AFTERSCHOOL

รายการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าใจและสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขึ้น
เราเชื่อว่าการพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น

ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 4 นำเสนอเรื่องราวของแม่เปิ้ลแล้วน้องพรามณ์ ด้วยความหวังดี คุณแม่จะคอยช่วยสนับสนุนคอยถามให้ลูกอยู่เสมอ  มีหลายครั้งที่ทะเลาะกัน จนบางน้องพรามณ์ก็รู้สึกรำคาญที่แม่กะเกณฑ์ชีวิตจนเกินไป เมื่อแม่พูดก็เหมือนจะรับฟัง แต่ไม่ทำตาม แม่มองว่าน้องพรามณ์เป็นคนดื้อเงียบ และเป็นห่วงว่าในอนาคตจะใช้ชีวิตลำบาก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่เปิ้ลมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่เปิ้ลทำได้สำเร็จหรือไม่ ร่วมลุ้มไปพร้อมๆ กันครับ

ลูกกดดันเรื่องการเรียน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 3 นำเสนอเรื่องราวของพ่อโอ๋และน้องวีกีส ซึ่งครั้งหนึ่งน้องวีกีสเคยร้องไห้หนักมากเพราะสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องนี้ทำให้พ่อโอ๋ตกใจ ด้วยความที่เห็นลูกเสียใจจึงไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนพ่อโอ๋มาร่วมภารกิจเพื่อทำความเข้าใจ และหาทางเคลียร์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ร่วมลุ้นไปกับพ่อโอ๋ว่าจะทำให้น้องวีกีสยอมเปิดใจเล่าเรื่องในอดีตได้หรือไม่ แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องวีกีสร้องไห้ในวันนั้น ไปรับชมพร้อมกันครับ

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

รายการ  “รอลูกเลิกเรียน Afterschool” ตอนที่ 2 ภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของแม่แอ๊ดกับน้องต้นข้าว

ทุกวันหลัง 6 โมงเย็น แม่แอ๊ดจะขอให้น้องต้นข้าวมาช่วยขายของ เนื่องจากที่บ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง มีหลายครั้งที่ต้นข้าวลงมาไม่ตรงเวลาจนขึ้นเสียงทะเลาะกันยกใหญ่

น้องต้นข้าวบอกกับแม่เสมอว่ากลับมาจากโรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะทำการบ้าน ดูแลน้อง ช่วยแม่ขายอาหาร ชีวิตวัยรุ่นทำไมมันเหนื่อยอะไรขนาดนี้!

ร่วมลุ้นไปกับภารกิจ “คุยกับลูกให้ช่วยงานบ้าน” ไปดูพร้อมกันว่าแม่แอ๊ดจะทำภารกิจได้สำเร็จหรือไม่?

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

The Big Oxmox advised her not to do so, because there were thousands of bad Commas, wild Question.

คุณสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นของคุณได้ดีขนาดไหน?

WEEKLY UPDATES

‘พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟัง’

พูดเยอะไป..ลูกก็ไม่ฟังนักจิตวิทยาคลินิกแนะให้พ่อแม่ฟังลูกมากขึ้น แต่พูดน้อยลง

เข้าใจเลยว่าที่พ่อแม่ต้องบ่นต้องสอนก็อยากให้ลูกได้ดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคำพูดของพูดแม่ดันไม่เข้าหูลูกๆ เลย คำพูดเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร?

John Duffy นักจิตวิทยาคลินิกและเป็นนักเขียนหนังสือแนวจิตวิทยาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ลูกจะกรอกตามองบน พูดจาไม่ไพเราะหรือต่อต้านใส่พ่อแม่ เพราะทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพ่อแม่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกว่าต้องคุยกับลูกเพราะมันเป็นหน้าที่ การสนใจสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่าลูก การจู้จี้ เจ้ากี้เจ้าการลูกและที่สำคัญคือการพูดเยอะๆ แต่ไม่ฟังลูกเลย

คำพูดของพ่อแม่ที่มีประสิทธิภาพ VS ไม่มีประสิทธิภาพ

Melanie Greenberg นักจิตวิทยาคลินิกบอกว่าเด็กจะสามารถจำหรือเก็บข้อมูลในขณะที่อยู่ในวงสนทนาได้ประมาณ 30 วินาทีหรือประมาณ 2-3 ประโยคของผู้พูดซึ่งหมายความว่าถ้าเกินเวลาดังกล่าวเด็กก็อาจจะจำคำพูดของพ่อแม่ไม่ได้เลย (เศร้า)

ตัวอย่างของการพูดเยอะแล้วไม่มีประสิทธิภาพ “แม่ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะให้หนูไปเรียนเต้นกับติวเข้ามหา’ลัยพร้อมกันอย่างที่หนูขอเลยดีมั้ย? หนูก็รู้ว่ามันไม่น่าเรียนพร้อมกันได้ใช่ป่ะ? แบบเต้นก็เรียนปาไป 3 วันละจันทร์พุธศุกร์ ติวก็ติวทุกวันเวลาก็เหลื่อมกันด้วย แม่ว่าไม่โอเคหรอก เวลามันไม่พอ ไหนจะต้องมาเครียดเรื่องตัดชุดให้หนูเต้นโคฟเวอร์อีก…” ถือเป็นประโยคที่ยาวมากและจับประเด็นไม่ได้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไร

ในขณะที่อีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ประสิทธิภาพ สั้นๆ กระชับ “ถ้าลูกอยากทั้งเรียนเต้นทั้งติวพร้อมกันในเทอมนี้ แม่ว่าวันนี้เรามาคุยกันหน่อยว่าจะทำยังไงกับเรื่องเวลาที่เหลื่อมกัน โอเคมั้ย?” เห็นได้ชัดว่าประโยคนี้สั้นและจับใจความได้ง่ายขึ้นว่าแม่ต้องการขอให้ลูกทำอะไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟัง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหากอยากให้ลูกเชื่อฟังคำของคุณ

  1. ใช้คำพูดให้น้อยลง พูดแค่คุณต้องบอก เอาให้ชัดและรัดกุมในคำไม่กี่คำ
  2. ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะการใช้น้ำเสียงที่อ่อนจะทำให้ลูกอยากตอบและตั้งใจฟัง
  3. อาศัยความอดทน มันก็ต้องมีบ้างแหละที่จะรู้สึกหงุดหงิดลูกตัวเองที่ไม่เชื่อฟัง แต่มันเป็นเรื่องปกติที่บ้านอื่นก็เจอ มันเป็นวัยของลูกที่เริ่มโตแล้วตีตัวออกห่างพ่อแม่ ดังนั้น จึงอยากให้พ่อแม่อดทนและดูเขาพวกเขาด้วยวิธีการเหล่านี้ต่อไป

เครดิต

washingtonpost , psychologytoday , huffpost

สัมภาษณ์น้องพรามณ์ ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

#แม่เป็นห่วงได้แต่ไม่ต้องพูดเยอะ

เดือดซะเหลือเกิน!! คำพูดข้างต้นของน้องพราหมณ์ เด็กดื้อเงียบที่ออกรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน  ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านที่แม่ถามอะไรก็ไม่ค่อยอยากตอบ ต้นเหตุมาจากการที่แม่พูดเยอะ อธิบายเยอะด้วยความเป็นห่วง แต่ว่ามันไม่โอเคกับลูกเสมอไป ลองมาดูมุมมองของน้องพรามณ์กันว่ามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

ทำไมก่อนหน้านี้ถึงเลือกเงียบใส่แม่?

หนูคิดว่าพอพูดอะไรไปแล้วแม่ก็ไม่ค่อยฟัง พูดไปก็ไม่ชนะเขา เหมือนถ้าพูดไปยังไงเขาก็เลือกทำในสิ่งที่เขาคิดว่าทำถูก โดยที่ไม่จำเป็นต้องฟังเราเลยก็ได้

ลองยกตัวอย่างเรื่องที่แม่ไม่ฟังเราให้หน่อย

อย่างเรื่องทำงาน ปกติหนูจะรับงานโฆษณาบ้าง แต่มีช่วงหนึ่งที่หนูไม่อยากทำงานเพราะหนูไม่ชอบงานนั้น แม่ก็จะมาละ จะมาพูดประมาณว่า “ทำไมไม่ทำ”, “ทำไมไม่ลองไปดูล่ะ” พูดแบบนี้เยอะๆ ซ้ำๆ จนหนูอารมณ์เสีย แค่หนูบอกว่าไม่ชอบมันก็น่าจะพอแล้ว เพราะหนูคิดว่าการที่เราทำสิ่งที่ไม่ชอบ งานมันก็จะออกมาไม่ดี แต่ตอนนั้นแม่ไม่หยุด หนูก็เลย ได้ ไม่พูดต่อแล้ว

นอกจากนี้ก็เวลาหนูไปเที่ยว แม่จะถามว่าไปไหน ไปกับใคร บางทีหนูก็แบบขี้เกียจตอบ ก็เลยแบบไม่อยากคุยด้วยและ แล้วทีนี้แม่ก็จะแบบ ก็แค่ถามเอง แต่น้ำเสียงเขาจะแบบไม่ค่อยพอใจ หนูก็เลยไม่อยากคุยด้วย

คุณแม่เริ่มเป็นแบบนี้ ตั้งแต่หนูอายุเท่าไร

น่าจะตั้งแต่ 10 กว่าขวบ แม่ก็เริ่มเป็นแบบนี้แล้ว

ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอย่างไร?

หนูรำคาญก็แม่พูดมาก เรารู้สึกว่าเราพูดแค่นี้คือจบแล้ว แต่แม่ก็ยังถามต่อนู่นนี่นั่น แม่ต้องการอะไร

หนูหวังอะไรจากการที่เงียบใส่แม่?

ไม่ได้หวังค่ะ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายมันจะจบยังไงก็เลยคิดว่าพูดไปมันก็ไม่มีประโยชน์

แต่เรื่องเจาะหู ถึงแม่จะห้าม หนูก็ยังไปเจาะหูมาเพิ่มไม่ใช่เหรอ?

หนูรู้อยู่แล้วว่าถ้าหนูไปขอเขา หนูก็ไม่ได้เจาะก็เลยแอบไปเจาะเลยดีกว่า มาเห็นทีหลังยังไงก็ห้ามเราไม่ได้แล้ว

หลังจากไปออกรายการรอลูกเลิกเรียน แม้ในรายการแม่จะทำให้เราพูดไม่ได้พอกลับไปแล้วแม่ยังทำตามคำแนะนำของหมอให้เราเห็นอยู่ไหม?

ทำค่ะ ช่วงนี้จะมีบ้างบางเรื่องที่แม่จะฟังเราเพียงฝ่ายเดียว ไม่ค่อยพูดเยอะแล้ว เช่น เรื่องเลือกคณะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะบอกเรียนอันนั้นดีกว่า อันนี้ดีกว่า เพราะเขาไม่อยากให้เราเรียนนิเทศ แต่ตอนนี้เวลาที่ได้คุยเรื่องนี้ คือ เรียนที่อยากเข้าเลย หนูก็รู้สึกว่าสบายใจดี ไม่ต้องเครียดมาก ไม่ต้องมาทะเลาะกับแม่เรื่องนี้

หลังจากที่แม่พยายามปรับตัวแล้วเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหนูกับแม่เป็นอย่างไร?

ก็ดีขึ้นนิดนึงมั้งคะ เขาก็มาลูบหัว มากอด แต่ก่อนไม่ค่อยทำ เอาจริงๆ หนูก็รู้สึกแปลกๆ นะคะ จะทำ ไม่ทำก็เฉยๆ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ที่ดีขึ้นก็อย่างที่บอกเรื่องชวนทะเลาะ มันลดลงไปบ้าง อย่างเรื่องงานที่หนูทำปกติจะเถียงกันบ่อย เพราะหนูไม่อยากทำ แต่แม่อยากให้ทำ ตอนนี้แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเท่าไรแล้ว

พอเห็นคุณแม่ทั้งที่พูดเยอะกับปรับตัวแล้ว หนูพอเข้าใจไหมว่าทำไมแม่ถึงทำอย่างนั้น?

เข้าใจค่ะ เขาน่าจะเป็นห่วงเราแหละ อีกอย่างเขาก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว เราพอเข้าใจได้

เข้าใจแล้ว แต่ถ้าแม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกล่ะ หนูจะทำยังไง?

ก็คงไม่ฟังเขาอีกแหละค่ะ (หัวเราะ) จะให้หนูทำยังไงอ่ะคะ

พอได้คุยกับน้องพรามณ์แล้วแอดว่าแอดก็เข้าใจทั้งสองฝ่ายนะว่าที่พ่อแม่อธิบายเยอะก็เพราะความห่วง ส่วนน้องพรามณ์ที่เงียบก็เพราะตัดความรำคาญ เลยคิดว่ามันควรหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ได้

ถ้าพ่อแม่ยังหาทางออกไม่ได้ก็ลองทำตามเทคนิคของคุณหมอวิจากรายการรอลูกเลิกเรียนดู คือ พูดสั้นๆ ว่าไม่ชอบอะไร บอกความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้นแล้วก็ขอร้องให้ลูกไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เยิ่นเย้อก็จะทำให้ลูกรับรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการและไม่รำคาญได้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

สัมภาษณ์แม่เปิ้ล ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

#ทำไมความเป็นห่วงของแม่จึงกลายเป็นการบ่น

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่เคยเป็นห่วงลูกมากๆ คอยบอก คอยเตือนลูกในทุกๆ เรื่องแต่ลูกไม่ค่อยสนใจ ลองอ่านเรื่องราวของคุณแม่ท่านนี้ดูครับ

คุณเปิ้ล คือตัวแทนคุณแม่ที่มีลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรลูกก็จะไม่เชื่อฟัง ยกตัวอย่าง เรื่องที่เธอไม่อยากให้ลูกเจาะหู แต่ลูกดันเจาะ รวมไปถึงการที่เธอถูกลูกเงียบใส่บ่อยๆ จนเธอรู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเองแล้วคิดเสมอว่าเธอทำอะไรผิดพลาดไป พยายามหาคำตอบจากลูก แต่ลูกก็ไม่ตอบ เลยไม่รู้ว่าต้องแก้ที่ตรงไหน แต่โชคยังดีที่เธอได้มาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนจึงได้คำแนะนำดีๆ จากคุณหมอไป มาดูกันว่าปัญหาที่แท้จริงของเรื่องนี้คืออะไรแล้วตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกจะดีมากแค่ไหน ติดตามได้ที่บทสัมภาษณ์นี้ครับ

หลังจากที่ตัดสินใจเข้าร่วมรายการและเล่าปัญหาของครอบครัวของคุณแม่ให้หมอฟังเรียบร้อยแล้ว คุณหมอได้บอกไหมว่าปัญหามันเกิดจากอะไร?

ปัญหามันเกิดจากที่แม่พูดเยอะเกินไปจนกลายเป็นบ่นลูกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมนี้ของแม่มันทำให้ลูกฟังแล้วรำคาญ ถึงแม้เราจะอธิบายไปด้วยความหวังดีก็ตามซึ่งยอมรับเลยว่าตอนแรกมีความรู้สึกย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณหมอบอกนิดหน่อยเพราะเราคิดว่า ใช่ เราพูดเยอะจริง แต่มันคือการอธิบายมีเหตุและผล อธิบายว่าทำไมถึงไม่ให้ทำ มันไม่น่าถึงขนาดที่ว่าคนอื่นฟังแล้วคือบ่น

แต่คุณหมอก็พูดคำหนึ่งให้เราฉุกคิดได้เลย คือ “ขอถามนิดหนึ่งว่าน้องเจาะหูแล้วน้องตายไหม” เราก็อึ้งไปเลย มาย้อนคิดไปถึงเรื่องทั่วไปที่เด็กคนอื่นๆ เป็นกัน เช่น การใส่ถุงเท้าผิดระเบียบ เรามองว่าไม่ควรใส่แต่เด็กคนอื่นๆ ก็เคยทำไม่ใช่เหรอ? มันเลยทำให้แม่ถอยออกมาสักหนึ่งก้าวแล้วก็มองตัวเองว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันอาจจะมากเกินไปใช่ไหม จนเขามองว่ามันน่ารำคาญ

พอรู้ถึงปัญหาแล้ว คุณหมอแนะนำให้แก้ไขอย่างไรบ้าง?

คุณหมอบอกว่าให้พูดกับลูกสั้นลง ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะ บอกสิ่งที่เราต้องการและบอกเหตุผลพร้อมกับความรู้สึกที่เป็นห่วงลูกเข้าไป เพราะก่อนหน้านี้ เราไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้เลย มีแต่เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไรเฉยๆ เนื่องจากเราคิดว่าของอย่างนี้มันรู้กันอยู่แล้ว ลูกต้องรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่มีแต่ความหวังดีให้ลูก ไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงความรู้สึกหรอก

ถึงแม้ว่าแม่จะพยายามทำตามที่คุณหมอบอกทุกอย่างแล้วตามที่พวกเราเห็นในรายการ แต่สุดท้ายมันไม่ได้เห็นผลในทันที คุณแม่รู้สึกอย่างไร?

ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำเลย อยู่ๆ เรามาเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือมันก็ต้องไม่เห็นผลอยู่แล้ว เพราะเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาเพื่อให้ลูกได้ปรับตัว อยู่ดีๆ แม่มาเปลี่ยนไป พูดสิ่งที่ไม่เคยพูด เข้ามากอด มาหอมแบบที่ไม่ค่อยทำ เด็กก็ต้องรู้สึกว่า แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมแม่เปลี่ยนไปแล้วแม่จะมาอะไรกับฉันประมาณนี้ ประกอบกับการที่เรานอนอยู่คนละห้องกับลูก เวลาที่เขาใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกับน้องสาวกับคุณยาย เขาเลยจะสนิทกับ 2 คนนั้นมากกว่า

ถ้าอย่างนั้นพอถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 3 เดือนแล้วหลังจากบันทึกเทปไป เทคนิคของคุณหมอมันเห็นผลลัพธ์ที่ดีไหม?

เห็นค่ะ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ได้เลยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูก เราพูดกับลูกมากขึ้น โดยที่ตัวแม่เองพูดน้อยลง เน้นฟังลูกพูดมากกว่า รวมไปถึงเทคนิคที่คุณหมอสอนว่าให้เราบอกลูกในสิ่งที่อยากให้ทำพร้อมแสดงความรู้สึกดีๆ ให้ไปก็ถือว่าโอเคนะคะ ลูกเชื่อฟังเรา

ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วเขาใส่เสื้อแขนกุด ซึ่งเราไม่อยากให้เขาใส่แบบนี้เลย เป็นห่วงเขา แม่ก็เลยบอกเขาไปว่า “เสื้อตัวนี้สวยดีนะลูก แต่ว่าถ้าหนูจะนั่งรถตู้หรือรถประจำทางก็หาเสื้อมาคลุมหน่อย แม่เป็นห่วง” ซึ่งเขาก็บอกเราว่า “หรอคะแม่ ใส่เสื้อคลุมดีกว่าใช่ไหม” เขาก็เดินไปใส่เสื้อคลุมของเขาเองเลย ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราจะไม่ค่อยอ่อนโยนต่อกัน พูดจากับลูกก็จะออกห้วนหน่อย ประมาณว่า “โห ใส่เสื้อขนาดนี้ แม่ว่ามันโป๊ไปปะ ใส่เสื้อคลุมหน่อย” แต่ก็จะไม่เพิ่มเติมว่าที่ให้ใส่เพราะเป็นห่วง

ความรู้สึกของคุณแม่ตอนที่น้องทำตามอย่างว่าง่ายเป็นอย่างไรบ้าง?

ความรู้สึกก็คือตกใจเหมือนกันนะว่า “เห้ย เออ มันก็โอเคนะ” สิ่งที่เราพยายามที่จะปรับ แก้ เพิ่มเติม มันก็ได้ผล

อยากกลับไปเป็นคุณแม่คนนั้นอีกไหม เพราะอะไร?

ถ้าย้อนเวลาได้ก็คงไม่แล้ว เพราะมีความรู้สึกว่า ณ จุดนั้น มันมีแต่ คือเราคิดว่าสิ่งที่เราให้ลูกไป มันดีทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำกลับมาให้เรานั้นมันทำให้เราเสียใจ ช่วงนั้นมีแต่ความคิดที่ขุ่นมัวว่าฉันก็ให้สิ่งที่ดีไปแล้ว ทำไม่ถึงเลือก แนะนำไปแล้วทำไมถึงไม่ทำ ทำไมถึงไม่ใช่ฟังกันบ้างขนาดนั้นเลยค่ะ

อยากฝากหรือแนะนำอะไรกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาเดียวกัน?

ปัญหาหลักๆ ต้องดูว่าเราให้ความใกล้ชิดกับลูกมากน้อยแค่ไหนเพราะว่าสังคมไทยการแสดงออกซึ่งความรักทางคำพูดและภาษากายยังค่อนข้างมีน้อย เพราะถ้าดูจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ของแม่นี่ก็น้อยมากที่จะแสดงความรักแบบนี้ พอเด็กเริ่มโต ความห่างทางกายก็เริ่มมี เช่น การกอด การสัมผัส การจับมือ จูงมือ ยิ่งพูดคำว่ารักนี่ยิ่งค่อนข้างน้อยเลย ยกเว้นจะเป็นช่วงเทศกาล แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการพูดคำว่ารักหรือกอดกันแค่ในวันเทศกาลมาเป็นทุกๆ วัน มันก็จะช่วยให้สนิทสนมมีมากขึ้นแล้วทุกอย่างก็จะดีเอง

ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางคำพูดหรือทางกายก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างที่คุณแม่เปิ้ลบอกถ้าเราสื่อความรู้สึกให้ลูกรู้ว่ารักในทุกๆ วัน ปัญหาที่ค้างคาใจต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไปแล้วจะถูกแทนที่ด้วยความสุขของครอบครัวเรานั่นเอง

สุดท้าย แม้ในรายการแม่เปิ้ลทำตามคุณหมอแล้วมันไม่เห็นผลในทันที แต่หลังจากนั้น คุณแม่ก็ได้ทบทวนและมองเห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เธอปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภายในบ้านและพวกเราก็พบสัญญาณที่ดีขึ้นจากครอบครัวนี้ครับ

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ดื้อเงียบได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียนได้” ตอน ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ร่วมสร้างสรรค์โดย

Scroll to top