afterschool

คุณแม่แบบไหนที่แฟนของลูกนับถือให้เป็น “แม่ยายในฝัน”

พูดกันตรงๆ เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่เด็กวัยรุ่นจะชมพ่อแม่แฟนด้วยความจริงใจ

แต่คุณเติ้ลสมาชิกเพจ Toolmorrow อดีตเด็กปวช.ที่คบเด็กม.2 ก็เล่าเรื่องราวความประทับใจที่มีต่อแม่แฟนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่สามารถเปลี่ยนความคิดแย่ๆ ของคุณเติ้ลให้กลายเป็นความหวังดีกับลูกสาวเขาอย่างจริงใจตลอดระยะเวลาที่คบกันได้ 

มาดูกันว่าคุณแม่(อดีต)แฟนของคุณเติ้ลมีดีอย่างไรถึงทำให้คุณเติ้ลประทับใจอยู่ แม้เวลาจะผ่านมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้วจากบทสัมภาษณ์นี้เลย

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่คุณรู้จักแม่แฟนคนนี้ครั้งแรกให้ฟังหน่อยครับ

วันนั้นผมโทรหาแฟนแต่แม่แฟนรับสายเพราะแฟนอาบน้ำอยู่ แม่บอกให้รอสายสักพักแล้วก็เข้าประเด็นถามผมเลยว่าใช่แฟนน้องหรือเปล่า ผมอึ้งไป ตอนแรกกะจะวางหู แต่ก็รวบรวมความกล้าตอบไปตรงๆ เลยว่ากำลังคุยๆ กันอยู่ แต่ยังไม่ตกลงเป็นแฟนเพราะตอนนั้นผมก็กำลังจะจบปวช. ส่วนน้องก็เรียนอยู่แค่ม.2 เอง 

พอตอบไปแบบนั้น แม่ไม่ได้ว่าคุณไม่จริงใจกับลูกเขาเหรอ

ยังครับ แม่ถามต่อว่ารู้จักน้องได้ยังไง ผมเลยตอบว่าเจอน้องตอนผมไปเล่นบาสที่โรงเรียน เห็นว่าน้องน่ารักและมีคนเข้าหาน้องเยอะ และสุดท้ายผมก็มีโอกาสได้ไปคุยซึ่งตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดจะจีบหรืออะไรนะเพราะน้องเขาอายุห่างกับผมเยอะอยู่ แต่พอผมได้คุยไปนานๆ ผมรู้สึกชอบ เพราะน้องเขาน่ารักและมีความคิดเป็นผู้ใหญ่  เข้าใจระยะห่างกับคนต่างเพศได้ดี ผมชอบตรงจุดนี้ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้จะคบกันเป็นแฟนได้หรือเปล่า ผมแค่อยากจะลองคุยกับน้องไปแบบนี้ก่อนครับ ผมถามแม่น้องว่า แม่ อนุญาตมั้ยครับเค้าตอบแทบจะไม่คิดเลยว่าได้  ทำให้ผมอึ้งไปเลย

คุณกำลังจะบอกว่าคุณประทับใจในความใจกว้างของแม่แฟน?

ใช่ครับ แต่ว่ามีมากกว่านั้นอีก แม่แฟนคนนี้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ไม่อึดอัดเวลาที่เจอกันด้วยครับ มีวันนึงเขามารับน้องที่โรงเรียน และเขาก็มาคุยกับผมอีก เหมือนว่าผู้ใหญ่คุยกับเด็กอะไรทำนองนั้นเลย จุดนั้นทำให้ผมผ่อนคลายมาก และก่อนจะกลับเขามาคุยกับผม 2 คนว่าฝากดูแลน้องด้วยนะ แม่ว่าแม่ไว้ใจไม่ผิด ถ้าพี่เห็นผมก็คงคิดเหมือนผมว่าแม่เชื่อใจคนอย่างผมได้ไง อารมณ์คล้ายๆ คนติดยาด้วยซ้ำ  ผอมๆ ดำๆ แต่แม่ก็ให้ความไว้วางใจกับผมจากการคุยกันแค่ 2 ครั้ง ผมก็เลยตอบว่าได้ครับ ผมจะดูแลน้องให้ดีที่สุดไม่ให้แม่ต้องเป็นกังวลแน่นอน หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยวกันบ้าง แต่แม่ของน้องก็จะไปด้วยตลอด ผมกับน้องก็ไม่ได้อึดอัดอะไรนะครับ สบายใจและขอบคุณเขาด้วยซ้ำ คือผมไม่ต้องออกอะไรเลย (หัวเราะ) จุดนี้ ผมบอกได้เลยว่า วัยรุ่นที่เจอแม่ของผู้หญิงแบบนี้ ไม่มีโอกาสได้คิดร้ายกับลูกเขาแน่ๆ

ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น

ผมคิดว่ามันเป็นการที่น้องได้รับการเลี้ยงดูจากแม่อย่างใส่ใจจนทำให้น้องมองออกว่าผู้ชายคนไหนดีหรือไม่ดีได้ แต่ถ้าน้องมองไม่ออกจริงๆ ก็ยังวางใจได้ที่แม่ของน้องก็ยังสอดส่องดูแล มาแสกนอีกทีว่าผู้ชายคนนี้ผ่านไหม สมควรเป็นเพื่อนต่างเพศของลูกไหม 

ถ้าพูดกันตามตรงเลยผู้ชายที่คิดไม่ดีกับฝ่ายผู้หญิงจริงๆ จะทนคบกับผู้หญิงที่จะทำอะไร จะไปที่ไหนก็มีแม่ตามไปด้วยตลอดได้เหรอ ผมคิดว่าสุดท้ายยังไงต้องเลิกเพราะไม่ใช่แนวที่จะคบด้วย อย่างผมก็ยอมรับเลยว่าก็เป็นคนที่มีความคิดเหมือวัยรุ่นผู้ชายทั่วไปที่เวลาคบเด็กจะหวังอะไร น่าจะพอเดากันออกนะครับ แต่เจอแม่ฝ่ายผู้หญิงแบบนี้ ความคิดที่ไม่ดี มันมลายหายไปหมด มีความเคารพมีความเกรงใจ และให้เกียรติน้องเขาตลอด ดังนั้น ผมว่าการที่ผู้ปกครองทำให้ลูกตัวเองไว้ใจที่จะคุยได้ทุกเรื่องมันเป็นการปกป้องลูกได้ดีอย่างหนึ่งเลยครับ

ข้อดีของการได้รู้จักแม่แฟนที่มีนิสัยแบบนี้

แม้ตอนนี้ผมกับน้องจะเลิกกันแล้วและก็ไม่ได้ติดต่อกับแม่เขาแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกดีกับการสอนของแม่น้องเขาอยู่เลย แม่ของน้องเล่าว่าก็เคยพลาดมาเหมือนกัน แต่เขาไม่เอาความพลาดนั้นมาห้ามลูก เพราะการที่เขาพลาดมาจากที่บ้านห้ามนั่นแหละ ผมเลยมองว่าแม่น้องน่ารักมากๆ และผมก็จะสอนลูกแบบนี้เหมือนกัน

อย่างที่แอดบอกไว้แต่แรกว่าหายากนะที่จะเจอแฟนของลูกคนไหนชมพ่อแม่แฟนด้วยความจริงใจแบบนี้ จากกรณีของคุณเติ้ลผ่านมาเป็น 10 แล้วเขาก็ยังจำคุณแม่ของแฟนเก่าท่านนี้ได้แม่น ทั้งวิธีการพูดคุยกับลูกเรื่องแฟน การแสดงออกด้วยท่าทีที่น่าเคารพต่างๆ ต่อคุณเติ้ลจนสุดท้ายก็ช่วยทำให้ความคิดที่ไม่ดีของคุณเติ้ลหมดไป รวมทั้งคุณเติ้ลยังจดจำวิธีการสอนลูกดีๆ แบบนี้ไปใช้กับครอบครัวตัวเองต่อไปอีก 

ฉะนั้น สำหรับพ่อแม่ที่ลูกอยู่ในวัยนี้ก็ลองเปิดใจให้เขาได้ลองมีความรักดูครับ ไม่ต้องปิดกั้น คุณอาจจะแค่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในวันที่เขามีความสุขหรือเจ็บจนทนไม่ไหวดีไหมครับ?

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

นักจิตฯ แนะวิธีเยียวยาหัวใจลูก เมื่อลูกตกเป็นประเด็นให้คนอื่นนินทา

เราจะเห็นบ่อยๆ เวลาที่มีข่าวเด็กสาวมีเพศสัมพันธ์หรือท้องในวัยเรียน พ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องเรียกผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายมาคุยกันว่าจะแก้ปัญหาร่วมกันอย่างไร และหลายครั้งเมื่อผู้ใหญ่คุยกันเสร็จมักจะจบลงด้วยการแต่งงานเสมอ โดยเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องแก้ไขด้วยวิธีนี้เกิดจากความอับอาย กลัวถูกสังคมประณามนั่นเอง (ข่าวฉบับเต็ม : http://bit.ly/2LmQd7q)

วันนี้แอดเลยชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิตมาเผยมุมมองเรื่องเพศและเทคนิคแก้ปัญหาสำหรับพ่อแม่ที่ลูกทำผิดพลาดในเรื่องเพศไป มาดูคำตอบของนักจิตวิทยาท่านนี้ได้ที่บทสัมภาษณ์ด้านล่างเลยครับ

พี่เจมส์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธุ์ในวัยเรียน รวมไปถึงวัยรุ่นที่ท้องในวัยนี้

ขอเคลียร์ตรงนี้ก่อนว่าการท้องก่อนแต่งกับการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนคนละประเด็นกันนะ การท้องก่อนแต่งมันไม่เหมาะสมอยู่แล้ว ถึงจะพูดให้มันเหมาะสมยังไงก็ไม่เหมาะ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าไม่เหมาะสมแล้วจัดการยังไง นั่นเรื่องนึง แต่สำคัญกว่าคือถ้าคุณรักจะมีเพศสัมพันธ์คุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะป้องกันอย่างถูกต้อง พี่ซีเรียสเรื่องนี้มากกว่า

การห้ามวัยรุ่นให้มีเพศสัมพันธ์มันยาก มันเป็นเรื่องหลอกตัวเองที่จะให้วัยรุ่นสมัยนี้บริสุทธิ์ไปจนถึงวันแต่งงาน ฉะนั้น ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกให้ไม่มีเพศสัมพันธ์ไปจนกระทั่งแต่งงานได้ พี่ก็ดีใจนะ แต่ถ้ามันไม่ได้พ่อแม่ก็ควรจะสอนเรื่องเพศที่ถูกต้องให้ลูกเพราะเวลาพี่มีโอกาสไปสอนผู้ปกครอง พี่มักจะถามคำถามหนึ่งเสมอ “คุณพร้อมให้ลูกของคุณมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุเท่าไร” คำตอบที่ได้มีเยอะหลากหลายมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นจบปริญญา บางคนจบปริญญาโทพร้อมมีงานที่มั่นคง พี่เลยบอกว่า คุณลองถามใจคุณจริงๆ ตัวคุณมีเพศสัมพันธุ์ตั้งแต่อายุเท่าไร คุณไม่ต้องตอบหรอก แต่เจมส์เชื่อว่าสิ่งที่เขาตอบ ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาพูด คุณคาดหวังได้กับทุกอย่างแหละ แต่คุณก็รู้อยู่ มันทำไม่ได้ มันจะดีกว่าไหมถ้าคุณจะให้ลูกคุณรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้องติดตัวไว้ จะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ไม่เป็นไร แต่ก็ต้องรู้ ตรงนี้สำคัญกว่า

ถ้าอย่างนั้น ผู้ปกครองควรสอนเรื่องเพศกับลูกอย่างไร

ควรเป็นการสอนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การบอกส่งๆ อย่าง “มีแฟนก็ใส่ถุงนะ” มันไม่ได้ประโยชน์อะไร และการสอนต้องสอนตั้งแต่เด็กๆ ค่อยๆ ทีละน้อย เพราะมันจะมีระดับ อย่างเด็กที่กำลังเรียนประถมตอนปลายก็ต้องสอนเรื่องพื้นที่ส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ถามลูกว่า “หนูเป็นผู้หญิงแล้วมีเพื่อนหรือครูมาโอบไหล่หนูได้ไหม” “ใครมาโอบไหล่หนูได้บ้างที่เป็นเพศตรงข้าม พ่อได้ไหม” อันนี้ได้ หรือ “ใครจับอวัยวะเพศหนูได้บ้าง” พ่อมาจับได้ไหม? ลุงจับได้ไหม พี่ชายจับได้ไหมก็ไม่ได้จริงไหม เรื่องพวกนี้เราต้องสอนเขา พอมาถึงระดับมัธยมก็จะมาสอนอีกระดับหนึ่ง สอนเรื่องการคุมกำเนิด การมีเพศสัมพันธ์ เรื่องหน้าอก อสุจิของผู้ชาย ฯลฯ ตรงนี้คือเป็นหน้าที่พ่อกับแม่โดยตรงเลย 

บางครั้งเมื่อลูกพลาดไปมีเพศสัมพันธ์และดันอยู่ในสังคมที่เคร่งเรื่องนี้มากๆ พี่เจมส์คิดว่าเวลาที่เด็กกลุ่มนี้โดนนินทาเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วไหม

มันก็ไม่ดีแหละ ถามว่ามีใครอยากเป็นขี้ปากชาวบ้านไหม มันต้องโดนอยู่แล้ว ถามว่าอายไหมก็อายอยู่แล้ว รู้สึกผิดไหม รู้สึกผิดอยู่แล้ว แล้วประเด็นคือเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องซุบซิบที่สนุกเอามากๆ เพราะฉะนั้น มันห้ามไม่ได้อยู่แล้วซึ่งตรงนี้ต้องทำใจ 

เด็กกลุ่มนี้ต้องผ่านจุดต่ำสุดนี้ไปให้ได้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวที่สำคัญ คือ ครอบครัว ถ้าครอบครัวให้กำลังใจมันก็ดี รวมไปถึงทัศนคติคนรอบข้างด้วย เพราะล่าสุดเมื่อต้นปีพี่เห็นมีกฎกระทรวงออกมาว่าเด็กท้องสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติได้ แต่ในความเป็นจริงโรงเรียนก็พยายามบังคับให้เด็กลาออกอยู่ดี เพราะทัศนคติของครูมองว่าถ้าปล่อยเด็กที่ท้องอยู่ในโรงเรียน เด็กท้องจะเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับเพื่อนๆ เด็กท้องจะมาพูดโพนทะนาว่าท้องไปก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ท้องไปก็เรียนได้ตามปกติ คือ ตราบใดที่ครูยังเชื่อทัศนคติแบบนี้ ไม่ได้ให้โอกาสเด็กมันก็จะเป็นเรื่องยากเหมือนกัน

แต่ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว มันก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่พ่อแม่จะไม่รู้สึกเสียใจ ถ้ารู้ว่าลูกตัวเองท้องก่อนแต่ง

ถูก ผู้ปกครองจึงต้องให้อภัยตัวเองก่อน เรื่องนี้สำคัญมากๆ เลย ต้องเข้าใจว่าทุกคนผิดพลาดได้ซึ่งความผิดพลาดครั้งนี้ดันมีผลลัพธ์ที่รุนแรง ไม่ต่างจากพ่อแม่บางคนที่ผิดพลาดจากการปล่อยลูกไปข้างนอกแล้วเกิดอุบัติเหตุรถล้ม หัวกระแทกพื้นจนสมองพิการ หรือบางคนปล่อยให้ลูกไปเรียนในที่ที่ลูกไม่ได้มีความสุขกับมัน ลูกเศร้า มีความทุกข์ รู้สึกแย่ จนบางครั้งมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่นั่นก็คือความผิดพลาดที่ทุกคนสามารถทำได้

นอกจากการให้อภัยตัวเองแล้วก็ต้องให้อภัยลูก ไม่ใช่มาย้ำว่าเป็นเพราะลูก เราส่งไปเรียนแต่ลูกดันไม่รักดี อย่าเอาความผิดพลาดมาพูดซ้ำๆ ให้เสียใจเล่น ควรให้กำลังใจกัน เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน พี่ว่าตรงนี้แหละจะทำให้มันผ่านพ้นเวลาแบบนี้ไปได้

การถูกนินทามันต้องส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กกลุ่มนี้อยู่แล้ว พ่อแม่ในฐานะคนที่ใกล้ชิดกับลูกที่สุดควรให้ความช่วยเหลือลูกอย่างไร

ต้องให้กำลังใจกันเยอะๆ และก็ต้องบอกให้ลูกเข้มแข็ง ผ่านคำพูดแย่ๆ ของคนอื่นไปให้ได้ซึ่งพี่เคยเจอกรณีหนึ่งเป็นคนใกล้ตัวพี่นี่แหละ น้องเขาพลาดท้องตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เลิกกับแฟน แต่ตอนนี้เขาก็มีหน้าที่การงานที่ดีเป็นพยาบาล น้องคนนี้เขาผ่านเรื่องนี้มาได้เพราะกำลังใจจากครอบครัวล้วนๆ รวมทั้งแม่ของเขาที่เป็นแม่วัยรุ่นเหมือนกัน มีประสบการณ์เหมือนกันเลยช่วยกันประคับประคองกันมาได้

เหมือนพี่กำลังจะบอกว่าการท้องในวัยเรียนมันก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอ

ถามว่ามันถูกต้องไหม มันก็ไม่ถูกต้อง เป็นขี้ปากคนไหม มันก็เป็น แต่แคร์ไหม ชีวิตตอนนี้ของเขา มันโอเคไม่ใช่หรอ มันก้าวข้ามตรงนั้นมาได้แล้ว ใช่ น้องเขาสะดุดหินโดยการมีลูก แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ไม่ต่างจากคนอื่น พี่ว่ามันมีสิ่งที่น่าอายกว่า คือ สมมติน้องคนนี้ท้อง มีลูกออกมาแล้วเปลี่ยนแฟนไปเรื่อยๆ หางานดีๆ ทำไม่ได้ ตอนนี้เขาก็ใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ มันเลยขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร มองมันเป็นปัญหาและจมดิ่งอยู่อย่างนั้นหรือว่าจะหาทางออกที่ช่วยพัฒนาตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเดิมต่างหาก

แอดเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนก็คงไม่อยากให้ลูกของตัวเองต้องโดนใครนินทาเพราะความผิดพลาดของเขาเองหรอก อย่างที่พี่เจมส์บอกพ่อแม่ต้องสื่อสารเรื่องเพศกับลูกผ่านการสอนให้ลูกเข้าใจอย่างจริงจังก็เป็นเกราะป้องกันชั้นดีเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องร้ายกับลูก หรือในทางที่แย่ที่สุด ถ้าลูกเกิดพลาดขึ้นมาแล้วการพูดคุย การให้กำลังใจของพ่อแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ลูกผ่านวันเหล่านี้ไปได้ ฉะนั้น เข้าไปคุยกับลูกเรื่องนี้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดกันครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

วิธีชวนลูกคุยเรื่องความรักในวัยที่มี “ความลับมากที่สุด”

รู้หรือไม่? ลูกของคุณจะมีความลับมากที่สุดตอนไหน

คำตอบ คือ ช่วงอายุ 13-16 ปีและถ้ายิ่งกำลังอินเลิฟอยู่ด้วยล่ะก็จะให้พวกเขาพูดออกมาก็ยากหน่อยครับ

รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เคยกล่าวไว้ว่าวัยรุ่นอายุ 13-16 ปีเป็นช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศอย่างเทสโทสเตอโรนสูงมากประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนที่แสวงหาความสุข หรือที่เรียกว่า Limbic reward system มีการตอบสนองมากกว่าปกติ

เมื่อทั้งสองปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นมาพร้อมกันก็ทำให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็น อยากทำอะไรใหม่ๆ ที่ตื่นเต้นเร้าใจและเริ่มต้องการพื้นที่ส่วนตัว เพราะพวกเขากำลังเรียนรู้การเป็นผู้ใหญ่เพื่อสร้างความสัมพันธ์และอยากได้รับการยอมรับจากคนภายนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัวตัวเอง เช่น เพื่อน แฟน ฉะนั้น พ่อแม่ก็อย่าเพิ่งเครียดไป หากลูกไม่ค่อยพูดด้วย โดยเฉพาะเรื่องความรักของเขา

อย่างไรก็ตาม แม้การพูดคุยเรื่องราวความรักกับลูกในวัยนี้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็พอมีเทคนิคให้พ่อแม่ได้เริ่มการสนทนาเรื่องนี้กับลูกได้อยู่ครับ

  1. อธิบายให้ลูกรู้ว่าความรักที่ดีเป็นอย่างไร โดยอธิบายว่าความสัมพันธ์ที่ดีนั้นมาจากความเคารพ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ การสื่อสารและการให้ความช่วยเหลือ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
  2. อธิบายให้ลูกเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ‘ความหลงใหล’ กับ ‘ความรัก’ เนื่องจากทั้งสองอย่างมีความคล้ายคลึงกัน พ่อแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าความหลงใหล คือ ความรู้สึกชอบมากๆ แทบกินไม่ได้ นอนไม่หลับเมื่อไม่ได้เจอ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็วต่างจากความรักที่คนสองคนจะใช้เวลาศึกษานิสัยกันและกันไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่
  3. คุยกับลูกเรื่องเพศสัมพันธ์ ตอนนี้เป็นยุคของการเปิดกว้าง พ่อแม่อย่าอายเลยครับที่จะคุยเรื่องนี้กับลูก ให้พวกเขาได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้จากคุณดีกว่าไปศึกษาเองจากที่ไหนก็ไม่รู้นะครับ เทคนิคการคุยนั้นก็แนะนำว่าให้เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่าการบอกตรงๆ เพราะลูกอาจจะไม่ฟังได้ โดยเรื่องที่คุยก็จะเป็นข้อดีข้อเสียของเพศสัมพันธ์ คุณค่าทางจริยธรรม ความรับผิดชอบ ความเชื่อส่วนตัวและยึดตามหลักศาสนาที่คุณนับถือ
  4. ตั้งขอบเขตให้ลูกว่าวัยนี้รักได้เท่าไหน การตั้งกฎถือเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างเช่นการท้องในวัยเรียน ฉะนั้น พ่อแม่ควรคุยกับลูกเรื่องกำหนดเวลากลับบ้านซึ่งต้องคุยแบบไม่บังคับให้เป็นข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย
  5. บอกให้ลูกรู้ว่าคุณสนับสนุนให้เขามีรักที่ดี อาจจะเป็นการรับ-ส่งลูกเวลาที่ลูกออกเดท คอยให้คำปรึกษาหรือแสดงออกให้เห็นว่าคุณเห็นใจเวลาที่เขาเสียใจ แม้กระทั่งลองเล่าเรื่องราวความรักของคุณให้เขาฟังบ้างก็ได้เพื่อให้เขารู้ว่าคุณคอยเป็นที่พึ่งสำหรับเขาได้ตลอดเวลา
  6. ใช้คำพูดที่เปิดกว้างและไม่จำกัดเพศ เวลาจะถามลูกเรื่องความรัก ความรักไม่ได้เกิดขึ้นได้ระหว่างเพศตรงข้ามเท่านั้น ฉะนั้น หากคุณมีคำถามเรื่องแฟนกับลูก ลองใช้คำพูดกลางๆ อย่างประโยคที่ว่า “ตอนนี้ลูกกำลังสนใจใครอยู่หรือเปล่า?” แทนที่จะใช้คำว่า “ลูกชอบผู้ชายคนไหนอยู่หรอ?” สำหรับลูกสาว หรือ “ลูกชอบใครอยู่หรือเปล่า? ใครเป็นผู้หญิงโชคดีคนนั้นน้า?” สำหรับลูกชาย เพราะการพูดแบบนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกเปิดใจกับคุณเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของเขาหรือเธอได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญมันทำให้พสกเขารู้สึกสบายใจและเป็นตัวของตัวเองได้ในวันที่เขามีความรัก
  7. เคารพความคิดของลูกเวลาที่คุยกันเรื่องความรักของเขา พูดจาสุภาพและให้ความเคารพเรื่องความรักของลูกผ่านการเคารพความเป็นตัวตน ความคิดเห็นและความเชื่อของเขา เพราะการสื่อสารด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงออกถึงสิ่งที่เขาคิดมันจะช่วยพัฒนาการเห็นคุณค่าในตัวเองให้ลูกได้

วิธีเริ่มต้นพูดคุยกับลูกเรื่องความรักมีอยู่มากมาย แต่ใจความสำคัญของการพูดคุยเรื่องนี้ คือ ความเข้าใจ กล่าวคือถ้ายังไม่พร้อมที่จะบอกเรื่องความรักของเขา พ่อแม่ก็ไม่ควรคะยั้นคะยอให้เขาพูดปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ หากวันไหนเขาพร้อม เวลามีปัญหาเขาก็จะเดินมาหาเราเองและวันนั้นพ่อแม่จะเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาเลย

Sourcethepotential.org , goodtherapy.org

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์แม่อิ๋ว – น้องอิง ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

วิธีทำให้ลูกเล่าเรื่องแฟนให้พ่อแม่ฟังอย่างหมดเปลือก ฉบับแม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์

คุณพ่อคุณแม่เคยเป็นกันไหม เวลาเปิดประเด็นเรื่องความรักของลูกทีไร ลูกก็จะไม่บอก เอาแต่เขินบิดไป บิดมาจนสุดท้ายพ่อแม่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแฟนลูกน่ะมีไหม?

แม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์ก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เธอก็สนิทกับลูกมากๆ เรื่องอื่นๆ คุยได้เต็มที่ แต่พอถามถึงรุ่นพี่สุดหล่อของ “น้องอิง” ลูกสาวของแม่อิ๋วคนนี้ก็จะปิดปากเงียบ ไม่บอกหรือเวลาบอกก็บอกปัดๆ ว่าแฟนหนูก็นักร้องเกาหลีไงแม่!!

แต่แม่อิ๋วของเราไม่อยากให้ลูกปิดบังเธอในเรื่องนี้ มาดูกันว่าแม่อิ๋วจะทำอย่างไรและวิธีนี้ได้ผลแค่ไหน ไปติดตามกันครับ

แม่ลองเล่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากมาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนหน่อย

แม่อิ๋ว : ปัญหาของบ้านเรา คือ ลูกไม่ยอมเล่าเรื่องแฟนให้แม่ฟัง คนในบ้านเขาจะเล่าให้ย่าฟังคนเดียวซึ่งเราเข้าใจได้ว่าเพราะน้องอยู่กับจันทร์ถึงศุกร์ก็ต้องสนิทกันเป็นธรรมดา แต่แม่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้เขาถึงเล่าให้ย่าฟัง แต่ไม่เล่าให้เราฟังเลย เรารู้เรื่องจากย่ามาอีกที แม่ก็เลยพยายามหาทางให้เรามีบทบาทในเรื่องนี้กับลูกมากขึ้น

น้องอิง : จริงๆ เรื่องอื่นหนูก็คุยกับแม่นะคะ แต่ว่าเรื่องแฟนหนูก็จะเขินแม่ ไม่รู้จะบอกยังไง อีกอย่างก็คือกลัวแม่ดุด้วย อาจจะหวงหนูมากๆ เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว แถมเคยบอกกับหนูว่าให้ตั้งใจเรียนก่อนอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องความรักเลย

ตอนนั้นน้องอิงบอกกับย่าเรื่องแฟนอย่างไรบ้าง

น้องอิง : ก็บอกแบบเขินๆ นั่นแหละค่ะ ตอนนั้นอยู่ด้วยกันกับย่าแค่ 2 คน เลยบอกไปว่า “เนี่ย ตอนนี้หนูมีคนคุยแล้วนะ” ย่าก็ตอบว่าคุยได้ก็ไม่ว่า แต่ก็สอนว่าต้องรู้จักระวังตัว รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแค่นั้นเอง

แม่อิ๋ว : แต่สำหรับแม่ไม่เคยมีแบบนี้เลยนะคะ เวลาเราเปิดประเด็นเรื่องแฟนทีไร ทั้งๆ ที่เราพูดแบบแซวลูกซึ่งในความคิดของเรามองว่ามันน่าจะเป็นวิธีที่ดีในการเข้าหาลูก แต่สุดท้ายไม่ใช่ เราจะได้แต่คำตอบเดิมๆ ว่า “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” หรือไม่ก็เบี่ยงประเด็นไปที่นักร้องเกาหลี แบบ “ใช่ มีหลายคนเลย อยู่เกาหลีน่ะแม่” เป็นอย่างนั้นไป

แต่ว่าเวลาที่แม่ไปเจอย่า ย่าก็จะมีเรื่องของเขามากมายมาเล่าให้เราฟังตลอด พอไปถามซ้ำให้แน่ใจก็ได้คำตอบเดิม “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” แม่ก็แบบอะไรคือปกติ อะไรคือเล่าให้ย่าฟังแต่ไม่เล่าให้แม่จะเก็บไว้ทำไม

น้องอิง : ก็ตอนนั้นหนูรู้สึกเขินๆ หนูก็เลยบอกปัดไป และบางทีหนูก็ยังไม่แน่ใจ แค่คุยกับคนนั้นเล่นๆ อยู่เลยไม่อยากบอกใครเลย

แม่อิ๋ว : (แทรกขึ้นมา น้ำเสียงติดตลก) ก็แม่อยากรู้ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ แม่ก็อยากรู้แค่นั้นแหละว่าคุยกับใคร มันก็ใช่ว่าเธอจะเป็นแฟนกับเขาจริงจังซะที่ไหน เธอเรียนอยู่ แหม๊!!

น้องอิง : ก็หนูคุยเล่นๆ หลายคน

แม่อิ๋ว : ที่อยากรู้ก็ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ

ผู้สัมภาษณ์ : เอ้าๆ อย่าตีกัน

ทุกคน : (หัวเราะ)

นอกจากแซวแล้วคุณแม่เคยพูดแบบจริงจังไหม

แม่อิ๋ว : ถ้าเป็นแบบจริงจังก็ยังไม่เคยเลย เพราะบางทีเรารับข้อมูลจากย่ามา ย่าก็บอกว่าอย่าไปถามมันนะ เดี๋ยวมันไม่กล้าเล่าให้ย่าฟังก็เลยอาศัยรายการเป็นช่องทางที่จะบอกน้องว่าเราอยากเปิดใจคุยเรื่องนี้กับเขา เราพร้อมรับฟัง พร้อมให้คำแนะนำนะ เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าแม่โอเคกับการคุยกับเพื่อนต่างเพศแม้จะอยู่ในวัยเรียนก็ตาม แม่มองว่าพวกเขาคุยแบบเป็นเพื่อนกัน คอยให้กำลังใจเรื่องเรียนอะไรแบบนี้ เราก็อยากจะให้เขาบอกเรามาก เราจะได้พูดอย่างนี้กับลูก แต่ลูกก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เราเลย

ลูก : จริงๆ ก็อยากบอกแม่นะคะ แต่บางทีเป็นเรื่องที่แบบพอคุยกับย่าได้แล้วก็คุยก่อน เพราะเราไม่ได้อยู่กับแม่ และย่าก็ให้คำปรึกษาได้โอเคกับใจเราแล้วทำตามได้ แต่มันก็ยังมีบางเรื่องที่เราก็ต้องบอกแม่ เรื่องนั้นเราก็บอก

แม่ : แม่ก็โอเคนะที่ลูกเลือกปรึกษา คนในครอบครัวที่ไม่ใช่พูดกับคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะให้คำปรึกษากับลูกเรายังไง แต่ว่าเราแค่อยากมีบทบาทแบบนั้นบ้าง

พอเข้าร่วมรายการแล้ว คุณหมอแนะนำอะไรให้คุณแม่บ้าง

แม่อิ๋ว : อย่างแรกเลย คือ แม่ต้องทำให้ลูกรู้ก่อนว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำ มันไม่ใช่สิ่งผิด มันคือสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน อย่างเรื่องการมีแฟน แม่ต้องเปิดประเด็นก่อนว่า เพื่อนเรามีแฟนไหม ถ้าลูกจะมีก็มีได้นะ แต่ต้องอยู่ขอบเขตที่เหมาะสม วิธีนี้เหมือนเราเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่คิด ไม่ใช่จะไปบังคับว่าคุยกันไม่ได้ ถ้าคุยแล้วลูกจะเสียคน เดี๋ยวเธอจะมีปัญหา เดี๋ยวเธอจะเรียนไม่จบ อย่างนี้จะเป็นการปิดกั้นลูกมากเกินไปจนทำให้เขากังวลแล้วจะไม่กล้าบอกแม่

อย่างที่สอง คือ หลีกเลี่ยงการออกคำสั่ง เช่น “ฉันต้องการให้เธอทำแบบนี้” “ฉันไม่อยากให้เธอเป็นแบบนี้” แต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นเชิงขอร้อง เช่น “แม่อยากให้หนูทำแบบนี้” พร้อมให้เหตุผลกับเขา เขาก็จะรู้สึกดีกับคำพูดของเรา

แม่มองว่าวิธีนี้มันได้ผลลัพธ์ที่ดีไหม

แม่อิ๋ว : ดีค่ะ มันทำให้น้องกล้าที่จะพูดกับเรามากขึ้น เกือบทุกเรื่องเลย เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราถาม เขาจะมีคำตอบให้เรามากกว่าเดิม นอกจากคำว่า “ก็ปกติอ่ะแม่” อย่างเรื่องที่โรงเรียน แม่ถามว่าเรียนเป็นไงมั่ง น้องก็จะตอบว่าวันนี้ครูให้การบ้านมาเยอะก็จะมีการเล่าชีวิตประจำวัน ซึ่งแม่คิดว่าครอบครัวอื่นก็น่าจะปกติ แต่ว่าของเราไม่ค่อยปกติเท่าไรซึ่งมันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แม่ก็คิดว่ามันก็เป็นโอกาสที่ดีเพราะว่าถ้าในอนาคตมันมีเรื่องที่ใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่านี้ เขาก็คงจะกล้าบอกเรา

น้องอิง : สำหรับหนูถ้าให้เทียบแต่ก่อนกับตอนนี้ หนูว่าวิธีของคุณหมอก็ช่วยพวกเราได้เยอะเหมือนกันนะคะ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูจะมีกลัวบ้าง เขินบ้าง ไม่รู้จะเริ่มพูดกับแม่ยังไง แต่เดี๋ยวนี้หนูกับแม่ก็คือคุยกันได้ทุกเรื่องเป็นปกติเลยค่ะ อยากพูดก็พูดเลย

น้องอิงมองว่าถ้ายังไม่ปรึกษาพ่อแม่มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรามั่ง

น้องอิง : ถ้าสมมติเราไม่ปรึกษาพ่อแม่แต่ไปปรึกษาเพื่อนแทน คำปรึกษาที่เพื่อนให้มันก็อาจจะไม่ดีพอ และบางทีเพื่อนอาจจะยุยงให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ วัยรุ่นมันอยากรู้ อยากลองแล้วบางทีมันก็ผิดพลาดไปก็เลยไม่อยากให้เชื่อเพื่อนมากขนาดนั้นถ้ามันเกินไป หนูเลยคิดว่าต้องปรึกษาคนที่แบบมีวุฒิภาวะ อย่างคนในครอบครัวหรือพ่อแม่ เพราะคำปรึกษาน่าจะดีกว่าและเต็มไปด้วยความหวังดีค่ะ

ตอนนี้แม่ยังใช้เทคนิคของคุณหมออยู่ไหม

แม่อิ๋ว : ก็ยังใช้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ แม่ว่าพอเราใช้การขอร้องแทนการบังคับ ลูกก็น่าจะรู้สึกเห็นใจเรา อยากทำตามคำขอ เพราะมันไม่ขืนจิตใจกันเกินไป อีกอย่างวัยรุ่นจะมีความคิดของเขา ถ้าเราแรงไป เขาก็จะแรงกลับ ถ้าเราใช้วิธีที่พูดแบบอ่อนโยน เขาก็น่าจะอ่อนโยนกับเราเหมือนกัน

แล้วตอนนี้มองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม

น้องอิง : ก็พัฒนามากขึ้นอยู่ค่ะ บางเรื่องก็แค่บ่นให้แม่ฟัง แต่หนูก็บ่นให้แม่ฟังได้เหมือนเพื่อนเลย ^^

ตลอดการสัมภาษณ์มีสิ่งหนึ่งที่แอดเห็นได้ชัดจากแม่อิ๋ว คือ การไม่ยอมแพ้ ลองคิดดูว่าถ้าแม่อิ๋วท้อใจที่น้องอิงเอาเรื่องแฟนไปบอกย่าคนเดียวหรือยอมแพ้ตั้งแต่รู้ว่าการแซวน้องก็ไม่ได้ผล แม่อิ๋วกับน้องก็คงจะยังคุยกันไม่ได้ทุกเรื่องอย่างทุกวันนี้หรอกจริงไหมครับ?

พ่อแม่ท่านไหนที่กำลังท้อเพราะคุยกับลูกไม่ได้ทุกเรื่อง ลูกไม่ยอมเปิดใจ แอดก็ขอให้อย่าเพิ่งยอมแพ้กันนะครับ ลองหาวิธีสื่อสารกับเขาดีๆ อย่างการพูดจาอ่อนโยนหรือไม่บังคับอย่างที่แม่อิ๋วใช้ก็ได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังเลย

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกคุยกับเพื่อนต่างเพศ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 8 ขอเสนอเรื่องราวของแม่อิ๋วและน้องอิง แม่อิ๋วเป็นห่วง เพราะแม่อิ๋วรู้ว่าน้องอิงมีแฟนแต่กลับไม่เล่าให้แม่ฟังทั้งๆ ที่ในครอบครัวก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ที่ติดมากที่สุดอาจจะเป็นเพราะน้องอิงเขินจนแม่ไม่กล้าถามต่อ

เพราะอะไรที่ทำให้น้องอิงไม่กว้าที่จะเล่าให้แม่อิ๋วฟัง และแม่อิ๋วจะเปิดใจให้น้องเล่าเรื่องแฟนได้อย่างไร เรามาร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกแฟนได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

เมื่อลูกระบายความในใจใส่สมุดแทนที่จะเล่าให้เราฟัง

วันนี้แอดได้คุยกับคุณแม่ในเพจของเราท่านหนึ่ง เขาบอกว่าเคยเป็นแม่ที่ลูกไม่เคยปรึกษาปัญหาอะไรกับเธอเลยจนคิดว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร จนวันหนึ่งบังเอิญไปเจอสมุดบันทึกของลูกแล้วเปิดอ่าน เธอตกใจมากที่เห็นว่าลูกเขียนคำว่า “เกลียด” เพื่อนคนหนึ่งและระบายลงในสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างยาวซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่รู้อะไรเลย

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ลูกคุยปัญหาเรื่องนี้กับเธอ มาดูกันว่าเธอจะทำอย่างไรจากบทสัมภาษณ์นี้ครับ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณแม่รู้ว่าลูกมีปัญหาแต่ไม่ยอมบอกคืออะไร

แม่เริ่มรู้ว่าลูกมีปัญหาก็ตอนครูที่ปรึกษาของเขาบอกว่าลูกเราด่าเพื่อนด้วยคำพูดหยาบคาย เขาหงุดหงิดที่เพื่อนมาจุกจิกถามเรื่องยี่ห้อของที่ใช้บ่อยๆ เขาด่าว่า “ถ้าแกสนใจเรื่องเรียนเหมือนที่สนใจเxอกเรื่องชาวบ้านป่านนี้แกเรียนได้เกรด 4 ไปแล้ว อีxอก”

คุณแม่ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องทะเลาะกันทั่วไปของเด็กๆ หรือครับ

ไม่ค่ะ แม่คิดว่าร้ายแรงกว่านั้น เพราะว่าลูกของเรามีทัศนคติที่ไม่ดีกับเพื่อนคนนี้มากๆ ขนาดเขียนระบายความในใจลงสมุดบันทึกว่าเกลียดเพื่อนคนนี้มาก มันไม่ใช่เรื่องปกติของน้องเพราะเขาจะเป็นมิตรกับทุกคน แค่เขียนว่าเกลียด แม่ก็มองว่ามันไม่ปกติแล้ว สำหรับคนนี้คือเขาเขียนเน้นคำไปด้วย แปลว่ามันสุดสำหรับเขาจริงๆ พอเจอเรื่องที่ครูบอกรวมกับสมุดบันทึกของน้อง แม่ก็หันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมลูกถึงไม่เล่าให้ฟังเลยค่ะ

พอปัญหามันเกิดขึ้นกับลูกแบบนี้ แม่แล้วแม่แก้ปัญหาอย่างไร

ทำใจให้สงบก่อนเลยค่ะ รอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียนพอขึ้นรถเลยถามเรื่องต่างๆ ตามปกติก่อน จนถึงบ้านเลยลองถามว่า..

แม่ : วันนี้มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้แม่ฟังอีกมั้ย เรื่องดีหรือไม่ดีแม่ก็อยากรู้นะ

เขาก็คงรู้ตัวว่าแม่น่าจะรู้เรื่องที่เขาทำแล้ว เขาก็นิ่ง แต่น้ำตาไหล แม่เลยเกริ่นนำ

แม่ : แม่พอจะรู้นะ แต่แม่อยากฟังในมุมของหนูบ้าง

เขาเลยยอมเล่าให้ฟัง ก็ตรงตามที่อาจารย์เล่าให้ฟังเลยค่ะ

ลูก : แม่คิดยังไงกับเรื่องนี้ แม่โกรธหนูมั้ย หนูขอโทษ

แม่ : แม่ไม่โกรธหนูนะ แม่เข้าใจความรู้สึกของหนู ถ้าเป็นแม่ แม่ก็หงุดหงิดเหมือนกัน และแม่จะไม่อยู่เฉยๆ ให้เพื่อนเซ้าซี้ แม่จะบอกกับเขาให้หยุดทำพฤติกรรมแบบนี้กับแม่ แต่คราวหน้าแม่อยากให้หนูเลือกใช้คำพูดที่ดีกว่านี้หน่อย เพราะไม่อย่างนั้นเหตุการณ์มันอาจจะบานปลาย

สุดท้ายเราก็บอกลูกด้วยว่าแม่ไม่ได้ดุหนู แต่แม่แค่อยากแนะนำเพราะแม่เป็นห่วงหนู จากนั้นพอลูกมีเรื่องอะไรก็บอกเราหมดเลยค่ะ

ทำไมถึงต้องเน้นเรื่องไม่ได้ดุน้องครับ

แม่ลองคิดย้อนไปตอนแม่เป็นเด็ก แม่ก็ไม่ค่อยเล่าอะไรให้คุณยายฟังเหมือนกันเพราะคุณยายบ่นหนักมาก ไปเล่าให้ฟังแล้วจะโดนดุทุกที เลยเลือกที่จะไม่เล่าให้ฟัง

พอมาถึงตอนนี้เลยคิดว่าลูกเองก็คงกลัวแม่ดุเหมือนกัน ซึ่งเขาคิดไปเองว่าแม่ต้องดุแน่ๆ มันเป็นความคิดของเด็กๆ ส่วนใหญ่ ในเมื่อเขาไม่กล้าเล่า แม่ก็ต้องเป็นฝ่ายถามเอง แต่ถามแบบปกติ ไม่ได้คาดคั้น ไม่ใช่การสอบสวนนะคะ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกไว้ใจแม่

ลองสรุปขั้นตอนของคุณแม่สั้นๆ ให้เราหน่อยครับ

เริ่มจากการทำใจให้สงบ ไม่มีอารมณ์โกรธหรือโมโหแฝงอยู่แล้วลองถามเรื่องทั่วไปก่อนจะเข้าเรื่องที่เราต้องการถามค่ะ

ในมุมมองของแม่มันได้ผลจริงไหม

ได้ผลดีเลยค่ะ ลูกบอกแม่หมดเลย อย่างเรื่องเพื่อนคนนั้นลูกก็บอกเราหมดว่าเพื่อนคนนี้ชอบแกล้ง ชอบต่อว่าลูกเรา เวลาวิชาไหนลูกเราได้คะแนนดีกว่าเขาก็หมั่นไส้ วิชาไหนได้น้อยกว่าก็บอกว่าโง่ เรื่องทั่วไปก็จะชอบถามเรื่องสิ่งของที่ลูกเราใช้ เช่น เสื้อกันหนาวที่ใส่ยี่ห้ออะไร ของแท้หรือปลอมจนลูกรู้สึกหงุดหงิด มีแกล้งเอารองเท้านักเรียนเขาไปซ่อน เคยปารองเท้าใส่หัวเขาด้วย

ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางได้รู้เลย ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมากค่ะ ลูกยิ้มได้ตลอด แม่ลูกสนิทกันกว่าเดิม เวลามีปัญหาอะไรเขาจะเดินทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูเข้ามาหาแม่เลยค่ะ ทะเลาะกับเพื่อน งอนเพื่อน นี่แม่รู้หมดแล้วค่ะ

หลังจากได้คุยกับแม่ท่านนี้ก็พบว่าพ่อแม่สร้างความไว้ใจให้ลูกได้ เพียงแค่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกกลัว เน้นความอ่อนโยนเพื่อให้ลูกรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ด้วยก็ชนะใจลูกได้แล้ว ลองมาเป็นสมุดบันทึกเล่มใหม่ของลูกพร้อมๆ กันดูครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

นักจิตเผย..เด็กชอบรังแกคนอื่นก็น่าสงสารไม่แพ้เด็กที่ถูกรังแก

ในยุคที่สื่อช่วยกันรณรงค์ให้หยุดการกลั่นแกล้งกันอย่างหนักเพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าบนโลกใบนี้จริงๆ โดยมากแล้วจะเผยให้เห็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำและตอกย้ำซ้ำๆ ว่ามันสร้างบาดแผลให้คนเหล่านี้มากแค่ไหนเพื่อให้คนที่ชอบแกล้งหยุดสิ่งที่ทำซะ

เนื่องด้วยไทยเป็นประเทศที่มีเด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นอันดับที่ 2 แอดเลยติดต่อคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต เพื่อคุยเรื่องการเยียวยาคนถูกกระทำ แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าเพราะพี่เจมส์บอกว่าคนที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่คนถูกแกล้ง แต่คนแกล้งก็สมควรได้รับการเยียวยาเช่นกันเพราะพวกเขาน่าสงสารกว่าด้วยซ้ำ

มาดูกันว่าทำไมพี่เจมส์ถึงคิดแบบนี้ได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กวัยรุ่นรังแกคนอื่น

เด็กที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นมันมาจาก 2 อย่าง คือ

  1. เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เพราะโดยธรรมชาติของเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีพลังเยอะ หลายครั้งที่เด็กเหล่านี้อยากเล่นกับคนอื่นก็เล่นดีๆ ไม่เป็นจึงทำให้พลั้งมือเล่นแรงกับเพื่อน
  2. เด็กที่มีปมในใจ มันเกิดจากการเลี้ยงดู 2 แบบ แบบแรกคือเด็กถูกเลี้ยงในครอบครัวที่กดดันลูกและใช้ความรุนแรงส่งผลให้เด็กมีความเครียดเพราะไม่สามารถแสดงออกเวลาอยู่กับในครอบครัวได้จึงเอาความไม่สบายใจของตัวเองมาลงที่คนอื่น ส่วนแบบที่สอง คือ พ่อแม่เลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย ลูกอยากทำอะไรก็ทำ โดยที่ไม่สอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ผลลัพธ์ที่ได้คือลูกก็ไม่รู้ว่าควรเล่นกับคนอื่นอย่างไรถึงจะเหมาะสมจึงมีโอกาสหล่อหลอมเป็นคนที่รังแกคนอื่นได้

จากประสบการณ์ของพี่เจมส์ มองออกไหมว่าเด็กเหล่านี้คิดอะไรอยู่ถึงได้ชอบแกล้งคนอื่น

พวกเขาแทบไม่คิดอะไรเลยและแทบทั้งหมดก็ทำลงไปโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยนะว่าทำผิด พวกเขาคิดแต่ว่า “ก็แค่อยากเล่นอะ” แต่ที่เด็กคิดได้อย่างนี้เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่เคยสอนว่าการเล่นแบบไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย มีเคสหนึ่งผู้ปกครองอยากให้ลูกไปเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองบอกว่าเดินเข้าไปตีเขาเลยจะได้เล่นกับเขา ถามว่าเด็กจะรู้ไหมว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แน่นอนว่าไม่รู้ ยิ่งโดนแม่บอกแบบนั้นยิ่งคิดว่าทำได้

ลองยกตัวอย่างสัก 1 กรณีให้พวกเราหน่อยครับ

สมัยที่พี่ทำงานอยู่สถานสงเคราะห์ มีเด็กอยู่รายหนึ่งอายุ 12 ขวบ ไอคิวดี ฉลาดมาก แต่มาอยู่สถานสงเคราะห์เพราะมีพฤติกรรมรุนแรงมากจนผู้ปกครองเอาไม่อยู่ถูกส่งมาที่นี่

ตอนที่เขามาแรกๆ ก็ป่วนมากเลยนะ แกล้งคนอื่นไปทั่วและแรงๆ ทั้งนั้น มีครั้งหนึ่งเขากดหัวเด็ก 7-8 ขวบลงในอ่างปลา ขณะที่น้องคนนั้นกำลังก้มดูปลาอยู่ พอเราไปถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น เขาตอบพี่ว่า “ก็แค่อยากเล่นกับน้องเฉยๆ อ่ะ” มีอีกเหตุการณ์ที่พี่ก็ปวดหัวไม่แพ้กัน คือ ที่สถานสงเคราะห์จะมีห้องเก็บเสื้อผ้ารวมของทุกคนไว้ 1 ห้องใหญ่ๆ แต่ละคนจะมีล็อกเกอร์เป็นของตัวเอง ทีนี้เจ้าเด็กคนนี้มันก็แกล้งเพื่อน โดยรอจังหวะที่เพื่อนเข้าไปคนเดียวแล้วล็อกประตูจากด้านนอกพร้อมหนีไปและไม่บอกใคร เพื่อนที่ติดอยู่ข้างในก็ร้องไห้ ทุบตีประตูใหญ่เลย พอถามเด็กคนนี้ว่าทำทำไม เขาก็ตอบเหมือนเดิมว่า “อยากเล่น”

ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้

น้องคนนี้มีปมเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างปล่อยปละละเลยมากๆ ไม่มีใครสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่มีพ่อ แม่ก็ส่งลูกต่อให้คนนู้นเลี้ยง คนนั้นเลี้ยง 2-3 ปีเปลี่ยนที เมื่อเด็กไม่ได้รับความรักจากแม่ก็ทำให้อยู่กับคนอื่นไม่ได้ แม่เลยพาไปอยู่กับแฟนใหม่แม่ที่ต่างประเทศซึ่งก็ไม่ได้ดีขึ้นเพราะแม่ทุบตี พ่อใหม่ก็สอนให้น้องหัดขโมยของจะได้ไม่เสียเปรียบใคร เท่านี้ก็พอมองออกแล้วว่าเด็กที่ถูกห้อมล้อมเรื่องแย่ๆ แบบนี้โตมาจะเป็นอย่างไร ก่อนที่จะได้มาอยู่สถานสงเคราะห์เขาก็ได้กลับมาเรียนในโรงเรียนนะ แต่ครูก็คุมเขาไม่ไหว ทั้งเขวี้ยงคอมลงจากตึก ถือมีดแทงครู รุนแรงทั้งนั้น แม่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงก็เลยพาไปอยู่บ้านเฉยๆ ประมาณเดือน 1 สุดท้ายพ่อแม่ก็ลากเด็กมาอยู่สถานสงเคราะห์

แล้วพี่เจมส์เยียวยาเขาอย่างไร

พูดเลยว่ากรณีนี้ใช้พลังในการบำบัดเยอะมาก สิ่งที่ทำให้เด็กคนนี้ดีขึ้นได้ก็คือให้เวลากับเขาเยอะๆ สอนเด็กคนนี้ให้เข้าใจเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เพราะเด็กแบบนี้จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปมันจะส่งผลต่ออารมณ์ของคนอื่นยังไง ซึ่งการสอนก็คือเอาสีหน้าที่แสดงอารมณ์แต่ละแบบมาแยกให้เขาดูเลยว่าสีหน้าแบบนี้คือรู้สึกแบบไหน รวมถึงยกเหตุการณ์สมมติขึ้นมา เช่น ถ้าหนูเป็นคนขายของ ขายดินสอได้กำไรแท่งละ 1 บาทแล้วจู่ๆ มีคนมาขโมยดินสอไป 10 แท่งแล้วหนูต้องขาดทุนไป 10 บาท หนูจะรู้สึกอย่างไร เป็นต้น พอเขาเริ่มรู้เรื่องพวกนี้เราก็เริ่มสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรมมากขึ้น อีกอย่างคือแสดงความรักด้วยการกอดและบอกรักเขาซึ่งมันเวิร์ค เด็กคนนี้เข้าหาเราตลอด เขาเปิดใจกับเรามากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ดีขึ้นส่งผลให้เด็กคนนี้ดีขึ้นจนพี่ทำเรื่องให้เด็กได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่เพราะไม่มีปัญหาแล้ว

ในมุมมองพี่ระหว่างการเยียวยาเด็กที่ชอบรังแกกับเด็กที่ถูกรังแก เรื่องไหนควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนมากกว่ากัน

ทั้งคู่นะ เพราะเด็กที่ถูกรังแกก็น่าสงสาร คนที่รังแกคนอื่นก็น่าสงสาร แต่หลายครั้งถ้าเราไปรู้ว่าเด็กที่รังแกคนอื่นมีประสบการณ์ชีวิตอย่างไรบ้าง เขาก็น่าสงสารมากกว่าคนที่ถูกรังแกอีก มีกรณีหนึ่งออกข่าวเลยพี่ก็ติดตามอยู่ มีเด็กป.6 คนหนึ่งรังแกเด็กป.4 ด้วยการสาดแอลกอฮอล์แล้วจุดไฟเผา คนอื่นๆ ต่างพากันประณามว่าเด็กคนนี้ไม่ดีผ่านสื่อมากมาย แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าที่น้องทำไปเพราะอยากมีเพื่อนเล่น เพราะเขาเป็นเด็กที่ไม่ได้รับความรัก พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง อยู่โรงเรียนก็ไม่มีเพื่อนสักคน เหตุการณ์วันนั้นก็เกิดขึ้นเพราะเด็กป.4 บอกว่าเสื้อของตัวเองกันไฟได้ เด็กป.6 ก็ถามก่อนนะว่าแน่ใจหรอ แล้วเด็กก็ท้าทายกันจนสุดท้ายมันจบที่ตรงนั้น เด็กป.6 ก็เศร้า ถือว่าแย่เลยล่ะ

จากที่ฟังมาจุดจบมันแย่ทั้งนั้นเลย แต่จริงๆ แล้วความเสียหายที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับเด็กชอบรังแกคืออะไร

การพัฒนาของการรังแกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันผิดและทำร้ายคนอื่นขนาดไหน บางทีถึงขั้นผิดกฎหมาย ติดคุกกันไปหรือบางทีทำให้คนอื่นเสียชีวิตเลยก็มี มันหยุดตัวเองไม่ได้ พูดกันตามความจริงแล้วการแกล้งคนอื่นสนุกจะตายจริงไหม

สมมติว่าลูกกลายเป็นเด็กที่ชอบรังแกแล้ว ความรุนแรงมันต้องไปถึงจุดไหนผู้ปกครองควรหาทางแก้ไขให้หยุดพฤติกรรมนี้

เอาจริงๆ ถ้าเด็กกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาแล้วก็ควรหาหมอ ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญแล้วเพราะมันสะสมมานาน เมื่อก่อนพ่อไม่เคยสอนเรื่องคุณธรรมกับลูกเลย อยู่ดีๆ มาสอนซะงั้น คิดว่าลูกจะเชื่อไหมก็ต้องเป็นไปได้ยากมาก มันเลยขีดที่เราจะช่วยได้แล้ว แต่สิ่งที่พอจะช่วยได้บ้างคือต้องกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ให้ความใกล้ชิดที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง

พี่เลยอยากให้พ่อแม่สอนเรื่องการเข้าใจความรู้สึกกับลูกให้ดีๆ มันเป็นแก่นที่สำคัญที่สุดเลยว่าการที่เราทำอะไรกับคนอื่น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าผู้ปกครองสอนให้เขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เด็กๆ พร้อมกับเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย มันก็จะทำให้เด็กเองได้เรียนรู้และไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดี

มาถึงตรงนี้ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดจะหักมุม แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย มันสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว เด็กที่รังแกคนอื่นต่างได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องราวในอดีตของตัวเองทั้งนั้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มาจากการถูกเลี้ยงดูแบบที่ไม่สมบูรณ์จึงหล่อหลอมพวกเขากลายเป็นเด็กชอบกลั่นแกล้ง ฉะนั้น ผู้ปกครองท่านไหนที่ไม่อยากปลูกฝังลูกให้กลายเป็นเด็กชอบแกล้ง ลองสอนเรื่องการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของคนอื่นให้กับลูกตั้งแต่เล็กๆ อย่างที่พี่เจมส์แนะนำ รับรองว่าไม่มีอะไรเสียหายครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

พ่อแม่แบบไหนที่ลูกไม่กล้าเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่แบบไหนที่ไม่ว่าลูกมีปัญหาหนักแค่ไหนก็ไม่กล้าเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่วัยรุ่นหลายคนอยากให้ลูกของตัวเองเข้ามาปรึกษาในเวลาที่มีปัญหาทั้งนั้น เพราะบางทีการปล่อยให้ลูกตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาก็มีโอกาสที่จะทำให้เรื่องราวบานปลายได้

พ่อแม่แบบไหนที่ลูกไม่กล้าปรึกษา

แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่เมื่อมีปัญหาส่วนตัวเป็นเพราะว่าความกลัว ไม่ว่าจะเป็นการโดนดุหรือการถูกทำโทษจากพ่อแม่นั่นเอง

องค์การแพธ (องค์กรพัฒนาเอกชนสาธารณประโยชน์) ให้ข้อมูลไว้ว่าคำพูดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีจากพ่อแม่สามารถทำให้ลูกไม่กล้ามาปรึกษาปัญหาต่างๆ ของเขาได้ โดยเฉพาะคำพูดเชิงตำหนิลูกที่มีความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น

  1. การพูดจับผิดและดักคอลูก เช่น “บอกมานะว่า…” หรือ “อย่าให้รู้เชียวนะ”
  2. การพูดโดยตั้งคำถามที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้อธิบาย เช่น ประโยคที่ลงท้ายว่า “..ใช่หรือเปล่า”, “ทำไมถึงทำแบบนี้” “ทำไมไม่ปรึกษากันตั้งแต่แรก”
  3. การไม่ยอมรับฟังลูก เพราะคิดจะสอนจะสั่งลูกอย่างเดียว โดยไม่ฟังคำอธิบาย
  4. คำพูดที่ไม่แสดงออกถึงความห่วงใย เช่น “กล้าดียังไงถึงปล่อยให้เรื่องมันใหญ่ขนาดนี้โดยไม่บอกพ่อสักนิด นี่ยังเห็นว่าเป็นพ่ออยู่หรือเปล่า?”

ฉะนั้น เราจึงไม่ควรสร้างความกลัวจนทำให้ลูกไม่กล้าปรึกษา ผ่านการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษา ดังนี้

พ่อแม่ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษา

พ่อแม่แบบที่ 1 : พ่อแม่ที่สร้างความสบายใจให้กับลูก

ลองสร้างความสบายใจให้กับลูกโดยการเข้าไปคุยกับเขาก่อนด้วยประโยคง่ายๆ อย่างวันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้างด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย สบายๆ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเขาแล้วจึงตามด้วยการถามถึงปัญหาที่ลูกเก็บเอาไว้

พ่อแม่แบบที่ 2 : พ่อแม่ที่เข้าใจปัญหาของลูก

อย่าเอาความคิดของคุณไปตัดสินว่าปัญหาของลูกเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะอย่าลืมว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคุณกับของลูกไม่เท่ากัน ลูกต้องการคนที่เข้าใจเขา เขาถึงจะพูดความจริงในใจออกมาให้คุณรับรู้

พ่อแม่แบบที่ 3 : พ่อแม่ที่สนใจปัญหาของเขา

ไม่มีใครอยากจะปรึกษาคนที่ไม่ยอมรับฟังสิ่งที่ตัวเองพูดทั้งนั้น ลูกก็เช่นกัน ถ้าคุณแสดงท่าทีฟังเขาแบบผ่านๆ ลูกก็คงรู้สึกเสียใจไม่น้อยและเลือกไม่ปรึกษาคุณอีกเลย

พ่อแม่แบบที่ 4 : พ่อแม่ที่ไม่ปักใจเชื่อว่าลูกเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่เอ่ยปาก

ฟังลูกให้จบก่อนค่อยตัดสิน เมื่อรู้ว่าลูกทำผิดเป็นปกติที่พ่อแม่จะอยากสอนสิ่งที่ถูกให้กับลูก แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ควรจะรอให้ลูกเล่าปัญหาของเขาให้จบก่อน เพราะเขามาปรึกษาคุณแล้ว แน่นอนว่าเขาต้องการคนรับฟัง ฉะนั้น รอให้เขาพูดจบก่อนแล้วค่อยๆ สอนแบบไม่ตำหนิก็จะช่วยได้

พ่อแม่แบบที่ 5 : พ่อแม่ที่จัดการปัญหาให้เขาได้ทุกเมื่อ

สำหรับข้อนี้ พ่อแม่ต้องสร้างผลงานหน่อยแล้ว เพราะถ้าลูกเห็นว่าพ่อแม่พึ่งพาไม่ได้ ไม่เคยช่วยเขาได้เลย เขาก็จะไม่ปรึกษาคุณครับ

พ่อแม่แบบที่ 6 : พ่อแม่ที่เขามั่นใจว่าจะไม่ซ้ำเติมเขาเมื่อพูดปัญหาออกไป

ไม่มีใครอยากถูกขุดคุ้ยความผิดของตัวเองออกมาหรอก ไม่เว้นแม้แต่ลูกของคุณก็คงไม่อยากให้คุณพูดถึงความผิดพลาดของเขาในอดีตซ้ำๆ เพราะถ้ายิ่งตอกย้ำก็ยิ่งสร้างปมให้เขาเจ็บปวดได้ ฉะนั้น อย่าทำแบบนี้เลยนะครับ

พ่อแม่แบบที่ 7 : พ่อแม่ที่รักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับลูก

เรื่องบางเรื่องลูกก็คงไม่อยากให้คุณรับรู้จริงๆ อย่าไปคะยั้นคะยอ ตั้งคำถามกับเขามากๆ เพราะนอกจากจะไม่บอกแล้ว อาจสร้างความอึดอัดใจให้กับลูกของคุณได้

พ่อแม่แบบที่ 8 : พ่อแม่ที่เก็บความลับของลูกได้

อย่าเอาความลับของลูกไปเล่าต่อเด็ดขาด เพราะลูกจะรู้สึกว่าคุณไม่เคารพปัญหาของเขาและเป็นการทำให้เขารู้สึกอายที่ปัญหาของเขาเป็นเรื่องขบขันของคนอื่น

ฉะนั้น หากคุณอยากเป็นคนแรกๆ ที่ลูกอยากเข้าไปปรึกษาก็ลองนำเทคนิคที่เรานำมาฝากข้างต้นไปใช้ได้ครับ

Sourceaboutmom.co , aomyiim , talkaboutsex.thaihealth

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์พ่อต่าย – น้องใบเตย ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

คุณเคยประสบปัญหาลูกเก็บงำความทุกข์ไว้คนเดียวไม่ยอมบอกคุณให้รู้บ้างไหม?

ถ้าใช่ คุณก็คงไม่ต่างกับพ่อต่าย-ภูมิพัฒน์​ สุคำวังที่กว่าจะรู้ว่าลูกมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะลูกหรือน้องใบเตยถูกคนในโรงเรียนเข้าใจผิดว่าเป็นคนก่อปัญหาทะเลาะกับคนในโรงเรียน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่ด้วยความรักเพื่อนและไม่ได้รับคำเตือนจากพ่อแม่ทำให้น้องตัดสินใจทำเรื่องที่ผิดไป

พ่อต่ายรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากและอยากจะเปลี่ยนพฤติกรรมน้องใบเตยให้เล่าปัญหาที่ของเธอให้เขาฟังทั้งหมด มาดูกันว่าพ่อต่ายจะทำอย่างไร วิธีนี้ได้ผลแค่ไหน ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พ่อต่ายกับน้องใบเตยได้เลยครับ

ช่วยเล่าปัญหาของน้องใบเตยให้เราฟังหน่อย?

พ่อต่าย : เราเคืองลูกที่ไม่ยอมบอกปัญหาที่โรงเรียนให้ฟัง เราอยากให้ลูกเล่าความจริงให้เราฟัง โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเท่านั้น

จากที่ฟังก็ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาหนักอกหนักใจเท่าไรนะครับ?

พ่อต่าย : ไม่ใช่เลย เพราะเขากับเพื่อนดันไปมีเรื่องกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง และเหมือนลูกเราไปออกตัวแทนเพื่อนคนเดียวเลย ไปท้าทาย ไปด่าอีกฝ่ายผ่านสื่อโซเชียลจนกระทั่งพวกเขาไหวตัวทัน ไม่โต้ตอบแล้วก็แคปหน้าจอเป็นหลักฐานส่งครูครับ เราไม่โทษว่าฝั่งไหนผิดหรือถูก เข้าใจว่าเป็นปัญหาของเด็กวัยรุ่น แต่ลูกไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังเลย เราต้องมารู้จากปากคนอื่น แถมพอเราสอบถาม น้องก็ไม่ตอบ นิ่งใส่แทน

ใบเตย : เหตุผลที่หนูไม่กล้าบอกเพราะหนูกลัวว่าพ่อจะดุ จะตี แต่ถ้าถามว่าสนิทกับพ่อมากแค่ไหน หนูก็ยังให้พ่อเต็มสิบนะคะ เพราะถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป หนูก็จะคุยกับพ่อเป็นปกติเลย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่หนูทำผิดหนูก็จะไม่กล้าบอกเลยค่ะ

พ่อต่าย : ใช่ฮะ ปกติแล้วเราสนิทกัน ผมจะขี้เล่นกับเขา แหย่กัน คุยกัน เขกหัวกันมั่งก็ยังมีเลย ลูกก็ตอบโต้เฮฮาเหมือนกัน แต่อาจด้วยที่ผมเป็นคนเสียงดัง จุกจิกจู้จี้ เรื่องมาก พอเจอเรื่องนี้ เขาก็เลยกลัวโดนทำโทษ ผมเคยบอกเขาว่าถ้าตี ตีจริง

ขอย้อนไปตอนที่คุณพ่อรู้เหตุการณ์ วันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

ใบเตย : วันนั้นใจหนูตกไปถึงตาตุ่มเลยค่ะ (หัวเราะ) หนูกำลังนอนอยู่ ไม่ค่อยสบายด้วยแล้วพ่อก็เรียกมาคุย ถามแบบคาดคั้นตามสไตล์ หนูก็ร้องไห้อย่างเดียวแล้วก็ไม่ตอบ พ่อบอกไม่ให้เล่นมือถือแล้วก็ออกไป

พ่อต่าย : จุดนี้แหละที่ทำให้โกรธ ก็คือถ้าลูกบอกก่อนนะ เราก็ยังหาทางแก้ไข สอนเขาได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้วก็เตือนเขาได้ทัน แต่เมื่อปัญหามันเกิดขึ้นมา ทุกคนจะมองว่าจุดเริ่มต้นเกิดที่ลูกเราว่าลูกเราผิดซึ่งเป็นจริงไหม เขาไม่รู้ สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกเราผิดทุกประตูเลย ไม่มีสิทธิ์ที่จะแก้ไขอะไรได้

ก่อนที่จะไปถึงวิธีของคุณหมอ พ่อใช้วิธีไหนเพื่อให้น้องเปิดปากพูดปัญหาของตัวเอง?

พ่อต่าย : หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น เราก็ดุและก็มีแต่ตั้งคำถามใส่เขา ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงไม่มาคุย ไม่มาปรึกษา ด้วยอารมณ์โมโห เราถามแบบคาดคั้นจนเขากลัวเลยไม่ได้รับคำตอบจากปากเขาเลย

ใบเตย : ใช่เลยค่ะ หนูไม่กล้าตอบเพราะแบบนี้ ถ้าเป็นไปได้ผู้ปกครองท่านอื่นอย่านำวิธีนี้ไปใช้นะคะ มันเกิดขึ้นกับหนูมาแล้ว ลูกกลัวจริงๆ เวลาโดนพ่อถามจี้ๆ แบบนี้

พอเข้าร่วมรายการแล้วคุณหมอแนะนำอะไรบ้าง?

พ่อต่าย : เอาตรงๆ ผมจำได้ไม่เป๊ะ แต่สิ่งที่ผมทำตั้งแต่ได้วิธีการจากคุณหมอมาจนถึงวันนี้ คือ การไม่คาดคั้นหรือตั้งคำถามซึ่งคุณหมอแนะนำว่าอย่าตั้งคำถามโดยคาดคั้นคำตอบจากลูกแล้วก็ต้องยอมให้ลูกได้พูดบ้างได้อธิบายบ้าง ผมเห็นว่ามันมีส่วนดีนะครับ เพราะลองนึกย้อนไปตอนเราเป็นวัยรุ่น ผมเองก็ไม่ชอบที่ใครมาตั้งคำถาม “ทำไมอ่ะ.. อะไรอ่ะ.. ยังไงอ่ะ” มันก็มีความรู้สึกว่า มายุ่งอะไรกับเรานักหนา แต่ถ้าเราคุยแบบเพื่อน คุยแบบเข้าใจกัน มันจะเป็นการที่เราไม่ต้องมาคาดคั้นเลย เขาจะเข้ามาเล่าให้เราฟังเองเลยว่าวันนี้หนูไปเจอนู่นนี่มา มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้นะ มันผิดกันกับก่อนหน้านี้เลย

ใบเตย : พ่อต่างจากตอนก่อนร่วมรายการจริงๆ ตอนนี้หนูเลยกล้าคุยกับพ่อมากขึ้น เช่น เรื่องที่หนูคุยกับเพื่อนผู้ชายแต่พ่อแม่นึกว่าหนูไปมีแฟน ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูจะปล่อยให้ทั้งคู่ดุแล้วท่านก็ไป แต่เดี๋ยวนี้หนูก็จะบอกกับพ่อไปตรงๆ เลยว่าแกล้งเล่นเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องจริง หนูคุยกับเพื่อนผู้ชายแบบนี้เป็นปกติ

พ่อต่าย : เขาจะฟังเราดุอย่างเดียว มันเลยทำให้เราสงสัย ไม่รู้ว่าเป็นบ้าบ้าคิดไปเองหรือเป็นเพราะเราห่วงลูกเลยไปคาดคั้น แต่เดี๋ยวนี้เราจะเปลี่ยนเป็นถามแบบทีเล่นทีจริง อย่าง “จริงหรอ?.. ชัวร์เปล่า?..” เขาก็จะตอบว่าชัวร์พ่อ พ่อดูได้เลยแล้วก็ยื่นโทรศัพท์ให้เราดูตรงนั้นเลย เราสบายใจ เขาก็สบายใจครับ

น้องใบเตยชอบคุณพ่อเวอร์ชั่นก่อนหรือหลังเข้าร่วมรายการมากกว่ากัน?

ใบเตย : ชอบเวอร์ชั่นหลังจากถ่ายรายการแล้วค่ะ เพราะพ่อไม่คาดคั้นเหมือนแต่ก่อนและยอมให้หนูได้ไปเที่ยว ไปดูหนังกับเพื่อนหลังเลิกเรียนแล้วค่ะ แต่ก่อนคือไม่ยอมให้หนูไปเลยจนเพื่อนล้อ

ผู้สัมภาษณ์ : ขอโทษนะครับ แค่ดูหนังคุณพ่อก็ไม่อนุญาตเลยหรอครับ

พ่อต่าย : ถูกต้องครับ

ผู้สัมภาษณ์ : ว้าววววว!! สุดยอดครับพ่อ

ทุกคน : (หัวเราะ)

ผู้สัมภาษณ์ : เชิญพูดต่อเลยครับน้องใบเตย

ใบเตย : ตอนนั้นหนูเข้าไปเจอตอนที่น้องของหนูจะขอไปเที่ยวกับเพื่อนด้วยพอดีแล้วพ่อก็อนุญาต หนูเลยพูดด้วยอารมณ์น้อยใจว่า “ทีหนูขอ ไม่เคยให้ไปเลย” พ่อก็บอกว่า “ไม่ให้ไป พ่อหวง” พ่อก็ชอบพูดเล่นอย่างนี้ แล้วหนูก็ทำเป็นแบบนอยด์ ไม่คุยด้วยแล้วพ่อก็บอกว่า.. ยังไงนะ จำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

พ่อต่าย : มันนานแล้ว หลายเดือนแล้วจำไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ)

ใบเตย : แต่สุดท้ายพ่อก็ยอม หนูรู้สึกดีใจมากๆ มันเป็นครั้งแรกที่ขอได้เลย ก็คือเพื่อนชวนไปใช่ไหม ปกติเพื่อนก็จะชอบชวนไปเล่นๆ เพราะเพื่อนรู้ว่าหนูไปไม่ได้อยู่แล้ว (พ่อ : พวกเพื่อนๆ อึ้งกันเป็นแถว) แล้วเพื่อนๆ ก็บอกว่า “คราวนี้ต้องไปให้ได้นะใบเตย” น้ำเสียงโน้มน้าวเราสุดๆ แล้วพ่อจะแบบว่า “ห้ามมีผู้ชายไปนะ ถ้าพ่อจับได้ พ่อจะไม่ให้ไปอีกเลย” หนูก็เลยบอกว่าจะถ่ายรูปมาให้ดูเลย

พ่อต่าย : มันก็ถ่ายมาทุกขั้นตอนเลย จะเข้าโรงหนังอยู่แล้วก็ยังจะถ่ายมาให้ดูอีกลูกคนนี้

พ่อพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ไหม

พ่อต่าย : พอใจครับ ลูกเปิดเผยมากขึ้น กล้าเล่าความเป็นจริงให้เราฟังมากขึ้น เรามีปฏิสัมพันธ์ความเป็นพ่อกับลูกมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้เราอายุเยอะแล้วแต่ต้องลงไปเป็นเหมือนวัยรุ่น ไปเข้าใจ ไปเล่น ไปรู้ ไปสัมผัสตัวตนของลูก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือคำแนะนำจากหมอหรือทีมงาน แม้แต่เพื่อนร่วมรายการด้วยกัน ผมก็เก็บมาเป็นข้อมูลแล้วปรับตัวเพื่อเป็นเพื่อนเขาได้อย่างสนิทใจ ไม่มีอีกแล้วที่ขอดูโทรศัพท์ด้วยอารมณ์ที่ขัดขืน ตอนนี้เวลาขอดู เขาก็ยื่นให้ดูโดยที่ไม่มีคำพูดว่าจะดูทำไม ผมว่าเท่านี้มันคือความสบายใจแล้ว

คุณพ่ออยากแนะนำเทคนิคไหนเป็นพิเศษที่ทำให้ลูกนำปัญหาหนักใจมาเล่าให้เราฟัง

พ่อต่าย : พ่อแม่ควรความอ่อนโยน ความเข้าใจ และการเข้าถึงจิตใจของลูก คอยรับฟังปัญหาจากเขา มันสละเวลาแค่นิดเดียว ไม่นานหรอกครับเพื่อแลกกับความสุขของลูก ของครอบครัวของคุณจะได้มีความสุข เพียงเข้าถึงจิตใจเขาได้ ปัญหามันจะไม่เกิดเลยครับ

ช่วยโน้มน้าวเพื่อนที่ไม่ชอบเอาปัญหามาเล่าให้พ่อแม่ฟังเลิกพฤติกรรมนี้หน่อย

ใบเตย : ให้ลองมองพ่อเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เราสนิทด้วยแล้วก็เข้าไปปรึกษาเลยค่า ไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง จริงๆ แล้วพ่อก็ให้คำปรึกษาเราได้ดีนะคะ ไม่เป็นอย่างที่คิดเลย ตอนนี้ยกให้เป็นที่ปรึกษา No.1 เลยค่ะ

ฝากบอกอะไรกับแฟนๆ รายการรอลูกเลิกเรียนหน่อยครับ

พ่อต่าย : รายการนี้ทำให้เราพ่อลูกเข้าใจกันมากขึ้น แก้ไขปมต่างๆ ให้คลี่คลายลงซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ดี แล้วก็อยากจะฝากไปถึงคนที่ดูรายการว่าคำพูดของคุณหมอลองนำไปปฏิบัติใช้ได้นะครับ มันสามารถใช้ได้ตลอด แล้วมันจะทำให้ปัญหาในเรื่องของวัยรุ่น คลี่คลายลงด้วยครับ สิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมเลย อยากขอบคุณทีมงานด้วย ทางทีมงานทุกคนน่ารักมากและทุกคนโอเคให้แนวคิดให้เหมือนกับสิ่งที่เราขาดหายไปได้กลับคืนมา

การสัมภาษณ์ครั้งนี้มันเป็นการสัมภาษณ์ที่หัวใจของแอดรู้สึกพองโตตลอดเวลาเลยครับ มันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ น้ำเสียงที่มีความสุข แอดสัมผัสได้จริงๆ ว่าความสัมพันธ์ของพ่อต่าย-น้องใบเตยอยู่ในสถานการณ์ที่ดีไปจนถึงดีมากที่พ่อลูกจะมีให้กันได้ ถ้าเป็นไปได้ใครที่มีปัญหาคล้ายๆ กับครอบครัวที่น่ารักครอบครัวนี้ ลองนำวิธีของคุณหมอจากรายการไปใช้ดูได้นะครับ ^^

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

ในฐานะที่คุณเป็นพ่อแม่ คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกมีปัญหาที่โรงเรียน แต่กลับไม่ยอมเล่าให้เราฟัง!

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 7 ขอเสนอเรื่องราวของพ่อต่ายและน้องใบเตยที่ไม่เข้าใจกัน เมื่อพ่อต่ายรู้ถึงปัญหาของลูกที่โรงเรียนและพร้อมที่จะร่วมแก้ไขไปด้วยกัน แต่น้องใบเตยไม่กล้าเล่าเรื่องให้พ่อฟัง

เพราะอะไรที่ทำให้น้องใบเตยไม่กล้าเล่า และพ่อต่ายจะทำภารกิจชวนลูกเล่าเรื่องได้สำเร็จหรือไม่ ไปร่วมลุ้นพร้อมกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องปัญหาที่โรงเรียนได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

Scroll to top