AFTERSCHOOL

รายการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าใจและสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นได้ดีขึ้น
เราเชื่อว่าการพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น

ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 10 ขอเสนอเรื่องราวของ “แม่แคท” ที่เป็นห่วง “น้องเอิร์บ” ในสายตาของคุณแม่ คุณแม่รู้สึกว่าน้องเอิร์บเป็นเด็กที่มั่นใจในตัวเอง รักความสมบูรณ์แบบมากจนไม่ฟังคำแนะนำของคุณแม่ จึงทำให้คุณแม่รู้สึกเป็นห่วงเส้นทางในอนาคตของลูก

มาลุ้นกันครับว่าภารกิจในครั้งนี้ คุณแม่แคทจะสามารถหาวิธีการคุยกับลูกในเรื่องเป้าหมายในอนาคตได้ดีมากขึ้นหรือไม่ ไปติดตามกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกใช้เงินฟุ่มเฟือย

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 9 ขอเสนอเรื่องราวของ “แม่เอ๋” ที่เป็นห่วง “น้องหยก” คุณแม่รู้สึกเป็นห่วงเพราะเห็นน้องหยกใช้ของแบรนด์เนมตามกลุ่มเพื่อน แม่เอ๋กังวลว่าพฤติกรรมของน้องหยกอาจจะนำไปสู่การสร้างนิสัยฟุ่มเฟือย และในวันหนึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมการขโมยของเหมือนที่คุณแม่เคยเป็นตอนเด็กๆ

มาลุ้นกันครับว่าภารกิจในครั้งนี้ คุณแม่เอ๋จะสามารถหาวิธีการคุยกับลูกให้รู้จักใช้เงินได้ดีมากขึ้นหรือไม่ ไปติดตามกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องการใช้เงินได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกคุยกับเพื่อนต่างเพศ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 8 ขอเสนอเรื่องราวของแม่อิ๋วและน้องอิง แม่อิ๋วเป็นห่วง เพราะแม่อิ๋วรู้ว่าน้องอิงมีแฟนแต่กลับไม่เล่าให้แม่ฟังทั้งๆ ที่ในครอบครัวก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ที่ติดมากที่สุดอาจจะเป็นเพราะน้องอิงเขินจนแม่ไม่กล้าถามต่อ

เพราะอะไรที่ทำให้น้องอิงไม่กว้าที่จะเล่าให้แม่อิ๋วฟัง และแม่อิ๋วจะเปิดใจให้น้องเล่าเรื่องแฟนได้อย่างไร เรามาร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกแฟนได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

ในฐานะที่คุณเป็นพ่อแม่ คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกมีปัญหาที่โรงเรียน แต่กลับไม่ยอมเล่าให้เราฟัง!

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 7 ขอเสนอเรื่องราวของพ่อต่ายและน้องใบเตยที่ไม่เข้าใจกัน เมื่อพ่อต่ายรู้ถึงปัญหาของลูกที่โรงเรียนและพร้อมที่จะร่วมแก้ไขไปด้วยกัน แต่น้องใบเตยไม่กล้าเล่าเรื่องให้พ่อฟัง

เพราะอะไรที่ทำให้น้องใบเตยไม่กล้าเล่า และพ่อต่ายจะทำภารกิจชวนลูกเล่าเรื่องได้สำเร็จหรือไม่ ไปร่วมลุ้นพร้อมกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องปัญหาที่โรงเรียนได้ดีแล้วหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกติดมือถือ

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 6 ขอเสนอเรื่องราวของน้องอุ้ม ที่ติดโทรศัพท์ขนาดหนักถึงขั้นดูแลรับผิดชอบชีวิตตัวเองขั้นพื้นฐานไม่ได้ โลกทั้งใบอยู่ในมือถือ พฤติกรรมนี้ทำให้แม่แอ๋วรู้สึกเป็นห่วงว่าจะทำให้การเรียนตก ถูกมิจฉาชีพหลอก และไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคตได้

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่แอ๋วมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่แอ๋วจะจัดการกับลูกที่ติดมือถืออย่างไร ไปติดตามชมพร้อมกันครับ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องติดมือถือได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ลูกชอบขอของรางวัล

“รอลูกเลิกเรียน” ตอนที่ 5 ขอเสนอเรื่องราวของน้องเคนจิ วัยรุ่นที่ชอบขอของรางวัลกับทุกสิ่งไม่ว่าเรื่องที่ทำสำเร็จจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน พฤติกรรมของเคนจิทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงว่าเมื่อโตขึ้นเคนจิจะดูแลตัวเองลำบาก เพราะคาดหวังสิ่งตอบแทนอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ก็จะไม่ทำ

ในครั้งนี้ รายการรอลูกเลิกเรียนจึงชวนแม่นุชมาร่วมภารกิจเปิดใจกับลูก มาร่วมลุ้นกันว่าแม่นุชจะจัดการกับลูกที่ชอบขอของรางวัลอย่างไร ติดตามชมพร้อมกันครับ

คุณสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่นของคุณได้ดีขนาดไหน?

WEEKLY UPDATES

นักจิตฯ วิเคราะห์คำต่อคำ! แชทนี้..แม่สื่อสารผิดอย่างไร

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาทางเพจได้รับข้อความปรึกษาเรื่องลูกจากคุณแม่ท่านหนึ่ง ใจความสำคัญคือแม่ไม่เห็นด้วยที่ลูกอยากเป็นแอร์ เพราะในใจแม่อยากให้ลูกเป็นหมอหรือทำงานสายสุขภาพ เหตุคือมันมีความมั่นคง แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือคำพูดที่แม่ใช้ดันรุนแรงซะเหลือเกิน (ลิ้งค์ต้นทาง http://bit.ly/2Z1QLBT)

วันนี้เราเลยชวนคุณวรพจน์ พนาปวุฒิกุล (พี่เจมส์) นักจิตวิทยาคลินิกปฏิบัติการ แห่งศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 กรมสุขภาพจิต นักจิตวิทยาขาประจำของเรามาวิเคราะห์คำพูดที่เป็นปัญหาของคุณแม่ท่านนี้และแนะนำวิธีการพูดสำหรับพ่อแม่ที่มีความเห็นไม่ตรงกับลูกเรื่องเรียนต่อกันครับ มาดูกันว่านักจิตเขาจะมองเรื่องนี้อย่างไร

จากแชทมีคำพูดไหนบ้างที่พี่มองว่าเป็นปัญหาเลย ถ้าแม่พูดแบบนี้

เยอะแยะ จริงๆ การเปรยว่าอยากให้ลูกไปเรียนที่ไหน มันไม่ใช่ปัญหาหรอก สมมติพี่รู้ว่าลูกว่าสื่อสารดี พี่ก็จะคุยกับลูกว่าไปเรียนคณะสื่อสารดีกว่าไหม หนูน่าจะได้ อย่างนี้พูดเปรยได้ แต่ว่าเรื่องของแชทมันจะผิดตั้งแต่วรรคที่ 4 “มองแคบจัง”, “คนอย่างหนูเนี่ยนะจะทำได้หรอ” อันนี้คือการดูถูกแล้ว มันก็ผิดตั้งแต่ตรงนี้

ประโยคต่อไปที่ผิดอย่างเห็นได้ชัด “ตอนนี้พี่ก็ยังไม่อยากตามใจลูกอยู่ดี” นี่ไม่ใช่เรื่องการตามใจแล้วนะ มันคือแม่บังคับลูก แต่ลูกไม่เห็นด้วย แต่แม่ก็ยังบังคับลูกอยู่ ต่อด้วย “เขาไม่มองโลกความจริง” ซึ่งโลกที่แม่มอง มันไม่ใช่โลกที่ลูกมอง แต่มันเป็นโลกในมุมมองของแม่ต่างหาก ความหมายของประโยคนี้คือ ลูกไม่ยอมเชื่อที่แม่สั่ง แม่ก็ตัดสินไปก่อนว่าลูกทำไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาหนักมากนะเรื่องนี้

พี่มองว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาหนักอย่างไร

ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่มักตัดสินไปก่อน พ่อแม่มักคิดว่าเขารู้จักลูกตัวเองดี แต่หลายครั้งมันไม่จริง ลูกของเรา เขาอยู่กับเราถึงแค่ประถม เราเป็นจุดศูนย์กลางของเขาแค่ในช่วงวัยนี้ แต่พอเริ่มเข้าสู่วัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัยเขาจะเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่พ่อแม่อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กๆ หลายคนมีทัศนคติ มุมมอง ความเชื่อ ความถนัดหรือสิ่งที่เขาชอบ มันถูกเปลี่ยนสมัยมัธยมจนถึงมหาลัย เพราะฉะนั้นผู้ปกครองที่ยังเชื่อว่าสมัยประถมลูกเป็นอย่างไรแล้วลูกในวัยมัธยมกับมหาวิทยาลัยก็ยังเป็นอย่างนั้น นี่เป็นความเชื่อที่ผิด หลายครั้งที่เขาอาจจะเปลี่ยนโดยที่ไม่รู้ตัว เขาอาจจะไม่เล่าก็ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องคุยกับเขาดีๆ ว่าจริงๆ แล้วเขามีมุมมองยังไงต่อเรื่องนั้น แต่ว่าเราจะไม่รีบไปตัดสินแทนให้

แต่หลายครั้งที่พ่อแม่มักอ้างความเป็นห่วงเพื่อให้ลูกทำตามแผนที่วางเอาไว้ พี่มองเรื่องนี้อย่างไร

ห่วงได้ แต่ประเด็นคือเส้นทางชีวิตของลูกเขาก็ต้องเป็นคนเลือกเอง พ่อแม่มีหน้าที่แนะนำว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรได้อย่างถูกต้องและสมควร เพราะในความเป็นจริงทุกอาชีพ มันก็มั่นคงเหมือนกันหมด ประเด็นคือลูกจะเลือกอาชีพไหนมันไม่ได้สำคัญหรอก แต่มันอยู่ที่ว่าเรารักในอาชีพนั้นมากน้อยแค่ไหนต่างหาก ถ้าเรารักในอาชีพนั้นและทำอาชีพนั้นได้ดี ไม่ว่าอาชีพอะไรมันก็มั่นคงทั้งนั้น

เอาจริงๆ ประเทศนี้มันผิดเพี้ยนตรงที่บอกว่าคนเก่งต้องเป็นหมอ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่จริง คือเก่งเป็นครูได้ไหม คนเก่งเป็นพ่อค้าได้ไหม? ก็ได้นะ คนเก่งขายของได้ไหม? คนเก่งเป็นดีไซเนอร์ได้ไหม? ก็ได้ คือ ทุกอาชีพมันต้องการคนเก่งทั้งนั้น คนเก่งมันอยู่ได้ทุกที่ ทุกอาชีพหาเงินได้หมด พี่ยังเคยเจอคนขับแท็กซี่เทพๆ หาเงินได้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท ส่งลูก 2 คนจบโทก็มีมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องลูกเลือกอาชีพอะไรถึงไม่ใช่ปัญหาเลย

กลับมาที่แชทข้างต้น คำพูดของแม่ในลักษณะนั้นมันส่งผลกับจิตใจลูกอย่างไรบ้าง

ลูกก็จะไม่อยากคุยเรื่องนี้กับแม่อีก ลูกจะคิดว่าแม่ก็เชื่อของแม่ ทีนี้พอเราจะตัดสินอะไรก็อย่ามายุ่งแล้วกัน เขาจะให้แม่รู้น้อยๆ ขี้เกียจฟังแม่บ่น มันก็แย่ถ้าเขาเลือกทางผิด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตามพ่อแม่ก็ต้องฟัง เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ดี เราแสดงความเห็นด้วยได้ แต่ว่าต้องระมัดระวังในเรื่องที่มันเป็นลบหรือว่าไม่เห็นด้วย อย่าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยจนเกินไป ก็คือพยายามฟังเป็นกลางๆ ก่อน รับฟังด้วยเหตุและผลก่อน

ปัญหาของแม่ท่านนี้อยู่ที่วิธีการพูด สมมติว่าพี่เจมส์เป็นแม่ท่านนี้ พี่เจมส์จะทำอย่างไร

สมมติว่าลูกพี่อยากไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่พี่มองว่ามันโอเคกับลูก อย่างแรกพี่ก็จะถามเหตุผลว่าทำไมอยากทำ ลูกตอบก็มันเงินดี นอกจากเงินดีแล้วหนูชอบไหมลูก อะไรอย่างนี้ หรือว่าหนูรู้ไหมว่าเป็นแอร์ฯ มันจะต้องพูดภาษาอะไร หนูทำได้ไหม หนูชอบภาษาหรือเปล่า เคยคุยกับชาวต่างชาติแบบจริงๆ ไหม หนูคิดว่าหนูโอเคไหม คือ กระบวนการของมันก็คือต้องให้อีกฝั่งคิด ไม่ใช่แบบพูดว่า คิดง่ายไป คนอย่างเธอทำไม่ได้หรอก แม่รู้ดี มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย กระบวนการพูดคุยแบบนี้ คือ เราไม่เห็นด้วย แต่เราก็ไม่ต้องบอกว่าเราไม่เห็นด้วย

มันมีวิธีพูดเยอะแยะนะ อีกกรณีถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าภาษาอังกฤษของลูกเรามันไม่ได้หรือบริการคนก็ไม่เป็นเลย เราก็ต้องบอกว่าอาชีพนี้มันมีแง่ลบอะไรหรือว่าลูกเรายังขาดทักษะอะไรอยู่ อย่างแม่บอกส่งลูกไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม ลูกบอกหนูไม่เอา หนูไม่อยากเรียน เราก็ต้องบอกลูกว่าแล้วหนูจะเป็นแอร์ฯได้ยังไง ถ้าหนูไม่เรียนภาษาอังกฤษ หนูลองเปลี่ยนอย่างอื่นดีไหม แม่ว่าหนูชอบวาดภาพ หนูชอบเล่นดนตรี เอาอันนี้ไหม อะไรอย่างนี้ คือ ถึงเราเข้าใจลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไป เบรกลูก เราก็ต้องคุยด้วยเหตุผลว่าเพราะอะไรมันถึงไม่โอเค มันเป็นแบบนั้น

ทำไมพี่ถึงต้องเน้นการใช้เหตุผลเพื่อพูดกับลูก

การคุยกับวัยรุ่นต้องพยายามดึงเหตุผลออกมาเยอะๆ เพราะเขามีมุมมองของเขาและเราคนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าเขาทำได้หรือไม่ แต่เรามีหน้าที่พยายามดึงเหตุผลจากเขามาให้เยอะที่สุด ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งนั้นในสายตาเรามันไม่เข้าท่า เราก็ต้องพยายามดึงออกมาให้เขาเห็นว่าเขาทำได้จริงหรือเปล่า ไม่เคยพูดภาษาอังกฤษเลยแต่อยากไปเพราะว่าอยากตามเพื่อน อย่างนี้ ก็ต้องจี้กันว่าไปเรียนติวไหม มั่นใจไหมว่าคุยได้จริง คุยกันซักไปเยอะๆ จี้ไปจนถึงจุดหนึ่ง เขาจะรู้ตัวเองว่ามันไม่ได้ มันคือการดึงตัวเขากลับมาสู้ความเป็นจริงที่ดีที่สุด เขาก็จะรู้เองว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นไปได้ไหม

เห็นไหมครับ คนเราต่อให้เป็นคนในครอบครัวก็มีการทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ ทุกคำพูด ทุกกิริยาของลูกที่สะท้อนกลับมา พ่อแม่เป็นคนกำหนดทั้งหมดว่าอยากได้ความรุนแรง ใจความไม่เข้าหูหรือประนีประนอมกลับมาให้กันเท่านั้นเอง

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

“การเรียนไม่ใช่ตัวชี้วัดหรอกนะว่าลูกจะมีชีวิตต่อไปตลอดรอดฝั่งไหม ความรับผิดชอบต่างหากล่ะที่สำคัญ”

ลูกสาวอยากเป็นแอร์ฯ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่อยากเป็นหมอและตัวแม่เองอยากให้เป็นครู คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์คิดไม่ตกแบบนี้ไหม?

เรื่องราวชวนคิดหนักเรื่องนี้เป็นของคุณแม่เดียร์ วลัยลักษณ์  รีด ลูกเพจของเรานี่แหละครับที่ไม่อยากให้ลูกทำอาชีพที่ลูกฝันนะเพราะมองงว่ามันลำบากมากกก (กอไก่ล้านตัว) แต่เธอก็ไม่คิดบังคับลูกใฟ้เป็นครูอย่างที่หวัง อะไรทำให้แม่เดียร์ยอมรับความต้องการของลูกได้ คุณแม่เขาคิดอะไรอยู่ ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์นี้เลย…

ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่ลูกมาบอกคุณแม่ว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตสให้ฟังหน่อย

ลูกพูดถึงเรื่องแอร์โฮสเตสครั้งแรกก็จะเป็นตอนม.4 เหมือนวันนั้นรวมตัวกับเพื่อนๆ มีการถามกันว่าใครอยากเป็นอะไร เพื่อนในกลุ่มคืออยากเป็นหมอกันทุกคน หมอผิวหนังบ้าง หมอฟัน หมอต่างๆ มีแต่น้องแองจี้โดดมาคนเดียวว่าอยากเป็นแอร์ฯ เราก็ไม่คิดอะไรเพราะมันมีเวลาตั้ง 5-6 ปี ลูกอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่พอม.4 เทอม 2 ลูกมาย้ำกับเราว่าอยากเป็นแอร์ฯ จริงๆ นะ แม่สตั๊นท์ไป 3 วิฯ แม่เลยขอเวลาลูก 3 วัน ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้ แล้วแม่ก็ได้ข้อสรุปว่าลูกต้องพูดได้ไม่ต่ำกว่า 4 ภาษา บุคลิกต้องได้ มีความอดทน ฉะนั้น ถ้าแม่พาฝึกให้ได้ 3 ข้อแบบโหดๆ อย่าว่าแม่นะ เราจะมาฝึกไปด้วยกัน

จากที่เล่ามาเหมือนคุณแม่ก็ไม่ได้เห็นด้วยที่น้องอยากทำอาชีพนี้

ใช่ เพราะมันเหนื่อยมาก รวมกับสายตาจากคนทั่วไปมองแอร์โฮสเตสแบบไหนล่ะคุณว่า? เราก็รักของเราไหม? แต่ถ้าโฟกัสที่ความเหนื่อยอย่างเดียว มันก็เป็นอาชีพที่เหนื่อยมากนะ ไหนจะต้องรีบขึ้นเครื่อง พักผ่อนแค่ไม่กี่ชั่วโมง ลูกเอเนอร์จี้เยอะก็มองว่าสนุก แต่เรามองว่ามันลำบาก อีกอย่างแม่มองว่าอายุงานมันสั้น อย่างน้อยๆ 7 ปี เดี๋ยวเขาก็ให้มาทำภาคพื้นแล้ว เพราะเด็กๆ ที่เข้ามาใหม่มันก็มีเยอะ

จากนั้นเกิดอะไรขึ้น..ทำไมคุณแม่ถึงยอมให้ลูกความฝันของเขา

ก็มีหลายอย่างเหมือนกัน อย่างแรกเลยเพราะลูกทำให้เราไว้ใจ ตอนนี้อยู่ม.5 แล้วน้องก็ยังไม่ได้เสียการเรียนเพราะเรื่องความรักหรือขี้เกียจ ตอนเย็นก็ไปเรียนพิเศษตามโปรแกรมที่โรงเรียนจัดให้ทุกวัน

อย่างที่สอง คือ เรารับสื่อมาเยอะเลยทำให้กลับมามองว่าเรื่องตลาดการบินมันยังกว้างอยู่ ถ้าลูกเราเก่ง 4 ภาษา ภาษาอังกฤษยืนพื้นและอีก 3 ภาษาคือเสริม ระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยก็อาจจะได้อีกสัก 1 ภาษา ต่อให้ลูกไม่ได้เป็นแอร์ฯ จริงๆ เขาก็ไปทำอะไรก็ได้ในหลายประเทศเราคิดอย่างนี้ ก็เริ่มปลอบใจตัวเอง “เอาวะ ลองดูสักตั้ง ในเมื่อลูกชอบ เราก็จะไม่บังคับให้ลูกเรียน มันชีวิตเขา” มันก็เลยทำให้ยอมรับ เคารพความคิดของลูกแล้วก็เป็นกำลังใจให้เขา

อย่างที่สาม ด้วยความที่พ่อเขาเป็นต่างชาติ เขาจะเคารพเรื่องสิทธิมากซึ่งเรามองว่าดีถ้านำมาใช้ในครอบครัว ลูกก็เลยมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความมั่นใจ เราก็เลยเลี้ยงเขาแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่เลี้ยงแบบตามใจเราซึ่งยู่บนพื้นฐานสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด ถ้าเขาทำผิดเราต้องเตือน เราก็ต้องบอกว่ามันผิดยังไง ให้เขาเข้าใจ คอยบอกสิ่งที่ถูกต้องให้กับเขาด้วยและเขาก็จะยอมรับได้

อย่างสุดท้าย เรามองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง เราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราอยากเป็น มันทำให้เราตั้งใจเต็มร้อย เราจะมีความพยายาม เราจะต้องต่อสู้และจะทำมันให้ได้ รวมถึงถ้ายิ่งคนรอบข้างเป็นกำลังใจให้ หน้าไหนก็ไม่กลัว อุปสรรคแค่ไหนก็เข้ามาเถอะ เขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือก ต้องอยู่กับมันให้ได้ซึ่งเราก็เอาประโยคนี้ไปพูดกับลูกจริงๆ ลูกก็อึ้งไป ถามเราอีกว่า “แม่โอเคหรอ” เราตอบ “ไม่โอเคก็ต้องโอเคดิก็หนูอยากเป็นนี่นา”

ใช้เวลาทำใจนานไหมกว่าจะยอมรับสิ่งที่ลูกอยากเป็นได้

เอาจริงๆ นะ ทุกวันนี้ก็ยังทำใจได้ไม่สุดเลย แต่สุดท้ายก็เป็นความคิดของลูกเรา บุคลิกเขาก็ผ่าน ภาษาเราก็เสริมให้เขา ทำใจอยู่แต่ก็ต้องสนับสนุนไปด้วย โดยเราก็หัดให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ตอนนี้ลูกอยู่ม.5 ต้องรีดผ้าเอง แต่แม่ก็ปวดใจมาก เพราะเสื้อผ้าลูกเป็นอะไรที่แม่ต้องดูแลตั้งแต่เล็กและด้วยความที่ลูกเพิ่งหัดรีดมันก็เลยค่อนข้างยับ แต่คุณลูกก็มาแก้ตัวกับเราว่า “แม่มันก็แค่กระโปรงป่ะแม่” เขายังมองอะไรง่ายๆ เราก็ “ใช่ลูก แต่แม่ยังทำใจไม่ได้ เพราะมันยับมาก” (หัวเราะ) ลูกก็ “จะพยายามให้มันดีขึ้นละกัน” เราก็ “จ้ะลูกแม่” เวลาลูกรีดผ้าแม่ก็พยายามระเห็จตัวเองไปที่ไกลๆ พยายามไม่ดู ทำใจไม่ได้ยิ่งกว่าลูกอยากเรียนแอร์อีก ลูกต้องรักษาบุคลิกภาพของลูกนะ หน้าตาก็สวย กระโปรงยับเชียว มันใช่หรอว้า~~

สิ่งที่คุณแม่ช่วยส่งเสริมเขามีอะไรบ้าง

ให้กำลังใจคือที่สุดค่ะ เพราะว่าลูกเรียนหนักมาก คะแนนสอบไม่ต้องหวังเลย แม่ขอแค่ผ่าน แม่บอกเสมอว่าไม่เป็นไร ขอแค่มันไม่ติดร. หรือ 0 ก็พอแล้ว และเราต้องทำใจว่าเด็กช่วงนี้มันเรียนหนักมาก แล้วเวลาครูสั่งงานก็จะเป็นงานกลุ่มซะเยอะกว่าจะรวมตัว ทำงานออกมาเป็นรูปร่างได้ก็นานอยู่

ส่วนอีกเรื่องคือแม่ต้องช่วยลูกเรื่องวิชาภาษาไทย เพราะเขาจะถนัดภาษาอังกฤษและวิชาอื่นมากกว่าเพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แม่ได้ในภาษาไทยพอดีก็เลยบอกให้ลูกบอกเรื่องที่ไม่รู้มาแล้วจะพาไปซื้อหนังสือมาให้อ่านและไม่ว่าเวลาไหนที่เขาเอ่ยปากว่าแม่ช่วยหนูหน่อย เราก็พร้อมที่จะช่วยเขาทุกอย่าง

ก่อนหน้านี้คุณแม่บอกว่าน้องได้เกรด 2.95 มันมีผลต่อความมั่นใจในตัวลูกเรื่องความใฝ่ฝันของเขาบ้างไหม เพราะอะไร

ไม่ พี่โอเค ขอแค่ไม่ตกก็ใช้ได้แล้ว ต้องเข้าใจเขานิดหนึ่งว่าเขาเรียนหลายวิชา เขาเรียนพิเศษเพิ่มเติมเอง รับผิดชอบเอง คนอย่างแม่น่ะคิดว่า “การเรียนไม่ใช่ตัวชี้วัดหรอกนะว่าลูกจะมีชีวิตต่อไปตลอดรอดฝั่งไหม ความรับผิดชอบต่างหากล่ะที่สำคัญ” แม่เลยไม่มายด์เรื่องเกรดค่ะ

ช่วยฝากถึงผู้ปกครองที่ไม่มั่นใจความคิดของลูกหน่อยว่าพวกเขาควรทำอย่างไร

อย่างแรกต้องจัดการกับอารมณ์ที่ไม่พอใจเรื่องลูกเลือกเรียนตามใจเขา อย่าเพิ่งไปสบประมาทเขาเพราะถ้าคุณสบประมาทลูกไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งที่สองเขาจะไม่กล้าพูดความจริงกับคุณเลย จากนั้นให้เวลาทั้ง 2 ฝั่งไปหาเหตุผลว่าเพราะอะไรหนูถึงอยากเป็นอาชีพนี้และเพราะอะไรแม่ถึงไม่อยากให้เป็นอาชีพนี้ โดยเรามาหาข้อดีข้อเสียของอาชีพที่ลูกอยากเป็นนั้นๆ ไว้ แล้วก็แลกกันตอบ เพราะว่าการทะเลาะกันมันไม่สนุกหรอก แย่ทั้งคู่ และลูกยิ่งต้องใช้สมองในการเรียน เขาต้องมาเครียดเรื่องเราอีกแทนที่จะนั่งเรียนสบายๆ ไม่ซีเรียส

ขอถามจากใจว่าก่อนหน้าที่ลูกเข้ามาคุยเรื่องอยากเป็นแอร์ฯ คุณแม่ได้หวังให้น้องโตไปทำงานด้านไหนเป็นพิเศษไหม

เอาจริงๆ นะ ตามความรู้สึกก็อยากให้เป็นครูเพราะว่าพ่อเขาก็เป็นครู แต่ดูแล้วเด็กคงจะตายคามือลูกเรา ไม่น่าไหว ไม่รอด (หัวเราะ) ด้วยความที่บุคลิกเขาจะเป็นคนเงียบๆ นิ่งๆ ดูแล้วเด็กน่าจะสนใจ แต่เวลามันโหดขึ้นมาก็กลัวว่าเด็กจะไม่รอด แต่เราก็ไม่บังคับว่าเขาจะเป็นอะไรไง เราให้เขาคิดของเขาเอง แต่ลึกๆ ก็คือ อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ คนเป็นแม่ ไม่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลสายตาเท่าไรหรอก

สุดท้ายแม้ความคิดแม่เดียร์ก็ยังไม่ได้เหมือนลูกเป๊ะ แต่แม่ก็ยังสนับสนุนลูกเต็มที่บนหลักเหตุและผลเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำเพื่อลูกได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรคนที่เลือกอาชีพที่ดีที่สุด เหมาะที่สุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ต้องเป็นลูกของแม่เดียร์เองนั่นแหละ แล้วพ่อแม่ท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ แลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

6 ประโยคที่พ่อแม่ไม่ควรพูด เมื่อลูกยังสับสนในความฝัน

หลายครั้งพ่อแม่ก็ไม่ได้สนใจคำพูดของตัวเองเมื่อหลุดพูดประโยคแรงๆ ไปโดยไม่รู้ว่ามันสร้างความเจ็บปวดให้ลูกมากแค่ไหน มาดูกันว่ามีประโยคไหนบ้างที่ลูกฟังแล้วต้องสะอึกเวลาที่พูดถึงเรื่องความฝันของเขา

1. “มั่นใจหรอว่าทำได้อย่างที่พูดน่ะ!”

ประโยคแรกเดือดๆ ที่ใครได้ยินก็เป็นต้องหนาวและถ้าคุณหลุดคำพูดนี้ใส่ลูกของคุณในขณะที่เขาเล่าความฝันให้คุณฟัง เขาจะรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน ผลเสียของมันก็ไม่ใช่เล่นเลยเพราะมันทำให้ลูกไม่กล้าเรียนรู้จากความผิดพลาดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจแข็งแกร่งและพร้อมเผชิญโลกกว้างได้

2. “ลูกทำไม่ได้หรอก”

คำพูดที่ระดับความรุนแรงไม่ต่างจากประโยคแรกซึ่งก็บอกเป็นนัยๆ ว่าพ่อแม่ไม่เชื่อในตัวลูก คิดว่าลูกเก่งไม่เหมือนคนอื่นและความฝันของลูกมันก็คงเป็นไปไม่ได้ พ่อแม่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเด้อ เพราะสิ่งที่ลูกอยากรู้คือพ่อแม่รักเขาและมั่นใจในตัวเขา ฉะนั้น พ่อแม่ควรมองหาสิ่งที่ลูกๆ ทำได้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้

3. “ที่พ่อแม่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อลูกนะ”

เป็นประโยคล้างสมองที่ทำให้ลูกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าฝัน เพราะสิ่งที่พ่อแม่วางแผนไว้ให้นั้นดีที่สุดแล้ว นอกจากนี้ ยังไม่กล้าแสดงความรู้สึกเจ็บปวดและโกรธต่อพ่อแม่แม้ในใจจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เหมือนโดนเซตในหัวแล้วว่า ‘พ่อแม่เสียสละและทำทุกอย่างเพื่อเราขนาดนี้ ฉันก็ต้องแบกให้มากกว่านี้ ยิ่งกว่ากัปตันอเมริกาแบกความหวังของมวลมนุษยชาติอีก’

4. “การฝึกฝนทำให้ดีเลิศ” หรือ “Practice make perfect”

ประโยคภาษาอังกฤษที่ได้ยินเป็นประจำ ฟังดูแล้วเหมือนว่าจะกระตุ้นให้คนฟังมีแรงใจในการฝึกฝนและพยายามต่อ แม้ตอนนี้จะยังทำไม่สำเร็จ แต่ถ้าพ่อแม่ใช้เองเกรงว่าจะกลายเป็นดันลูกมากกว่า เพราะหากเขายังทำไม่สำเร็จแสดงว่าเขาพยายามไม่มากพอจนตั้งคำถามในใจตัวเองว่า “หนูทำอะไรผิดไป หนูก็ฝึกหนักมาตลอด แต่ก็ยังไม่ดีที่สุดสักที”

5. “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่”

แม้ว่าเรื่องความฝันของลูกไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณที่คิดว่าลูกโตไปมั่นคงทางหน้าที่การงาน เงินทองก็เพียงพอ แต่ความฝันอาจะเป็นเรื่องใหญ่ของลูกคุณได้ หากพูดแบบนี้ออกไปจะทำให้ลูกรู้สึกเซ็งและอายที่จะพูดเรื่องความฝันของเขากับคุณอีก

6. “อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ ได้ไหม?”

จำไว้ว่าอย่าคาดหวังให้ลูกทำตัวเป็นผู้ใหญ่ได้เพราะเขายังเด็กและถ้ามันไม่เกินไปอย่างเรื่องความฝันของเขาก็อย่าไปห้ามหรืออย่าไปต่อต้านลูกเลย

เปลี่ยนประโยคใจร้ายมาให้กำลังใจ

ประโยคให้กำลังใจเป็นประโยคที่ลูกต้องการที่สุดในตอนนี้ เพราะนอกจากจะทำให้ลูกฮึดแล้วยังช่วยเพิ่มความนับถือตนเองของเด็ก เชื่อมั่นในตัวเอง พัฒนาจินตนาการของเด็กและกระตุ้นให้เด็กพยายามมากขึ้น ประโยคง่ายๆ ที่พ่อแม่เริ่มใช้ได้เลย ได้แก่ แม่เชื่อในตัวลูก, แม่ภูมิใจในตัวลูก, ความคิดของลูกมันเริ่ด, ไม่มีใครเพอร์เฟคไปหมดหรอกลูก, ล้มแล้วต้องลุก เอาใหม่ลูก

ไม่ยากใช่ไหมครับ แค่เลี่ยงคำพูดที่ทำร้ายแต่หาคำพูดที่ให้พลังกับลูกเอง เท่านี้ลูกมีอะไรก็อยากจะเข้าหาและมาปรึกษาแล้วล่ะ

Source : redbookmag.com  , bilingualkidspot.com

ติดตามรายการรอลูกเลิกเรียน ตอน ลูกมีปัญหาเรื่องเรียนต่อ

อยากรู้ว่าคุณสื่อสารกับลูกเรื่องเรียนต่อได้ดีหรือไม่?

เรียนรู้ 10 เทคนิคการสื่อสาร

ร่วมสร้างสรรค์โดย

Scroll to top