afterschool

นักจิตฯ วิเคราะห์คำต่อคำ! แชทนี้..แม่สื่อสารผิดอย่างไร

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาทางเพจได้รับข้อความปรึกษาเรื่องลูกจากคุณแม่ท่านหนึ่ง ใจความสำคัญคือแม่ไม่เห็นด้วยที่ลูกอยากเป็นแอร์ เพราะในใจแม่อยากให้ลูกเป็นหมอหรือทำงานสายสุขภาพ เหตุคือมันมีความมั่นคง แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือคำพูดที่แม่ใช้ดันรุนแรงซะเหลือเกิน (ลิ้งค์ต้นทาง http://bit.ly/2Z1QLBT)

วันนี้เราเลยชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต นักจิตวิทยาขาประจำของเรามาวิเคราะห์คำพูดที่เป็นปัญหาของคุณแม่ท่านนี้และแนะนำวิธีการพูดสำหรับพ่อแม่ที่มีความเห็นไม่ตรงกับลูกเรื่องเรียนต่อกันครับ มาดูกันว่านักจิตเขาจะมองเรื่องนี้อย่างไร

จากแชทมีคำพูดไหนบ้างที่พี่มองว่าเป็นปัญหาเลย ถ้าแม่พูดแบบนี้

เยอะแยะ จริงๆ การเปรยว่าอยากให้ลูกไปเรียนที่ไหน มันไม่ใช่ปัญหาหรอก สมมติพี่รู้ว่าลูกว่าสื่อสารดี พี่ก็จะคุยกับลูกว่าไปเรียนคณะสื่อสารดีกว่าไหม หนูน่าจะได้ อย่างนี้พูดเปรยได้ แต่ว่าเรื่องของแชทมันจะผิดตั้งแต่วรรคที่ 4 “มองแคบจัง”, “คนอย่างหนูเนี่ยนะจะทำได้หรอ” อันนี้คือการดูถูกแล้ว มันก็ผิดตั้งแต่ตรงนี้

ประโยคต่อไปที่ผิดอย่างเห็นได้ชัด “ตอนนี้พี่ก็ยังไม่อยากตามใจลูกอยู่ดี” นี่ไม่ใช่เรื่องการตามใจแล้วนะ มันคือแม่บังคับลูก แต่ลูกไม่เห็นด้วย แต่แม่ก็ยังบังคับลูกอยู่ ต่อด้วย “เขาไม่มองโลกความจริง” ซึ่งโลกที่แม่มอง มันไม่ใช่โลกที่ลูกมอง แต่มันเป็นโลกในมุมมองของแม่ต่างหาก ความหมายของประโยคนี้คือ ลูกไม่ยอมเชื่อที่แม่สั่ง แม่ก็ตัดสินไปก่อนว่าลูกทำไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาหนักมากนะเรื่องนี้

พี่มองว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาหนักอย่างไร

ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่มักตัดสินไปก่อน พ่อแม่มักคิดว่าเขารู้จักลูกตัวเองดี แต่หลายครั้งมันไม่จริง ลูกของเรา เขาอยู่กับเราถึงแค่ประถม เราเป็นจุดศูนย์กลางของเขาแค่ในช่วงวัยนี้ แต่พอเริ่มเข้าสู่วัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัยเขาจะเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่พ่อแม่อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กๆ หลายคนมีทัศนคติ มุมมอง ความเชื่อ ความถนัดหรือสิ่งที่เขาชอบ มันถูกเปลี่ยนสมัยมัธยมจนถึงมหาลัย เพราะฉะนั้นผู้ปกครองที่ยังเชื่อว่าสมัยประถมลูกเป็นอย่างไรแล้วลูกในวัยมัธยมกับมหาวิทยาลัยก็ยังเป็นอย่างนั้น นี่เป็นความเชื่อที่ผิด หลายครั้งที่เขาอาจจะเปลี่ยนโดยที่ไม่รู้ตัว เขาอาจจะไม่เล่าก็ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องคุยกับเขาดีๆ ว่าจริงๆ แล้วเขามีมุมมองยังไงต่อเรื่องนั้น แต่ว่าเราจะไม่รีบไปตัดสินแทนให้

แต่หลายครั้งที่พ่อแม่มักอ้างความเป็นห่วงเพื่อให้ลูกทำตามแผนที่วางเอาไว้ พี่มองเรื่องนี้อย่างไร

ห่วงได้ แต่ประเด็นคือเส้นทางชีวิตของลูกเขาก็ต้องเป็นคนเลือกเอง พ่อแม่มีหน้าที่แนะนำว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรได้อย่างถูกต้องและสมควร เพราะในความเป็นจริงทุกอาชีพ มันก็มั่นคงเหมือนกันหมด ประเด็นคือลูกจะเลือกอาชีพไหนมันไม่ได้สำคัญหรอก แต่มันอยู่ที่ว่าเรารักในอาชีพนั้นมากน้อยแค่ไหนต่างหาก ถ้าเรารักในอาชีพนั้นและทำอาชีพนั้นได้ดี ไม่ว่าอาชีพอะไรมันก็มั่นคงทั้งนั้น

เอาจริงๆ ประเทศนี้มันผิดเพี้ยนตรงที่บอกว่าคนเก่งต้องเป็นหมอ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่จริง คือเก่งเป็นครูได้ไหม คนเก่งเป็นพ่อค้าได้ไหม? ก็ได้นะ คนเก่งขายของได้ไหม? คนเก่งเป็นดีไซเนอร์ได้ไหม? ก็ได้ คือ ทุกอาชีพมันต้องการคนเก่งทั้งนั้น คนเก่งมันอยู่ได้ทุกที่ ทุกอาชีพหาเงินได้หมด พี่ยังเคยเจอคนขับแท็กซี่เทพๆ หาเงินได้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท ส่งลูก 2 คนจบโทก็มีมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องลูกเลือกอาชีพอะไรถึงไม่ใช่ปัญหาเลย

กลับมาที่แชทข้างต้น คำพูดของแม่ในลักษณะนั้นมันส่งผลกับจิตใจลูกอย่างไรบ้าง

ลูกก็จะไม่อยากคุยเรื่องนี้กับแม่อีก ลูกจะคิดว่าแม่ก็เชื่อของแม่ ทีนี้พอเราจะตัดสินอะไรก็อย่ามายุ่งแล้วกัน เขาจะให้แม่รู้น้อยๆ ขี้เกียจฟังแม่บ่น มันก็แย่ถ้าเขาเลือกทางผิด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตามพ่อแม่ก็ต้องฟัง เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ดี เราแสดงความเห็นด้วยได้ แต่ว่าต้องระมัดระวังในเรื่องที่มันเป็นลบหรือว่าไม่เห็นด้วย อย่าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยจนเกินไป ก็คือพยายามฟังเป็นกลางๆ ก่อน รับฟังด้วยเหตุและผลก่อน

ปัญหาของแม่ท่านนี้อยู่ที่วิธีการพูด สมมติว่าพี่เจมส์เป็นแม่ท่านนี้ พี่เจมส์จะทำอย่างไร

สมมติว่าลูกพี่อยากไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่พี่มองว่ามันโอเคกับลูก อย่างแรกพี่ก็จะถามเหตุผลว่าทำไมอยากทำ ลูกตอบก็มันเงินดี นอกจากเงินดีแล้วหนูชอบไหมลูก อะไรอย่างนี้ หรือว่าหนูรู้ไหมว่าเป็นแอร์ฯ มันจะต้องพูดภาษาอะไร หนูทำได้ไหม หนูชอบภาษาหรือเปล่า เคยคุยกับชาวต่างชาติแบบจริงๆ ไหม หนูคิดว่าหนูโอเคไหม คือ กระบวนการของมันก็คือต้องให้อีกฝั่งคิด ไม่ใช่แบบพูดว่า คิดง่ายไป คนอย่างเธอทำไม่ได้หรอก แม่รู้ดี มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย กระบวนการพูดคุยแบบนี้ คือ เราไม่เห็นด้วย แต่เราก็ไม่ต้องบอกว่าเราไม่เห็นด้วย

มันมีวิธีพูดเยอะแยะนะ อีกกรณีถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าภาษาอังกฤษของลูกเรามันไม่ได้หรือบริการคนก็ไม่เป็นเลย เราก็ต้องบอกว่าอาชีพนี้มันมีแง่ลบอะไรหรือว่าลูกเรายังขาดทักษะอะไรอยู่ อย่างแม่บอกส่งลูกไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม ลูกบอกหนูไม่เอา หนูไม่อยากเรียน เราก็ต้องบอกลูกว่าแล้วหนูจะเป็นแอร์ฯได้ยังไง ถ้าหนูไม่เรียนภาษาอังกฤษ หนูลองเปลี่ยนอย่างอื่นดีไหม แม่ว่าหนูชอบวาดภาพ หนูชอบเล่นดนตรี เอาอันนี้ไหม อะไรอย่างนี้ คือ ถึงเราเข้าใจลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไป เบรกลูก เราก็ต้องคุยด้วยเหตุผลว่าเพราะอะไรมันถึงไม่โอเค มันเป็นแบบนั้น

ทำไมพี่ถึงต้องเน้นการใช้เหตุผลเพื่อพูดกับลูก

การคุยกับวัยรุ่นต้องพยายามดึงเหตุผลออกมาเยอะๆ เพราะเขามีมุมมองของเขาและเราคนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าเขาทำได้หรือไม่ แต่เรามีหน้าที่พยายามดึงเหตุผลจากเขามาให้เยอะที่สุด ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งนั้นในสายตาเรามันไม่เข้าท่า เราก็ต้องพยายามดึงออกมาให้เขาเห็นว่าเขาทำได้จริงหรือเปล่า ไม่เคยพูดภาษาอังกฤษเลยแต่อยากไปเพราะว่าอยากตามเพื่อน อย่างนี้ ก็ต้องจี้กันว่าไปเรียนติวไหม มั่นใจไหมว่าคุยได้จริง คุยกันซักไปเยอะๆ จี้ไปจนถึงจุดหนึ่ง เขาจะรู้ตัวเองว่ามันไม่ได้ มันคือการดึงตัวเขากลับมาสู้ความเป็นจริงที่ดีที่สุด เขาก็จะรู้เองว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นไปได้ไหม

เห็นไหมครับ คนเราต่อให้เป็นคนในครอบครัวก็มีการทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ ทุกคำพูด ทุกกิริยาของลูกที่สะท้อนกลับมา พ่อแม่เป็นคนกำหนดทั้งหมดว่าอยากได้ความรุนแรง ใจความไม่เข้าหูหรือประนีประนอมกลับมาให้กันเท่านั้นเอง

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

“การเรียนไม่ใช่ตัวชี้วัดหรอกนะว่าลูกจะมีชีวิตต่อไปตลอดรอดฝั่งไหม ความรับผิดชอบต่างหากล่ะที่สำคัญ”

ลูกสาวอยากเป็นแอร์ฯ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่อยากเป็นหมอและตัวแม่เองอยากให้เป็นครู คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์คิดไม่ตกแบบนี้ไหม?

เรื่องราวชวนคิดหนักเรื่องนี้เป็นของคุณแม่เดียร์ วลัยลักษณ์  รีด ลูกเพจของเรานี่แหละครับที่ไม่อยากให้ลูกทำอาชีพที่ลูกฝันนะเพราะมองงว่ามันลำบากมากกก (กอไก่ล้านตัว) แต่เธอก็ไม่คิดบังคับลูกใฟ้เป็นครูอย่างที่หวัง อะไรทำให้แม่เดียร์ยอมรับความต้องการของลูกได้ คุณแม่เขาคิดอะไรอยู่ ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลย…

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่ลูกมาบอกคุณแม่ว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตสให้ฟังหน่อย

ลูกพูดถึงเรื่องแอร์โฮสเตสครั้งแรกก็จะเป็นตอนม.4 เหมือนวันนั้นรวมตัวกับเพื่อนๆ มีการถามกันว่าใครอยากเป็นอะไร เพื่อนในกลุ่มคืออยากเป็นหมอกันทุกคน หมอผิวหนังบ้าง หมอฟัน หมอต่างๆ มีแต่น้องแองจี้โดดมาคนเดียวว่าอยากเป็นแอร์ฯ เราก็ไม่คิดอะไรเพราะมันมีเวลาตั้ง 5-6 ปี ลูกอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่พอม.4 เทอม 2 ลูกมาย้ำกับเราว่าอยากเป็นแอร์ฯ จริงๆ นะ แม่สตั๊นท์ไป 3 วิฯ แม่เลยขอเวลาลูก 3 วัน ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้ แล้วแม่ก็ได้ข้อสรุปว่าลูกต้องพูดได้ไม่ต่ำกว่า 4 ภาษา บุคลิกต้องได้ มีความอดทน ฉะนั้น ถ้าแม่พาฝึกให้ได้ 3 ข้อแบบโหดๆ อย่าว่าแม่นะ เราจะมาฝึกไปด้วยกัน

จากที่เล่ามาเหมือนคุณแม่ก็ไม่ได้เห็นด้วยที่น้องอยากทำอาชีพนี้

ใช่ เพราะมันเหนื่อยมาก รวมกับสายตาจากคนทั่วไปมองแอร์โฮสเตสแบบไหนล่ะคุณว่า? เราก็รักของเราไหม? แต่ถ้าโฟกัสที่ความเหนื่อยอย่างเดียว มันก็เป็นอาชีพที่เหนื่อยมากนะ ไหนจะต้องรีบขึ้นเครื่อง พักผ่อนแค่ไม่กี่ชั่วโมง ลูกเอเนอร์จี้เยอะก็มองว่าสนุก แต่เรามองว่ามันลำบาก อีกอย่างแม่มองว่าอายุงานมันสั้น อย่างน้อยๆ 7 ปี เดี๋ยวเขาก็ให้มาทำภาคพื้นแล้ว เพราะเด็กๆ ที่เข้ามาใหม่มันก็มีเยอะ

จากนั้นเกิดอะไรขึ้น..ทำไมคุณแม่ถึงยอมให้ลูกความฝันของเขา

ก็มีหลายอย่างเหมือนกัน อย่างแรกเลยเพราะลูกทำให้เราไว้ใจ ตอนนี้อยู่ม.5 แล้วน้องก็ยังไม่ได้เสียการเรียนเพราะเรื่องความรักหรือขี้เกียจ ตอนเย็นก็ไปเรียนพิเศษตามโปรแกรมที่โรงเรียนจัดให้ทุกวัน

อย่างที่สอง คือ เรารับสื่อมาเยอะเลยทำให้กลับมามองว่าเรื่องตลาดการบินมันยังกว้างอยู่ ถ้าลูกเราเก่ง 4 ภาษา ภาษาอังกฤษยืนพื้นและอีก 3 ภาษาคือเสริม ระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยก็อาจจะได้อีกสัก 1 ภาษา ต่อให้ลูกไม่ได้เป็นแอร์ฯ จริงๆ เขาก็ไปทำอะไรก็ได้ในหลายประเทศเราคิดอย่างนี้ ก็เริ่มปลอบใจตัวเอง “เอาวะ ลองดูสักตั้ง ในเมื่อลูกชอบ เราก็จะไม่บังคับให้ลูกเรียน มันชีวิตเขา” มันก็เลยทำให้ยอมรับ เคารพความคิดของลูกแล้วก็เป็นกำลังใจให้เขา

อย่างที่สาม ด้วยความที่พ่อเขาเป็นต่างชาติ เขาจะเคารพเรื่องสิทธิมากซึ่งเรามองว่าดีถ้านำมาใช้ในครอบครัว ลูกก็เลยมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความมั่นใจ เราก็เลยเลี้ยงเขาแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่เลี้ยงแบบตามใจเราซึ่งยู่บนพื้นฐานสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด ถ้าเขาทำผิดเราต้องเตือน เราก็ต้องบอกว่ามันผิดยังไง ให้เขาเข้าใจ คอยบอกสิ่งที่ถูกต้องให้กับเขาด้วยและเขาก็จะยอมรับได้

อย่างสุดท้าย เรามองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง เราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราอยากเป็น มันทำให้เราตั้งใจเต็มร้อย เราจะมีความพยายาม เราจะต้องต่อสู้และจะทำมันให้ได้ รวมถึงถ้ายิ่งคนรอบข้างเป็นกำลังใจให้ หน้าไหนก็ไม่กลัว อุปสรรคแค่ไหนก็เข้ามาเถอะ เขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือก ต้องอยู่กับมันให้ได้ซึ่งเราก็เอาประโยคนี้ไปพูดกับลูกจริงๆ ลูกก็อึ้งไป ถามเราอีกว่า “แม่โอเคหรอ” เราตอบ “ไม่โอเคก็ต้องโอเคดิก็หนูอยากเป็นนี่นา”

ใช้เวลาทำใจนานไหมกว่าจะยอมรับสิ่งที่ลูกอยากเป็นได้

เอาจริงๆ นะ ทุกวันนี้ก็ยังทำใจได้ไม่สุดเลย แต่สุดท้ายก็เป็นความคิดของลูกเรา บุคลิกเขาก็ผ่าน ภาษาเราก็เสริมให้เขา ทำใจอยู่แต่ก็ต้องสนับสนุนไปด้วย โดยเราก็หัดให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ตอนนี้ลูกอยู่ม.5 ต้องรีดผ้าเอง แต่แม่ก็ปวดใจมาก เพราะเสื้อผ้าลูกเป็นอะไรที่แม่ต้องดูแลตั้งแต่เล็กและด้วยความที่ลูกเพิ่งหัดรีดมันก็เลยค่อนข้างยับ แต่คุณลูกก็มาแก้ตัวกับเราว่า “แม่มันก็แค่กระโปรงป่ะแม่” เขายังมองอะไรง่ายๆ เราก็ “ใช่ลูก แต่แม่ยังทำใจไม่ได้ เพราะมันยับมาก” (หัวเราะ) ลูกก็ “จะพยายามให้มันดีขึ้นละกัน” เราก็ “จ้ะลูกแม่” เวลาลูกรีดผ้าแม่ก็พยายามระเห็จตัวเองไปที่ไกลๆ พยายามไม่ดู ทำใจไม่ได้ยิ่งกว่าลูกอยากเรียนแอร์อีก ลูกต้องรักษาบุคลิกภาพของลูกนะ หน้าตาก็สวย กระโปรงยับเชียว มันใช่หรอว้า~~

สิ่งที่คุณแม่ช่วยส่งเสริมเขามีอะไรบ้าง

ให้กำลังใจคือที่สุดค่ะ เพราะว่าลูกเรียนหนักมาก คะแนนสอบไม่ต้องหวังเลย แม่ขอแค่ผ่าน แม่บอกเสมอว่าไม่เป็นไร ขอแค่มันไม่ติดร. หรือ 0 ก็พอแล้ว และเราต้องทำใจว่าเด็กช่วงนี้มันเรียนหนักมาก แล้วเวลาครูสั่งงานก็จะเป็นงานกลุ่มซะเยอะกว่าจะรวมตัว ทำงานออกมาเป็นรูปร่างได้ก็นานอยู่

ส่วนอีกเรื่องคือแม่ต้องช่วยลูกเรื่องวิชาภาษาไทย เพราะเขาจะถนัดภาษาอังกฤษและวิชาอื่นมากกว่าเพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แม่ได้ในภาษาไทยพอดีก็เลยบอกให้ลูกบอกเรื่องที่ไม่รู้มาแล้วจะพาไปซื้อหนังสือมาให้อ่านและไม่ว่าเวลาไหนที่เขาเอ่ยปากว่าแม่ช่วยหนูหน่อย เราก็พร้อมที่จะช่วยเขาทุกอย่าง

ก่อนหน้านี้คุณแม่บอกว่าน้องได้เกรด 2.95 มันมีผลต่อความมั่นใจในตัวลูกเรื่องความใฝ่ฝันของเขาบ้างไหม เพราะอะไร

ไม่ พี่โอเค ขอแค่ไม่ตกก็ใช้ได้แล้ว ต้องเข้าใจเขานิดหนึ่งว่าเขาเรียนหลายวิชา เขาเรียนพิเศษเพิ่มเติมเอง รับผิดชอบเอง คนอย่างแม่น่ะคิดว่า “การเรียนไม่ใช่ตัวชี้วัดหรอกนะว่าลูกจะมีชีวิตต่อไปตลอดรอดฝั่งไหม ความรับผิดชอบต่างหากล่ะที่สำคัญ” แม่เลยไม่มายด์เรื่องเกรดค่ะ

ช่วยฝากถึงผู้ปกครองที่ไม่มั่นใจความคิดของลูกหน่อยว่าพวกเขาควรทำอย่างไร

อย่างแรกต้องจัดการกับอารมณ์ที่ไม่พอใจเรื่องลูกเลือกเรียนตามใจเขา อย่าเพิ่งไปสบประมาทเขาเพราะถ้าคุณสบประมาทลูกไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองเขาจะไม่กล้าพูดความจริงกับคุณเลย จากนั้นให้เวลาทั้ง 2 ฝั่งไปหาเหตุผลว่าเพราะอะไรหนูถึงอยากเป็นอาชีพนี้และเพราะอะไรแม่ถึงไม่อยากให้เป็นอาชีพนี้ โดยเรามาหาข้อดีข้อเสียของอาชีพที่ลูกอยากเป็นนั้นๆ ไว้ แล้วก็แลกกันตอบ เพราะว่าการทะเลาะกันมันไม่สนุกหรอก แย่ทั้งคู่ และลูกยิ่งต้องใช้สมองในการเรียน เขาต้องมาเครียดเรื่องเราอีกแทนที่จะนั่งเรียนสบายๆ ไม่ซีเรียส

ขอถามจากใจว่าก่อนหน้าที่ลูกเข้ามาคุยเรื่องอยากเป็นแอร์ฯ คุณแม่ได้หวังให้น้องโตไปทำงานด้านไหนเป็นพิเศษไหม

เอาจริงๆ นะ ตามความรู้สึกก็อยากให้เป็นครูเพราะว่าพ่อเขาก็เป็นครู แต่ดูแล้วเด็กคงจะตายคามือลูกเรา ไม่น่าไหว ไม่รอด (หัวเราะ) ด้วยความที่บุคลิกเขาจะเป็นคนเงียบๆ นิ่งๆ ดูแล้วเด็กน่าจะสนใจ แต่เวลามันโหดขึ้นมาก็กลัวว่าเด็กจะไม่รอด แต่เราก็ไม่บังคับว่าเขาจะเป็นอะไรไง เราให้เขาคิดของเขาเอง แต่ลึกๆ ก็คือ อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ คนเป็นแม่ ไม่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลสายตาเท่าไรหรอก

สุดท้ายแม้ความคิดแม่เดียร์ก็ยังไม่ได้เหมือนลูกเป๊ะ แต่แม่ก็ยังสนับสนุนลูกเต็มที่บนหลักเหตุและผลเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำเพื่อลูกได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรคนที่เลือกอาชีพที่ดีที่สุด เหมาะที่สุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ต้องเป็นลูกของแม่เดียร์เองนั่นแหละ แล้วพ่อแม่ท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ แลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

6 ประโยคที่พ่อแม่ไม่ควรพูด เมื่อลูกยังสับสนในความฝัน

หลายครั้งพ่อแม่ก็ไม่ได้สนใจคำพูดของตัวเองเมื่อหลุดพูดประโยคแรงๆ ไปโดยไม่รู้ว่ามันสร้างความเจ็บปวดให้ลูกมากแค่ไหน มาดูกันว่ามีประโยคไหนบ้างที่ลูกฟังแล้วต้องสะอึกเวลาที่พูดถึงเรื่องความฝันของเขา

1. “มั่นใจหรอว่าทำได้อย่างที่พูดน่ะ!”

ประโยคแรกเดือดๆ ที่ใครได้ยินก็เป็นต้องหนาวและถ้าคุณหลุดคำพูดนี้ใส่ลูกของคุณในขณะที่เขาเล่าความฝันให้คุณฟัง เขาจะรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน ผลเสียของมันก็ไม่ใช่เล่นเลยเพราะมันทำให้ลูกไม่กล้าเรียนรู้จากความผิดพลาดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจแข็งแกร่งและพร้อมเผชิญโลกกว้างได้

2. “ลูกทำไม่ได้หรอก”

คำพูดที่ระดับความรุนแรงไม่ต่างจากประโยคแรกซึ่งก็บอกเป็นนัยๆ ว่าพ่อแม่ไม่เชื่อในตัวลูก คิดว่าลูกเก่งไม่เหมือนคนอื่นและความฝันของลูกมันก็คงเป็นไปไม่ได้ พ่อแม่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเด้อ เพราะสิ่งที่ลูกอยากรู้คือพ่อแม่รักเขาและมั่นใจในตัวเขา ฉะนั้น พ่อแม่ควรมองหาสิ่งที่ลูกๆ ทำได้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้

3. “ที่พ่อแม่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อลูกนะ”

เป็นประโยคล้างสมองที่ทำให้ลูกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าฝัน เพราะสิ่งที่พ่อแม่วางแผนไว้ให้นั้นดีที่สุดแล้ว นอกจากนี้ ยังไม่กล้าแสดงความรู้สึกเจ็บปวดและโกรธต่อพ่อแม่แม้ในใจจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เหมือนโดนเซตในหัวแล้วว่า ‘พ่อแม่เสียสละและทำทุกอย่างเพื่อเราขนาดนี้ ฉันก็ต้องแบกให้มากกว่านี้ ยิ่งกว่ากัปตันอเมริกาแบกความหวังของมวลมนุษยชาติอีก’

4. “การฝึกฝนทำให้ดีเลิศ” หรือ “Practice make perfect”

ประโยคภาษาอังกฤษที่ได้ยินเป็นประจำ ฟังดูแล้วเหมือนว่าจะกระตุ้นให้คนฟังมีแรงใจในการฝึกฝนและพยายามต่อ แม้ตอนนี้จะยังทำไม่สำเร็จ แต่ถ้าพ่อแม่ใช้เองเกรงว่าจะกลายเป็นดันลูกมากกว่า เพราะหากเขายังทำไม่สำเร็จแสดงว่าเขาพยายามไม่มากพอจนตั้งคำถามในใจตัวเองว่า “หนูทำอะไรผิดไป หนูก็ฝึกหนักมาตลอด แต่ก็ยังไม่ดีที่สุดสักที”

5. “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่”

แม้ว่าเรื่องความฝันของลูกไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณที่คิดว่าลูกโตไปมั่นคงทางหน้าที่การงาน เงินทองก็เพียงพอ แต่ความฝันอาจะเป็นเรื่องใหญ่ของลูกคุณได้ หากพูดแบบนี้ออกไปจะทำให้ลูกรู้สึกเซ็งและอายที่จะพูดเรื่องความฝันของเขากับคุณอีก

6. “อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ ได้ไหม?”

จำไว้ว่าอย่าคาดหวังให้ลูกทำตัวเป็นผู้ใหญ่ได้เพราะเขายังเด็กและถ้ามันไม่เกินไปอย่างเรื่องความฝันของเขาก็อย่าไปห้ามหรืออย่าไปต่อต้านลูกเลย

เปลี่ยนประโยคใจร้ายมาให้กำลังใจ

ประโยคให้กำลังใจเป็นประโยคที่ลูกต้องการที่สุดในตอนนี้ เพราะนอกจากจะทำให้ลูกฮึดแล้วยังช่วยเพิ่มความนับถือตนเองของเด็ก เชื่อมั่นในตัวเอง พัฒนาจินตนาการของเด็กและกระตุ้นให้เด็กพยายามมากขึ้น ประโยคง่ายๆ ที่พ่อแม่เริ่มใช้ได้เลย ได้แก่ แม่เชื่อในตัวลูก, แม่ภูมิใจในตัวลูก, ความคิดของลูกมันเริ่ด, ไม่มีใครเพอร์เฟคไปหมดหรอกลูก, ล้มแล้วต้องลุก เอาใหม่ลูก

ไม่ยากใช่ไหมครับ แค่เลี่ยงคำพูดที่ทำร้ายแต่หาคำพูดที่ให้พลังกับลูกเอง เท่านี้ลูกมีอะไรก็อยากจะเข้าหาและมาปรึกษาแล้วล่ะ

Source : redbookmag.com  , bilingualkidspot.com

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์แม่แคท – น้องเอิร์บ ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

หากคุณสังเกตว่าลูกของคุณหลีกเลี่ยงที่จะพูดความฝันหรืออาชีพที่เขาอยากทำในอนาคต คุณลองมาดูวิธีของคุณแม่แคท-จิรา กฤตยพงษ์กันครับ

แม่แคท-คุณแม่ของน้องเอิร์บ ลูกชายที่มีเป้าหมายชัดเจน รักความสมบูรณ์แบบและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ แต่ดันไม่ยอมคุยเรื่องความฝันของตัวเองให้แม่ฟังเพราะครั้งหนึ่งแม่เคยต่อต้านความคิดของเขา เขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อหรือยายแทน

มาดูกันว่าคุณแม่แคทจะทำให้ลูกชายคนนี้กลับมาปรึกษาแม่เรื่องนี้อีกครั้งได้อย่างไร ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ…

1. ช่วยเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ : ลูกไม่เลี่ยงที่จะไม่คุยเรื่องอนาคตของเขาให้เราฟัง เวลาเราเปิดประเด็นเรื่องนี้ก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นตลอดหรือไม่ก็จะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับพ่อหรือยายของเขาแทน

เอิร์บ : ตอนนั้นกลัวแม่จะดุ ไม่พอใจกับเป้าหมายที่เราวางไว้ เหมือนตอนนั้นเราก็เล่าไปว่าเราก็อยากเป็นครู แต่แม่ก็พูดขึ้นมาว่าเป็นอาจารย์มันดีกว่าซึ่งมันเป็นความเห็นไม่ตรงกันแล้ว ผมก็เลยคิดว่าถ้าเราพูดอีกแม่ก็อาจจะดุเรา

2. ทำไมแม่ถึงคิดว่าครูไม่ดีเท่าอาจารย์

แม่ : เพราะความที่เราเป็นอาจารย์ทำให้รู้สึกว่างานอาจารย์มันก็ดีและมองว่ามันน่าจะเหมาะกับลูกมากกว่า เพราะจากที่แม่มองในมุมของแม่ ลูกเป็นคนที่วิชาการจ๋ามาก ช่างคิด แต่ถ้าเขาเลือกเป็นครู ครูในความหมายของแม่คือครูมัธยม มันจะต้องใช้จิตวิทยากับเด็กเยอะมาก มันดูเหนื่อย ปัญหาก็อาจจะเยอะ เราก็กลัวว่าเขาจะแบกรับไม่ไหวก็เลยอยากให้เขาสอนระดับมหาวิทยาลัยแทน

นอกจากนี้จะเป็นเรื่องรายได้ เรามองว่ารายได้จากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมันมั่นคงมากกว่า มันมีช่องทางอื่นๆ ในการหาเพิ่ม แต่พอเป็นครูประจำในโรงเรียนมันก็เหมือนกับทำงานประจำ ช่องทางการหารายได้ก็น้อยลง เราก็ห่วงเขาตรงนั้น

3. ก่อนเข้าร่วมรายการเหมือนแม่จะมั่นใจมากๆ ว่าลูกอยากเป็นครูใช่ไหมครับ

แม่ : ใช่ เพราะเห็นเขาพูดถึงเรื่องนั้นอยู่บ่อยๆ เวลาเราพูดคุยกันเรื่องอนาคตของเขาบวกกับท่าทางที่ชอบสอนหนังสือด้วย แม่ก็เลยคิดว่าเขาก็คงชอบตรงนี้จริงๆ แหละ ไม่งั้นก็คงไม่พูดบ่อยๆ แต่พอได้เปิดใจกับลูกในรายการก็ปรากฏว่าที่เราคิดมันไม่ใช่

เอิร์บ : ก็ไม่รู้อ่ะครับ เพียงแต่ผมว่าอนาคตมันไม่แน่นอน ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคตเราจะยังชอบการสอนอยู่ไหม

4. แต่พอเปิดใจฟังแล้วรู้ว่าลูกไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง คุณแม่รู้สึกอย่างไร

แม่ : แม่ก็ตกใจนิดหน่อยว่า ”เอ้า ตกลงยังลังเลอยู่ตรงนั้นหรอ” แต่มันก็ทำให้แม่คิดได้ว่าเราก็ต้องหาทางให้เขามั่นใจในตัวเองมากขึ้นหรือว่าพยายามหาเป้าหมายให้เจอ ซึ่งตอนนี้ยังพอมีเวลาอยู่ แม่เลยไม่อยากรีบร้อน ให้เขาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ก่อน

5. วิธีการจากหมอตูนที่แล้วชอบคือวิธีการไหน

แม่ : วิธีการพูดที่สะท้อนความรู้สึกของตัวเราเอง หมายถึง ก่อนจะพูดอะไรกับเขาเราก็ต้องแสดงความรู้สึกออกมาให้เขารู้ เช่น “แม่คิดว่า..”, “แม่รู้สึกว่า…” เพื่อให้ลูกเข้าใจเราก่อน ไม่เหมือนการสั่งหรือพูดอะไรโดยไม่ได้อธิบายความรู้สึกของเรากับเขา เช่น ปกติเราจะพูดว่า “แม่รู้สึกเป็นห่วง..เลยไม่อยากให้ลูกทำ…” แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือแม่พูดว่า “ต้องทำอย่างนี้นะ ทำเดี๋ยวนี้” ซึ่งถ้าเป็นแบบหลังลูกจะไม่เข้าใจเราเลยและอาจทำให้เขาไม่รับฟังเรา

เอิร์บ : ผมเห็นด้วยกับแม่ครับเพราะพอแม่เปลี่ยนการพูด ความรู้สึกของผมมันก็เปลี่ยนไป ผมกล้าเปิดอกคุยกับแม่มากขึ้น

6. ผลลัพธ์จากการที่แม่ลองปรับมาฟังลูกมากขึ้นดีหรือไม่ดีอย่างไร

แม่ : ดีขึ้นเพราะน้องก็ผ่อนคลายมากขึ้นเวลาที่คุยกับเรา ตั้งใจฟังและพร้อมที่จะฟังเรามากขึ้น เพราะปกติลูกเหมือนกลัวไปก่อนว่าจะมาดุ มาโวยวายอย่างเดียว วิธีการสะท้อนความรู้สึกของคุณหมอก็เลยตอบโจทย์เรื่องนี้มาก

7. ทั้งสองมองว่าตัวเองและอีกฝ่ายพัฒนาอย่างไรบ้าง

แม่ : ในส่วนของตัวเอง มองว่าเป็นเรื่องวิธีการสื่อสาร เพราะเราพยายามที่จะอ่อนโยนกับลูกให้มากขึ้นและพยายามทำให้น้องรู้สึกรีผ่อนคลายเวลาที่อยู่กับเรา เขาจะได้ฟังเราและกล้าเปิดใจกับเรา ส่วนตัวน้องที่เปลี่ยนไปก็คือน้องดูผ่อนคลายกับเรามากขึ้น เหมือนกล้าที่จะพูดกับเรามากขึ้น แม้จริงๆ แล้วเขาอาจจะมีโลกส่วนตัวของเขาอยู่ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้คุยกันเยอะขึ้น มีความเป็นกันเองมากขึ้น ได้รู้จักเขามากขึ้น

เอิร์บ : เราก็กล้าเปิดอกคุยกับแม่มากยิ่งขึ้น ส่วนแม่ก็เวลาคุยก็ใจเย็นลงต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยมีเหตุผลครับ แหะๆ

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วแอดสัมผัสได้ว่าการสื่อสารมีผลต่อทุกเรื่องระหว่างพ่อแม่กับลูกจริงๆ อย่างกรณีนี้แค่แม่ลองปรับวิธีการพูดโดยการใช้การสะท้อนความรู้สึกก็เปลี่ยนให้ลูกที่มักเก็บเรื่องไม่มั่นใจไว้คนเดียวเปิดเผยออกมาในเวลาไม่นานเลย คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่เห็นว่าลูกเรื่องปิดบังอะไรไว้ก็ลองนำวิธีการนี้ไปใช้ได้นะครับ

 

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 10 ขอเสนอเรื่องราวของ “แม่แคท” ที่เป็นห่วง “น้องเอิร์บ” ในสายตาของคุณแม่ คุณแม่รู้สึกว่าน้องเอิร์บเป็นเด็กที่มั่นใจในตัวเอง รักความสมบูรณ์แบบมากจนไม่ฟังคำแนะนำของคุณแม่ จึงทำให้คุณแม่รู้สึกเป็นห่วงเส้นทางในอนาคตของลูก

มาลุ้นกันครับว่าภารกิจในครั้งนี้ คุณแม่แคทจะสามารถหาวิธีการคุยกับลูกในเรื่องเป้าหมายในอนาคตได้ดีมากขึ้นหรือไม่ ไปติดตามกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ช็อก! เด็กไทยช้อปออนไลน์มากกว่าปีก่อน 5 เท่า พ่อแม่จะทำอย่างไร

เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมามีสถิติที่น่าตกใจเผยมาว่าเด็กและเยาวชนทั่วโลกหันมาซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3 เท่า แต่สถิติของเด็กทั่วโลกก็ยังสู้เด็กไทยไม่ได้ที่เพิ่มสถิติการซื้อของออนไลน์จากปีก่อนสูงถึง 5 เท่า! (ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/106779)

จากสถิติข้างต้นก็เป็นไปได้ว่าเด็กไทยมีแนวโน้มที่จะซื้อของออนไลน์มากขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีรายได้ ฉะนั้น พ่อแม่ควรทำอย่างไร เพื่อให้ลูกควบคุมการใช้เงินได้

วันนี้เราเลยต่อสายตรงไปปรึกษาคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต นักจิตวิทยาขาประจำของเราให้ช่วยแนะนำเทคนิคควบคุมการใช้เงินของลูกแบบเด็ดๆ บ้าง ถ้าพ่อแม่อยากทราบกัน โปรดติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์พี่เจมส์ได้เลย

1. พี่คิดว่าอะไรทำให้เด็กหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น

พี่มองว่าการซื้อของออนไลน์มันเป็นเรื่องปกติเพราะไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุซื้อก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี การที่ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขนาดนี้ แต่สิ่งที่เราต้องสนใจคือทำไมคนถึงซื้อสิ่งที่มันฟุ่มเฟือยหรือควบคุมจำนวนของการซื้อของออนไลน์ไม่ได้ รวมไปถึงเรื่องเด็กเติมเงินในเกมแล้วควบคุมไม่ได้มากกว่าซึ่งทั้งหมดมันมาจากการที่เด็กควบคุมความอยากของตัวเองไม่ได้

2. ทำไมเด็กๆ ถึงควบคุมความอยากของตัวเองไม่ได้

เพราะเด็กปัจจุบันไม่ค่อยถูกสอนให้รอ รวมทั้งมีสิ่งล่อตาล่อใจมากมายแค่เราเปิดเว็บไซต์ออนไลน์ซื้อของขึ้นมาก็สามารถเข้าสู่โหมดช้อปปิ้งได้แล้ว เพียงแค่กดชำระเงินไป ไม่นานก็ได้ของ ถือว่าแทบไม่เกิดกระบวนการให้เด็กได้ฝึกการรอคอยขึ้นเลย ต่างจากสมัยก่อนที่กว่าจะเข้าถึงสินค้าก็ยาก แหล่งซื้อของก็ไม่ได้เยอะขนาดนี้ มันมีกระบวนการที่บังคับให้เรารอโดยอัตโนมัติไปเลย

3. แปลว่าการที่ถูกบังคับให้รอในสมัยก่อนเป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า?

ไม่หรอก จริงๆ ที่โลกเป็นแบบนี้มันดีกว่า แต่พอคนไม่ได้ถูกฝึกการรอ คนมันก็จะเคยชินกับการทำอะไรเร็วๆ แล้วมันก็ส่งผลเสียให้กับตัวเด็กและครอบครัวมากนะ

พี่เคยเจอกรณีหนึ่งที่พ่อแม่เองเป็นคนหน้าใหญ่ใจโต รายได้ไม่เยอะแต่ชอบทำอะไรเกินตัวซึ่งส่งผลไปถึงลูกที่เขาอยากใช้เงินเกินตัวบ้าง ตอนนั้นลูกเขาอยากได้มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ แต่พ่อแม่ไม่มีเงินซื้อให้ สุดท้ายลูกก็ทำร้ายพ่อแม่ ซึ่งพี่ก็บอกไปเลยว่ามันยากมากๆ เพราะตัวพ่อแม่เองก็เป็นแบบนั้นและตัวพ่อแม่เองก็ไม่ได้สอนการอดทนรอให้ลูกเลย

4. ฟังดูแล้วการสอนให้ลูกอดทนรอมีประโยชน์มากๆ งั้นพ่อแม่ต้องสอนลูกอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นจากการคุยกับลูกว่าลูกอยากได้อะไรแล้วพ่อแม่ต้องตั้งเงื่อนไขให้เขาว่าเขาต้องรอถึงระยะเวลาเท่าไหน เช่น ลูกบอกพ่อแม่ว่าอยากได้มือถือ เพราะทำตกแล้วเครื่องมันรวนๆ แต่ยังใช้ได้อยู่ พ่อแม่ที่อยากฝึกให้ลูกรอเป็นควรบอกกับลูกว่า “แม่ยังไม่ค่อยมีเงิน ตอนนี้ถึงเครื่องจะรวนๆ หนูก็ทนใช้ไปก่อนนะ อีกสักสามเดือนตอนที่โบนัสของแม่ออกได้ไหม เดี๋ยวแม่ซื้อให้” การตอบลูกแบบนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะรอ รวมไปถึงได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งของว่าครั้งต่อไปจะดูแลรักษาให้ดีกว่านี้ ถ้าไม่อยากใช้ของที่ไม่ดีอีก

5. จากที่พี่เจมส์ยกตัวอย่างมา ให้ลูกใช้โทรศัพท์แบบพังๆ 3 เดือนนั้นไม่นานเกินไปหรอ พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าควรให้ลูกรอเป็นระยะเวลาเท่าไร

ในความเป็นจริงการรอมี 2 แบบ คือ การรอแบบที่รอได้กับรอไม่ได้เลย อย่างเช่น ถ้าลูกไม่มีเสื้อนักเรียนใส่อย่างนี้เรียกว่ารอไม่ได้ พ่อแม่ต้องซื้อให้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีลูกมีเสื้อผ้าใส่แล้ว แต่ลูกใช้ไม่ระวัง เสื้อขาด เสื้อเปื้อน พ่อแม่ก็เอาไปซ่อมแซมให้แล้ว แต่ลูกไม่พอใจบอกว่ามันไม่สวย อย่างนี้ไม่ต้องไปซื้อให้ ต้องให้เขารอเพราะมันยังใช้ได้อยู่ ฉะนั้น สิ่งที่พ่อแม่ต้องคำนึงถึง คือ มันเป็นเรื่องปัจจัย 4 ไหม? เป็นเรื่องกิน อยู่ หลับ นอนหรือเปล่า? ถ้ามันอยู่ในเรื่องเหล่านี้และส่งผลต่อการเจริญเติบโตหรือคุณภาพชีวิตก็ไม่ต้องรอหรอก แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของหน้าตา เรื่องของความอาย เรื่องของความสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้รอได้ทั้งนั้น

6. นอกจากการสอนให้ลูกอดทนรอยังมีวิธีอื่นอีกไหมที่ช่วยให้ลูกควบคุมการใช้เงินของตัวเองได้

มี ยกตัวอย่างในกรณีเดียวกัน คือ มือถือของลูกพัง ลูกมาขอให้ซื้อให้ใหม่ พ่อแม่ก็ไม่ควรออกเงินซื้อโทรศัพท์ลูกให้ทั้งหมด แต่เป็นการช่วยลูกออกค่าใช้จ่ายบางส่วนแทน เช่น อาจบอกลูกว่าแม่มีเงินให้ 5000 บาท ถ้าลูกอยากได้มือถือรุ่นดีๆ เลยก็ให้เก็บเงินอีกสักนิดแล้วค่อยซื้อ แต่ถ้าทนไม่ไหว อยากได้เครื่องใหม่เร็วๆ ก็ซื้อมือถือที่คุณภาพรองลงมาได้เลย

7. วิธีการทั้งหมดที่บอกมาควรสอนลูกตั้งแต่ตอนไหน

เรื่องการอดทนรอให้เริ่มสอนตั้งแต่ยังเด็กเลยและควรสอนบ่อยๆ ให้ติดเป็นนิสัย ลูกจะได้ไม่เป็นคนตัดสินใจปุบปับ หุนหันพลันแล่น ส่วนเรื่องการออกเงินบางส่วนนั้นให้เริ่มสอนช่วงที่ลูกเข้าชั้นประถมเพื่อเป็นการฝึกความอดทนและสอนให้รู้จักอดออมไปในตัว

จบไปแล้วสำหรับบทสัมภาษณ์นี้ อย่าลืมนะครับพ่อแม่ทุกคนพี่เจมส์เขาย้ำเรื่องการสอนให้ลูกอดทนรอว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นคนฟุ่มเฟือยก็ควรเริ่มฝึกลูกตั้งแต่เด็กๆ และต้องสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ชินจนกลายเป็นนิสัยของน้องๆ ไปเลยครับ ลองดู

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

วิธีสอนให้ลูกรับมือ..เมื่อโดนเพื่อนดูถูกว่าบ้านจน

คุณจะซื้อของแบรนด์เนมให้ลูกไหม ถ้ารู้ว่าลูกโดนดูถูกว่าบ้านจนเพราะไม่มีเหมือนเพื่อน

“วันนั้นแม่ยื่นบรัชออนชาแนลให้ลูกและบอกลูกว่า “ครั้งแรกนี้แม่ให้นะ ของชิ้นนี้มีราคาประมาณ1,500 บาท ถ้าลูกอยากใช้ต่อ ลูกทำงาน 1-2 วันก็ซื้อใช้ได้แล้ว แต่แม่อยากให้ลูกคิดว่า ระหว่างเอาเงินค่าแรง 2 วันไปซื้อแค่สีทาแก้มมาใช้ มันคุ้มกันหรือเปล่าถ้าลูกจะเก็บเงินไว้ใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า”

คำพูดท่อนหนึ่งของคุณแม่ทิพย์ (นามสมมติ) ลูกเพจของเรานี่เองที่กำลังสอนลูกสาวให้คิดดีๆ ก่อนใช้เงินซื้อของแบรนด์เนม แม้ว่าลูกจะถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนถูกว่าบ้านจนก็ตาม มาดูกันว่าทำไมคุณแม่ท่านนี้ถึงสอนลูกแบบนี้แล้วผลสุดท้ายของเรื่องราวที่ลูกถูกกลั่นแกล้งเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้เลยครับ

1. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกของคุณแม่เป็นอย่างไร

จริงๆ แล้วของบ้านเราลูกไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่ลูกเรามีปัญหาเรื่องถูกกลั่นแกล้ง โดนเพื่อนดูถูกว่าบ้านจนเพราะไม่ใช้ของแบรนด์เนมให้เพื่อนเห็น

2.ทำไมการไม่ใช้ของแบรนด์เนมน้องถึงโดนดูถูกแบบนี้

ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ญี่ปุ่น ของแบรนด์เนมนี่เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นคนใช้ได้ทั่วไปเลยค่ะ และในบ้าน ลูกเห็นแบรนด์เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไรว่ามันเป็นของราคาแพง เขามองแค่ “อืม มันคือแบรนด์” ส่วนเหตุผลที่ลูกเราถูกกลั่นแกล้งเพราะตอนนี้น้องอยู่ม.4 แต่ก็ไม่ได้ใช้ของเหล่านี้ที่โรงเรียน เพื่อนเลยไม่รู้ก็เลยโดนดูถูกค่ะ โดยกลุ่มที่แกล้ง เขาจะใช้ของแบรนด์เนม เอามาโชว์เพื่อให้น้องรู้สึกตัวเองต่ำต้อย

3.พอเรื่องราวเป็นอย่างนี้แล้ว ลูกของคุณแม่รู้สึกอย่างไร

น้องไม่ได้รู้สึกตามนั้นนะคะ อย่างที่บอกว่า น้องเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะที่บ้านของเราก็มีเหมือนกัน แต่แม่จะบอกน้องบ่อยๆ ว่า “การภาคภูมิใจในตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้แบรนด์” ถ้าอยากได้ก็ลองหาเงินด้วยตัวเองแล้วค่อยซื้อ

4.คุณแม่ให้น้องทำงานพิเศษด้วยหรอ?

พอขึ้นม.ปลาย ที่นี่เขาจะมองว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ จะว่าค่านิยมก็น่าจะใช่ ที่เด็กม.ปลายจะไปทำงานพิเศษหาเงินเอง อย่างคุณพ่อน้องก็จะเล่าให้ฟังตลอดว่า ตอนม.ปลายคุณพ่อทำงานเก็บเงินไปเที่ยวอเมริกา ซื้อรถยนต์เองและจะสอนลูกว่า ถ้าอยากได้อะไร ก็ต้องทำงานหาเงินเองค่ะ น้องได้ค่าขนมจากแม่แค่ 3,000-5,000 เยน/เดือนเองนะคะ (ประมาณ 1,000-1,500 บาท)

5.สำหรับตอนนี้น้องได้บอกแม่ไหมว่าเก็บเงินได้เท่าไรแล้ว รวมถึงมีอะไรที่อยากซื้อเป็นพิเศษบ้าง

น้องเริ่มทำงานได้เดือนเดียวค่ะ เพิ่งรับเงินเดือนเดือนแรก แต่จะได้แค่ประมาณ 10,000 บาทเพราะทำแค่เสาร์อาทิตย์ ส่วนของที่น้องอยากได้จะเป็นการได้ไปดูไอดอลพากย์เสียงกับการลงเรียนคอร์สสอนพากย์ เพราะเขาเป็นโอตาคุค่ะ อยากเป็นนักพากย์อนิเมะมากๆ เลย และด้วยความที่การเรียนเฉพาะทางในญี่ปุ่นแพงมาก แม่ก็เลยต้องสอนให้น้องเก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อลงทุนให้กับตัวน้องเอง ถ้าจะไปทางนี้จริงๆ แม่สอนให้แบ่ง 3 ส่วน โดยเอาไว้ใช้ส่วนตัว 1 ส่วนซึ่งน้องจะเอาไปใช้ซื้ออะไรก็ตามใจเลยเพราะถือว่าเขาหามาได้ด้วยตัวเอง อีกส่วนเก็บไว้ยามฉุกเฉินให้เขาเก็บเอง อีกส่วนให้คุณแม่เก็บเพื่ออนาคตวันหน้า แม่บอกข้อตกลงไปตามนี้แล้วน้องก็ยอมรับและปฏิบัติตามค่ะ

6.แม่รู้สึกอย่างไรที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้

คุณแม่ว่ามันคุ้มมากค่ะ เพราะคุณแม่ได้เห็นนิสัยลูก ว่าเขาไม่ได้สนใจข้าวของราคาแพงเกินความจำเป็น และมีความเป็นตัวของตัวเองและน้องก็กลายเป็นคนประหยัด ทั้งๆ ที่มีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่น้องเลือกที่จะเก็บเงินไว้ใช้ทำตามฝัน

7.รบกวนคุณแม่สรุปวิธีสอนการใช้เงินให้อีกทีครับ

บอกไม่ให้ลูกสนใจคำพูดดูถูกของเพื่อนที่ตั้งใจกลั่นแกล้ง เพราะเรารู้ตัวเราว่าฐานะครอบครัวเป็นอย่างไร

สอนลูกให้ทำงานเพื่อหาเงินไปซื้อของที่อยากได้

สอนลูกเก็บเงินเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งเอาไว้ใช้ส่วนตัว ส่วนที่สองเก็บไว้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉินจะได้มีสำรองไว้ได้ทัน และส่วนสุดท้ายก็เก็บเพื่อสานฝันให้ตัวน้องเองค่ะ

เราจะเห็นว่าแม่ไม่ได้ออกคำสั่งหรือบังคับลูกเลย แต่จะใช้วิธีการพูดให้คิดเองมากกว่า ตั้งแต่เรื่องที่ลูกโดนดูถูกที่โรงเรียนว่าเป็นอย่างที่เขาพูดกันไหม ถ้าไม่ใช่ เราจะรู้สึกทำไม รวมไปถึงการใช้เงินของลูก แม่ไม่ได้ห้ามไม่ให้ลูกซื้อของที่อยากได้ด้วย แต่ให้มองถึงความคุ้มค่าต่อหัวใจลูกมากที่สุดเท่านั้นเอง

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

พ่อแม่ต้องพูดอย่างไรเพื่อให้ลูกใช้เงินเป็น

ปุ่ม “ชำระเงิน” มันกดง่ายมาก!!

พ่อแม่เหนื่อยกันไหมครับที่ต้องคอยห้าม คอยเตือนลูกไม่ให้อยากได้นี่ได้นั่น แต่ต้องยอมรับนะครับว่ายุคนี้ของล่อตาล่อใจเห็นง่ายยิ่งกว่าเซเว่นฯ และมีแอปฯ ธนาคารพร้อมโอนในทันที ฉะนั้น การห้ามลูกไม่ให้อยาก มันก็ช่างท้าทายพ่อแม่ซะเหลือเกิน

แต่มันก็มีวิธีพูดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกคิดก่อนใช้เงินได้อยู่ โดยเคล็ดลับนี้มาจากคิมเบอร์ลี พัลเมอร์ (Kimberly Palmer) ผู้เขียนหนังสือ SMART MOM, RICH MOM: How to Build Wealth While Raising a Family ผ่านประสบการณ์แม่ลูกสองพร้อมกับตำแหน่งคอลัมนิสต์เรื่องการเงินแห่งชาติซึ่งเธอได้แนะนำวิธีการพูดเรื่องการใช้เงินให้ลูกเข้าใจไว้ดังนี้

  1. บอกประสบการณ์การใช้เงินแบบพลาดๆ ของคุณให้ลูกฟัง เพราะเด็กๆ อยากฟังเรื่องผิดพลาดของพ่อแม่ ไม่ใช่เพียงเพื่อสะใจแต่เป็นการทำให้พวกเขารู้ว่าไม่เป็นไรสมบูรณ์แบบ
  2. บอกวิธีหาเงินและนิสัยการใช้เงินของคุณให้ลูกได้รู้ ปกติแล้วเวลาพ่อแม่ได้เงินมาไม่ว่าจะจากเงินเดือนของบริษัทหรือเงินจากลูกค้า ลูกแทบไม่เห็นตัวเองเงินนั้นเลย ฉะนั้น สิ่งที่พอจะทำให้ลูกรู้รายได้ของพ่อแม่คือการบอกเขา โดยบอกให้รู้ถึงความยากลำบากในการหาเงินเพื่อนำไปซื้อของที่ต้องการเป็นตัวอย่างให้กับลูก
  3. บอกให้ลูกรู้เท่าทันสื่อโฆษณา เด็กส่วนมากถูกล่อตาล่อด้วยสื่อโฆษณาหรือรีวิวสินค้าต่างๆ การสอนให้ลูกรู้จักวิเคราะห์สื่อโฆษณาให้เป็นก็จะเป็นเรื่องดีไม่น้อยต่อกระเป๋าตังค์ของแม่
  4. บอกให้ลูกมีความฝันอันยิ่งใหญ่ แม้เรื่องความฝันเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการใช้เงิน แต่ถ้าฝันของลูกคุณยิ่งใหญ่และจำเป็นต้องใช้เงินสนับสนุนจากพ่อแม่ก็เป็นไปได้ที่ลูกคุณจะยอมสละไม่ซื้อสิ่งของราคาแพงๆ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของคุณคือกระตุ้นให้ลูกวาดฝันของเขาและอธิบายให้เขาเข้าใจว่าที่คุณไม่ให้เงินไปซื้อของที่ลูกอยากได้เพราะต้องเก็บเงินเพื่อสานฝันของลูกให้สำเร็จ
  5. บอกวิธีการใช้จ่ายบัตรเครดิตและบัญชีธนาคารกับลูก ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายแบบเต็มหรือจ่ายขั้นต่ำต่อเดือน ถือเป็นการสอนลูกหมุนเงินไปในตัวเลย
  6. พูดเรื่องเงินกับบุคคลที่สามให้ลูกเห็น ไม่ว่าจะเป็นการคุยโทรศัพท์กับบริษัทของคุณเรื่องเงินปันผลหรือการขอรับการบริการที่ดีกว่าที่คุณเคยได้รับ เพื่อให้ลูกคุณได้เรียนรู้จากการฟังและเป็นการฝึกให้ลูกกล้าพูด กล้าขอเกี่ยวกับเรื่องเงินมากขึ้น

จากเทคนิคทั้ง 6 ข้อที่บอกไปล้วนเป็นเรื่องที่มาจากประสบการณ์การใช้เงินของพ่อแม่ทั้งนั้น ฉะนั้น อย่าลืมสอนลูกๆ นะครับ เพราะเขาจะใช้เงินเป็นหรือไม่เป็นก็อยู่ที่การสื่อสารจากพ่อแม่นี่แหละ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

เมื่อพ่อใช้ “การคิดดอกเบี้ย” มาสอนให้ลูกรู้จักอดออม

เวลาที่ลูกของคุณงอแงเสียงดังกลางห้าง ร้องอยากได้ของเล่นหรือตุ๊กตาบ่อยๆ คุณทำอย่างไรกันบ้าง?

พ่อแม่บางคนก็ยอมซื้อให้ไปเลย บางคนก็ดุลูกเพื่อตัดปัญหาลูกเสียงดัง ต่างจากพ่อคนนี้ที่ปล่อยให้ลูกร้องไห้ไป แถมออกตัวว่าจะซื้อให้ด้วย แต่มีข้อแม้คือต้องใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย

มาดูกันว่าพ่อคนนี้สอนลูกอย่างไรได้ที่นี่คลิปข้างล่างนี้เลย

จากคลิปเริ่มด้วยภาพเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักคนหนึ่งร้องไห้แล้วตัดมาที่ภาพพ่อของเด็กต้นคลิปกำลังสอนลูกชายตัวเองคิดดอกเบี้ยใหญ่เลย มันเกิดอะไรขึ้น?

เรื่องราวมีอยู่ว่าลูกชายมีของที่อยากได้มากๆ แต่ไม่มีเงินซื้อก็เลยร้องไห้เพื่อที่จะให้พ่อแม่ซื้อให้ แต่พ่อไม่ยอมให้ฟรีๆ กลับเสนอให้น้องยืมเงินไปใช้ก่อนแทน และต้องใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 12 ของราคานั้น

พอลูกรู้ว่าการขอของครั้งนี้พ่อไม่ได้ให้ฟรีๆ แต่ลูกต้องจ่ายเงินเพิ่มจากราคาของอีก 12 เปอร์เซ็นต์ แถมยังต้องจ่ายมากกว่าน้องชายของตัวเอง ทั้งๆ ที่พ่อคิดดอกเบี้ยน้องตั้ง 18 เปอร์เซ็นต์ น้องก็เลยเกิดอาการงงๆ ว่า ทำไมเราต้องจ่ายเงินมากกว่าหว่า? ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ปล่อยให้น้องงงนาน อธิบายเพิ่มว่าที่ต้องจ่ายมากกว่าเพราะราคาของที่ลูกชายคนพี่ต้องการ มันมีราคาแพงกว่า ถึงแม่พ่อคิดดอกเบี้ยน้อยกว่าก็มีสิทธิ์ที่จะต้องจ่ายมากกว่าได้เหมือนกัน

สุดท้ายพ่อก็ปิดการสอนด้วยการบอกลูกว่าที่ทำแบบนี้เพื่อให้ลูกรู้ว่าไม่มีใครให้เงินเราฟรีๆ หรอก ถ้าอยากได้ของในวันที่ไม่มีเงินพร้อมก็ต้องยอมแลกด้วยการจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ แต่ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก็ต้องรู้จักเก็บเงินจนกว่าจะซื้อได้

ใจความสำคัญของเทคนิคของพ่อท่านนี้ คือ การสื่อสารกับลูกด้วยหลักเหตุและผล ตั้งแต่เรื่องการใช้เงินในอนาคต ถ้าเราไม่มีเงิน เราไปยืมคนอื่น คนนั้นๆ ก็มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเราได้ ไม่ผิดอะไร หรือแม้แต่ตรงที่ลูกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องดอกเบี้ยมากกว่าทั้งๆ ที่พ่อคิดเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า พ่อก็เน้นอธิบายให้น้องเข้าใจโดยไม่แสดงอารมณ์ที่ไม่ดีออกไป ถือว่าเป็นเทคนิคดีๆ จากทางบ้านที่ยอดเยี่ยมเลย

Source: https://www.facebook.com/arunee.leksakorn

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 9 ขอเสนอเรื่องราวของ “แม่เอ๋” ที่เป็นห่วง “น้องหยก” คุณแม่รู้สึกเป็นห่วงเพราะเห็นน้องหยกใช้ของแบรนด์เนมตามกลุ่มเพื่อน แม่เอ๋กังวลว่าพฤติกรรมของน้องหยกอาจจะนำไปสู่การสร้างนิสัยฟุ่มเฟือย และในวันหนึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมการขโมยของเหมือนที่คุณแม่เคยเป็นตอนเด็กๆ

มาลุ้นกันครับว่าภารกิจในครั้งนี้ คุณแม่เอ๋จะสามารถหาวิธีการคุยกับลูกให้รู้จักใช้เงินได้ดีมากขึ้นหรือไม่ ไปติดตามกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

Scroll to top