทำให้ลูกเลิกติดโทรศัพท์ได้ทั้งทักเพจจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และก็เพจ Toolmorrow ที่บอกว่ามีวิธีแก้ไขปัญหานี้เลยทำให้เราตัดสินใจเข้าร่วมรายการนี้แหละ

เคยรู้มาก่อนไหมว่าแม่พยายามอย่างมาที่จะแก้ปัญหาติดเกมของหนู

อุ้ม : เคยค่ะ แต่หนูก็ไม่ได้สนใจ คิดว่ามันไม่เป็นไรหรอกก็เลยไม่ได้เคลียร์ใจกับแม่เรื่องนี้สักที

ก่อนที่จะมาร่วมรายการ แม่มีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง

แม่ : พาเขาไปเที่ยวเดือนละ 2-3 ครั้ง อย่างไปร้องคาราโอเกะ ดูหนัง มันเป็นช่วงเวลาที่เราลงความเห็นกับแฟนว่าน้องไม่จับโทรศัพท์จริงๆ ตลอด 2-3 ชั่วโมงนั้นมีค่ามาก เรารู้สึกได้ใช้เวลาร่วมกับลูกเต็มที่ แต่ว่ามันก็ได้แค่นั้น พอกลับบ้านก็เหมือนเดิม

อุ้ม : หนูไม่เห็นรู้เลยว่าแม่ทำเพราะอยากให้หนูหยุดเล่นโทรศัพท์ หนูก็คิดว่าแค่พาไปเที่ยวเฉยๆ คล้ายๆ ทัศนศึกษา แบบครูพาไปเที่ยว หนูกลับมาก็เลยทำเหมือนเดิม (ทุกคน : หัวเราะ)

แล้วพอมาร่วมรายการคุณหมอแนะนำคุณแม่อย่างไรบ้าง

แม่ : เรื่องแรกคือความเข้าใจ คุณหมอบอกว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าความคิดเรากับลูกมันไม่เหมือนกันแน่นอน ต้องรู้จักฟังที่ลูกพูดและคุยกันจนกว่าจะเข้าใจ เรื่องการชมก็สำคัญ เรานี่ไม่เคยชมลูกเลย ทั้งๆ ที่ครูก็ชมว่าน้องเรียนเก่งมากๆ แต่เราเอาแต่ภูมิใจ ไม่ได้ชม รวมถึงเรื่องการเปิดใจ เราไม่เคยนั่งคุยกับเขาอย่างจริงจัง อย่างที่บอกเรื่องอยากให้ลูกไม่ช่วยทำความสะอาดบ้าน เราไม่เคยบอกเขานะ แต่อยากให้เขามาช่วยเราเอง คุณหมอเลยบอกว่าเรื่องนี้สำคัญต้องทำเพราะจะทำให้ลูกรู้ว่าเราคิดอย่างไร

เมื่อนำไปใช้แล้วน้องมีการพัฒนาขึ้นไหม

แม่ : บอกตามตรงเลยเรื่องติดโทรศัพท์ก็ยังไม่น้อยลงเท่าไร แต่ว่าได้คุยมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ชวนออกไปข้างนอกก็ไปด้วย แต่ก่อนคือไม่ไป หนูจะอยู่แต่กับโทรศัพท์ แล้วที่พัฒนาขึ้นอย่างประหลาดใจเลยคือลูกได้เป็นสภานักเรียน ทั้งที่แต่ก่อนไม่เอาเลย แค่โรงเรียนจัดงานวันเด็ก เราบังคับให้ไป ยังงอแงเลย แต่คิดดูสิตอนนี้ลูกได้เป็นสภานักเรียน ถึงแม้เขาจะบอกว่าแค่เพื่อนชวนทำ เราก็ภูมิใจที่เขาทำ

อุ้ม : แม่ก็เกินไป สภานักเรียนก็ไม่ได้มีอะไรมากนี่คะ ตอนนี้ยังไม่รู้ตำแหน่งของหนูด้วยซ้ำ แต่ก็เล็งๆ ว่าจะเป็นสายระเบียบอยู่ น้องๆ ที่โรงเรียนยิ่งใส่กระโปรงสั้นกันเยอะอยู่ด้วย หนูเลยว่าหนูต้องไปจัดการซะหน่อยแล้ว (ทุกคน : หัวเราะ)

หลังจากนำเทคนิคคุณหมอไปใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับลูก ในความคิดของแม่มีอะไรบ้าง

แม่ : เกิดขึ้นเยอะเลย แต่เหมือนลูกจะไม่รู้ตัวว่าเขาทำอะไรได้ดีขึ้นบ้าง ที่แน่ๆ สำหรับแม่นะ คือ การอาบน้ำ ปกติเขาไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าว ไม่ชวนคุย แต่หลังๆ ช่วงปิดเทอมที่แล้วเขาทำทุกอย่างเลย มีการแชทมาถามว่าแม่เลิกงานตอนไหนเนี่ย ทั้งที่ปกติเราจะเปิดแชทก่อนตลอด แล้วก็ยังมาอวดแม่บ่อยๆ ว่า หนูอาบน้ำแล้วนะๆ เหมือนพยายามบอกว่าหนูกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองนะแม่

อุ้ม : ก็ที่ไม่อยากอาบเพราะมันเสียเวลาเล่นเกมอ่ะแม่ (ผู้สัมภาษณ์ : เราเลยอาบตอนกลางคืนก็พอเนาะ) เปล่าค่ะ ไม่อาบเลย 4 วันก็ไม่อาบ ถ้าไม่ออกบ้าน หนูก็ไม่อาบเลย 55555

ตอนนี้ยังใช้เทคนิคเหล่านี้อยู่ไหม

แม่ : ใช้ค่ะ เพราะสำหรับเรามันใช้ได้ผลจริงๆ ลูกเราดีขึ้น สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือเรื่องการเข้าใจลูก เราต้องเข้าใจว่าวัยนี้ถ้าเขาเล่นอะไรอยู่แล้วเราไปพูดอะไรไปนี่เขาก็จะไม่ฟังเราหรอก เขาจะมองว่าเราบ่นมากกว่าเป็นห่วง ฉะนั้น เราต้องรอให้เขาเล่นให้จบก่อน ค่อยบอกสิ่งที่เราต้องการแล้วเขาก็จะทำตามที่เราบอก ไม่ต่อต้านเหมือนมันถูกจังหวะไปหมด มันโอเคมากๆ เลยค่ะ

อุ้ม : สำหรับหนู หนูก็ว่าดีนะเพราะแม่ไม่บ่นแล้ว รอให้หนูเล่นเสร็จก่อน มันต่างจากเมื่อก่อนมากที่เห็นเด่นชัดที่สุดจะเป็นอารมณ์ของหนู ถ้าแม่จู้จี้จุกจิก มันก็จะเกิดอาการรำคาญแล้วก็คิดต่อว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีไหม รำคาญแม่อะไรอย่างนี้ และพอแม่ไม่มาจู้จี้แล้วก็รู้สึกอยู่ด้วยกันได้แล้วค่ะ

อยากฝากบอกอะไรกับคนที่ประสบปัญหาเดียวกันบ้าง

แม่ : อยากให้ลองมาดูรายการนี้กันนะคะ แม่ก็ไม่รู้ว่าวิธีที่แม่ทำไปนั้นมันผิดถูกไปจากคุณหมอแค่ไหน เรายินดีรับคำติชมจากทุกท่านและอยากบอกว่าวิธีของคุณหมอมันได้ผลจริงๆ สามารถไปทำดูได้

อุ้ม : สำหรับหนูอยากฝากถึงคนที่ติดเกมเหมือนกันค่ะว่าถึงเกมจะมีความสำคัญกับคนชอบเล่นเกมอย่างพวกเราแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในเกมเขาก็เป็นแค่คนนอก ถ้าเราเป็นอะไรไป เขาก็แค่หาคนใหม่มาเล่นแทน แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ เขาหาใครมาแทนเราไม่ได้แล้วนะ อยากให้ทุกคนนึกถึงคนใกล้ตัวด้วยค่ะ

ถึงสุดท้ายน้องจะยังเล่นเกมต่อไป แต่ก็สามารถพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะช่วยงานบ้าน เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน แม่เรียกไปกินข้าวก็ไป เรียกไปเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุด คือ อาบน้ำถี่ขึ้น (แซวๆ) แต่สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ แม่แอ๋วกับน้องอุ้มใส่ใจกันและกันมากขึ้น อย่างแม่แอ๋วก็เข้าใจว่าตอนที่น้องเล่นเกม น้องไม่ชอบให้ใครมากวน แม่ก็ไม่กวน รอจังหวะที่น้องเล่นเสร็จค่อยเข้าไปคุย ส่วนน้องอุ้มก็เข้าใจว่าแม่เป็นห่วงก็ทำตามที่แม่บอก ไม่ได้หงุดหงิดอย่างที่เคย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกติดมือถือ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 6 ขอเสนอเรื่องราวของน้องอุ้ม ที่ติดโทรศัพท์ขนาดหนักถึงขั้นดูแลรับผิดชอบชีวิตตัวเองขั้นพื้นฐานไม่ได้ โลกทั้งใบอยู่ในมือถือ พฤติกรรมนี้ทำให้แม่แอ๋วรู้สึกเป็นห่วงว่าจะทำให้การเรียนตก ถูกมิจฉาชีพหลอก และไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคตได้

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่แอ๋วมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่แอ๋วจะจัดการกับลูกที่ติดมือถืออย่างไร ไปติดตามชมพร้อมกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

นักจิตวิทยาวิเคราะห์ ‘พีท วัยแสบฯ’ ไม่ต่างจากแฟนตอนงี่เง่า

พ่อแม่คนไหนเคยดูละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาดโครงการ 2 ยกมือขึ้น!!

วันนี้เราชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิตมาคุยเรื่องน้องพีท ตัวละครจากละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาดโครงการ 2 ที่เป็นเด็กมีนิสัยเอาแต่ใจ ชอบกรี๊ดหากมีอะไรไม่ได้ดั่งใจขอบอกว่าสนุกและสาระมาเพียบเลยครับ ไปติดตามกันเลย

ช่วยถอดรหัสให้หน่อยว่าอะไรที่ทำให้น้องพีทมีนิสัยโวยวายเมื่อมีอะไรไม่ได้ดั่งใจบ้าง

ขอถามอะไรก่อน เราเป็นผู้ใหญ่ เรามีสิ่งที่อยากได้เหมือนกันใช่ไหม (ผู้สัมภาษณ์ : ใช่) แต่ก็ไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ใช่ไหม จริงๆ แล้ว ชีวิตคนมันคือแบบนั้น เราไม่สามารถได้ทุกสิ่งที่เราอยากได้ อย่างอยากได้นาฬิกาสักเรือน แต่มันแพงมาก ไม่มีปัญญาซื้อ สุดท้ายไม่ได้ก็คือไม่ได้

แต่พอมองย้อนไปที่กรณีน้องพีท ก็ไม่ยากเลย สาเหตุที่ทำให้น้องเป็นคนมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง มาจากการอยากได้อะไรแล้วต้องได้และการก้าวร้าวใส่ผู้ปกครองทำให้เขาได้ของที่ต้องการ เขาก็เลยต้องทำแบบนั้น เหตุผลก็ตงไปตรงมาเลย

ในกรณีที่ลูกชอบขอจนเป็นนิสัยจะมีโอกาสเกิดพฤติกรรมเหมือนน้องพีทได้ไหม

แน่นอนเพราะมีเด็กแบบนี้เยอะแยะ ยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง วันนั้นพี่ไปอบรมให้ครูโรงเรียนต่างๆ ตอนเที่ยงพี่เห็นครูนั่งรวมกลุ่มคุยกัน ด้วยความสงสัยก็เข้าไปถามว่าคุยอะไรกัน พวกเขาบอกว่าเด็กในโรงเรียนพวกเขาขู่จะฆ่าตัวตาย เราก็งงว่าอยู่คนละโรงเรียนกันแล้วคุยกันรู้เรื่องได้ไง สรุปว่าเด็กที่พูดถึงเคยอยู่ทั้งสองโรงเรียนและก็มีปัญหากับทั้งสองโรงเรียนด้วย เพราะเด็กอยากให้แม่เข้าไปเรียนในห้องด้วยกัน ผู้ปกครองเข้ามาคุยกับโรงเรียนเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่โรงเรียนไม่อนุญาต เด็กเมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในห้องเลยขู่ฆ่าตัวตายจนแม่ก็ต้องพาออกจากโรงเรียนไปทั้งสองโรงเรียนเลยแล้วคิดว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไหม

ในกรณีนี้ถ้าฟังดูจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากน้องพีทเลย แต่คนนี้จะเรียกร้องความสนใจด้วยการบอกแม่ว่าฆ่าตัวตาย แต่น้องพีทเรียกร้องด้วยการโวยวาย มันอยู่ที่ว่าเขาเรียกร้องจากเรื่องไหนแล้วได้ของที่ต้องการมากกว่า เรียกอีกอย่างว่า “การตั้งเงื่อนไข” ที่น่าสนใจคือการตั้งเงื่อนไขไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กเพียงอย่างเดียว วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ก็ตั้งเงื่อนไขได้

วัยรุ่น-ผู้ใหญ่ตั้งเงื่อนไขอย่างไร

ขอยกตัวอย่างคนเป็นแฟนกันจะได้เข้าใจง่ายสุด เวลาง้องอนกันนั่นแหละใช่เลย สมมติว่าฝ่ายหญิงงอนฝ่ายชายแล้วหนีออกจากบ้าน ฝ่ายหญิงโทรกลับมาหาฝ่ายชายว่าลืมของ ให้เอาของไปให้หน่อยซึ่งในความหมายของฝ่ายหญิงจริงๆ คือ มาง้อกูหน่อย ถ้าฝ่ายชายไปก็แปลว่ายอมอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า “ถ้าผู้หญิงงอนแล้วโทรหาฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ต้องมาหาทันที” ไปโดยอัตโนมัติ

แปลว่าหากเป็นฝ่ายที่ยอมแล้วจะต้องยอมแบบนี้ตลอดไปเลยเหรอ

ไม่จำเป็น ยกตัวอย่างต่อจากเมื่อกี้ถ้าผู้หญิงโทรมาแล้วเราไม่ได้รับเขาก็เปลี่ยนไปได้นะ อย่างเพื่อนพี่เจ้าของเคสนี้ก็เคยทะเลาะกับแฟน แฟนออกจากบ้าน โทรตามมาให้ง้อ แต่เพื่อนพี่ไม่รับสาย ฝ่ายหญิงก็กลับมาเองหลังหายไปจากบ้าน 2 ชม. เขาก็กลับมาแล้วมาง้อฝ่ายชาย หลังจากนั้นก็ไม่มีพฤติกรรมนี้อีกเลย

นอกจากการทำตามเงื่อนไขที่เด็กตั้งไว้แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกไหม

เรื่องการสอนให้ลูกไม่รู้จักความผิดหวัง ไม่ว่าที่บ้านจะมีฐานะรวยหรือจน มันจะเกิดกับพ่อแม่ที่เชื่อว่า “เราก็พยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แม้ว่าเราจนก็ตาม” มันเป็นคำพูดที่พี่ได้ยินบ่อยและเบื่อมาก เพราะถึงคำพูดจะดูเหมือนดีแต่ความหมายแท้จริงของมันคือ “พยายามสปอยล์ไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่เงินตัวเองจะมี” ซึ่งเป็นการเลี้ยงลูกผิดแล้ว มันเป็นการสอนให้ลูกไม่รู้จักความผิดหวัง เด็กสมหวังทุกอย่างซึ่งมันใช้ไม่ได้กับโลกนี้นะ ชีวิตคนเป็นแบบนั้น เราไม่ได้สมหวังไปตลอด อยากฝากให้พ่อแม่นึกถึงตรงนี้ด้วย

ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง

ก็จะเป็นเด็กก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เหมือนน้องพีท มีขโมยของเพื่อหาเงินไปซื้อของที่อยากได้ ประชดด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองตามที่เห็นในข่าว บางครั้งถูกบีบคั้นมากๆ ก็เตะต่อยพ่อแม่ก็มีนะ พี่เคยคนรู้จักคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนบ้านบ้านไฟไหม้จนตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย ประเด็นอยู่ที่เจ้าของบ้านที่เป็นเพลิงไหม้เป็นแม่ลูกอยู่ด้วยกัน ลูกปัจจุบันพิการ เป็นอัมพาตเดินไม่ได้แล้ว พี่ก็บอกว่าสงสารครอบครัวนี้จัง น้องคนนี้กลับบอกว่าไม่น่าสงสารหรอกพี่ คนนี้สมัยก่อนพ่อแม่ตามใจหนักมากตอนเด็กๆ อยากได้ของเล่นในเซเว่น 40-50 บาท พ่อแม่ก็พาไปซื้อทุกครั้ง พอโตขึ้นๆ ก็ขอหนักข้อขึ้น อยากได้มอเตอร์ไซค์ อยากได้มือถือ อยากได้ของที่แม่หาตังค์มาซื้อให้ไม่ได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือซ้อมพ่อแม่ ทุบตีพ่อแม่จนเป็นเรื่องปกติไป

ถ้าเกิดลูกกลายเป็นคนช่างขอไปแล้วพ่อแม่จะแก้ไขได้อย่างไร

พี่อยากแนะนำกระบวนการ Token Economy ก็คือการสะสมเม็ดโทเค่นเพื่อให้ได้อะไรบางอย่างตามที่เด็กต้องการ กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกจะไม่ได้ของ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่พ่อแม่บอกถึงจะได้สิ่งของที่ต้องการไป เช่น ลูกต้องถูบ้านทุกวันเป็นเวลา 3 เดือนถึงจะได้เครื่องเกมหรือหนูจะต้องสอบให้ได้ที่ 1 ถึงจะอนุญาตให้ไปดูคอนเสิร์ตพร้อมออกค่าบัตรให้ แต่ในการทำงานของมันแล้วปัจจัยหลักๆ คือ ต้องรอ กระบวนการรอสำคัญมากถือเป็นเรื่องวินัยอีกประเภทหนึ่งเหมือนกันเพราะโดยธรรมชาติคนเรามันหุนหัน เห็นของในไอจี แป๊บเดียวกดสั่ง แป๊บเดียวกดโอนจบละ แต่ก็มีหลายครั้งที่มาคิดทีหลังว่าซื้อไปทำไม ตรงนี้แหละที่กระบวนการนี้ช่วยให้เราคิดรอบคอบมากขึ้น ไม่ได้ซื้อของด้วยอารมณ์

สิ่งที่พ่อแม่ต้องคำนึงหากจะใช้กระบวนการ Token Economy

เรื่องการตั้งเงื่อนไขต้องตั้งเงื่อนไขให้ถูกใจทั้งคู่ สามารถต่อรองกันได้  เช่น พ่อบอกให้ลูกทำความสะอาดบ้าน 2 เดือนเพื่อแลกเครื่องเกม ลูกไม่โอเค ทั้งคู่ก็ต้องต่อรองกันว่าได้เต็มที่เท่าไร สมมติลูกขอพ่อทำ 1 เดือน พ่อก็โอเคกับระยะเวลานี้ก็ถือว่าปิดดีลกันไป ความรู้สึกของลูกก็จะดีด้วย เขาจะคิดว่าพ่อฟังเรา เราต่อรองได้ พ่อให้เกียรติเรานะ แต่จริงๆ ก็คือพ่ออาจจะตั้งธงไว้ 1 เดือนตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้หลักการนี้สำเร็จไม่ได้ คือ พ่อแม่ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นลูกต้องการอะไร เช่น ถ้าลูกต้องการตั๋วคอนเสิร์ต แต่พ่อแม่บอกว่าไปซักผ้ามา 1 เดือนนะแล้วจะให้เกม แน่นอนเลยว่าลูกไม่มีทางทำ เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะต้องใส่ใจและรู้ใจลูกด้วยนะ

จบปิ๊ง!

เราก็จะเห็นกันแล้วว่าสุดท้ายพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกก็เกิดมาจากการที่พ่อแม่กระทำต่อเขาทั้งนั้น อย่างเรื่องนี้ก็เป็นการที่เด็กถูกตามใจมากเกินไปจนนิสัยเสียไปเลย หากไม่อยากให้ลูกเป็นแบบน้องพีทพ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังให้เขามีวินัยในการรอและรู้จักกับความผิดหวังด้วยนะครับจะได้ไม่ต้องปรับอะไรยากแล้วเมื่อเขาโต แต่สำหรับใครที่มีลูกชอบขอของตลอดๆ จนบางทีรู้สึกรำคาญก็อย่าเพิ่งท้อใจ หลักการ Token Economy ก็ยังเป็นอีกทางออกหนึ่งที่น่าลอง

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ถูกตามใจได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

วิธีปราบเด็กช่างขอให้อยู่หมัดของแม่นัท

คุณเคยรำคาญลูกไหม?

แอดเชื่อว่าต้องมีกันบ้างแหละเวลาที่ลูกเซ้าซี้ คาดคั้นบางสิ่งบางอย่างจากเราและยิ่งเป็นสิ่งที่ขัดความรู้สึกกับตัวเรามากๆ เช่น การขอของรางวัลหรืออะไรก็ตามที่เรามองว่าไม่จำเป็นจนบางครั้งก็เผลอดุด่าลูกบ้างซึ่งเราก็เข้าใจได้

คุณแม่นัท-ณัฐาการ ยวดยงค์ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ก็ไม่ต่างกัน เธอเคยคิดว่าการใช้อารมณ์โกรธเพื่อปราบลูกที่ชอบเรียกร้อง ชอบขอของรางวัลจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ใช้ไม่ได้เลย อารมณ์โกรธยิ่งทำให้ลูกร้องหนักขึ้นจนสุดท้ายเธอก็พบว่ามันมีทางออกอื่นที่ดีกว่า ทางออกนั้นจะคืออะไรติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์ด้านล่างเลยครับ

เมื่อก่อนเวลาที่ลูกขอของรางวัลหรือขออะไรคุณแม่ก็ตาม คุณแม่ทำอย่างไรกับเขาบ้าง

ก็ดุค่ะ ขึ้นเสียง ใส่อารมณ์กับเขาบ่อยๆ เลย อย่างที่จำได้ที่เราพูดแรงใส่เขาจนถึงกับตีก็มาจากแค่เรื่องที่ลูกขอกินลูกอมกับขอให้ไปส่งที่โรงเรียนเอง

จากที่บอกมาดูไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่เลย?

ใช่ค่ะ แต่ว่าปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่ชอบให้ลูกกินลูกอมอยู่แล้ว สอนพวกเขาเสมอว่ามันจะฟันผุ แต่วันนั้นลูกคนเล็กก็เซ้าซี้เราเหลือเกิน เริ่มจากเดินเข้าพร้อมกันทั้งคู่ คนเล็กมาบอกว่าแม่หนูอยากกินลูกอม เราก็บอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวฟันผุ เถียงกันไปมาสักพัก เขาก็ย้อนกลับมาว่าแล้วทำไมแม่กินได้ ทีนี้เราเริ่มปรี๊ดน้ำเสียงเริ่มมีอารมณ์โกรธ เราบอกลูกว่า “กินไม่ได้ๆ ทำไมต้องมาเซ้าซี้อยากจะกิน รู้มั้ยว่าแม่รำคาญ!!” คำพูดนี้มานึกย้อนดูก็แบบ โอ้โห แต่ก่อนเราใจร้ายกับลูกมากเลย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่พอ เราต่ออีกว่า “หนูจะมาร่ำไรเกินไปแล้วนะ พูดไม่รู้ฟังหรอ” ทีนี้ลูกทั้งสองก็ร้องไห้แล้วแยกย้ายกันไปและเราก็ไม่ได้คุยกับลูกไปพักหนึ่งเลย

ส่วนเรื่องลูกขอไปส่งที่โรงเรียนเนี่ยถึงขั้นตีน้องเขาเลยค่ะ เพราะน้องบอกว่าจะไม่ยอมไปโรงเรียนถ้าเราไม่ไปส่ง ทั้งๆ ที่ก็มีรถรับ-ส่งประจำอยู่แล้ว บวกกับตอนนั้นเรากำลังจะเข้างานแล้วด้วย ลูกยังมางอแง ไม่ยอม ถอดถุงเท้า ถอดรองเท้า ปิดประตูปั้งใส่หน้าแม่เลย เราโกรธมาก ตอนเขาออกมาเลยเผลอตีเขาไปหนึ่งทีแล้วพูดกับเขาแบบโมโหว่า “มาบอกแม่ซิว่าเราต้องการอะไร จะเอาอะไร” เขาก็ตอบเราเสียงหงอยๆ ว่า “ก็อยากให้แม่ไปส่งบ้าง ทีแม่ออกัสยังไปส่งได้เลย” หัวใจเราอ่อนยวบเลย ลูกแค่อยากให้เราไปส่งบ้าง แต่เรากลับทำรุนแรงกับลูกแบบนี้

เหตุการณ์นี้ทำให้คุณแม่คิดได้เลยหรอว่าเราควรหยุดทำร้ายลูก

ก็ด้วยค่ะ และก็ยังมีเราไปเจอคลิปสอนเลี้ยงลูกของต่างประเทศ เขาบอกวิธีว่าถ้ามีลูกที่เอาแต่ใจแม่ต้องจัดการยังไง หรือลูกที่เงียบๆ ไม่ยอมพูดต้องทำยังไงบ้าง รวมถึงแม่ของแม่เองก็บอกว่าให้เราลองนึกถึงตอนเราเป็นเด็ก เราก็มีของที่อยากได้เหมือนกัน ลองเทียบความรู้สึกของลูกกับเราตอนเด็กดูแล้วจะเข้าใจลูกมากขึ้น

ที่ว่าเจอคลิปสอนเลี้ยงลูกจากต่างประเทศ แม่เอามาปรับใช้อย่างไรบ้าง

แม่ไปเจอคลิปหนึ่งที่บ้านหนึ่งจะมีลูกสามคน คนเล็กจะเป็นเหมือนลูกแม่เลยคือเอาแต่ใจเพราะว่าโดนตามใจมาตั้งแต่เด็ก เขาก็จะไม่ค่อยยอมใคร ทีนี้เราก็เลยไปศึกษาว่าจะจัดการกับเด็กแบบนี้ยังไง เขาบอกให้พาลูกเข้ามุม ให้เขาสงบสติอารมณ์ อย่าให้ลุกออกมาจนกว่าเขาจะคิดได้ จนกว่าเขาจะตั้งสติได้ แล้วค่อยมาคุยกันแบบใช้เหตุผลอันนี้คือสิ่งที่แม่นำมาใช้ ส่วนคนโตจะออกแนวอ่อนไหวง่าย แม่พูดเสียงดังนิดหน่อยก็ร้อง คลิปนั้นก็แนะนำว่าไม่ให้ตะโกน ไม่ขึ้นเสียงใส่ลูก

ลองยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่คุณแม่ใช้เหตุผลกับน้องเวลาที่น้องงอแง

ล่าสุดก่อนเปิดเทอมนี้เอง เราไปเดินซื้อกระเป๋ากันที่ห้าง แต่ราคามันแพงมากๆ ลูกก็งอแงจะเอาให้ได้ แม่ทนไม่ไหวบอกลูกเสียงแข็งว่า “กลับบ้านเถอะ แม่ไม่ซื้อของแล้ว” เขาชะงัก แต่เราก็พูดต่อว่า “แม่อายเขาเห็นไหมคนมองใหญ่เลย หนูไม่อายหรอ หนูนั่งร้องแบบนี้ หนูโตแล้วนะ ถ้าหนูทำแบบนี้ เขาจะว่าพ่อกับแม่ไหม ว่าพ่อกับแม่ไม่บอกไม่สอน” เราดุไปขนาดนั้น แต่มันก็ไม่ได้ผล เขายังไม่ฟัง ร้องว่า อยากได้ๆ อยู่นั่น แม่เห็นท่าไม่ดีจึงคิดเปลี่ยนวิธีการพาลูกออกไปคุยกันดีๆ ข้างนอกห้าง เราบอกเหตุผลของเราว่าไม่อยากให้ซื้อเพราะมันแพง สอนให้ลูกลองคิดถึงอนาคตดูว่าถ้าลูกป่วย เงินส่วนนี้นำไปจ่ายค่ายาได้นะ ลองไปหากระเป๋าแบบเดียวกันแต่ราคาถูกลงมาหน่อยดีไหม เราพูดไปทั้งหมดนี้ลูกก็ฟังเรา เขาตอบว่าได้และก็เลิกงอแงไปเลย จุดประสงค์ของเขาแค่อยากได้กระเป๋ารูปเอลซ่าเพราะเป็นสิ่งที่เขาชอบมานานแล้ว ไม่ได้อยากได้เพราะว่าเห็นผ่านๆ แล้วสวยที่อยากได้แล้วไม่ได้เห็นคุณค่าของมัน

ในสายตาคุณแม่ ตอนนี้ลูกมีพฤติกรรมแตกต่างจากเมื่อก่อนเยอะไหม

อย่างกับฟ้ากับเหวค่ะ (หัวเราะ) คือ คนโตแต่ก่อนเวลามีอะไรไม่ได้ดั่งใจจะน้อยใจ เข้าห้องปิดประตูนอนร้องไห้ แต่พอหลังๆ มา เราเริ่มแสดงออกกับเขามากขึ้น เช่น พูดว่ารักลูก บอกให้เขาบอกเราเวลามีอะไรในใจ บอกให้เขาเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้กับอะไรง่ายๆ เขาก็จะมาบอกเราตลอดเลยว่าเขาเสียใจนะที่แม่พูดขึ้นเสียงใส่เขา ก็จะแบบมา  มาให้แม่ปลอบ ไม่ต้องเสียใจนะ

ส่วนคนเล็กนี่จากแต่ก่อนโวยวาย ไม่ยอม อยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้ดั่งใจ ชอบใช้ความรุนแรงด้วย หลังจากนั้นแม่ก็ใช้วิธีพาเข้ามุม พูดคุยด้วยเหตุผลจนเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเด็กคนเดิม เวลาต้องการอะไรก็เข้ามาพูดกับเราตรงๆ มีอะไรใช้เหตุผล ไม่กระทืบเท้า ปาของแล้ว

แสดงว่ารู้สึกโอเคกับการที่ทั้งเราและลูกเป็นแบบนี้

บางทีใช้เหตุผลกับลูกมันก็มีปรี๊ดบ้างค่ะ เราก็คนปกติ แต่ว่าประสบการณ์มันก็สอนเราว่าการใส่อารมณ์กับลูกมันไม่ดีหรอก คิดได้แบบนี้ก็ควบคุมตัวเองได้ หลังๆ ก็ทำบ่อย ทำเป็นประจำจนมันชินที่จะไม่ใช้อารมณ์ร้ายๆ กับลูกแล้ว

ลูกยังชอบขอของอยู่ไหม

ก็ยังขออยู่ แต่ถ้าเราไม่ให้พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ให้ เขาก็จะฟังแล้วบอกเราว่าถ้าแม่ไม่โอเคหนูก็รอได้ ไม่มีการงอแงอีกแล้ว

แม้สุดท้ายลูกจะยังชอบขอของอยู่ แต่มันก็ไม่แปลกอะไรเพราะคนทุกคนก็มีความต้องการ ยังมีสิ่งของที่อยากได้กันอยู่แล้ว แต่มันอยู่ที่ว่าพ่อแม่จะใช้เหตุผลสอนลูกให้รู้จักรอได้ไหม หากไม่ได้สิ่งของที่ต้องการในเวลานั้นจะทำให้ลูกจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้หรือเปล่า ลูกก็จะไม่ทำตัวน่ารำคาญอย่างที่เคยเป็น

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ชอบขอของรางวัลได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

 

วิธีการให้รางวัลลูกที่พ่อแม่ ‘ไม่ควรทำ’

การให้รางวัลเป็นหนึ่งในวิธีสร้างแรงจูงใจให้ลูกลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จตามความคิดพ่อแม่หลายๆ ท่าน แต่บางครั้งก็เหมือนเป็นดาบสองคมเมื่อลูกชินกับการได้รับรางวัลจนกลายเป็นขอของรางวัลมากเกินไป พ่อแม่ก็รู้สึกไม่สบายใจและหงุดหงิดได้ เราลองมาดูกันว่ามีการให้รางวัลลูกแบบไหนบ้างที่พ่อแม่ไม่ควรทำ

ให้รางวัลเพื่อให้ลูก ‘หยุดดื้อ’

สมมติว่าลูกทำตัวไม่น่ารัก อย่างตอนที่เขาอ้อนอยากได้ของเล่นมากๆ แต่คุณไม่ให้จนเขาร้องเสียงดังเดือดร้อนคนรอบข้างไปหมด หากคุณแก้ไขปัญหานี้ด้วยการไปกระซิบข้างหูลูกว่า “ถ้าหยุดร้อง แม่จะซื้อของให้” คุณกำลังให้รางวัลลูกแบบผิดๆ อยู่ เพราะการกระทำเช่นนี้เหมือนเป็นการติดสินบนลูกและเมื่อเขารู้ว่ายิ่งร้องแม่ยิ่งให้ของเขาก็จะใช้วิธีนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัยชอบขอของรางวัลแทน

ให้รางวัลลูกพร่ำเพรื่อโดยไม่มี ‘ความดี’ แลกเปลี่ยน

โดยปกติถ้าลูกอยากได้อะไรก็มักจะขอพ่อแม่อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณให้ง่ายเกินไปโดยไม่มีความดีที่ลูกทำหรือสิ่งที่ลูกทำได้สำเร็จอย่างการสอบได้คะแนนดีหรือการช่วยทำงานบ้านมาแลกเปลี่ยนก็จะทำให้เขาซึมซับว่าเพียงแค่เอ่ยปากขอแม่ก็ได้ของที่ต้องการแล้วส่งผลให้ทำพฤติกรรมนี้ต่อไป

ให้ของที่ลูกอยากได้แม้รู้ทั้งรู้ว่ามันแพงเกินไป

แม้ว่าของที่ลูกอยากได้จะสร้างแรงจูงใจให้เขาตั้งใจทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ แต่ถ้ามันมีราคาแพงเกินไปก็แนะนำให้ต่อรองเป็นรางวัลที่ถูกกว่านี้ โดยอธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจ แต่หากเขาอยากได้จริงๆ ก็บอกให้เขานำเงินส่วนตัวที่เก็บไว้มาสมทบด้วยจะเป็นการสร้างนิสัยให้ลูกรู้ถึงคุณค่าของเงิน

ไม่เป็นผู้กำหนดรางวัลให้ลูก

หากพ่อแม่ให้รางวัลลูกในรูปแบบสิ่งตอบแทนหรือสิ่งที่ลูกร้องขอโดยที่พ่อแม่ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ นั่นเป็นวิธีที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะเหมือนคุณกำลังฝึกลูกให้เป็นเด็กช่างขอและกลายเป็นผู้คุมกฎว่าจะไม่ทำความดีหรือสิ่งประโยชน์จนกว่าจะได้รางวัล

ละเลยการให้คำชม

พ่อแม่บางบ้านเน้นการให้ของรางวัลในรูปแบบวัตถุมากเกินไปจนลืมไปว่าการให้รางวัลด้วยคำชมหรือคำขอบคุณก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความภูมิใจในตัวเองให้ลูกกล้าเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ ในอนาคต รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกไม่หลงใหลในวัตถุเกินไปอีกด้วย

ฉะนั้น เมื่อมองดูกันจริงๆ แล้ว การให้รางวัลลูกไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย เพียงแต่ต้องให้รางวัลลูกด้วยวิธีการและเวลาที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการหล่อหลอมให้ลูกเป็นเด็กช่างขอได้

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ชอบขอของรางวัลได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

สัมภาษณ์แม่นุช – น้องเคนจิ ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

ใครที่ได้ดูรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกขอของรางวัลแล้วคงจะคุ้นเคยกับครอบครัวคุณแม่นุช-น้องเคนจิกันบ้างแล้วว่าน้องเคนจิเป็นคนที่ชอบขอของรางวัลกับแม่ไปซะทุกอย่างจนแม่ต้องมาปรึกษาหมอวิเพื่อหาทางเอาพฤติกรรมช่างขอของลูกชายออกไปด้วยเทคนิคเก๋ๆ อย่าง “เทคนิคสติ๊กเกอร์สะสมแต้มความดี”

วันนี้แอดมินเลยขออนุญาตติดตามผลงานของแม่นุชกับน้องเคนจิหน่อยว่าพอนำเทคนิคของคุณหมอวิไปใช้ที่บ้านแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่และแก้ไขปัญหาน้องเคนจิชอบขอได้จริงๆ หรือเปล่า เชิญอ่านได้ที่บทสัมภาษณ์ของทั้งคู่เลยครับ

จุดเริ่มต้นของปัญหาเกี่ยวกับน้องเคนจิที่คุณแม่พบ มันเป็นอย่างไร?

แม่นุช : เคนจิเป็นเด็กที่ชอบทำอะไรแล้วต้องมีของแลกเปลี่ยน เราต้องมีของให้เขา เขาถึงจะยอมทำ ในความรู้สึกของเรา คือ ทำไมลูกต้องขอของให้ได้ก่อนถึงจะลงมือทำด้วย ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำอยู่แล้ว เช่น เวลาเคนจิเรียนได้เกรดดี เคนจิจะบอกว่าเขาทำเต็มที่แล้วแม่จะให้อะไรเป็นของขวัญหรือวันนี้เคนจิช่วยดูน้อง แม่จะซื้ออะไรให้ มันเป็นทุกเรื่องเลยจริงๆ ซึ่งถ้าไม่มีให้ก็จะไม่ทำ ไม่อยากทำเลยคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาของน้อง

เคนจิเป็นอย่างที่แม่พูดจริงๆ หรือเปล่า?

เคนจิ : เป็นครับ (เสียงหนักแน่น) แต่ก็เพราะผมช่วยแม่ทำงานหนัก แบบเหนื่อย พาน้องไปอาบน้ำ พาน้องไปแปรงฟัน หวีผมให้น้อง พาน้องกินข้าว ทำกับข้าวให้น้อง ผมว่ามันเหนื่อยมากๆ ผมก็เลยอยากขอแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่อยากได้ซึ่งสิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุด คือ เพลย์สเตชั่น

เคนจิคิดว่าที่ตัวเองขอแม่มันเยอะเกินไปไหม?

เคนจิ : คิดว่าสิ่งที่ขอไม่เยอะเกินไป เพราะแม่มีเงินครับ

แม่นุช : ไม่เห็นด้วย (หัวเราะ) ของชิ้นใหญ่ๆ แม่ว่ามันต้องได้ช่วงวันเกิดหรือว่าวันคริสต์มาส แต่การทำความดี ส่วนตัวแม่คิดว่าลูกทุกคนต้องทำอยู่แล้วซึ่งเอาจริงๆ แม่ก็ไม่ได้ยอมซื้อให้เคนจินะเวลาที่เคนจิขอของ อะไรที่มันไม่ถูกต้องก็คือไม่ยอม อย่างเครื่องเพลย์ที่เขาขอราคาเป็นหมื่นงี้ แต่ถ้าเป็นของกิน แม่ก็จะพาไปเพราะมันดูสมเหตุสมผล บางทีที่เขาขอของที่แม่มองว่ามันไม่มีประโยชน์ แม่ก็จะหลงใส่อารมณ์กับเขาเหมือนกัน แต่พอเราอารมณ์เย็นลง เราก็มานั่งคุยกับเขาว่าสิ่งที่เขาบอกว่ามันเป็นเงินที่เยอะนะ ทำงานกว่าจะได้มา

เคนจิ : ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าแม่คิดขนาดนี้ ผมแค่รู้สึกว่าอยากได้จนอั้นใจไม่ไหวต้องขอแม่จริงๆ

ก่อนที่จะมาพึ่งคุณหมอวิ ได้ลองหาวิธีแก้ไขปัญหาลูกขอของรางวัลด้วยตัวเองไหม?

แม่นุช : เคยหาแล้วค่ะ แต่ว่าไม่ได้ผล เคยพูดกับลูกว่า เคนจิหนูอยากได้อะไร หนูต้องเก็บเงินเอานะ พยายามบอกให้เขาช่วยงานคุณพ่อหรือเราเองเพื่อแลกกับเงิน แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นกับคำว่าต้องมีของแลกเปลี่ยนเหมือนเดิม

เคนจิ : ตอนนั้นจำได้ผมถอนผมหงอกให้แม่ผมซึ่งได้เส้นละ 20 บาท ถอน 10 เส้น ได้ 100 บาท แล้วก็ปั่นหูให้แม่ชั่วโมงละ 100 บาท พอได้เงินมาแล้วมันพอซื้อสิ่งที่อยากได้ได้แล้ว ผมก็จะไม่ขอ แต่ถ้าเงินผมไม่พอ ผมก็จะขอแค่นั้นเอง

แม่นุช : สิ่งที่เขาขอถ้ามันขาดเหลือสักหนึ่งถึงสองร้อยบาท แม่ก็จะช่วยออกส่วนที่เหลือได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องเป็นของที่มีประโยชน์อย่างรองเท้า แต่ถ้าเป็นเกมเราก็มองว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น แต่ในมุมของเคนจิ คือ เขาบอกว่าคนที่เล่นเกม สามารถไปชิงเงินรางวัลได้เป็นล้านบาทเลยและเขาก็ว่าเขาทำได้ดีทีเดียวเลยอยากให้เราสนับสนุน

เคนจิ : ผมมีทีมแล้วครับพี่ จริงจังเลย เพราะเห็นในยูทูบหลายๆ ทีมทำได้ดีทั้งนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเพราะยังงงๆ กับวิธีการสมัครอยู่แค่นั้นครับ

เทคนิคที่คุณหมอแนะนำให้คือ?

แม่นุช : คุณหมอวิแนะนำให้คุยกับลูกว่าอยากได้อะไรก็บอกมาแล้วแม่จะซื้อให้ แต่ต้องสะสมความดีเพื่อแลกของสิ่งนั้นซึ่งเราจะใช้สติ๊กเกอร์เป็นตัวบอกว่าน้องสะสมความดีได้เท่าไรแล้ว อย่างสิ่งที่บ้านเราตกลงกัน คือ ให้เคนจิทำงานบ้านเป็นตัวสะสมความดี เช่น เก็บที่นอน ซักผ้าก็จะได้คะแนน แม่ว่าวิธีนี้ค่อนข้างได้ผลเลยทีเดียว ทั้งทำให้เขารู้จักทำงานบ้าน ดูแลตัวเอง ดูแลน้องได้และทำให้แม่รู้ความในใจของลูกว่าจริงๆ แล้วที่เขาขอแม่เยอะๆ เขาก็ไม่ได้อยากได้ไปหมดทุกอย่างหรอก ส่วนหนึ่งมันมาจากเขาอยากขอเวลาให้ได้อยู่ร่วมกับเรามากกว่าซึ่งยอมรับจริงๆ ว่าเราไม่ได้มีเวลาให้ลูกขนาดนั้น

เคนจิ : ผมก็ชอบวิธีที่แม่ได้จากหมอมาเหมือนกัน เพราะแม่จะให้สติ๊กเกอร์ที่ผมทำความดีเอาไว้ เช่น อาบน้ำให้น้อง ทำกับข้าว หุงข้าวอะไรแบบนี้ครับแล้วแม่ก็จะเอาสติ๊กเกอร์พวกนี้ไปติดไว้กับกระดาน  เป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆ แล้วถ้าผมสะสมคะแนนได้ครบที่ตกลงกันไว้ผมก็จะได้สิ่งที่ต้องการ แต่ตอนนี้ก็ยังได้ไม่เท่าไรเลยครับ

แม่นุช : (แม่พูดแทรกขึ้นมา) ต้องรอดูวันเกิดๆ ใกล้แล้ว วันที่ 29 พ.ค.นี่แหละ

คนสัมภาษณ์ : แหนะ!! ต้องมีเซอร์ไพรส์แน่ๆ เลย น้องเคนจิรอลุ้นนะครับ

เคนจิ : (หัวเราะ)

พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ไหม?

แม่นุช : พอใจมากเหมือนกับว่าเขาทำอะไรแล้วมันมีเป้าหมาย นอกจากนี้ กิจกรรมที่ได้ทำอย่างการทำงานบ้านมันก็เป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์ต่อตัวเขาเอง ไม่เคยซักผ้าเป็น ก็ซักผ้าเป็น ไม่เคยดูแลน้องก็ดูแลน้องได้ ไม่เคยทำกับข้าวก็ทำได้ซึ่งมองว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวของเขาแล้วพอทำมาได้สักพัก พฤติกรรมทุกอย่างก็จะกลายเป็นนิสัยของเขาแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลย

อีกอย่างที่ทำให้เราอึ้งมาก คือ มันส่งผลกับน้องๆ ของเคนจิด้วย เวลาน้องเห็นพี่เคนจิทำงานบ้าน น้องก็จะทำตาม เหมือนเขามีพี่ชายเป็นแบบอย่าง อย่างเก็บจานเมื่อกินข้าวเสร็จ แปรงฟันก่อนนอน ทำอาหารทานเอง กวาดบ้าน เก็บของ น้องๆ ก็จะช่วยทำ ทุกวันนี้เข้ามาช่วยแม่ถือของเวลาเห็นแม่ซื้อของมา มันถือว่าเป็นไปในทางที่ดีมาก และที่สำคัญก็คือไม่มีแล้วนะที่เราจะได้ยินแคนจิพูดว่าแม่ต้องซื้ออันนี้ให้เคนจินะ

เคนจิ : แต่สำหรับผมยังไม่พอใจกับผลลัพธ์เท่าไรครับ

คนสัมภาษณ์ : อ้าว ทำไมว่าอย่างนั้น

เคนจิ : มันยังดีไม่พอครับ มันต้องได้มากกว่านี้อีกครับ อยากลองทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้าน ตอนนี้ที่ทำคือซักผ้า ปั่นเสื้อผ้า ตากผ้า กวาดบ้าน เก็บของทุกอย่างในบ้าน มีแต่ดูดฝุ่นยังไม่ได้ทำครับ

คนสัมภาษณ์ : เฉียบ!!

ตอนนี้ยังใช้เทคนิคนี้อยู่ไหม?

แม่นุช : ยังใช้อยู่แล้วก็จะใช้ไปเรื่อยๆ เพราะอย่างเมื่อก่อนต้องบอกให้ทำ แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องรอให้บอก เขารู้ว่าว่าเขาตื่นขึ้นมาเขาต้องทำยังไง ตื่นขึ้นมาก็ต้องพับที่นอน มาทำกับข้าวให้น้องทานแล้วเขาก็ซักเสื้อผ้า เมื่อก่อนคือต้องได้บอกเขาเหมือนตอนนี้เขารู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำซึ่งตรงนี้มันทำให้แม่มองเห็นว่าเขาเป็นที่พึ่งให้น้องได้ แม่ก็กล้าฝากความหวังไว้กับเขาแล้วค่ะ

ให้คำแนะนำครอบครัวอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันหน่อยครับ

แม่นุช : อยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่ประสบปัญหาเดียวกันลองตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนกับลูกดู ชวนเขามาตั้งกฎกติการ่วมกันว่าลูกต้องสะสมสติ๊กเกอร์ได้กี่คะแนนถึงจะได้ของที่เขาต้องการ และที่สำคัญอย่าเพิ่งท้อตั้งแต่ต้นเพราะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกที่ลูกปรับตัวอยู่นั้น เขาอาจจะไม่ยอมทำสิ่งที่ตกลงกันไว้เลยก็ได้เพราะเขาจะคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาไม่อยากทำ

วิธีที่จะช่วยโน้มน้าวให้ลูกทำ คือ บอกเขาว่าถ้าหนูไม่ทำหนูก็จะไม่ได้ของนะ ทุกอย่างต้องได้มาจากการทำงานแลกนะ ถ้าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร และคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็ง ห้ามหยวนโดยเด็ดขาด ต้องให้เขาทำก่อนถึงจะให้คะแนนได้

เคนจิ : สำหรับผมก็อยากบอกเพื่อนๆ ที่เป็นเหมือนผมลองคิดว่าของที่เราอยากได้มันแพงเกินไปหรือเปล่า? ถ้าแพงไปก็อยากให้เห็นใจคุณแม่มั่งว่าคุณแม่มีเงินหรือเปล่า ถ้ามีเงินก็ซื้อ แต่ถ้าแม่ใครไม่ค่อยมีเงิน พยายามหาเงินไปจ่ายค่าหนังสือเรียน จ่ายค่าเสื้อนักเรียน ค่าเทอมก็ให้พอก่อน

นอกจากนี้ อยากฝากให้คิดเผื่อว่าถ้าเกิดวันนึงแม่เราไม่มีเงินขึ้นมา เงินที่เราจะขอให้เขาไปซื้อเพลย์สเตย์ชั่นให้กับนำมาซื้ออาหารให้เรากินอย่างไหนมันจะดีกว่ากัน ผมเคยเป็นแบบนั้นมาแล้ว มันแย่มากเลยเวลาที่ผมขอเยอะเกิน พอมองกลับไปก็รู้สึกเห็นใจแล้วก็สงสารแม่ครับ

ช่วยพูดถึงรายการรอลูกเลิกเรียนหน่อยครับ

แม่นุช : ยังไงก็ขอเชิญชวนทุกคนช่วยติดตามรายการรอลูกเลิกเรียนเทปนี้และก็เทปต่อๆ ไปด้วยนะคะซึ่งแม่ก็เชื่อว่าคุณแม่บ้านอื่นๆ จะได้ประโยชน์จากรายการนี้มากเพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวหลายๆ บ้านได้ ขอให้มาดูกันเยอะๆ  สามารถติชมพวกเราได้เต็มที่ พวกเราน้อมรับความคิดเห็นทั้งหมดค่ะ

หลังจากที่แอดได้คุยกับทั้งคู่พร้อมๆ กันก็รู้สึกได้เลยว่าทั้งคู่มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้านแม่นุชก็ดีใจที่ลูกของเธอเลิกพูดจาขอของบ่อยๆ แต่เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นทำดีบ่อยๆ เพื่อแลกของแทน ส่วนน้องเคนจินั้นก็เหมือนได้ทักษะการเอาตัวรอดระดับพื้นฐานได้เกือบหมดแล้ว เรียกได้ว่าไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่อดตายแน่นอนเพราะทำกับข้าวเป็น 5555

สำหรับผู้ปกครองคนไหนที่ประสบปัญหาเรื่องลูกชอบขอของรางวัลเหมือนกันนี้ก็ลองนำเทคนิคสติ๊กเกอร์สะสมความดีไปปรับใช้ดูนะครับ และอย่าลืมที่แม่นุชบอกว่าต้องอดทนในช่วงแรกๆ หน่อยนะ แต่รับรองได้ผลที่คุ้มค่ากลับมาแน่นอน

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ชอบขอของรางวัลได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ลูกชอบขอของรางวัล

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 5 ขอเสนอเรื่องราวของน้องเคนจิ วัยรุ่นที่ชอบขอของรางวัลกับทุกสิ่งไม่ว่าเรื่องที่ทำสำเร็จจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน พฤติกรรมของเคนจิทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงว่าเมื่อโตขึ้นเคนจิจะดูแลตัวเองลำบาก เพราะคาดหวังสิ่งตอบแทนอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ก็จะไม่ทำ

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่นุชมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่นุชจะจัดการกับลูกที่ชอบขอของรางวัลอย่างไร ติดตามชมพร้อมกันครับ

‘พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟัง’

พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟังนักจิตวิทยาคลินิกแนะให้พ่อแม่ฟังลูกมากขึ้น แต่พูดน้อยลง

เข้าใจเลยว่าที่พ่อแม่ต้องบ่นต้องสอนก็อยากให้ลูกได้ดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคำพูดของพูดแม่ดันไม่เข้าหูลูกๆ เลย คำพูดเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร?

John Duffy นักจิตวิทยาคลินิกและเป็นนักเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ลูกจะกรอกตามองบน พูดจาไม่ไพเราะหรือต่อต้านใส่พ่อแม่ เพราะทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพ่อแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกว่าต้องคุยกับลูกเพราะมันเป็นหน้าที่ การสนใจสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่าลูก การจู้จี้ เจ้ากี้เจ้าการลูกและที่สำคัญคือการพูดเยอะๆ แต่ไม่ฟังลูกเลย

คำพูดของพ่อแม่ที่มีประสิทธิภาพ VS ไม่มีประสิทธิภาพ

Melanie Greenberg นักจิตวิทยาคลินิกบอกว่าเด็กจะสามารถจำหรือเก็บข้อมูลในขณะที่อยู่ในวงสนทนาได้ประมาณ 30 วินาทีหรือประมาณ 2-3 ประโยคของผู้พูดซึ่งหมายความว่าถ้าเกินเวลาดังกล่าวเด็กก็อาจจะจำคำพูดของพ่อแม่ไม่ได้เลย (เศร้า)

ตัวอย่างของการพูดเยอะแล้วไม่มีประสิทธิภาพ “แม่ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะให้หนูไปเรียนเต้นกับติวเข้ามหา’ลัยพร้อมกันอย่างที่หนูขอเลยดีมั้ย? หนูก็รู้ว่ามันไม่น่าเรียนพร้อมกันได้ใช่ป่ะ? แบบเต้นก็เรียนปาไป 3 วันละจันทร์พุธศุกร์ ติวก็ติวทุกวันเวลาก็เหลื่อมกันด้วย แม่ว่าไม่โอเคหรอก เวลามันไม่พอ ไหนจะต้องมาเครียดเรื่องตัดชุดให้หนูเต้นโคฟเวอร์อีก…” ถือเป็นประโยคที่ยาวมากและจับประเด็นไม่ได้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไร

ในขณะที่อีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ประสิทธิภาพ สั้นๆ กระชับ “ถ้าลูกอยากทั้งเรียนเต้นทั้งติวพร้อมกันในเทอมนี้ แม่ว่าวันนี้เรามาคุยกันหน่อยว่าจะทำยังไงกับเรื่องเวลาที่เหลื่อมกัน โอเคมั้ย?” เห็นได้ชัดว่าประโยคนี้สั้นและจับใจความได้ง่ายขึ้นว่าแม่ต้องการขอให้ลูกทำอะไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟัง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟังคำของคุณ

  1. ใช้คำพูดให้น้อยลง พูดแค่คุณต้องบอก เอาให้ชัดและรัดกุมในคำไม่กี่คำ
  2. ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะการใช้น้ำเสียงที่อ่อนจะทำให้ลูกอยากตอบและตั้งใจฟัง
  3. อาศัยความอดทน มันก็ต้องมีบ้างแหละที่จะรู้สึกหงุดหงิดลูกตัวเองที่ไม่เชื่อฟัง แต่มันเป็นเรื่องปกติที่บ้านอื่นก็เจอ มันเป็นวัยของลูกที่เริ่มโตแล้วตีตัวออกห่างพ่อแม่ ดังนั้น จึงอยากให้พ่อแม่อดทนและดูเขาพวกเขาด้วยวิธีการเหล่านี้ต่อไป

เครดิต

washingtonpost , psychologytoday , huffpost

สัมภาษณ์น้องพรามณ์ ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

#แม่เป็นห่วงได้แต่ไม่ต้องพูดเยอะ

เดือดซะเหลือเกิน!! คำพูดข้างต้นของน้องพราหมณ์ เด็กดื้อเงียบที่ออกรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน  ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านที่แม่ถามอะไรก็ไม่ค่อยอยากตอบ ต้นเหตุมาจากการที่แม่พูดเยอะ อธิบายเยอะด้วยความเป็นห่วง แต่ว่ามันไม่โอเคกับลูกเสมอไป ลองมาดูมุมมองของน้องพรามณ์กันว่ามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

ทำไมก่อนหน้านี้ถึงเลือกเงียบใส่แม่?

หนูคิดว่าพอพูดอะไรไปแล้วแม่ก็ไม่ค่อยฟัง พูดไปก็ไม่ชนะเขา เหมือนถ้าพูดไปยังไงเขาก็เลือกทำในสิ่งที่เขาคิดว่าทำถูก โดยที่ไม่จำเป็นต้องฟังเราเลยก็ได้

ลองยกตัวอย่างเรื่องที่แม่ไม่ฟังเราให้หน่อย

อย่างเรื่องทำงาน ปกติหนูจะรับงานโฆษณาบ้าง แต่มีช่วงหนึ่งที่หนูไม่อยากทำงานเพราะหนูไม่ชอบงานนั้น แม่ก็จะมาละ จะมาพูดประมาณว่า “ทำไมไม่ทำ”, “ทำไมไม่ลองไปดูล่ะ” พูดแบบนี้เยอะๆ ซ้ำๆ จนหนูอารมณ์เสีย แค่หนูบอกว่าไม่ชอบมันก็น่าจะพอแล้ว เพราะหนูคิดว่าการที่เราทำสิ่งที่ไม่ชอบ งานมันก็จะออกมาไม่ดี แต่ตอนนั้นแม่ไม่หยุด หนูก็เลย ได้ ไม่พูดต่อแล้ว

นอกจากนี้ก็เวลาหนูไปเที่ยว แม่จะถามว่าไปไหน ไปกับใคร บางทีหนูก็แบบขี้เกียจตอบ ก็เลยแบบไม่อยากคุยด้วยและ แล้วทีนี้แม่ก็จะแบบ ก็แค่ถามเอง แต่น้ำเสียงเขาจะแบบไม่ค่อยพอใจ หนูก็เลยไม่อยากคุยด้วย

คุณแม่เริ่มเป็นแบบนี้ ตั้งแต่หนูอายุเท่าไร

น่าจะตั้งแต่ 10 กว่าขวบ แม่ก็เริ่มเป็นแบบนี้แล้ว

ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอย่างไร?

หนูรำคาญก็แม่พูดมาก เรารู้สึกว่าเราพูดแค่นี้คือจบแล้ว แต่แม่ก็ยังถามต่อนู่นนี่นั่น แม่ต้องการอะไร

หนูหวังอะไรจากการที่เงียบใส่แม่?

ไม่ได้หวังค่ะ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายมันจะจบยังไงก็เลยคิดว่าพูดไปมันก็ไม่มีประโยชน์

แต่เรื่องเจาะหู ถึงแม่จะห้าม หนูก็ยังไปเจาะหูมาเพิ่มไม่ใช่เหรอ?

หนูรู้อยู่แล้วว่าถ้าหนูไปขอเขา หนูก็ไม่ได้เจาะก็เลยแอบไปเจาะเลยดีกว่า มาเห็นทีหลังยังไงก็ห้ามเราไม่ได้แล้ว

หลังจากไปออกรายการรอลูกเลิกเรียน แม้ในรายการแม่จะทำให้เราพูดไม่ได้พอกลับไปแล้วแม่ยังทำตามคำแนะนำของหมอให้เราเห็นอยู่ไหม?

ทำค่ะ ช่วงนี้จะมีบ้างบางเรื่องที่แม่จะฟังเราเพียงฝ่ายเดียว ไม่ค่อยพูดเยอะแล้ว เช่น เรื่องเลือกคณะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะบอกเรียนอันนั้นดีกว่า อันนี้ดีกว่า เพราะเขาไม่อยากให้เราเรียนนิเทศ แต่ตอนนี้เวลาที่ได้คุยเรื่องนี้ คือ เรียนที่อยากเข้าเลย หนูก็รู้สึกว่าสบายใจดี ไม่ต้องเครียดมาก ไม่ต้องมาทะเลาะกับแม่เรื่องนี้

หลังจากที่แม่พยายามปรับตัวแล้วเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหนูกับแม่เป็นอย่างไร?

ก็ดีขึ้นนิดนึงมั้งคะ เขาก็มาลูบหัว มากอด แต่ก่อนไม่ค่อยทำ เอาจริงๆ หนูก็รู้สึกแปลกๆ นะคะ จะทำ ไม่ทำก็เฉยๆ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ที่ดีขึ้นก็อย่างที่บอกเรื่องชวนทะเลาะ มันลดลงไปบ้าง อย่างเรื่องงานที่หนูทำปกติจะเถียงกันบ่อย เพราะหนูไม่อยากทำ แต่แม่อยากให้ทำ ตอนนี้แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเท่าไรแล้ว

พอเห็นคุณแม่ทั้งที่พูดเยอะกับปรับตัวแล้ว หนูพอเข้าใจไหมว่าทำไมแม่ถึงทำอย่างนั้น?

เข้าใจค่ะ เขาน่าจะเป็นห่วงเราแหละ อีกอย่างเขาก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว เราพอเข้าใจได้

เข้าใจแล้ว แต่ถ้าแม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกล่ะ หนูจะทำยังไง?

ก็คงไม่ฟังเขาอีกแหละค่ะ (หัวเราะ) จะให้หนูทำยังไงอ่ะคะ

พอได้คุยกับน้องพรามณ์แล้วแอดว่าแอดก็เข้าใจทั้งสองฝ่ายนะว่าที่พ่อแม่อธิบายเยอะก็เพราะความห่วง ส่วนน้องพรามณ์ที่เงียบก็เพราะตัดความรำคาญ เลยคิดว่ามันควรหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ได้

ถ้าพ่อแม่ยังหาทางออกไม่ได้ก็ลองทำตามเทคนิคของคุณหมอวิจากรายการรอลูกเลิกเรียนดู คือ พูดสั้นๆ ว่าไม่ชอบอะไร บอกความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้นแล้วก็ขอร้องให้ลูกไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เยิ่นเย้อก็จะทำให้ลูกรับรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการและไม่รำคาญได้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

Scroll to top