AFTERSCHOOL

รายการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าใจและสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขึ้น
เราเชื่อว่าการพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น

ลูกติดมือถือ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 6 ขอเสนอเรื่องราวของน้องอุ้ม ที่ติดโทรศัพท์ขนาดหนักถึงขั้นดูแลรับผิดชอบชีวิตตัวเองขั้นพื้นฐานไม่ได้ โลกทั้งใบอยู่ในมือถือ พฤติกรรมนี้ทำให้แม่แอ๋วรู้สึกเป็นห่วงว่าจะทำให้การเรียนตก ถูกมิจฉาชีพหลอก และไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคตได้

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่แอ๋วมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่แอ๋วจะจัดการกับลูกที่ติดมือถืออย่างไร ไปติดตามชมพร้อมกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกชอบขอของรางวัล

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 5 ขอเสนอเรื่องราวของน้องเคนจิ วัยรุ่นที่ชอบขอของรางวัลกับทุกสิ่งไม่ว่าเรื่องที่ทำสำเร็จจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน พฤติกรรมของเคนจิทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงว่าเมื่อโตขึ้นเคนจิจะดูแลตัวเองลำบาก เพราะคาดหวังสิ่งตอบแทนอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ก็จะไม่ทำ

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่นุชมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่นุชจะจัดการกับลูกที่ชอบขอของรางวัลอย่างไร ติดตามชมพร้อมกันครับ

ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 4 นำเสนอเรื่องราวของแม่เปิ้ลแล้วน้องพรามณ์ ด้วยความหวังดี คุณแม่จะคอยช่วยสนับสนุนคอยถามให้ลูกอยู่เสมอ  มีหลายครั้งที่ทะเลาะกัน จนบางน้องพรามณ์ก็รู้สึกรำคาญที่แม่กะเกณฑ์ชีวิตจนเกินไป เมื่อแม่พูดก็เหมือนจะรับฟัง แต่ไม่ทำตาม แม่มองว่าน้องพรามณ์เป็นคนดื้อเงียบ และเป็นห่วงว่าในอนาคตจะใช้ชีวิตลำบาก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่เปิ้ลมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่เปิ้ลทำได้สำเร็จหรือไม่ ร่วมลุ้มไปพร้อมๆ กันครับ

ลูกกดดันเรื่องการเรียน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 3 นำเสนอเรื่องราวของพ่อโอ๋และน้องวีกีส ซึ่งครั้งหนึ่งน้องวีกีสเคยร้องไห้หนักมากเพราะสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องนี้ทำให้พ่อโอ๋ตกใจ ด้วยความที่เห็นลูกเสียใจจึงไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนพ่อโอ๋มาร่วมภารกิจเพื่อทำความเข้าใจ และหาทางเคลียร์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ร่วมลุ้นไปกับพ่อโอ๋ว่าจะทำให้น้องวีกีสยอมเปิดใจเล่าเรื่องในอดีตได้หรือไม่ แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องวีกีสร้องไห้ในวันนั้น ไปรับชมพร้อมกันครับ

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกไม่ช่วยงานบ้าน

รายการ  “รอลูกเลิกเรียน Afterschool” ตอนที่ 2 ภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของแม่แอ๊ดกับน้องต้นข้าว

ทุกวันหลัง 6 โมงเย็น แม่แอ๊ดจะขอให้น้องต้นข้าวมาช่วยขายของ เนื่องจากที่บ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง มีหลายครั้งที่ต้นข้าวลงมาไม่ตรงเวลาจนขึ้นเสียงทะเลาะกันยกใหญ่

น้องต้นข้าวบอกกับแม่เสมอว่ากลับมาจากโรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะทำการบ้าน ดูแลน้อง ช่วยแม่ขายอาหาร ชีวิตวัยรุ่นทำไมมันเหนื่อยอะไรขนาดนี้!

ร่วมลุ้นไปกับภารกิจ “คุยกับลูกให้ช่วยงานบ้าน” ไปดูพร้อมกันว่าแม่แอ๊ดจะทำภารกิจได้สำเร็จหรือไม่?

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกไม่มั่นใจในตัวเอง

The Big Oxmox advised her not to do so, because there were thousands of bad Commas, wild Question.

คุณสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นของคุณได้ดีขนาดไหน?

WEEKLY UPDATES

ช็อก!! เด็กไทยเล่นโซเชียลเกิน 7 ชั่วโมง

ช็อก!! เด็กไทยเล่นโซเชียลเกิน 7 ชั่วโมงแม้ในวันที่มีเรียน

แล้วพ่อแม่ควรรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

ไม้เรียวในมือครูสั่นแล้ว!!

เมื่อสถิติของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ออกมาว่าเด็กไทยอายุน้อยกว่า 18 ปี เล่นโซเชียลมีเดียเฉลี่ยนานเกิน 7 ชั่วโมงในวันที่มีเรียนและเล่นนานเกิน 9 ชั่วโมงในวันหยุดซึ่งเด็กๆ ใช้เวลาไปกับการดูยูทูบมากที่สุด รองลงมา คือ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์และเล่นเกมออนไลน์ ตามลำดับ

ให้ลูกเล่นมือถือกี่ชั่วโมงดี?

ตอนนี้ยังไม่มีผลวิจัยที่ชี้ชัดว่าเด็กวัยนี้จะต้องเล่นมือถือกี่ชั่วโมงต่อวัน แต่มีผลวิจัยที่บอกถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหากใช้มือถือนานเกินไป ตามนี้ครับ

  • ผลวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าเด็กใช้มือถือเกิน 7 ชม. ต่อวัน ส่งผลเปลือกสมองบาง ไอคิวต่ำและความทรงจำลดลง
  • ผลการศึกษาจากฐานข้อมูล Springer (ผู้ให้บริการเนื้อหาเกี่ยวกับการแพทย์) พบว่าวัยรุ่นอายุ 12-18 ปีที่ใช้มือถือเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไปมีความข้องเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า การขาดความรับผิดชอบและเกรดที่ต่ำลง

นอกจากนี้ ก็ยังมีผลวิจัยจากงานเสวนา “คู่มือรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ และเฝ้าระวังสื่อไม่ปลอดภัยต่อเด็กและเยาวชน” ระบุว่าการเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานานมีผลกระทบทางสมองและด้านอารมณ์จะรุนแรงขึ้นในอนาคต

ผลเสียของการติดมือถือมีเยอะน่าดูเลยครับ แต่พ่อแม่ไม่ต้องกังวลไปเพราะแอดได้สรุปวิธีแก้ไขปัญหานี้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

  1. พูดอย่างเปิดใจว่าไม่อยากให้เล่นโทรศัพท์เยอะเกินไปเพราะเป็นห่วงสุขภาพของลูก แต่ก่อนจะพูดพ่อแม่ควรรอให้ลูกว่างจากเกมก่อนเพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด
  2. ตั้งกฎการใช้มือถือ พ่อแม่จะต้องตกลงกับลูกว่าในหนึ่งวันลูกสามารถเล่นมือถือได้กี่ชั่วโมง กำหนดช่วงเวลาเล่นและเลิกให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ทะเลาะกันในภายหลัง
  3. สอดส่องการเล่นมือถือของลูกแต่ไม่ใช่จับผิด บางทีลูกก็เล่นมือถือจนลืมเวลา ในฐานะคนในครอบครัวก็เตือนลูกได้เลย ถ้ามันเลยเวลาที่ตกลงกันไว้จริงๆ และควรใช้คำพูดที่ดีกับลูก เช่น ตาสุดท้ายนะลูก ถึงเวลาเลิกเล่นเกมแล้ว เป็นต้น
  4. ชวนลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการชวนไปดูหนัง ร้องคาราโอเกะหรือกิจกรรมที่ลูกชอบ คนในครอบครัวจะได้มีเวลาร่วมกันมากขึ้น
  5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ในเมื่อคุณตั้งกฎไม่ให้ลูกติดมือถือ คุณก็ต้องไม่ติดมือถือเช่นกัน เพราะลูกจะดูคุณเป็นตัวอย่าง

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับลูกของคุณดู ถ้าได้ผลลัพธ์อย่างไร มาบอกกันบ้างนะครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์แม่แอ๋ว – น้องอุ้ม ตอน ลูกติดมือถือ

ถ้าลูกติดเกมโทรศัพท์คุณจะทำอย่างไร?

แอดไม่รู้ว่าแต่ละบ้านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร แต่บ้านหลังนี้ของแม่แอ๋ว คุณแม่ที่ปรากฏตัวในรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกติดมือถือก็สรรหาวิธีล้านแปดมาหยุดนิสัยติดโทรศัพท์ของลูกแต่ก็ยังไม่เป็นผล หนำซ้ำลูกยังไม่รู้ตัวอีกว่าที่แม่ทำไปเพราะอยากให้ลูกอยู่ห่างมือถือ

มาดูกันว่าเธอใช้วิธีไหนแล้วดี วิธีไหนพลาดได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลยครับ…

แม่ช่วยเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย

แม่ : อุ้มติดโทรศัพท์มากๆ เล่นอย่างเดียวแทบไม่คุยอะไรกับพ่อกับแม่เลย เวลาที่เราเข้าไปคุยด้วยแกก็จะโมโห เกรี้ยวกราด อย่างเวลาเราชวนอุ้มมากินข้าวเขาก็จะพูดว่า “อย่ามายุ่ง” บ่อยมาก เหมือนไม่สนใจอะไรเลยนอกจากเกมที่อยู่ตรงหน้า

แล้วทำไมตอนนั้นหนูถึงทำแบบนั้น

อุ้ม : แม่พูดบ่อย สมมติหนูเล่นเกมอยู่ มันยังไม่จบตา แม่ก็จะพูดไป 2-3 รอบ ก็พูดจนกว่าหนูจะออกไป เรียกแบบอุ้มมากินข้าวนะลูก อุ้มมากินข้าวนะ ซ้ำไปซ้ำมา บางทีหนูก็เลยโมโหนิดนึง

ส่วนตัวคิดว่าตัวเองติดเกมหนักไหม

อุ้ม : ก็เล่นหนัก แต่ตอนนั้นไม่รู้ตัวก็คิดว่าคนอื่นก็คงเล่นเหมือนกัน (ผู้สัมภาษณ์ : เต็มสิบหนูให้เท่าไร) ก็เต็มสิบเลยค่ะ เพราะหนูมีสังคมออนไลน์ของหนู ทั้งเพื่อนในเกม เพื่อนแต่งนิยายและเพื่อนที่ดูการ์ตูนด้วยกัน มันก็เลยคุยติดลม วันนึงก็คุยกันตั้งแต่ตื่นมาจนถึง 4-5 ทุ่มเลย

จุดแตกหักมันอยู่ตรงไหน

แม่ : ตอนนั้นแม่เอาโทรศัพท์น้องเขวี้ยงทิ้งไปเลยค่ะ เหมือนกับว่าน้องจะเล่นเกมหนักเกินไป ไม่ฟังอะไรเราเลย ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่ยอมกินข้าว แม่ก็เลยเดินดุ่มๆ  เข้าไปคว้าโทรศัพท์แล้วเขวี้ยงออกไป พร้อมพูดว่า “ทำไม ชอบมันขนาดนั้นเลยหรอ รักมันขนาดนั้นเลยหรอ” ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเหมือนเข้ากับเขาได้ยากไปเลย

อุ้ม : จำได้ว่าตอนนั้นหนูก็ทำหน้าโมโห ทำตาขวางแล้วก็ไปเก็บโทรศัพท์แล้วก็ปิดประตู เข้าห้องล็อกประตู ความรู้สึกคือโกรธแม่มากๆ ไม่เข้าใจว่าทำแม่ถึงต้องทำแบบนี้ แต่ว่าตอนนั้นหนูก็ไม่ได้โกรธแม่นานมากนะคะ ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็หายโกรธ เพราะแม่มาง้อ เอากุญแจมาเปิดประตูแล้วก็เข้ามากอดแล้วก็ขอโทษ ตอนแรกก็ยังไม่หายโกรธ แม่ก็เลยอ้อนไปเรื่อยๆ ก็เลยหาย (หัวเราะ)

สำหรับอุ้มเป็นเหตุการณ์เดียวกันไหม

อุ้ม : ของหนูคือตอนที่หนูขอแม่ไปอยู่คนเดียว หนูก็ไม่รู้ว่าหนูจะอยู่คนเดียวแล้วรอดไหม? แต่ก็เป็นช่วงที่หนูค่อนข้างหงุดหงิดแม่ด้วย หนูก็เลยคิดว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีกว่าจะได้ไม่ต้องฟังแม่บ่น

แม่ : ส่วนใหญ่ที่บ่นก็จะเป็นเรื่องกินข้าว แม่อยากให้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็อย่างที่เขาบอกแม่เข้าไปตอแยกับเขาไม่ถูกจังหวะ เขาก็เลยหงุดหงิด แต่ตอนนั้นมันก็เหมือนเป็นอารมณ์ที่ไม่เข้าใจกันและกันด้วยนะ เหมือนแม่มีความน้อยใจเล็กๆ ที่ลูกไม่ช่วยงานบ้านเลย แต่ลูกคนอื่นๆ ที่แม่รู้จักกลับช่วยพ่อแม่เขา เราอยากให้เขาเป็นแบบนั้นบ้าง เพราะคิดว่าเขาก็โตพอที่จะทำได้แล้ว ไม่ใช่เอาแต่เล่นโทรศัพท์อย่างเดียว แต่เราก็ไม่เคยบอกลูกไปตรงๆ เลย

เราร้องไห้บ่อยมาก พยายามหาทางทุกอย่างที่จะทำให้ลูกเลิกติดโทรศัพท์ได้ทั้งทักเพจจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และก็เพจ Toolmorrow ที่บอกว่ามีวิธีแก้ไขปัญหานี้เลยทำให้เราตัดสินใจเข้าร่วมรายการนี้แหละ

เคยรู้มาก่อนไหมว่าแม่พยายามอย่างมาที่จะแก้ปัญหาติดเกมของหนู

อุ้ม : เคยค่ะ แต่หนูก็ไม่ได้สนใจ คิดว่ามันไม่เป็นไรหรอกก็เลยไม่ได้เคลียร์ใจกับแม่เรื่องนี้สักที

ก่อนที่จะมาร่วมรายการ แม่มีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง

แม่ : พาเขาไปเที่ยวเดือนละ 2-3 ครั้ง อย่างไปร้องคาราโอเกะ ดูหนัง มันเป็นช่วงเวลาที่เราลงความเห็นกับแฟนว่าน้องไม่จับโทรศัพท์จริงๆ ตลอด 2-3 ชั่วโมงนั้นมีค่ามาก เรารู้สึกได้ใช้เวลาร่วมกับลูกเต็มที่ แต่ว่ามันก็ได้แค่นั้น พอกลับบ้านก็เหมือนเดิม

อุ้ม : หนูไม่เห็นรู้เลยว่าแม่ทำเพราะอยากให้หนูหยุดเล่นโทรศัพท์ หนูก็คิดว่าแค่พาไปเที่ยวเฉยๆ คล้ายๆ ทัศนศึกษา แบบครูพาไปเที่ยว หนูกลับมาก็เลยทำเหมือนเดิม (ทุกคน : หัวเราะ)

แล้วพอมาร่วมรายการคุณหมอแนะนำคุณแม่อย่างไรบ้าง

แม่ : เรื่องแรกคือความเข้าใจ คุณหมอบอกว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าความคิดเรากับลูกมันไม่เหมือนกันแน่นอน ต้องรู้จักฟังที่ลูกพูดและคุยกันจนกว่าจะเข้าใจ เรื่องการชมก็สำคัญ เรานี่ไม่เคยชมลูกเลย ทั้งๆ ที่ครูก็ชมว่าน้องเรียนเก่งมากๆ แต่เราเอาแต่ภูมิใจ ไม่ได้ชม รวมถึงเรื่องการเปิดใจ เราไม่เคยนั่งคุยกับเขาอย่างจริงจัง อย่างที่บอกเรื่องอยากให้ลูกไม่ช่วยทำความสะอาดบ้าน เราไม่เคยบอกเขานะ แต่อยากให้เขามาช่วยเราเอง คุณหมอเลยบอกว่าเรื่องนี้สำคัญต้องทำเพราะจะทำให้ลูกรู้ว่าเราคิดอย่างไร

เมื่อนำไปใช้แล้วน้องมีการพัฒนาขึ้นไหม

แม่ : บอกตามตรงเลยเรื่องติดโทรศัพท์ก็ยังไม่น้อยลงเท่าไร แต่ว่าได้คุยมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ชวนออกไปข้างนอกก็ไปด้วย แต่ก่อนคือไม่ไป หนูจะอยู่แต่กับโทรศัพท์ แล้วที่พัฒนาขึ้นอย่างประหลาดใจเลยคือลูกได้เป็นสภานักเรียน ทั้งที่แต่ก่อนไม่เอาเลย แค่โรงเรียนจัดงานวันเด็ก เราบังคับให้ไป ยังงอแงเลย แต่คิดดูสิตอนนี้ลูกได้เป็นสภานักเรียน ถึงแม้เขาจะบอกว่าแค่เพื่อนชวนทำ เราก็ภูมิใจที่เขาทำ

อุ้ม : แม่ก็เกินไป สภานักเรียนก็ไม่ได้มีอะไรมากนี่คะ ตอนนี้ยังไม่รู้ตำแหน่งของหนูด้วยซ้ำ แต่ก็เล็งๆ ว่าจะเป็นสายระเบียบอยู่ น้องๆ ที่โรงเรียนยิ่งใส่กระโปรงสั้นกันเยอะอยู่ด้วย หนูเลยว่าหนูต้องไปจัดการซะหน่อยแล้ว (ทุกคน : หัวเราะ)

หลังจากนำเทคนิคคุณหมอไปใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับลูก ในความคิดของแม่มีอะไรบ้าง

แม่ : เกิดขึ้นเยอะเลย แต่เหมือนลูกจะไม่รู้ตัวว่าเขาทำอะไรได้ดีขึ้นบ้าง ที่แน่ๆ สำหรับแม่นะ คือ การอาบน้ำ ปกติเขาไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าว ไม่ชวนคุย แต่หลังๆ ช่วงปิดเทอมที่แล้วเขาทำทุกอย่างเลย มีการแชทมาถามว่าแม่เลิกงานตอนไหนเนี่ย ทั้งที่ปกติเราจะเปิดแชทก่อนตลอด แล้วก็ยังมาอวดแม่บ่อยๆ ว่า หนูอาบน้ำแล้วนะๆ เหมือนพยายามบอกว่าหนูกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองนะแม่

อุ้ม : ก็ที่ไม่อยากอาบเพราะมันเสียเวลาเล่นเกมอ่ะแม่ (ผู้สัมภาษณ์ : เราเลยอาบตอนกลางคืนก็พอเนาะ) เปล่าค่ะ ไม่อาบเลย 4 วันก็ไม่อาบ ถ้าไม่ออกบ้าน หนูก็ไม่อาบเลย 55555

ตอนนี้ยังใช้เทคนิคเหล่านี้อยู่ไหม

แม่ : ใช้ค่ะ เพราะสำหรับเรามันใช้ได้ผลจริงๆ ลูกเราดีขึ้น สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือเรื่องการเข้าใจลูก เราต้องเข้าใจว่าวัยนี้ถ้าเขาเล่นอะไรอยู่แล้วเราไปพูดอะไรไปนี่เขาก็จะไม่ฟังเราหรอก เขาจะมองว่าเราบ่นมากกว่าเป็นห่วง ฉะนั้น เราต้องรอให้เขาเล่นให้จบก่อน ค่อยบอกสิ่งที่เราต้องการแล้วเขาก็จะทำตามที่เราบอก ไม่ต่อต้านเหมือนมันถูกจังหวะไปหมด มันโอเคมากๆ เลยค่ะ

อุ้ม : สำหรับหนู หนูก็ว่าดีนะเพราะแม่ไม่บ่นแล้ว รอให้หนูเล่นเสร็จก่อน มันต่างจากเมื่อก่อนมากที่เห็นเด่นชัดที่สุดจะเป็นอารมณ์ของหนู ถ้าแม่จู้จี้จุกจิก มันก็จะเกิดอาการรำคาญแล้วก็คิดต่อว่าหนูไปอยู่คนเดียวดีไหม รำคาญแม่อะไรอย่างนี้ และพอแม่ไม่มาจู้จี้แล้วก็รู้สึกอยู่ด้วยกันได้แล้วค่ะ

อยากฝากบอกอะไรกับคนที่ประสบปัญหาเดียวกันบ้าง

แม่ : อยากให้ลองมาดูรายการนี้กันนะคะ แม่ก็ไม่รู้ว่าวิธีที่แม่ทำไปนั้นมันผิดถูกไปจากคุณหมอแค่ไหน เรายินดีรับคำติชมจากทุกท่านและอยากบอกว่าวิธีของคุณหมอมันได้ผลจริงๆ สามารถไปทำดูได้

อุ้ม : สำหรับหนูอยากฝากถึงคนที่ติดเกมเหมือนกันค่ะว่าถึงเกมจะมีความสำคัญกับคนชอบเล่นเกมอย่างพวกเราแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในเกมเขาก็เป็นแค่คนนอก ถ้าเราเป็นอะไรไป เขาก็แค่หาคนใหม่มาเล่นแทน แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ เขาหาใครมาแทนเราไม่ได้แล้วนะ อยากให้ทุกคนนึกถึงคนใกล้ตัวด้วยค่ะ

ถึงสุดท้ายน้องจะยังเล่นเกมต่อไป แต่ก็สามารถพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะช่วยงานบ้าน เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน แม่เรียกไปกินข้าวก็ไป เรียกไปเที่ยวก็ไม่ปฏิเสธ รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุด คือ อาบน้ำถี่ขึ้น (แซวๆ) แต่สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลย คือ แม่แอ๋วกับน้องอุ้มใส่ใจกันและกันมากขึ้น อย่างแม่แอ๋วก็เข้าใจว่าตอนที่น้องเล่นเกม น้องไม่ชอบให้ใครมากวน แม่ก็ไม่กวน รอจังหวะที่น้องเล่นเสร็จค่อยเข้าไปคุย ส่วนน้องอุ้มก็เข้าใจว่าแม่เป็นห่วงก็ทำตามที่แม่บอก ไม่ได้หงุดหงิดอย่างที่เคย

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

นักจิตวิทยาวิเคราะห์ ‘พีท วัยแสบฯ’ ไม่ต่างจากแฟนตอนงี่เง่า

พ่อแม่คนไหนเคยดูละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาดโครงการ 2 ยกมือขึ้น!!

วันนี้เราชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิตมาคุยเรื่องน้องพีท ตัวละครจากละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาดโครงการ 2 ที่เป็นเด็กมีนิสัยเอาแต่ใจ ชอบกรี๊ดหากมีอะไรไม่ได้ดั่งใจขอบอกว่าสนุกและสาระมาเพียบเลยครับ ไปติดตามกันเลย

ช่วยถอดรหัสให้หน่อยว่าอะไรที่ทำให้น้องพีทมีนิสัยโวยวายเมื่อมีอะไรไม่ได้ดั่งใจบ้าง

ขอถามอะไรก่อน เราเป็นผู้ใหญ่ เรามีสิ่งที่อยากได้เหมือนกันใช่ไหม (ผู้สัมภาษณ์ : ใช่) แต่ก็ไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ใช่ไหม จริงๆ แล้ว ชีวิตคนมันคือแบบนั้น เราไม่สามารถได้ทุกสิ่งที่เราอยากได้ อย่างอยากได้นาฬิกาสักเรือน แต่มันแพงมาก ไม่มีปัญญาซื้อ สุดท้ายไม่ได้ก็คือไม่ได้

แต่พอมองย้อนไปที่กรณีน้องพีท ก็ไม่ยากเลย สาเหตุที่ทำให้น้องเป็นคนมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง มาจากการอยากได้อะไรแล้วต้องได้และการก้าวร้าวใส่ผู้ปกครองทำให้เขาได้ของที่ต้องการ เขาก็เลยต้องทำแบบนั้น เหตุผลก็ตงไปตรงมาเลย

ในกรณีที่ลูกชอบขอจนเป็นนิสัยจะมีโอกาสเกิดพฤติกรรมเหมือนน้องพีทได้ไหม

แน่นอนเพราะมีเด็กแบบนี้เยอะแยะ ยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง วันนั้นพี่ไปอบรมให้ครูโรงเรียนต่างๆ ตอนเที่ยงพี่เห็นครูนั่งรวมกลุ่มคุยกัน ด้วยความสงสัยก็เข้าไปถามว่าคุยอะไรกัน พวกเขาบอกว่าเด็กในโรงเรียนพวกเขาขู่จะฆ่าตัวตาย เราก็งงว่าอยู่คนละโรงเรียนกันแล้วคุยกันรู้เรื่องได้ไง สรุปว่าเด็กที่พูดถึงเคยอยู่ทั้งสองโรงเรียนและก็มีปัญหากับทั้งสองโรงเรียนด้วย เพราะเด็กอยากให้แม่เข้าไปเรียนในห้องด้วยกัน ผู้ปกครองเข้ามาคุยกับโรงเรียนเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่โรงเรียนไม่อนุญาต เด็กเมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในห้องเลยขู่ฆ่าตัวตายจนแม่ก็ต้องพาออกจากโรงเรียนไปทั้งสองโรงเรียนเลยแล้วคิดว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไหม

ในกรณีนี้ถ้าฟังดูจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากน้องพีทเลย แต่คนนี้จะเรียกร้องความสนใจด้วยการบอกแม่ว่าฆ่าตัวตาย แต่น้องพีทเรียกร้องด้วยการโวยวาย มันอยู่ที่ว่าเขาเรียกร้องจากเรื่องไหนแล้วได้ของที่ต้องการมากกว่า เรียกอีกอย่างว่า “การตั้งเงื่อนไข” ที่น่าสนใจคือการตั้งเงื่อนไขไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กเพียงอย่างเดียว วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ก็ตั้งเงื่อนไขได้

วัยรุ่น-ผู้ใหญ่ตั้งเงื่อนไขอย่างไร

ขอยกตัวอย่างคนเป็นแฟนกันจะได้เข้าใจง่ายสุด เวลาง้องอนกันนั่นแหละใช่เลย สมมติว่าฝ่ายหญิงงอนฝ่ายชายแล้วหนีออกจากบ้าน ฝ่ายหญิงโทรกลับมาหาฝ่ายชายว่าลืมของ ให้เอาของไปให้หน่อยซึ่งในความหมายของฝ่ายหญิงจริงๆ คือ มาง้อกูหน่อย ถ้าฝ่ายชายไปก็แปลว่ายอมอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า “ถ้าผู้หญิงงอนแล้วโทรหาฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ต้องมาหาทันที” ไปโดยอัตโนมัติ

แปลว่าหากเป็นฝ่ายที่ยอมแล้วจะต้องยอมแบบนี้ตลอดไปเลยเหรอ

ไม่จำเป็น ยกตัวอย่างต่อจากเมื่อกี้ถ้าผู้หญิงโทรมาแล้วเราไม่ได้รับเขาก็เปลี่ยนไปได้นะ อย่างเพื่อนพี่เจ้าของเคสนี้ก็เคยทะเลาะกับแฟน แฟนออกจากบ้าน โทรตามมาให้ง้อ แต่เพื่อนพี่ไม่รับสาย ฝ่ายหญิงก็กลับมาเองหลังหายไปจากบ้าน 2 ชม. เขาก็กลับมาแล้วมาง้อฝ่ายชาย หลังจากนั้นก็ไม่มีพฤติกรรมนี้อีกเลย

นอกจากการทำตามเงื่อนไขที่เด็กตั้งไว้แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกไหม

เรื่องการสอนให้ลูกไม่รู้จักความผิดหวัง ไม่ว่าที่บ้านจะมีฐานะรวยหรือจน มันจะเกิดกับพ่อแม่ที่เชื่อว่า “เราก็พยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แม้ว่าเราจนก็ตาม” มันเป็นคำพูดที่พี่ได้ยินบ่อยและเบื่อมาก เพราะถึงคำพูดจะดูเหมือนดีแต่ความหมายแท้จริงของมันคือ “พยายามสปอยล์ไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่เงินตัวเองจะมี” ซึ่งเป็นการเลี้ยงลูกผิดแล้ว มันเป็นการสอนให้ลูกไม่รู้จักความผิดหวัง เด็กสมหวังทุกอย่างซึ่งมันใช้ไม่ได้กับโลกนี้นะ ชีวิตคนเป็นแบบนั้น เราไม่ได้สมหวังไปตลอด อยากฝากให้พ่อแม่นึกถึงตรงนี้ด้วย

ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีอะไรบ้าง

ก็จะเป็นเด็กก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เหมือนน้องพีท มีขโมยของเพื่อหาเงินไปซื้อของที่อยากได้ ประชดด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองตามที่เห็นในข่าว บางครั้งถูกบีบคั้นมากๆ ก็เตะต่อยพ่อแม่ก็มีนะ พี่เคยคนรู้จักคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนบ้านบ้านไฟไหม้จนตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย ประเด็นอยู่ที่เจ้าของบ้านที่เป็นเพลิงไหม้เป็นแม่ลูกอยู่ด้วยกัน ลูกปัจจุบันพิการ เป็นอัมพาตเดินไม่ได้แล้ว พี่ก็บอกว่าสงสารครอบครัวนี้จัง น้องคนนี้กลับบอกว่าไม่น่าสงสารหรอกพี่ คนนี้สมัยก่อนพ่อแม่ตามใจหนักมากตอนเด็กๆ อยากได้ของเล่นในเซเว่น 40-50 บาท พ่อแม่ก็พาไปซื้อทุกครั้ง พอโตขึ้นๆ ก็ขอหนักข้อขึ้น อยากได้มอเตอร์ไซค์ อยากได้มือถือ อยากได้ของที่แม่หาตังค์มาซื้อให้ไม่ได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือซ้อมพ่อแม่ ทุบตีพ่อแม่จนเป็นเรื่องปกติไป

ถ้าเกิดลูกกลายเป็นคนช่างขอไปแล้วพ่อแม่จะแก้ไขได้อย่างไร

พี่อยากแนะนำกระบวนการ Token Economy ก็คือการสะสมเม็ดโทเค่นเพื่อให้ได้อะไรบางอย่างตามที่เด็กต้องการ กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกจะไม่ได้ของ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่พ่อแม่บอกถึงจะได้สิ่งของที่ต้องการไป เช่น ลูกต้องถูบ้านทุกวันเป็นเวลา 3 เดือนถึงจะได้เครื่องเกมหรือหนูจะต้องสอบให้ได้ที่ 1 ถึงจะอนุญาตให้ไปดูคอนเสิร์ตพร้อมออกค่าบัตรให้ แต่ในการทำงานของมันแล้วปัจจัยหลักๆ คือ ต้องรอ กระบวนการรอสำคัญมากถือเป็นเรื่องวินัยอีกประเภทหนึ่งเหมือนกันเพราะโดยธรรมชาติคนเรามันหุนหัน เห็นของในไอจี แป๊บเดียวกดสั่ง แป๊บเดียวกดโอนจบละ แต่ก็มีหลายครั้งที่มาคิดทีหลังว่าซื้อไปทำไม ตรงนี้แหละที่กระบวนการนี้ช่วยให้เราคิดรอบคอบมากขึ้น ไม่ได้ซื้อของด้วยอารมณ์

สิ่งที่พ่อแม่ต้องคำนึงหากจะใช้กระบวนการ Token Economy

เรื่องการตั้งเงื่อนไขต้องตั้งเงื่อนไขให้ถูกใจทั้งคู่ สามารถต่อรองกันได้  เช่น พ่อบอกให้ลูกทำความสะอาดบ้าน 2 เดือนเพื่อแลกเครื่องเกม ลูกไม่โอเค ทั้งคู่ก็ต้องต่อรองกันว่าได้เต็มที่เท่าไร สมมติลูกขอพ่อทำ 1 เดือน พ่อก็โอเคกับระยะเวลานี้ก็ถือว่าปิดดีลกันไป ความรู้สึกของลูกก็จะดีด้วย เขาจะคิดว่าพ่อฟังเรา เราต่อรองได้ พ่อให้เกียรติเรานะ แต่จริงๆ ก็คือพ่ออาจจะตั้งธงไว้ 1 เดือนตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้หลักการนี้สำเร็จไม่ได้ คือ พ่อแม่ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นลูกต้องการอะไร เช่น ถ้าลูกต้องการตั๋วคอนเสิร์ต แต่พ่อแม่บอกว่าไปซักผ้ามา 1 เดือนนะแล้วจะให้เกม แน่นอนเลยว่าลูกไม่มีทางทำ เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะต้องใส่ใจและรู้ใจลูกด้วยนะ

จบปิ๊ง!

เราก็จะเห็นกันแล้วว่าสุดท้ายพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกก็เกิดมาจากการที่พ่อแม่กระทำต่อเขาทั้งนั้น อย่างเรื่องนี้ก็เป็นการที่เด็กถูกตามใจมากเกินไปจนนิสัยเสียไปเลย หากไม่อยากให้ลูกเป็นแบบน้องพีทพ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังให้เขามีวินัยในการรอและรู้จักกับความผิดหวังด้วยนะครับจะได้ไม่ต้องปรับอะไรยากแล้วเมื่อเขาโต แต่สำหรับใครที่มีลูกชอบขอของตลอดๆ จนบางทีรู้สึกรำคาญก็อย่าเพิ่งท้อใจ หลักการ Token Economy ก็ยังเป็นอีกทางออกหนึ่งที่น่าลอง

หากพ่อแม่ท่านใดอยากรู้ว่าตัวเองสื่อสารกับลูกที่ถูกตามใจได้ดีพอแล้วหรือไม่?

สามารถติดตามรายการ “รอลูกเลิกเรียน” ตอน ลูกชอบขอของรางวัล

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น

ร่วมสร้างสรรค์โดย

Scroll to top