AFTERSCHOOL

รายการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าใจและสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขึ้น
เราเชื่อว่าการพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น

ลูกคุยกับเพื่อนต่างเพศ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 8 ขอเสนอเรื่องราวของแม่อิ๋วและน้องอิง แม่อิ๋วเป็นห่วง เพราะแม่อิ๋วรู้ว่าน้องอิงมีแฟนแต่กลับไม่เล่าให้แม่ฟังทั้งๆ ที่ในครอบครัวก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ที่ติดมากที่สุดอาจจะเป็นเพราะน้องอิงเขินจนแม่ไม่กล้าถามต่อ

เพราะอะไรที่ทำให้น้องอิงไม่กว้าที่จะเล่าให้แม่อิ๋วฟัง และแม่อิ๋วจะเปิดใจให้น้องเล่าเรื่องแฟนได้อย่างไร เรามาร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องปัญหาที่โรงเรียนได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

ในฐานะที่คุณเป็นพ่อแม่ คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกมีปัญหาที่โรงเรียน แต่กลับไม่ยอมเล่าให้เราฟัง!

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 7 ขอเสนอเรื่องราวของพ่อต่ายและน้องใบเตยที่ไม่เข้าใจกัน เมื่อพ่อต่ายรู้ถึงปัญหาของลูกที่โรงเรียนและพร้อมที่จะร่วมแก้ไขไปด้วยกัน แต่น้องใบเตยไม่กล้าเล่าเรื่องให้พ่อฟัง

เพราะอะไรที่ทำให้น้องใบเตยไม่กล้าเล่า และพ่อต่ายจะทำภารกิจชวนลูกเล่าเรื่องได้สำเร็จหรือไม่ ไปร่วมลุ้นพร้อมกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องปัญหาที่โรงเรียนได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกติดมือถือ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 6 ขอเสนอเรื่องราวของน้องอุ้ม ที่ติดโทรศัพท์ขนาดหนักถึงขั้นดูแลรับผิดชอบชีวิตตัวเองขั้นพื้นฐานไม่ได้ โลกทั้งใบอยู่ในมือถือ พฤติกรรมนี้ทำให้แม่แอ๋วรู้สึกเป็นห่วงว่าจะทำให้การเรียนตก ถูกมิจฉาชีพหลอก และไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคตได้

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่แอ๋วมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่แอ๋วจะจัดการกับลูกที่ติดมือถืออย่างไร ไปติดตามชมพร้อมกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกชอบขอของรางวัล

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 5 ขอเสนอเรื่องราวของน้องเคนจิ วัยรุ่นที่ชอบขอของรางวัลกับทุกสิ่งไม่ว่าเรื่องที่ทำสำเร็จจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน พฤติกรรมของเคนจิทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงว่าเมื่อโตขึ้นเคนจิจะดูแลตัวเองลำบาก เพราะคาดหวังสิ่งตอบแทนอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ก็จะไม่ทำ

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่นุชมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่นุชจะจัดการกับลูกที่ชอบขอของรางวัลอย่างไร ติดตามชมพร้อมกันครับ

ลูกมีพฤติกรรมต่อต้าน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 4 นำเสนอเรื่องราวของแม่เปิ้ลแล้วน้องพรามณ์ ด้วยความหวังดี คุณแม่จะคอยช่วยสนับสนุนคอยถามให้ลูกอยู่เสมอ  มีหลายครั้งที่ทะเลาะกัน จนบางน้องพรามณ์ก็รู้สึกรำคาญที่แม่กะเกณฑ์ชีวิตจนเกินไป เมื่อแม่พูดก็เหมือนจะรับฟัง แต่ไม่ทำตาม แม่มองว่าน้องพรามณ์เป็นคนดื้อเงียบ และเป็นห่วงว่าในอนาคตจะใช้ชีวิตลำบาก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่เปิ้ลมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่เปิ้ลทำได้สำเร็จหรือไม่ ร่วมลุ้มไปพร้อมๆ กันครับ

ลูกกดดันเรื่องการเรียน

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 3 นำเสนอเรื่องราวของพ่อโอ๋และน้องวีกีส ซึ่งครั้งหนึ่งน้องวีกีสเคยร้องไห้หนักมากเพราะสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องนี้ทำให้พ่อโอ๋ตกใจ ด้วยความที่เห็นลูกเสียใจจึงไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีก

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนพ่อโอ๋มาร่วมภารกิจเพื่อทำความเข้าใจ และหาทางเคลียร์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ร่วมลุ้นไปกับพ่อโอ๋ว่าจะทำให้น้องวีกีสยอมเปิดใจเล่าเรื่องในอดีตได้หรือไม่ แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องวีกีสร้องไห้ในวันนั้น ไปรับชมพร้อมกันครับ

โลกเปลี่ยน วัยรุ่นก็เปลี่ยน แล้วคุณมีทักษะเพื่อสื่อสารกับลูกได้ดีแค่ไหน?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

คุณสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นของคุณได้ดีขนาดไหน?

WEEKLY UPDATES

วิธีชวนลูกคุยเรื่องความรักในวัยที่มี “ความลับมากที่สุด”

รู้หรือไม่? ลูกของคุณจะมีความลับมากที่สุดตอนไหน

คำตอบ คือ ช่วงอายุ 13-16 ปีและถ้ายิ่งกำลังอินเลิฟอยู่ด้วยล่ะก็จะให้พวกเขาพูดออกมาก็ยากหน่อยครับ

รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เคยกล่าวไว้ว่าวัยรุ่นอายุ 13-16 ปีเป็นช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศอย่างเทสโทสเตอโรนสูงมากประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนที่แสวงหาความสุข หรือที่เรียกว่า Limbic reward system มีการตอบสนองมากกว่าปกติ

เมื่อทั้งสองปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นมาพร้อมกันก็ทำให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็น อยากทำอะไรใหม่ๆ ที่ตื่นเต้นเร้าใจและเริ่มต้องการพื้นที่ส่วนตัว เพราะพวกเขากำลังเรียนรู้การเป็นผู้ใหญ่เพื่อสร้างความสัมพันธ์และอยากได้รับการยอมรับจากคนภายนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัวตัวเอง เช่น เพื่อน แฟน ฉะนั้น พ่อแม่ก็อย่าเพิ่งเครียดไป หากลูกไม่ค่อยพูดด้วย โดยเฉพาะเรื่องความรักของเขา

อย่างไรก็ตาม แม้การพูดคุยเรื่องราวความรักกับลูกในวัยนี้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็พอมีเทคนิคให้พ่อแม่ได้เริ่มการสนทนาเรื่องนี้กับลูกได้อยู่ครับ

  1. อธิบายให้ลูกรู้ว่าความรักที่ดีเป็นอย่างไร โดยอธิบายว่าความสัมพันธ์ที่ดีนั้นมาจากความเคารพ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ การสื่อสารและการให้ความช่วยเหลือ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
  2. อธิบายให้ลูกเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ‘ความหลงใหล’ กับ ‘ความรัก’ เนื่องจากทั้งสองอย่างมีความคล้ายคลึงกัน พ่อแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าความหลงใหล คือ ความรู้สึกชอบมากๆ แทบกินไม่ได้ นอนไม่หลับเมื่อไม่ได้เจอ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็วต่างจากความรักที่คนสองคนจะใช้เวลาศึกษานิสัยกันและกันไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่
  3. คุยกับลูกเรื่องเพศสัมพันธ์ ตอนนี้เป็นยุคของการเปิดกว้าง พ่อแม่อย่าอายเลยครับที่จะคุยเรื่องนี้กับลูก ให้พวกเขาได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้จากคุณดีกว่าไปศึกษาเองจากที่ไหนก็ไม่รู้นะครับ เทคนิคการคุยนั้นก็แนะนำว่าให้เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่าการบอกตรงๆ เพราะลูกอาจจะไม่ฟังได้ โดยเรื่องที่คุยก็จะเป็นข้อดีข้อเสียของเพศสัมพันธ์ คุณค่าทางจริยธรรม ความรับผิดชอบ ความเชื่อส่วนตัวและยึดตามหลักศาสนาที่คุณนับถือ
  4. ตั้งขอบเขตให้ลูกว่าวัยนี้รักได้เท่าไหน การตั้งกฎถือเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างเช่นการท้องในวัยเรียน ฉะนั้น พ่อแม่ควรคุยกับลูกเรื่องกำหนดเวลากลับบ้านซึ่งต้องคุยแบบไม่บังคับให้เป็นข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย
  5. บอกให้ลูกรู้ว่าคุณสนับสนุนให้เขามีรักที่ดี อาจจะเป็นการรับ-ส่งลูกเวลาที่ลูกออกเดท คอยให้คำปรึกษาหรือแสดงออกให้เห็นว่าคุณเห็นใจเวลาที่เขาเสียใจ แม้กระทั่งลองเล่าเรื่องราวความรักของคุณให้เขาฟังบ้างก็ได้เพื่อให้เขารู้ว่าคุณคอยเป็นที่พึ่งสำหรับเขาได้ตลอดเวลา
  6. ใช้คำพูดที่เปิดกว้างและไม่จำกัดเพศ เวลาจะถามลูกเรื่องความรัก ความรักไม่ได้เกิดขึ้นได้ระหว่างเพศตรงข้ามเท่านั้น ฉะนั้น หากคุณมีคำถามเรื่องแฟนกับลูก ลองใช้คำพูดกลางๆ อย่างประโยคที่ว่า “ตอนนี้ลูกกำลังสนใจใครอยู่หรือเปล่า?” แทนที่จะใช้คำว่า “ลูกชอบผู้ชายคนไหนอยู่หรอ?” สำหรับลูกสาว หรือ “ลูกชอบใครอยู่หรือเปล่า? ใครเป็นผู้หญิงโชคดีคนนั้นน้า?” สำหรับลูกชาย เพราะการพูดแบบนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกเปิดใจกับคุณเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของเขาหรือเธอได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญมันทำให้พสกเขารู้สึกสบายใจและเป็นตัวของตัวเองได้ในวันที่เขามีความรัก
  7. เคารพความคิดของลูกเวลาที่คุยกันเรื่องความรักของเขา พูดจาสุภาพและให้ความเคารพเรื่องความรักของลูกผ่านการเคารพความเป็นตัวตน ความคิดเห็นและความเชื่อของเขา เพราะการสื่อสารด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงออกถึงสิ่งที่เขาคิดมันจะช่วยพัฒนาการเห็นคุณค่าในตัวเองให้ลูกได้

วิธีเริ่มต้นพูดคุยกับลูกเรื่องความรักมีอยู่มากมาย แต่ใจความสำคัญของการพูดคุยเรื่องนี้ คือ ความเข้าใจ กล่าวคือถ้ายังไม่พร้อมที่จะบอกเรื่องความรักของเขา พ่อแม่ก็ไม่ควรคะยั้นคะยอให้เขาพูดปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ หากวันไหนเขาพร้อม เวลามีปัญหาเขาก็จะเดินมาหาเราเองและวันนั้นพ่อแม่จะเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาเลย

Sourcethepotential.org , goodtherapy.org

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

สัมภาษณ์แม่อิ๋ว – น้องอิง ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

วิธีทำให้ลูกเล่าเรื่องแฟนให้พ่อแม่ฟังอย่างหมดเปลือก ฉบับแม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์

คุณพ่อคุณแม่เคยเป็นกันไหม เวลาเปิดประเด็นเรื่องความรักของลูกทีไร ลูกก็จะไม่บอก เอาแต่เขินบิดไป บิดมาจนสุดท้ายพ่อแม่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแฟนลูกน่ะมีไหม?

แม่อิ๋ว – ณิชาภัทร ศรีรักษ์ก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เธอก็สนิทกับลูกมากๆ เรื่องอื่นๆ คุยได้เต็มที่ แต่พอถามถึงรุ่นพี่สุดหล่อของ “น้องอิง” ลูกสาวของแม่อิ๋วคนนี้ก็จะปิดปากเงียบ ไม่บอกหรือเวลาบอกก็บอกปัดๆ ว่าแฟนหนูก็นักร้องเกาหลีไงแม่!!

แต่แม่อิ๋วของเราไม่อยากให้ลูกปิดบังเธอในเรื่องนี้ มาดูกันว่าแม่อิ๋วจะทำอย่างไรและวิธีนี้ได้ผลแค่ไหน ไปติดตามกันครับ

แม่ลองเล่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากมาร่วมรายการรอลูกเลิกเรียนหน่อย

แม่อิ๋ว : ปัญหาของบ้านเรา คือ ลูกไม่ยอมเล่าเรื่องแฟนให้แม่ฟัง คนในบ้านเขาจะเล่าให้ย่าฟังคนเดียวซึ่งเราเข้าใจได้ว่าเพราะน้องอยู่กับจันทร์ถึงศุกร์ก็ต้องสนิทกันเป็นธรรมดา แต่แม่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้เขาถึงเล่าให้ย่าฟัง แต่ไม่เล่าให้เราฟังเลย เรารู้เรื่องจากย่ามาอีกที แม่ก็เลยพยายามหาทางให้เรามีบทบาทในเรื่องนี้กับลูกมากขึ้น

น้องอิง : จริงๆ เรื่องอื่นหนูก็คุยกับแม่นะคะ แต่ว่าเรื่องแฟนหนูก็จะเขินแม่ ไม่รู้จะบอกยังไง อีกอย่างก็คือกลัวแม่ดุด้วย อาจจะหวงหนูมากๆ เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว แถมเคยบอกกับหนูว่าให้ตั้งใจเรียนก่อนอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องความรักเลย

ตอนนั้นน้องอิงบอกกับย่าเรื่องแฟนอย่างไรบ้าง

น้องอิง : ก็บอกแบบเขินๆ นั่นแหละค่ะ ตอนนั้นอยู่ด้วยกันกับย่าแค่ 2 คน เลยบอกไปว่า “เนี่ย ตอนนี้หนูมีคนคุยแล้วนะ” ย่าก็ตอบว่าคุยได้ก็ไม่ว่า แต่ก็สอนว่าต้องรู้จักระวังตัว รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแค่นั้นเอง

แม่อิ๋ว : แต่สำหรับแม่ไม่เคยมีแบบนี้เลยนะคะ เวลาเราเปิดประเด็นเรื่องแฟนทีไร ทั้งๆ ที่เราพูดแบบแซวลูกซึ่งในความคิดของเรามองว่ามันน่าจะเป็นวิธีที่ดีในการเข้าหาลูก แต่สุดท้ายไม่ใช่ เราจะได้แต่คำตอบเดิมๆ ว่า “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” หรือไม่ก็เบี่ยงประเด็นไปที่นักร้องเกาหลี แบบ “ใช่ มีหลายคนเลย อยู่เกาหลีน่ะแม่” เป็นอย่างนั้นไป

แต่ว่าเวลาที่แม่ไปเจอย่า ย่าก็จะมีเรื่องของเขามากมายมาเล่าให้เราฟังตลอด พอไปถามซ้ำให้แน่ใจก็ได้คำตอบเดิม “ก็ปกติอ่ะแม่ ไม่มีอะไรหรอก” แม่ก็แบบอะไรคือปกติ อะไรคือเล่าให้ย่าฟังแต่ไม่เล่าให้แม่จะเก็บไว้ทำไม

น้องอิง : ก็ตอนนั้นหนูรู้สึกเขินๆ หนูก็เลยบอกปัดไป และบางทีหนูก็ยังไม่แน่ใจ แค่คุยกับคนนั้นเล่นๆ อยู่เลยไม่อยากบอกใครเลย

แม่อิ๋ว : (แทรกขึ้นมา น้ำเสียงติดตลก) ก็แม่อยากรู้ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ แม่ก็อยากรู้แค่นั้นแหละว่าคุยกับใคร มันก็ใช่ว่าเธอจะเป็นแฟนกับเขาจริงจังซะที่ไหน เธอเรียนอยู่ แหม๊!!

น้องอิง : ก็หนูคุยเล่นๆ หลายคน

แม่อิ๋ว : ที่อยากรู้ก็ที่คุยเล่นๆ นี่แหละ

ผู้สัมภาษณ์ : เอ้าๆ อย่าตีกัน

ทุกคน : (หัวเราะ)

นอกจากแซวแล้วคุณแม่เคยพูดแบบจริงจังไหม

แม่อิ๋ว : ถ้าเป็นแบบจริงจังก็ยังไม่เคยเลย เพราะบางทีเรารับข้อมูลจากย่ามา ย่าก็บอกว่าอย่าไปถามมันนะ เดี๋ยวมันไม่กล้าเล่าให้ย่าฟังก็เลยอาศัยรายการเป็นช่องทางที่จะบอกน้องว่าเราอยากเปิดใจคุยเรื่องนี้กับเขา เราพร้อมรับฟัง พร้อมให้คำแนะนำนะ เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าแม่โอเคกับการคุยกับเพื่อนต่างเพศแม้จะอยู่ในวัยเรียนก็ตาม แม่มองว่าพวกเขาคุยแบบเป็นเพื่อนกัน คอยให้กำลังใจเรื่องเรียนอะไรแบบนี้ เราก็อยากจะให้เขาบอกเรามาก เราจะได้พูดอย่างนี้กับลูก แต่ลูกก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เราเลย

ลูก : จริงๆ ก็อยากบอกแม่นะคะ แต่บางทีเป็นเรื่องที่แบบพอคุยกับย่าได้แล้วก็คุยก่อน เพราะเราไม่ได้อยู่กับแม่ และย่าก็ให้คำปรึกษาได้โอเคกับใจเราแล้วทำตามได้ แต่มันก็ยังมีบางเรื่องที่เราก็ต้องบอกแม่ เรื่องนั้นเราก็บอก

แม่ : แม่ก็โอเคนะที่ลูกเลือกปรึกษา คนในครอบครัวที่ไม่ใช่พูดกับคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะให้คำปรึกษากับลูกเรายังไง แต่ว่าเราแค่อยากมีบทบาทแบบนั้นบ้าง

พอเข้าร่วมรายการแล้ว คุณหมอแนะนำอะไรให้คุณแม่บ้าง

แม่อิ๋ว : อย่างแรกเลย คือ แม่ต้องทำให้ลูกรู้ก่อนว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำ มันไม่ใช่สิ่งผิด มันคือสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน อย่างเรื่องการมีแฟน แม่ต้องเปิดประเด็นก่อนว่า เพื่อนเรามีแฟนไหม ถ้าลูกจะมีก็มีได้นะ แต่ต้องอยู่ขอบเขตที่เหมาะสม วิธีนี้เหมือนเราเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่คิด ไม่ใช่จะไปบังคับว่าคุยกันไม่ได้ ถ้าคุยแล้วลูกจะเสียคน เดี๋ยวเธอจะมีปัญหา เดี๋ยวเธอจะเรียนไม่จบ อย่างนี้จะเป็นการปิดกั้นลูกมากเกินไปจนทำให้เขากังวลแล้วจะไม่กล้าบอกแม่

อย่างที่สอง คือ หลีกเลี่ยงการออกคำสั่ง เช่น “ฉันต้องการให้เธอทำแบบนี้” “ฉันไม่อยากให้เธอเป็นแบบนี้” แต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นเชิงขอร้อง เช่น “แม่อยากให้หนูทำแบบนี้” พร้อมให้เหตุผลกับเขา เขาก็จะรู้สึกดีกับคำพูดของเรา

แม่มองว่าวิธีนี้มันได้ผลลัพธ์ที่ดีไหม

แม่อิ๋ว : ดีค่ะ มันทำให้น้องกล้าที่จะพูดกับเรามากขึ้น เกือบทุกเรื่องเลย เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราถาม เขาจะมีคำตอบให้เรามากกว่าเดิม นอกจากคำว่า “ก็ปกติอ่ะแม่” อย่างเรื่องที่โรงเรียน แม่ถามว่าเรียนเป็นไงมั่ง น้องก็จะตอบว่าวันนี้ครูให้การบ้านมาเยอะก็จะมีการเล่าชีวิตประจำวัน ซึ่งแม่คิดว่าครอบครัวอื่นก็น่าจะปกติ แต่ว่าของเราไม่ค่อยปกติเท่าไรซึ่งมันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แม่ก็คิดว่ามันก็เป็นโอกาสที่ดีเพราะว่าถ้าในอนาคตมันมีเรื่องที่ใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่านี้ เขาก็คงจะกล้าบอกเรา

น้องอิง : สำหรับหนูถ้าให้เทียบแต่ก่อนกับตอนนี้ หนูว่าวิธีของคุณหมอก็ช่วยพวกเราได้เยอะเหมือนกันนะคะ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูจะมีกลัวบ้าง เขินบ้าง ไม่รู้จะเริ่มพูดกับแม่ยังไง แต่เดี๋ยวนี้หนูกับแม่ก็คือคุยกันได้ทุกเรื่องเป็นปกติเลยค่ะ อยากพูดก็พูดเลย

น้องอิงมองว่าถ้ายังไม่ปรึกษาพ่อแม่มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรามั่ง

น้องอิง : ถ้าสมมติเราไม่ปรึกษาพ่อแม่แต่ไปปรึกษาเพื่อนแทน คำปรึกษาที่เพื่อนให้มันก็อาจจะไม่ดีพอ และบางทีเพื่อนอาจจะยุยงให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ วัยรุ่นมันอยากรู้ อยากลองแล้วบางทีมันก็ผิดพลาดไปก็เลยไม่อยากให้เชื่อเพื่อนมากขนาดนั้นถ้ามันเกินไป หนูเลยคิดว่าต้องปรึกษาคนที่แบบมีวุฒิภาวะ อย่างคนในครอบครัวหรือพ่อแม่ เพราะคำปรึกษาน่าจะดีกว่าและเต็มไปด้วยความหวังดีค่ะ

ตอนนี้แม่ยังใช้เทคนิคของคุณหมออยู่ไหม

แม่อิ๋ว : ก็ยังใช้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ แม่ว่าพอเราใช้การขอร้องแทนการบังคับ ลูกก็น่าจะรู้สึกเห็นใจเรา อยากทำตามคำขอ เพราะมันไม่ขืนจิตใจกันเกินไป อีกอย่างวัยรุ่นจะมีความคิดของเขา ถ้าเราแรงไป เขาก็จะแรงกลับ ถ้าเราใช้วิธีที่พูดแบบอ่อนโยน เขาก็น่าจะอ่อนโยนกับเราเหมือนกัน

แล้วตอนนี้มองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม

น้องอิง : ก็พัฒนามากขึ้นอยู่ค่ะ บางเรื่องก็แค่บ่นให้แม่ฟัง แต่หนูก็บ่นให้แม่ฟังได้เหมือนเพื่อนเลย ^^

ตลอดการสัมภาษณ์มีสิ่งหนึ่งที่แอดเห็นได้ชัดจากแม่อิ๋ว คือ การไม่ยอมแพ้ ลองคิดดูว่าถ้าแม่อิ๋วท้อใจที่น้องอิงเอาเรื่องแฟนไปบอกย่าคนเดียวหรือยอมแพ้ตั้งแต่รู้ว่าการแซวน้องก็ไม่ได้ผล แม่อิ๋วกับน้องก็คงจะยังคุยกันไม่ได้ทุกเรื่องอย่างทุกวันนี้หรอกจริงไหมครับ?

พ่อแม่ท่านไหนที่กำลังท้อเพราะคุยกับลูกไม่ได้ทุกเรื่อง ลูกไม่ยอมเปิดใจ แอดก็ขอให้อย่าเพิ่งยอมแพ้กันนะครับ ลองหาวิธีสื่อสารกับเขาดีๆ อย่างการพูดจาอ่อนโยนหรือไม่บังคับอย่างที่แม่อิ๋วใช้ก็ได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังเลย

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกเริ่มคุยกับเพศตรงข้าม

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

เมื่อลูกระบายความในใจใส่สมุดแทนที่จะเล่าให้เราฟัง

วันนี้แอดได้คุยกับคุณแม่ในเพจของเราท่านหนึ่ง เขาบอกว่าเคยเป็นแม่ที่ลูกไม่เคยปรึกษาปัญหาอะไรกับเธอเลยจนคิดว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร จนวันหนึ่งบังเอิญไปเจอสมุดบันทึกของลูกแล้วเปิดอ่าน เธอตกใจมากที่เห็นว่าลูกเขียนคำว่า “เกลียด” เพื่อนคนหนึ่งและระบายลงในสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างยาวซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่รู้อะไรเลย

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ลูกคุยปัญหาเรื่องนี้กับเธอ มาดูกันว่าเธอจะทำอย่างไรจากบทสัมภาษณ์นี้ครับ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณแม่รู้ว่าลูกมีปัญหาแต่ไม่ยอมบอกคืออะไร

แม่เริ่มรู้ว่าลูกมีปัญหาก็ตอนครูที่ปรึกษาของเขาบอกว่าลูกเราด่าเพื่อนด้วยคำพูดหยาบคาย เขาหงุดหงิดที่เพื่อนมาจุกจิกถามเรื่องยี่ห้อของที่ใช้บ่อยๆ เขาด่าว่า “ถ้าแกสนใจเรื่องเรียนเหมือนที่สนใจเxอกเรื่องชาวบ้านป่านนี้แกเรียนได้เกรด 4 ไปแล้ว อีxอก”

คุณแม่ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องทะเลาะกันทั่วไปของเด็กๆ หรือครับ

ไม่ค่ะ แม่คิดว่าร้ายแรงกว่านั้น เพราะว่าลูกของเรามีทัศนคติที่ไม่ดีกับเพื่อนคนนี้มากๆ ขนาดเขียนระบายความในใจลงสมุดบันทึกว่าเกลียดเพื่อนคนนี้มาก มันไม่ใช่เรื่องปกติของน้องเพราะเขาจะเป็นมิตรกับทุกคน แค่เขียนว่าเกลียด แม่ก็มองว่ามันไม่ปกติแล้ว สำหรับคนนี้คือเขาเขียนเน้นคำไปด้วย แปลว่ามันสุดสำหรับเขาจริงๆ พอเจอเรื่องที่ครูบอกรวมกับสมุดบันทึกของน้อง แม่ก็หันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมลูกถึงไม่เล่าให้ฟังเลยค่ะ

พอปัญหามันเกิดขึ้นกับลูกแบบนี้ แม่แล้วแม่แก้ปัญหาอย่างไร

ทำใจให้สงบก่อนเลยค่ะ รอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียนพอขึ้นรถเลยถามเรื่องต่างๆ ตามปกติก่อน จนถึงบ้านเลยลองถามว่า..

แม่ : วันนี้มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้แม่ฟังอีกมั้ย เรื่องดีหรือไม่ดีแม่ก็อยากรู้นะ

เขาก็คงรู้ตัวว่าแม่น่าจะรู้เรื่องที่เขาทำแล้ว เขาก็นิ่ง แต่น้ำตาไหล แม่เลยเกริ่นนำ

แม่ : แม่พอจะรู้นะ แต่แม่อยากฟังในมุมของหนูบ้าง

เขาเลยยอมเล่าให้ฟัง ก็ตรงตามที่อาจารย์เล่าให้ฟังเลยค่ะ

ลูก : แม่คิดยังไงกับเรื่องนี้ แม่โกรธหนูมั้ย หนูขอโทษ

แม่ : แม่ไม่โกรธหนูนะ แม่เข้าใจความรู้สึกของหนู ถ้าเป็นแม่ แม่ก็หงุดหงิดเหมือนกัน และแม่จะไม่อยู่เฉยๆ ให้เพื่อนเซ้าซี้ แม่จะบอกกับเขาให้หยุดทำพฤติกรรมแบบนี้กับแม่ แต่คราวหน้าแม่อยากให้หนูเลือกใช้คำพูดที่ดีกว่านี้หน่อย เพราะไม่อย่างนั้นเหตุการณ์มันอาจจะบานปลาย

สุดท้ายเราก็บอกลูกด้วยว่าแม่ไม่ได้ดุหนู แต่แม่แค่อยากแนะนำเพราะแม่เป็นห่วงหนู จากนั้นพอลูกมีเรื่องอะไรก็บอกเราหมดเลยค่ะ

ทำไมถึงต้องเน้นเรื่องไม่ได้ดุน้องครับ

แม่ลองคิดย้อนไปตอนแม่เป็นเด็ก แม่ก็ไม่ค่อยเล่าอะไรให้คุณยายฟังเหมือนกันเพราะคุณยายบ่นหนักมาก ไปเล่าให้ฟังแล้วจะโดนดุทุกที เลยเลือกที่จะไม่เล่าให้ฟัง

พอมาถึงตอนนี้เลยคิดว่าลูกเองก็คงกลัวแม่ดุเหมือนกัน ซึ่งเขาคิดไปเองว่าแม่ต้องดุแน่ๆ มันเป็นความคิดของเด็กๆ ส่วนใหญ่ ในเมื่อเขาไม่กล้าเล่า แม่ก็ต้องเป็นฝ่ายถามเอง แต่ถามแบบปกติ ไม่ได้คาดคั้น ไม่ใช่การสอบสวนนะคะ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกไว้ใจแม่

ลองสรุปขั้นตอนของคุณแม่สั้นๆ ให้เราหน่อยครับ

เริ่มจากการทำใจให้สงบ ไม่มีอารมณ์โกรธหรือโมโหแฝงอยู่แล้วลองถามเรื่องทั่วไปก่อนจะเข้าเรื่องที่เราต้องการถามค่ะ

ในมุมมองของแม่มันได้ผลจริงไหม

ได้ผลดีเลยค่ะ ลูกบอกแม่หมดเลย อย่างเรื่องเพื่อนคนนั้นลูกก็บอกเราหมดว่าเพื่อนคนนี้ชอบแกล้ง ชอบต่อว่าลูกเรา เวลาวิชาไหนลูกเราได้คะแนนดีกว่าเขาก็หมั่นไส้ วิชาไหนได้น้อยกว่าก็บอกว่าโง่ เรื่องทั่วไปก็จะชอบถามเรื่องสิ่งของที่ลูกเราใช้ เช่น เสื้อกันหนาวที่ใส่ยี่ห้ออะไร ของแท้หรือปลอมจนลูกรู้สึกหงุดหงิด มีแกล้งเอารองเท้านักเรียนเขาไปซ่อน เคยปารองเท้าใส่หัวเขาด้วย

ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางได้รู้เลย ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมากค่ะ ลูกยิ้มได้ตลอด แม่ลูกสนิทกันกว่าเดิม เวลามีปัญหาอะไรเขาจะเดินทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูเข้ามาหาแม่เลยค่ะ ทะเลาะกับเพื่อน งอนเพื่อน นี่แม่รู้หมดแล้วค่ะ

หลังจากได้คุยกับแม่ท่านนี้ก็พบว่าพ่อแม่สร้างความไว้ใจให้ลูกได้ เพียงแค่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกกลัว เน้นความอ่อนโยนเพื่อให้ลูกรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ด้วยก็ชนะใจลูกได้แล้ว ลองมาเป็นสมุดบันทึกเล่มใหม่ของลูกพร้อมๆ กันดูครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาที่โรงเรียนแล้วไม่เล่าให้ฟัง

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ร่วมสร้างสรรค์โดย

Scroll to top